“จ้ะย่า มากินข้าวกันนะจ๊ะ”
“วันนี้ทำอะไรกินกันล่ะ” หญิงชราเอ่ยถาม
“ผัดผักน่ะจ้ะ ย่ากินข้าวนะจ๊ะ เดี๋ยวหนูป้อนให้” ใยไหมป้อนข้าวสวยก้นหม้อกับน้ำผัดผักให้ย่าจนถึงปาก เธอผัดแตงกวากับไข่ ผักจึงค่อนข้างนิ่มยายเคี้ยวกับเหงือกก็กลืนได้ ไม่ต้องใช้ฟันมาก
“อร่อยจ้ะ แล้วไหมกินอะไรหรือยังลูก” หญิงชราแค่ได้กินฝีมือหลานสาวก็มีความรู้สึก อะไรก็อร่อยไปหมด ให้กินข้าวเปล่ากับน้ำปลาหรือไข่ต้มฟองเดียวก็ไม่เคยบ่น เพราะไม่อยากเป็นภาระลูกหลานมาก รู้ว่าลูกหลานต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
ใยไหมสงสารย่า ทรัพย์สมบัติบ้านช่องก็เคยเป็นของย่า พอยกให้พ่อจนหมดก็ถูกเนรเทศมาอยู่กระท่อมหลังเล็กเก่าๆ ด้านหลังบ้าน ห้องน้ำห้องท่าก็ลำบากต้องออกไปใช้นอกบ้าน ตอนหลังเธอเลยให้ท่านขับถ่ายใส่กระโถนและนำไปทิ้งให้เอง แถมยังตักน้ำมาใส่ตุ่มให้ท่านอาบตรงนอกชานแทนการไปห้องน้ำนอกบ้านเพราะเดินเหินไม่สะดวก
“ไหมกินแล้วจ้ะย่า ย่ากินต่อนะจ๊ะ” ใยไหมป้อนหญิงชราไปอีกหลายคำก่อนที่อีกฝ่ายจะโบกไม้โบกมือไปมา
“ย่าอิ่มแล้วจ้ะ” หญิงชราแม้จะสายตาฝ้าฟางแต่ก็เห็นกับข้าวในถ้วยรางๆ และพอจะรู้ดีว่าหลานสาวคงทำงานงกๆ ยังไม่ได้กินข้าวกินปลา ท่านจึงกินเพียงนิดและเหลือเอาไว้ให้หลานสาวประทังชีวิต
“ย่าอิ่มแล้วเหรอจ๊ะ ทำไมกินน้อยจัง”
“ย่าแก่แล้ว คนแก่ก็กินน้อยเป็นธรรมดาล่ะ พ่อของเราล่ะ กลับมาหรือยัง”
“ช่วงนี้พ่อทำงานกลับค่ำทุกวันจ้ะ บางวันก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะต้องรับงานมากขึ้น พอดีกานดาสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังน่ะจ้ะ ต้องใช้เงินเยอะในการเรียนต่อ”
ใยไหมเอ่ยบอกผู้เป็นย่า เพราะย่าอยากให้บิดาพาไปหาหมอ ตามประสาคนแก่ที่อยากให้ลูกชายมาดูแลบ้าง ย่าหูตาไม่ดี ก็อยากไปตรวจร่างกายเหมือนในอดีต แต่พอเธอไปบอกบิดามารดาก็โดนด่าเช็ด เลยต้องมาโกหกย่าว่าบิดาไม่ว่าง งานยุ่ง ทั้ง ๆ ที่กลับบ้านมาทุกวัน เพราะไม่อยากให้ย่าเสียใจ อาจจะดูเหมือนหลอกผู้เป็นย่าไปวันๆ แต่บางทีการไม่รู้ก็ดีว่ารู้แล้วต้องเจ็บปวดใจ
“พ่อเราคง ยุ่งไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ย่ารอได้ อยากไปหาหมอเอายามากินบ้าง ปวดไปหมดทั้งตัว” ทุกวันนี้ย่าไม่ได้ไปหาหมอตรวจร่างกายเลย รับแต่ยาลดไขมันและความดันโลหิตสูงฟรี ซึ่งเธอเป็นคนไปเอามาให้ จะพาย่าไปก็ไม่สะดวกเพราะไม่มีรถ ก็ต้องขอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจให้ ซึ่งก็ค่อนข้างลำบากและรอคิวค่อนข้างยาวเพราะว่ามีจำนวนคนเยอะ และงานของเจ้าหน้าที่ก็ล้นมือ
สองวันต่อมา...
อากาศในบ้านอบอ้าวกว่าทุกวัน ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิภายนอก แต่เพราะ “แรงกดดัน” ที่แผ่ซ่านทั่วบ้านไม้หลังนี้
ใยไหมยังคงทำงานบ้านเหมือนเดิม แต่รู้สึกถึงสายตาแปลกประหลาดของรำเพยและพีระ ที่มองมาทางเธอด้วยแววตาเหมือนมีอะไรสักอย่าง
“ไหม...” รำเพยเรียกเสียงเย็น
“จ้ะแม่” ใยไหมสะดุ้ง
“พรุ่งนี้ลุกแต่เช้า แต่งตัวให้เรียบร้อยนะ แม่จะพาไปเสริมสวย”
“หะ... เสริมสวย” เธอเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ใช่ โตแล้วก็ถึงเวลาต้องทำหน้าที่ของลูกที่ดีเสียที!”
“ทำหน้าที่อะไรเหรอจ๊ะ”
“ไม่ต้องถามมาก ทำตามที่ฉันบอกก็พอ”
ใยไหมพยักหน้าเบา ๆ ในใจเต็มไปด้วยความกังวล ไม่รู้ว่ามารดาจะให้ทำอะไรอีก ร้อยวันพันปีเขาไปเสริมสวยกันแต่เขาสองแม่ลูก เธอเป็นลูกสาวที่ถูกลืม ไม่เคยได้เข้าร้านเสริมสวยเลยสักครั้ง
วันรุ่งขึ้น...
รำเพยพาใยไหมไปที่ร้านเสริมสวยในตัวเมืองร้านหนึ่ง ใยไหมเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก เพราะในชีวิตนี้ไม่เคยเฉียดใกล้ร้านเสริมสวยเลยสักครั้ง
ภายในเต็มไปด้วยพนักงานมากฝีมือ ชุดแต่งงานสีขาวลูกไม้แขวนไว้ในร้านเต็มไปหมด
“เดี๋ยวฉันกลับมารับแก ไปซื้อของแป๊บนึง แกห้ามเรื่องมาก เพราะต่อจากนี้ไปแกต้องเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด” มารดาพูดเสียงสะบัดก่อนจะเดินออกไปจากร้านแบบไม่เหลียวหลัง
“น้องต้องไปร้านเสริมสวยอีกร้านนะคะ พอดีร้านนี้คิวเต็มเป็นอีกสาขาน่ะค่ะ”
“แล้วแม่ของหนูล่ะคะ”
“เดี๋ยวถ้าคุณแม่ของน้องกลับมา เราจะแจ้งให้ทราบและพาไปอีกร้านค่ะ” ได้ยินแบบนั้นใยไหมจึงขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย
ใยไหมรู้สึกเก้กังเป็นที่สุด แต่ช่างเสริมสวยก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“น้องไหม วันนี้ต้องสวยที่สุดนะคะ เดี๋ยวทางเราจะดูแลทุกอย่างให้ค่ะ”
“แต่... ไหมยังไม่ได้รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง...”
“เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง เชื่อพี่เถอะค่ะ แล้วจะไม่ผิดหวัง”
เธอถูกจับขัดสีฉวีวรรณ แปลงโฉมทั้งผิวหน้า ผิวตัว เส้นผม และชุด
ใยไหมแทบจำเงาตัวเองในกระจกไม่ได้
คนตรงหน้าคือหญิงสาวผู้เลอค่าราวกับเจ้าสาวในนิทาน แต่ในขณะที่เธอกำลังสับสนและไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะแต่งงานกับใคร...
อีกฟากหนึ่งของเมือง…
ร้านเสริมสวยร้านเดิมที่ใยไหมมาในคราแรก รมิดา นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างามดุจนางพญาหงส์
ผมถูกทำให้ยุ่งอย่างตั้งใจ เครื่องสำอางแต่งแบบลวก ๆ เธอยิ้มมุมปากให้เงาสะท้อนในกระจกอย่างนางมารร้าย
“ดี... ต้องดูโทรมพอสมควร จะได้สมกับที่คนเลว ๆ จะพาไปเข้าห้องหอ” เธอลุกขึ้น หยิบกระเป๋าสะพาย แล้วเดินออกจากร้านอย่างมั่นใจ ไม่นาน รำเพยก็มารับเธอกลับ
“ทำไมแกถึงดูไม่ได้เรื่องขนาดนี้นะ” รำเพยถามพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน
“แต่อย่างว่าขี้เหร่แบบแกจะไปสู้กานดาได้ยังไง ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
รมิดาแสร้งทำหน้างอน “ก็ร้านที่แม่พาไปมันไม่ค่อยดีไงล่ะคะ จะเอาอะไรล่ะคะ”
“นี่ก็แพงที่สุดแล้ว ถ้าให้แพงกว่านี้ไม่มีเงินหรอก”
“อืม...” รมิดากอดอกขณะนั่งรถประจำทางกลับบ้านกับรำเพย ท่าทีเปลี่ยนไปนั้นรำเพยไม่ได้คิดเอะใจเลยว่า อีกฝ่ายไม่ใช่ใยไหม
ในขณะเดียวกัน…
ใยไหม... ถูกพาไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่ง เป็นเพนเฮ้าส์หรูกลางเมือง พร้อมคำสั่งจากหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก
“คุณต้องพักที่นี่ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับพิธีแต่งงาน”
“ใคร... ใครจะแต่งงานกับไหมคะ แล้วแม่ไปไหนคะ” ใยไหมทำหน้างง เพราะพอออกจากร้านเสริมสวย ช่างของร้านบอกว่าจะพากลับมาส่ง แล้วเธอก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในสถานที่หรูหรานี้แล้ว
ผู้หญิงคนนั้นเพียงยิ้มบาง ๆ อย่างใจดี แล้วเดินออกไปโดยไม่ตอบอะไร
เธอรู้เพียงว่า... ทุกอย่างทีเกิดขึ้นทำให้เธอไม่ทันตั้งตัว
คืนนั้น...ที่บ้านของรำเพยกับพีระ สองสามีภรรยาจอมชั่วร้าย และลุงบุญมีเตรียมงานแต่งกันเงียบ ๆ
แต่แทนที่จะได้ “ใยไหม” ไปเข้าห้องหอ
แต่สิ่งที่ลุงบุญมีได้รับคือ ฝาแฝดผู้มากับความแค้นอย่างรมิดา
รมิดา ในคราบเจ้าสาว ยิ้มร้ายออกมา ได้เวลาสนุกแล้วสิ
คืนวันนั้น งานแต่งงานจัดขึ้นอย่างเร่งรีบในบ้านของลุงบุญมี เศรษฐีเจ้าของธุรกิจไม้เก่าแก่ในต่างจังหวัด
ไม่มีแขก ไม่มีดนตรี ไม่มีความสุข
มีเพียงความมืดดำและความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจของคนในครอบครัว
รำเพยกับพีระเห็นว่าลูกสาวคนโตไม่หือไม่อือ ยอมเข้าพิธีแต่งงานง่าย ๆ ก็นึกชอบใจไม่น้อย
ก็ดี! ไม่ต้องบังคับมัน มันก็ยอมมีผัวแต่โดยดี
ผัวแก่ๆ ก็ดี ตายเร็วๆ จะได้เอาสมบัติมันมาให้หมด ตอนที่มันตาย!
ลุงบุญมียืนลูบพุง รอเจ้าสาวในห้องหอด้วยท่าทีกระดี๊กระด๊า
ชายวัยหกสิบในชุดสูทเก่า ๆ โชว์ฟันเหลืองและแววตากระหาย
ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ
หญิงสาวในชุดไทยสีทองก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า
แต่ท่าทางของเธอไม่ได้เขินอายเหมือนเจ้าสาวทั่วไป
กลับมีแววตาดุดันวาวโรจน์
“มาค่ะลุง... รออะไรอยู่” เสียงทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยรอยยิ้มร้าย ลุงบุญมีแทบจะถลาเข้าใส่
แต่ไม่ทันได้แตะเนื้อต้องตัว เธอก็...
พลั่ก! รมิดายกเข่ากระแทกเต็มแรงตรงเป้ากลางลำตัวของเจ้าบ่าว
ชายชราร้องโอดโอย ร่วงลงกับพื้นในทันที
“อุ๊ย... ขอโทษค่ะลุง มือไว... ตีนไว... พอดีเห็นของน่าขยะแขยง” เธอไม่รอให้ลุงบุญมีฟื้นขึ้นมาได้ เธอก็หยิบกระเป๋าเงินของเขาออกจากกระเป๋าเสื้อ สูบเงินสดออกมาเก็บไว้หน้าตาเฉย
“จะเอาไปไหน”
“เอาไปไหน ลุงนี่แปลก ถามมาได้ ฉันเป็นเมีย ของของลุง เงินของลุงก็เหมือนของของฉันน่ะสิ” รมิดาหัวเราะอย่างชั่วร้าย
“เธอนี่มันร้ายกาจจริงๆ”
“ทำไมลุงใจร้ายแบบนี้ หาว่าฉันร้ายกาจเหรอ น่าน้อยใจเสียจริง” รมิดาแกล้งโวยวายเสียงดัง ก่อนจะหันมองไปรอบบ้าน แล้วเริ่มทำลายข้าวของ
เพล้ง!
โครม!
ของในบ้านแตกหักไม่มีชิ้นดี ลุงบุญมีได้แต่อ้าปากค้าง
“นี่หยุดนะ อันนั้นวางลงนะ วางลง”
“ได้จ้ะลุง แพงใช่ไหม เหมือนของในตลาดนัดใบละห้าสิบบาท ไม่เห็นเหมือนแจกันราคาหลักหมื่นหลักแสนเลย”
เพล้ง!
“อุ๊ย! ตายแล้ว หลุดมือ” รมิดาแกล้งอุทาน ก่อนจะทำสีหน้าตกอกตกใจ
“แก แก!” ลุงบุญมีด่าไม่ออก ถึงกับเข่าทรุด
“กูได้เมียหรือได้อะไรมานี่”
“พ่อกับแม่ของฉันบอกว่าลุงแก่ใกล้ลงโลงแล้ว พ่อกับแม่ก็เลยสั่งฉันว่าให้จัดการลุงให้หนักๆ เลยค่ะ ถ้าลุงตายฉันก็จะได้ทรัพย์สมบัติของลุงด้วยนะ” รมิดาแกล้งว่า สีหน้ากวนโมโหสุด ๆ
“ไอ้สารเลว พ่อแม่มึงเสี้ยมสอนมาแบบนี้ได้ยังไง”
“ไม่รู้สิ ก็เขาเป็นพ่อแม่ ฉันก็ลูกเนอะ ก็เลยต้องทำตาม” รมิดาแกล้งทำเสียงเล็กเสียงน้อย ม้วนผมไปมาด้วยท่าทีไร้เดียงสา
เมื่อทำลายข้าวของจนหนำใจแล้ว รมิดาก็ทำท่าจะทิ้งตัวลงนอน แต่ลุงบุญมีไม่เอาแล้ว
ชายแก่รีบเดินมาส่งเจ้าสาวกลับบ้าน ถ้าขืน
ยังให้อยู่บ้าน รับรองว่าเขาต้องตายก่อนได้ใช้เงินแน่ ๆ ทั้งตัวของบุญมีมีแต่รอยฟกช้ำ ตาเขียว ริมฝีปากแตก เสียงโครมครามที่ดังขึ้น ทำให้ชาวบ้านนึกว่าผัวแก่ได้เมียสาวแล้วคึกทำกันรุนแรง แต่ที่ไหนได้!
รำเพยกับพีระยืนตะลึงเมื่อเห็นลูกสาวคนโตเดินมาหยุดอยู่หน้าบ้าน หน้าตาของอีกฝ่ายนิ่งเฉย มือไขว่หลัง รอยยิ้มร้ายกาจฉาบบนใบหน้าสวยจนสยอง