เออ เวิร์คว่ะ!! ฉันกับมันหน้าตาหาเรื่องชาวบ้านเขาจะตาย ถ้าหาแฟนไม่ได้ ก็ได้กันเองเนี่ยแหละ ไม่เห็นยากเลย แก่ไปก็ไม่เหงาด้วย เสียอย่างเดียว หน้าฉันดุ หน้ามันก็ดุ ลูกฉันออกมาต้องหน้ามหาโจรมากแน่ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอกนุ่น...” “ฉันยกยิ้มหวานอย่างมีเลศนัยก่อนจะตบบ่าคนร่างสูงอย่างเป็นมิตร พูดเสียงทีเล่นทีจริงเหมือนตั้งใจจะกวนตีน “ถ้าหาใครไม่ได้ ก็จะเอาแกเนี่ยแหละ”
เป็นเพราะฉันพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ชวนคบกันเหมือนชวนมันกินข้าว ทำให้ไอ้นุ่นชะงักก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะให้กับข้อเสนอของฉัน
“ไอ้นัท ไร้สาระอีกละ”
“ยังไง?” ฉันเหล่สายตามองหน้ามันอย่างต้องการคำตอบ ทำให้ไอ้นุ่นถอนหายใจยาวแล้วดีดนิ้วเข้าที่หน้าผากฉันซ้ำเข้าที่เดิมดังป๊อกจนฉันผงะไปด้านหลัง ความเจ็บจี๊ดแผ่กระจายจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งทำให้ฉันเบะปากไม่พอใจ
มันคงคิดว่าแรงดีดของมันเบามากมั้ง! หัวคนนะไม่ใช่ลูกแก้ว ดีดอยู่ได้!
มันเงียบแล้วมองหน้าฉันครู่นึงราวกับกำลังแสกนสายตาและท่าทางของฉันว่าพูดจริงหรือพูดเล่นก่อนจะหัวเราะร่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางยืดมือออกมาตบบ่าฉันสามที
“ใจเย็น นี่เพื่อน”
ฉันคลำหัวป้อยๆ อย่างหงุดหงิด สาเหตุไม่ใช่เพราะมันดีดหน้าผากฉันจนระบมแต่เพราะมันคิดว่าฉันล้อเล่น…
ทั้งที่ฉันเอาจริง
เบาะข้างซ้ายฉันว่างเปล่าตลอดแนว พอๆ กับเบาะข้างขวาของไอ้นุ่นที่ไร้เงาสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ฉันกับไอ้นุ่นทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มๆ กลางโรงหนังก่อนจะพ่นลมหายใจเซ็งเมื่อไอ้เด็กเบาะด้านหน้าฉันมันกำลังร้องโหวกเหวกโวยวายเหมือนมีโทรโข่งติดปาก
ฉันหงุดหงิดเลยแกล้งใช้ส้นเท้ากระทุ้งเบาะหน้าเบาๆ หนึ่งทีเป็นการเตือนให้เด็กเงียบ ไอ้เด็กโทรโข่งนั่นหันกลับมาและสบตากับฉันเพียงเสี้ยววินาที...
“แง แม่จ๋า”
ก็ร้องไห้ซะเฉยๆ
“ไอ้นัทไปแกล้งเด็กทำไม” ไอ้คนร่างสูงหันมาปราม หารู้ไม่ว่าเมื่อไอ้เด็กคนที่มันพาดพิง พอเลื่อนสายตาไปมองหน้ามันดันร้องไห้หนักกว่าเก่า
“ยังไม่ทำอะไรเลย มันร้องเองของมัน” ฉันจิ๊จ๊ะแล้วเบ้หน้า เป็นสาเหตุให้จากเดิมที่หน้าดุอยู่แล้ว ดุเข้าไปอีก ฉันผิดอะไร ฉันก็ไม่เข้าใจ เลยพยายามฉีกยิ้มให้ไอ้เด็กเวรนั่นอย่างจริงใจแต่ไม่ได้ผล...
“แงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”
แถมร้องหนักกว่าเดิมอีก
โอ๊ย เด็กอะไรวะ เอาใจยากฉิบหาย เห็นคนสวยแล้วร้องไห้ใส่ได้ไง เสียมารยาทที่สุด ฉันบ่นในใจพลางย่นคิ้วเซ็งแล้วสะบัดหน้าหันไปทางอื่น ไอ้เด็กนั่นงอแงพร้อมสูดน้ำมูกฟืดใหญ่หันไปกอดผู้หญิงวัยกลางคนข้างๆ ด้วยท่าทีกลัวๆ
“ยังอีกๆ” ไอ้นุ่นตีมือฉันเพื่อปราม ด้วยความที่คิดว่าฉันจงใจแกล้งไอ้เด็กคนนั้น ทั้งที่ฉันเปล่า ฉันแค่ยิ้มให้ ไม่รู้ทำไมมันร้องไห้ แต่ฉันก็ชินแล้วกับอะไรแบบนี้ เพราะฉันเจอมาตั้งแต่เล็กยันใหญ่
ฉันหันไปเบ้หน้าใส่มันไม่นาน เสียงภาพยนตร์ก็เริ่มดังกระหึ่ม มีการฉายโฆษณาและเทรลเลอร์ของภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ฉันกับไอ้นุ่นเลือกดูหนังผีตลกอารมณ์ดีแต่มีความหลอนนิดหน่อย สำหรับฉันมันกะโหลกกะลาและไร้สาระมากๆ ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องผีหรือเรื่องลี้ลับใดๆ ในโลก และฉันไม่ใช่คนที่จะตลกกับมุขตุ้งแช่ เพราะฉันเป็นคนเส้นลึกมาก แต่ไอ้นุ่นมันเป็นคนที่ชอบเรื่องผี ลี้ลับ ทำนายทายทักสุดๆ แถมยังชอบดูอะไรที่ไม่ถูกโฉลกกับเบ้าหน้ามันแม้แต่เสี้ยว
ยกตัวอย่างเช่น การที่มันอ่านนิยายรักหวานแหววแบบมุ้งมิ้งขั้นสุด หรือแม้แต่การ์ตูนตาหวานพระนางงอนง้อกันไปครึ่งเรื่อง มันยิ่งชอบ ฉันว่ามันไม่ถูกต้อง
“หนังมาแล้ว” ไอ้นุ่นเบิกนัยน์ตาอย่างตื่นเต้นก่อนจะหยิบเอาป็อปคอร์นเข้าปาก ฉันนั่งดูด้วยท่าทีนิ่งเงียบ เสียงหัวเราะบ้าง กรี๊ดบ้างดังปะปนเป็นระยะ เมื่อหนังเข้าสู่กลางเรื่อง เนื้อหาเริ่มเข้มข้นขึ้น ปมต่างๆ ในภาพยนตร์เริ่มหักมุม ความน่ากลัวจากน้อยเริ่มทะยานไปมาก มือของฉันเย็นเยียบ ขณะที่บรรยากาศในโรงเงียบกริบ ทุกอย่างมืดลงมีเพียงเสียงดนตรีที่กระตุ้นให้คนดูหลอนและจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าจะมีอะไรมาให้ลุ้นอีก
ฉันถดตัวพิงหลังเข้ากับเบาะแน่น ใบหน้าเริ่มแนบไปกับเบาะที่ไอ้นุ่นนั่งอยู่ เสียงลมหายใจเริ่มระส่ำระส่ายจนคนข้างๆ สังเกตได้ชัด มันย่นคิ้วก่อนจะมองหน้าฉันด้วยรอยยิ้มขำ
“กลัวเป็นด้วยเหรอ?” มันหัวเราะ ในขณะที่ฉันหน้าหงิกงอ “มือสั่นเลยดูดิ” มันชี้มาทางมือฉันอย่างนึกตลกก่อนจะเอนตัวหลบฝ่ามือพิฆาตที่ฉันเต็มใจประเคนให้มัน ฉันทำท่าจะตีมันอีก มันเลยใช้มือหนานั่นรับไว้และจับไว้แน่น
หึ... ฉันลอบยิ้มในใจก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะ มือของไอ้นุ่นมันอุ่นมากจนฉันรู้สึกได้ ไอ้คนร่างสูงยิ้มร่าก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ ไอ้ผีนรกนั่นก็โผล่แฮ่เข้าที่หน้าจอ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด” เสียงกรี๊ดดังลั่นโรงจนทำเอาฉันหูแทบแตก ฉันหวีดร้องตามไปด้วยก่อนจะเด้งตัวแล้วเอาหัวมุดเข้ากับแผ่นอกของคนใกล้ตัว
“แม่ง” ฉันสบถหงุดหงิดจนไอ้นุ่นหัวเราะชอบใจ
ใช่สิ มันชอบแกล้งฉัน และมีความสุขทุกครั้งที่เห็นฉันเป็นทุกข์
“ตัวเองน่ากลัวกว่าผีอีก ทำเป็นกรี๊ด ขวัญอ่อนนะเราอ่ะ”
ฉันไม่ตอบ แต่แอบเบะปากให้กับคำกล่าวของมันอย่างหมั่นไส้ ฉันบีบมือมันแน่นแล้วซบเข้ากับแผ่นอกนั่นอย่างเงียบๆ ไอ้นุ่นไม่หือไม่อือไม่ได้ว่าอะไร ซ้ำยังนั่งไขว่ห้างดูหนังต่อ
ซึ่งมันก็ดี...
ฉันเหล่สายตาไปยังหน้าจอแล้วบังเกิดความคิดที่ว่าไร้สาระขึ้นมาไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ ไอ้นุ่นคงเข้าใจว่าฉันกลัวผีมากแต่แกล้งทำเป็นไม่กลัว ฉันรู้ว่าการแสดงอาการสั่นเล็กน้อยและวี๊ดว้ายบ้างมันทำให้ฉันดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น
แถมยังเป็นผู้หญิงที่ได้ถึงเนื้อถึงตัวมันเป็นพิเศษซะด้วย...
ฉันได้กลิ่นโคโลญจ์อ่อนๆ มันเบาบางและหอมละมุนเหมือนกลิ่นสบู่ เสียงกรีดร้องโหยหวนจากทั่วทุกสารทิศยังคงดังลั่นโรง ในขณะที่ฉันสั่นเล็กๆ พอเป็นกระสัยให้ไอ้นุ่นหัวเราะเล่นๆ แล้วหันมาเอ็นดูฉันตามวิสัยคนใจดีอย่างมันด้วยการลูบหัวปลอบ หารู้ไม่ว่าภายใต้ใบหน้าที่ซบเข้ากับแผ่นอกกำลังยกยิ้มอย่างมีชัยชนะ
ผู้หญิงบนโลกนี้มีอยู่หลายประเภท แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงทุกคนล้วนเจ้าเล่ห์เจ้ากลมาแต่กำเนิดไม่มากก็น้อย แต่บังเอิญฉันดันมีไอ้สิ่งที่เรียกว่ามารยามากไปหน่อย ฉันสามารถตีเนียนหน้านิ่งและใช้ความเป็นเพื่อนเข้าใกล้มันได้ไม่ยาก
แค่นี้ก็เห็นแววชนะใสๆ มาแต่ไกลแล้ว หินโดนน้ำเซาะมันยังกร่อน มีเหรอที่ผู้ชายอย่างไอ้นุ่นโดนฉันอ่อยวันละเล็กวันละน้อยจะไม่เถลไถลเผลอใจมาบ้าง ทว่าด้วยความที่พวกเราเป็นเพื่อนกันฉันจึงต้องแสดงท่าทีสงบไว้ก่อน ไม่ชิงแหวกหญ้าให้งูตื่น ไม่งั้นแทนที่จะได้แฟนแทนเพื่อน อาจจะต้องเสียทั้งเพื่อนแถมยังไม่ได้แฟนอีก
นี่ซีรีบรัมในสมองของฉันสร้างสรรค์มาจากอะไรวะ ถึงได้ฉลาดหลักแหลมขนาดนี้
“นุ่น” ฉันเอ่ยเรียกมันเพื่อจะหาเรื่องคุยหรือพูดนิดๆ หน่อยๆ หากแต่พอเลื่อนสายตามาจ้องใบหน้าขาวสะอาด ฉันก็รู้ทันทีว่าการที่มันนิ่งๆ แล้วไม่โต้ตอบอะไรไม่ใช่เพราะมันไม่ถือที่ฉันแตะต้องตัวมันหรอก
แต่มัน...
ฉันถอนหายใจไม่รู้จะสมเพชให้กับสภาพอนาถของมันดีรึเปล่า ไอ้นุ่นถดตัวลงจนหัวมันแทบจะกลืนลงไปกับเบาะ เหงื่อเม็ดเล็กพร่างพราวเต็มหน้าผาก มือเย็นเฉียบนั่นจับฉันไว้แน่น
“นี่มึงกลัวผีเหรอเนี่ย” ฉันหัวเราะให้กับท่าทีของมัน ขนาดกลัวแม่งยังต้องเก๊ก มันตวัดสายตาดุๆ มามองแล้วปฏิเสธเสียงเรียบแต่โคตรจะไม่เนียน
“เปล่า แค่ลุ้นไปหน่อย”
โห พูดมาได้ ใครจะไปเชื่อ!
“ไม่ได้กลัว” มันพูดแบบนั้นแต่มันดันบีบมือฉันแน่นขึ้นอีก มันบีบมือฉันได้สักพักก็หันใบหน้ามามองฉันนิ่งๆ แม้แสงจากจอภาพยนตร์จะไม่มากนัก แต่ก็มากพอให้ฉันเห็นเค้าโครงใบหน้ารูปไข่และนัยน์ตาฉายแววประหลาดของมันได้
ชั่วขณะที่มันหันกลับ แม้ไม่ถึงสามวินาที...
ฉันก็สังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของคนร่างสูง
ยิ้มทำไมวะ... เครื่องหมายปริศนาปรากฏขึ้นในมันสมองของฉันทันที มันรู้ทันเหรอ? ...ไม่มั้ง มันไม่น่าฉลาดขนาดนั้น ฉันคิดอยู่ในใจก่อนจะเหลือบสายตาไปมองคนข้างๆ อย่างหวาดระแวง
ไม่หรอกมั้ง... ฉันพิจารณารูปหน้าเรียวนั่นหลายครั้งจนคนข้างๆ จับสังเกตได้เลยเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ
“ตกลงจะดูหนังหรือจะดูนุ่น?”
นี่คือความตอแหลอีกประการของไอ้นุ่น มันไม่ขึ้นกูมึงกับใคร แถมยังเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อที่แสนจะมุ้งมิ้ง แปรผกผันกับหน้าตาที่โคตรจะดุ ตัดภาพมาที่ฉัน นอกจากหน้าตาพร้อมตบแล้วยังพูดจาพร้อมมีเรื่องอีกต่างหาก
“ก็หนังมันน่ากลัวอ่ะ เลยดูนุ่นแทน” ฉันแกล้งหยอกมันด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง พร้อมนัยน์ตาพริ้งพราวเจ้าเล่ห์ ไอ้นุ่นยกยิ้มที่มุมปากแล้วหยอกกลับ
“น่ารักอ่ะดิ๊”