ตอน 2

ตอนที่2 ทะลุมิติสู่โลกอีกใบ

จักรวรรดิตงหลี่ ณ สวนหลังเรือนแห่งจวนเสนาบดี

กระแสความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่างเสมือนถูกรถชนจนกระดูกแตกละเอียด โฉบแล่นผ่านห้วงสมองขึ้นมา เซียถงพยายามลืมตาขึ้นมาเพื่อถ้ำสำรวจสถานการณ์ยามนี้ แต่ก็ต้องพบว่า ต่อให้จะพยายามลืมตาขนาดไหน เปลือกตากลับหนักอึ้งคล้ายถูกเหล็กกล้าทับอยู่ ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถลืมตาขึ้นได้เลยสักนิด

สามวันต่อมา ในที่สุดเซียถงก็สามารถลืมตาขึ้นได้ แสงแดดเจิดจ้าจรัสสาดใส่ ลอดผ่านช่องหน้าต่างทำให้นางตื่นตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นค่อยกวาดสายตาไปมองโดยรอบ บริเวณทางเดินเข้าเป็นทรงโบราณ ทั้งโต๊ะไม้ เก้าอี้ และเตียงก็เช่นกัน...

ทันทีทันใด นางก็สัมผัมได้ถึงกระแสความเจ็บปวดที่ไหลทะลักเข้าสู่จิตใจ ยิ่งกว่าเขื่อนกักเก็บน้ำแตก ความทรงจำอันไม่คุ้นเคยกรอกเทเข้าสู้สมองของนางไม่มีหยุดหย่อน

ที่แท้หลังจากที่นางตายลง วิญญาณดวงนี้มิได้แตกสลายหายไปไหน แต่กลับทะลุมิติสู้ห้วงเวลาหนึ่ง ณ ดินแดนที่ไม่เคยรู้จักที่มีชื่อว่า ทวีปเทียนหลาง โดยบังเอิญ และยังได้ข้ามภพมาอยู่ในรางหญิงสาวที่มีชื่อสกุลเดียวกับนางอีกด้วย! เซียถง คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีในจักรวรรดิตงหลี่

นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลายมาเป็นที่เคารพนับถือของคนหมู่มาก!

ซึ่งในโลกแห่งนี้มีขุมพลังวิเศษที่เรียกว่า ลมปราณ ส่วน ‘เซียถง’ อายุสิบห้าปี เป็นอัจฉริยะสาวแห่งเส้นทางการบำเพ็ญตบะในจักรวรรดิตงหลี่แห่งนี้ ทว่ากลับถูกผู้คนหัวเราะและดูแคลนตั้งแต่ยังเด็ก เพียงเพราะนางมีใบหน้าอัปลักษณ์ ปล่อยให้ผู้อื่นด่าทอกดขี่อยู่เหนือหัว ไม่กล้าตอบโต้หรือทำอะไรใดๆ เก็บงำและอดทนอย่างเงียบงัน

และครั้งนี้เพื่อช่วยชีวิตองค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ เซียถงถึงกับเสี่ยงชีวิตพุ่งออกไปเป็นโล่มนุษย์ป้องกันคมดาบมรณะที่โจมตีเข้าใส่ ส่งผลให้จุดตันเถียนของตนถูกทำลายและบาดเจ็บสาหัสจนตายลงในที่สุด

จวบจนตอนนี้ องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยือนนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในเวลานั้นเอง นอกประตูเรือนก็มีหญิงสาวในชุดสีเขียวมรกตเดินตรงเข้ามา พอเห็นเซียถงที่ฟื้นสติขึ้นก็พลันตื่นเต้นดีใจถึงขีดสุด และรีบวิ่งเข้ามาทั้งน้ำตากล่าวว่า

“คุณหนู! ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว! ฮือๆ ...ข้ากลัวแทบตาย...กลัวว่าคุณหนูจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย...”

หญิงสาวนางนี้เป็นสาวรับใช้คนสนิทของเซียถง ชื่อว่า อิ๋งเอ๋อร์

เซียถงเพียงเค้นเสียง ‘อืม’ ออกไปคำหนึ่ง ปรากฏจากคลื่นอารมณ์ใดปรากฏ

อิ๋งเอ๋อร์ตะลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็คิดกับตัวเองไปว่า อาการบาดเจ็บของคุณหนูคงหนักเอาการพูดอะไรไม่ค่อยได้มากมายนัก

“คุณหนู นี่เป็นยาสมุนไพรที่ข้าเพิ่มต้มเสร็จ รีบดื่มตอนที่ยังร้อนเจ้าค่ะ”

อิ๋งเอ๋อร์ยากชามของเหลวซึ่งเป็นยาสมุนไพรขึ้นมาตรงหน้าเซียถง เตรียมป้อนให้นางรับประทาน

เซียถงเอียงคอหลบเล็กน้อย และพยายามจะลุกขึ้นนั่งบนเตียงจัดท่าทางให้ดีกว่านี้ แต่เป็นเพราะนางออกแรงมากเกินไป จึงส่งผลให้บาดแผลฉกรรจ์บริเวณท้องน้อยปริแตกจนธารเลือดสดสีแดงฉานไหลออกมาอีกครา ทำเอาอิ๋งเอ๋อร์เบิกตาโตแทบปลิ้น ร้องอุทานเสียงดังด้วยความตกใจยิ่ง

“คุณหนู! รีบนอนลงเถิดเจ้าค่ะ! ท่านหมอกล่าวไว้ว่า ตอนนี้คุณหนูบาดเจ็บสาหัส ยังนั่งไม่ได้!”

เซียถงไม่เอ่ยตอบอันใด พยายามลุกขึ้นอยู่ในท่านั่งโดยไม่สนใจแผลสดที่ปริแตก ทั้งยังยื่นมือออกไปคว้าชามยาสมุนไพรต้มมาจากมืออิ๋งเอ๋อร์ จากนั้นก็เป่าไปสักทีสองทีก่อนจะยกขึ้นกระดกจนหมดไม่เหลือแม้นสักหยดเดียว

ชีวิตของนางที่ผ่านมาเป็นอิสระไม่มีพันธะต่อผู้ใด และนางไม่ชอบให้คนอื่นมาดูแลเช่นนี้ กล่าวได้ว่า ไม่ชอบให้ใครก็ตามเข้าใกล้นางเลยมากกว่า

อิ๋งเอ๋อร์มองชามเปล่าที่ถูกยื่นยัดกลับเข้ามาในมืออย่างโง่งมว่างเปล่า ใจหนึ่งก็ตกตะลึงไปมิใช่น้อย คุณหนูของนางเป็นอะไรไป? ไฉนถึงให้ความรู้สึกที่ผิดประหลาดปานนี้? ราวกับว่า...คุณหนูของนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย!

เซียถงสังเกตเห็นสายตาที่ตื่นตะลึงของอีกฝ่าย ก็เลยเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้าว่า

“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

ทั่วทั้งใบหน้าของอิ๋งเอ๋อร์ค่อนข้างซีดขาวเกิดจากเม็ดเลือดไม่ไปหล่อเลี้ยงเท่าที่ควร บริเวณขอบตาคล้ำหมอง ดวงตาปรากฏสีแดงระเรื่อ ลักษณ์เช่นนี้เป็นที่ชัดเจนว่า หญิงสาวนางนี้ไม่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลาสักระยะใหญ่แล้ว ดังนั้นก็ควรไปพักเอาแรงซะ

แต่อิ๋งเอ๋อร์กลับส่ายหน้าและตอบกลับไปว่า

“คุณหนู ท่านเพิ่งฟื้นสติได้ไม่นาน ควรต้องมีคนคอยดูแลอยู่ตลอดเจ้าค่ะ”

“ข้าบอกให้เจ้าไปพักผ่อนก็คือไปพักผ่อน หากเจ้าล้มพับหมดสติขึ้นมาอีกคน แล้วใครจะดูแลข้า? หากมีเรื่องอันใดข้าค่อยเอ่ยเรียกเจ้า”

เซียถงไม่ชอบพูดอะไรซ้ำซากวกวนเท่าไหร่นัก

ดวงตาคู่นั้นของอิ๋งเอ๋อปรากฏน้ำตาเอ่อล้นออกมา นางพยักหน้าและหันหลังจากออกไปพร้อมความโศกเศร้า

เซียถงเฝ้ามองเงาร่างของอิ๋งเอ๋อร์จากออกไป พลางถอนหายใจเสียงแผ่วเบาคำหนึ่งออกมา ตั้งแต่ตนได้รับบาดเจ็บจวบจนตอนนี้ ทั่วทั้งจวนก็มีแค่อิ๋งเอ๋อร์คนเดียวที่คอยมาดูแล หลายวันที่ผ่านมาสาวรับใช้นางนี้ไม่เคยได้นอนเลยสักงีบ เอาแต่เฝ้าดูอาการอยู่ข้างเตียงทั้งวี่วัน ดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอด

มีเพียงอิ๋

เอ๋อร์คนเดียวเท่านั้นที่จริงใจต่อนาง

ส่วนบิดาของนางอย่างเซี่ยอี้เฉินทีแรกก็ดูเหมือนจะเป็นห่วงนาง ทว่าในความเป็นจริงกลับเย็นชาอย่างยิ่ง หากมิใช่เพราะพรสวรรค์ในการบำเพ็ญตบะของนาง อีกฝ่ายเองคงไม่สนใจบุตรสาวคนนี้มากมายนัก หลังจากจุดตันเถียนของเซียถงถูกทำลาย สันดานที่แท้จริงของบิดาคนนี้ก็ค่อยๆ เผยออกมา

อย่างไรก็ตามแต่ สำหรับเซียถงแล้ว นางไม่ได้เหลียวแลหรือให้ความสนใจเลยด้วยซ้ำ ช่วงชีวิตก่อนหน้า ในฐานะสายลับนักฆ่า นางคุ้นชินกับความเหงามานานมากแล้ว

นอกจากจะสนิทสนมกับมู่เฟยแล้ว นางก็ไม่มีสหายข้างกายเลย แม้แต่คนที่ไว้ใจได้เพียงหนึ่งเดียวก็ยังหักหลังทรยศกันได้ลงคอ

หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม สภาพร่างกายของเซียถงก็หายดีเป็นปกติ

เซียถงในขณะนี้นั่งอยู่บนหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จับจ้องใบหน้าของตนเองผ่านกระจกสีทองแดง โครงหน้าและทรงตาทรงจมูกเหมือนกับนางในชาติก่อนหน้าไม่มีผิด ทว่าสิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ ใบหน้าที่สวยงามไร้ที่ติประดุจหยก

เพราะใบหน้านี้กลับเต็มไปด้วยจุดด่างดำทั่วทั้งแก้วทั้งสองข้าง มันครอบคลุมไปเกือบทั่วทั้งหน้า

ว่ากันว่านี่คือปาน

ฟังว่าตอนที่มารดาของนางคลอดนางออกมา กระบวนการผ่านไปอย่างยากลำบาก เกือบขาดอากาศหายใจเสียชีวิต

เซียถงขมวดคิ้วแน่น น่าเสียดายที่ใบหน้านี้...

นอกเรือนพักปรากฏแสงตะวันเจิดจ้า เซียถงสวมชุดแพรพรรณสีขาวรัดรูปเดินเล่นอยู่ที่ลานหน้าเรือน ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นางใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับความทรงจำเก่าของร่างนี้ และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับที่แห่งนี้

ในความทรงจำที่ได้รับ นี่เป็นทวีปที่แสนวิเศษอย่างยิ่ง ทั้งยังเจริญรุ่งเรือนอย่างมาก

คล้อยหลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ตอนนี้ก็คงถึงเวลาที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างแล้ว เพราะความทรงจำเหล่านั้นทำให้นางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกินว่า โลกใบนี้มันจะเป็นอย่างไร?

เมื่ออิ๋งเอ๋อร์ได้ยินว่า เซียถงต้องการจะออกไปเดินเล่น นางเองก็ดีใจอย่างมาก นึกเสียไปเองว่า คุณหนูน่าจะกำลังเสียใจไม่น้อยเนื่องจากจุดตันเถียนถูกทำลาย แต่ดูท่าจะคิดผิดไป คุณหนูของนางมองโลกในแง่ดีกว่าที่คิด

คู่นายบ่าวเดินทางออกจากจวนเสนาบดี ทั้งสองเดินเตร่ไปตามท้องถนนภายในเมือง

เมืองเฟิ่งหลี่เป็นเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิตงหลี่ ซึ่งสถาปัตยกรรมทั่วทั้งจักรวรรดิแห่งนี้แตกต่างจากที่เซียถงจินตนาการเอาไว้ มันหาใช่สถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ แต่เป็นแนวขุนนางชนชั้นสูงแบบกรุงโรมโบราณผสมกับยุคกลางทาฝั่งยุโรป

บนพื้นถนนถูกปูด้วยหินสีเขียวอ่อนสะอาดสะอ้าน ภายในร้านค้าสองข้างทางมีสินค้าแปลกตาวางขายอยู่มากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เซียถงไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยในชีวิต

ท้องถนนสายนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่สัญจรจนไปมาอย่างคับคั่ง

แต่พอทุกคนที่เดินผ่านไปมาเห็นเซียถง ต่างก็พากันจับกลุ่มกระซิบกระซาบ นินทากันลับหลัง บ้างก็ชี้นิ้วใส่มาทางนาง สีหน้าดูถูกดูแคลน บางคนก็ดูเห็นอกเห็นใจ หรือไม่ก็หัวเราะเยาะใส่...

“คุณหนูเจ้าค่ะ...พวกเรากลับเข้าจวนก่อนดีหรือไม่?”

อิ๋งเอ๋อร์ที่กลัวว่า เซียถงจะทนรับแรงกดดันไม่ไหว ก็เลยเอ่ยปากเสนอขึ้นมา

จุดตันเถียนของคุณหนูถูกทำลาย ข่าวการสูญเสียพรสวรรค์และพลังบำเพ็ญตบะทั้งหมดได้กระจายไปทั่วจักรวรรดิตงหลี่แห่งนี้แล้ว

เซียถงกวาดสายตาสวนผู้คนรอบข้างที่จับจ้องมาทางนาง ราวกับมิได้เกรงกลัวหรือใส่ใจเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังก้าวย่างเดินเตร่ต่อไปเสมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เดินต่ออีกหน่อยแล้วกัน”

แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีสุ้มเสียงประชดประชันดังกึกก้องขึ้นมา

“โอ้? นั่นมันอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรตงหลี่มิใช่รึ? หุหุ...”

ตอน 3

ตอนที่3 องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่

เซียถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองก็พบกลุ่มคนจำนวนสองถึงสามคนที่กำลังยืนขวางทางตรงหน้าอยู่ และคนที่อยู่หน้าสุดเป็นหญิงสาวโฉมงาม แต่งหน้าประทินผิวละเอียดอ่อนสวย ทว่าน่าเสียดาย ที่ความงดงามเหล่านั้นต้องถูกสายตาและท่าทางอันหยิ่งผยองหวดดีทำลายภาพลักษณ์จนสิ้น นางคนนี้เป็นบุตรสาวคนโตของขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิ เจิ้นกัว ซึ่งมีทหารราบและทหารม้านับแสนนายอยู่ภายใต้อำนาจของเขา ซึ่งจางเสวี่ยหรงนางนี้ก็อาศัยพลังอำนาจของตระกูลข่มเหงรังแกเซียถงมาก็ไม่น้อยเลย

เซียถิงปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่งเท่านั้น แล้วก็เดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไปโดยมิได้ใส่ใจสักนิด ทำราวกับจางเสวี่ยหรงเป็นเพียงอากาศธาตุ คนสันดานประเภทนี้มันไม่มีค่าเพียงพอที่จะสนใจ

จางเสวี่ยหรงที่เห็นเซียถิงปฏิบัติอย่างเมินเฉยใช่ก็พลันเดือดดาล นางกางแขนวาดออกไปขวางทางเซียถงเอาไว้ คลี่ยิ้มหัวเราะเยาะเย้ยกล่าวว่า

"เซียถง ยามนี้เจ้าหาใช่อัจฉริยะดั่งกาลก่อนแล้ว! ทางที่ดีเจ้าควรซุกหัวอยู่แต่ในจวน อย่าโผล่หน้าออกมาอีกเลยจะดีกว่า เพราะจะอย่างไร ท่านองค์รัชทายาทกลับไม่คู่ควรกับสวะอย่างเจ้า!"

คนที่อยู่ข้างกายของจางเสวี่ยหรงที่ได้ยินแบบนั้นต่างหัวเราะคิกคักเสียงดังลั่น เซียถงหยุดชะงักฝีเท้าพร้อมเหลียวหลังเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยหางตาแวบหนึ่ง เบื้องลึกในแววตาคู่นี้ทั้งเย็นชาและเฉียบคมประดุจมีดกริชเล่มหนึ่ง ปราศจากระลอกคลื่นอารมณ์ใดผันผวนเจือผสมอยู่เลย นั่นกลับทำให้จางเสวี่ยหรงเสียวสันหลังวูบ รู้สึกราวกับตัวเองตกลงในบ่อน้ำแข็งเย็นบรรพกาลพันปีในเสี้ยวพริบตา ทั่วร่างกายาเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจเกินจะบรรยาย

“หากเจ้ามีเวลาหัวเราะเยาะข้า ไฉนไม่เอาเวลานี้ไปคิดหาวิธีร่านใส่องค์รัชทยาทให้หลงเสียล่ะ?”

องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ก็แค่เศษบุรุษชายที่ใจเสาะกว่าสุนัขตัวหนึ่ง ภายนอกดูอ่อนโยนเป็นชายอบอุ่น ทว่าภายในกลับเน่าเฟะ ถึงแม้เซียถงเจ้าของร่างเก่าจะเคยใช้ชีวิตแลกชีวิตช่วยเหลือเขาเอาไว้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่เคยแม้นกระทั่งมาเยี่ยมนางเลยสักครั้ง มารยาทโดยพื้นฐานยังไม่มี คนแบบนี้ยังเรียกว่า ‘ผู้ดี’ ได้อย่างไร?

เซียถงรู้สึกเสียใจแทนเจ้าของร่างเก่าเหลือเกิน ที่ยอมทิ้งชีวิตอันมีค่าเพื่อช่วยเศษมนุษย์เฉกเช่นมัน ไม่คุ้มเอาเสียเลย

จางเสวี่ยหรงอาจไม่เข้าใจคำว่า ‘ร่าน’ ที่เซียถงกล่าว ก็หลงดีใจคิดว่า อีกฝ่ายกำลังหวาดกลัวตน จึงเชิดค้างชี้ขึ้นฟ้าอย่างหยิ่งผยอง ชี้นิ้วกล่าวเย้ยเยาะว่า

“นับว่าเจ้ายังรู้ตัวเองดี! ครั้งหน้าหากพบเจอข้าอีกล่ะก็ จงอ้อมเดินไปทางอื่น อย่าโผล่หน้าอัปลักษณ์มาให้ข้าเห็น!”

แววตาคู่นั้นของเซียถงดูเย็นชาขึ้นในบัดดล ตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้ ยังไม่มีใครกล้าชี้นิ้วสั่งด้วยถ้อยคำที่หยาบเหยียดปานนี้ กระทั่งนักฆ่าในวงการหรือสายลับบางคนแค่ได้ยินชื่อนางก็พลันสั่นกลัวกันหมดแล้ว!

“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะมีปัญญาเพียงใด”

กล่าวจบเซียถงก็สาวเท้าก้าวเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจอันใดอีก แต่ทันใดนั้นพลันมีสายลมหนาวพัดผ่านมาจากด้านหลัง เข้าโจมตีนางโดยฉับพลัน

อาศัยสัญชาตญาณนักฆ่าเก่า เซียถงหันขวับกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงกรงเล็บทั้งห้าของจางเสวี่ยหรงที่พวยพุ่งฉกเข้าใส่ หวังจะฉีกกระชากเสื้อผ้าบนเรือนร่างของนางให้ขาดรุ่ย ตั้งใจจะทำให้อับอายขายหน้าต่อหน้าชาวเมืองเฟิ่งหลี่ทุกคน

แม้เซียถงจะไม่มีลมปราณแล้ว แต่ความว่องไวของนางยังคงเพียบพร้อมคงอยู่ เพียงเบี่ยงร่างไปทางซ้ายปรับทิศองศาแตกต่างเล็กน้อย ก็สามารถเลี่ยงหลบกรงเล็บทั้งห้าของจางเสวี่ยหรงที่พยายามจะพุ่งจู่โจมได้อย่างง่ายดาย

จางเสวี่ยหรงที่เห็นเซียถงหลบกระบวนโจมตีของตนก็พลันตกใจ รีบระดมใช้ลมปราณขุมใหญ่ฟันฟาดใส่ต่อเนื่อง ทว่าชั่วอึดใจขณะ นางกลับรู้สึกได้ว่า บริเวณพื้นดินที่นางยืนอยู่กลายเป็นความว่างเปล่า คู่ขาที่ยืนหยัดก่อนหน้ากลับถูกเซียถงตวัดขากวาดลานวัดใส่จนล้มคะมำนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น มือเรียวยาวสีขาวผ่องข้างหนึ่งจับกดไหล่อีกฝ่ายติดแน่นในท่านอน ส่วนมืออีกข้างพุ่งเข้าไปบีบคอแน่นจนคมเล็บฝังลึกเป็นแผล ทั้งสีหน้าแววตาของเซียถงในยามนี้เลือดเย็นไร้เมตตาประดุจว่าสามารถหักคอของจางเสวี่ยหรงได้โดยไม่มีลังเล

นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน? เซียถงไม่ได้พิการแล้วหรอกรึ? ไฉนมันถึงสามารถเอาชนะข้าได้ภายในกระบวนท่าเดียวอย่างง่ายดายปานนี้? สงสัยว่าข้าจะประมาทมันเกินไป!

“ไอ้ขยะปล่อยข้า! ปล่อยข้าเร็ว!”

จางเสวี่ยหรงตะลึงงันอยู่พักใหญ่ ชั่วขณะต่อมาค่อยส่งเสียงกรีดร้องลั่นด้วยความโกรธจัด

“หากเจ้าแหกปากขึ้นอีกคราเดียว เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถหักคอเจ้าทิ้งได้ทันที?”

เซียถงยังคงกระชับออกแรงบีบคออีกฝ่ายแน่น ก่นเสียงเย็นขู่ออกไปคำหนึ่ง

สุ้มเสียงที่สุดแสนจะเย็นชานี้ทำเอาผู้คนที่อยู่รอบข้างขนหัวลุกซู่ว จางเสวี่ยหรงกับผู้ติดตามข้างกายนางต่างตะลึงงันค้างแข็งอยู่กันที่ อ้าปากกว้าง เบิกตาโตแทบถลน นี่มิใช่ว่าเซียถงเป็นนังอัปลักษณ์แสนขี้ขลาดที่เคยรู้จักหรอกรึ? ไฉนนางถึงเปลี่ยนไปได้ปานนี้? ไม่เพียงแค่ลักษณ์นิสัย แต่ยังรวมไปถึง...กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกนี้อีก?

“เจ้า...เจ้า...”

จางเสวี่ยหรงเข้าสบตาอีกฝ่ายสีหน้าบิดเบี้ยวเปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารข้นคลัก ทว่าในท้ายที่สุดกลับต้องเบี่ยงสายตาเลี่ยงหนี หดหัวหดคอลงด้วยความหวาดกลัว และไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีกเลย

เซียถงคอยมือออกจากคอของอีกฝ่าย ปัดเศษดินเศษฝุ่นบนมือเล็กน้อยพร้อมลุกขึ้นยืน จากนั้นค่อยเหลียวหางตาเหลือบมองจางเสวี่ยหรงอย่างดูแคลนประดุจเบื้องบนปรายตามองจัณฑาล แววตาเย็นสะท้านวาบขึ้น

“ต่อให้ข้าเป็นขยะ ก็มากเกินพอแล้วที่จะสังหารเจ้าทิ้งดุจเศษธุลี!”

พูดจบนางก็เดินจากออกไป

แสงตะวันสีทองทอประกายสาดส่องไปทั่วเมืองเฟิ่งหลี่ ทว่าจางเสวี่ยหรงและคนอื่นๆกลับไม่รู้สึกอบอุ่นเลยแม้สักนิด ในทางตรงกันข้าม พวกเขาต่างรู้สึกหนาวเหน็บอย่างไร้เหตุผล

อิ๋งเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง คุณหนูของนาง...แข็งแกร่งเหลือเกิน! นางสามารถเอาชนะจางเสวี่ยหรงที่มีระดับพลังอยู่ในขอบเขตเสาหลักเหลืองได้ภายในกระบวนท่าเดียว!

แม้ว่าคุณหนูจะมีพรสวรรค์ในเส้นทางการบำเพ็ญตบะที่สูงเสียยิ่งกว่าองค์รัชทายาท แต่เนื่องจากนิสัยประจำตัวที่ขี้ขลาดตาขาวจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นางไม่กล้าโต้ตอบผู้ใดแม้จะถูกรังแกก็ตาม

ทว่ากลับคิดไม่ถึง คล้อยหลังจากเหตุการณ์ที่คุณหนูได้รับบาดเจ็บสาหัส นิสัยก็ดูจะเปลี่ยนไปมาก แต่อย่าว่าอย่างโน่นนี่เลย อิ๋งเอ๋อร์รู้สึกเป็นปลื้มกับคุณหนูที่เป็นอย่างในตอนนี้มากกว่า

หลังจากเดินเตร่อยู่บนท้องถนนได้รอบหนึ่ง เซียถงก็กลับมายังเรือนหลังน้อยของตน ไมนานอิ๋งเอ๋อร์ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานกับนาง สีหน้าดูมีความสุขอย่างยิ่งว่า

“คุณหนู! องค์รัชทายาทเสด็จมาเจ้าค่ะ!”

ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ติดตามมาด้วยเงาร่างสีม่วงสายหนึ่งที่เดินโฉบเฉี่ยวเข้ามาในตัวเรือนด้านใน มาในชุดคลุมผ้าไหมหรูหราสีม่วงตัดทอง ผมเผ้าถูกรวบสูงปักด้วยปิ่นหยกเขียว ใบหน้าหล่อเหลาราวกับคมมีดกรีดใจของเหล่าสตรี ดวงตาคู่นั้นช่างกลมโตแต่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสจองหองอยู่หลายส่วน ทั่วร่างกายาปรากฏกลิ่นอายแห่งเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแผ่ซ่าน

ชายผู้นี้คือองค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ เบื้องหลังของเขามีเหล่าองครักษ์หลายคนกำลังถือหีบสมบัติล้ำค่ามากมายในวังหลวง และห่อผ้าไหมชั้นเลิศอีกหลายสิบกล่อง

ยังไม่ทันที่เซียถงจะได้เอ่ยปากอันใด ไป๋หลี่เย่ก็เอ่ยขึ้นเสียงเย็นว่า

“เซียถง องค์รัชทายาทผู้นี้มีเรื่องต้องการจะบอกเจ้าให้ทราบเสียก่อน เจ้าอย่าหวังที่จะให้องค์รัชทายาทผู้นี้แต่งตั้งเจ้าเป็นพระชายารอง! เลิกฝันกลางวันเสีย!”

กล่าวจบเขาก็ยกมือเป็นสัญญาณให้องครักษ์เหล่านั้นแบกหีบสมบัติกองไว้ตรงหน้าของเซียถง แววตาคู่นั้นที่จับจ้องใส่เซียถงมันอัดแน่นไปด้วยความดูแคลนหยามเหยียด ทั้งยังกล่าวน้ำเสียงรังเกียจต่ออีกว่า

“ของพวกนี้เป็นรางวัลมอบให้แก่เจ้า ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตข้า”

หากไม่ใช่เพราะเสด็จพ่อทรงบังคับให้เขาเดินทางมายังจวนเสนาบดี คนอย่างเขาไม่มีทางมาแน่นอน

นังอัปลักษณ์นี่ทั้งขี้ขลาดและไร้ประโยชน์ แต่เห็นแบบนี้นางกลับเจ้าเล่ห์เป็นอย่างยิ่ง คงอยากจะใช้หนี้บุญคุณนี้เป็นข้ออ้าง เพื่อที่จะบีบบังคับให้เขาอภิเษกกับนางและขึ้นเป็นพระชายารอง!

แผนการไม่เลว!

เซียถงเลิกคิ้วเล็กน้อย นางไม่แม้แต่เหลือบสายตามองไป๋หลี่เย่เลยเช่นกัน ทว่าค่อนข้างสนใจกับบรรดาหีบสมบัติตรงหน้า

“อิ๋งเอ๋อร์รับของทั้งหมดไว้”

อิ๋งเอ๋อร์ถึงกับตกลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง ทันใดนั้นดวงตาของนางก็มีน้ำตาเอ่อล้นออกมา นางรีบวิ่งตรงไปคุกเข่าต่อหน้าไป๋หลี่เย่ทั้งน้ำตาขอร้องว่า

“ท่านองค์รัชทายาท! ท่านมิอาจทำเฉกเช่นนี้กับคุณหนูของข้าได้! นางยอมกลายมาเป็นคนพิการไร้ลมปราณเพื่อช่วยชีวิตท่าน…นาง...นางเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิตงหลี...”

“อิ๋งเอ๋อร์ ยืนขึ้น!”

สีหน้าแววตาของเซียถงแปรเปลี่ยนไปทันที อิ๋งเอ๋อร์ที่ได้ยินดังนั้นกลับไม่แม้แต่จะเคลื่อนขยับ...แต่เหลียวหลังเงยขึ้นจับจ้องเซียถงแทน

“คุณหนู...”

สีหน้าของเซียถึงเย็นชาขึ้นหลายส่วน กระทั่งน้ำเสียงเองยังเย็นยะเยือกจนน่าขนหัวลุก

“ชีวิตข้าไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาร้องขอ”

พอเห็นสีหน้าการแสดงออกอันแสนเย็นชานี้ อิ๋งเอ๋อร์ตกใจถึงขั้นรีบลุกขึ้นในพริบตา

ไป๋หลี่เย่ตะลึงงันไปเล็กน้อย แววความหยิ่งยโสจองหองที่เร้นแฝงในดวงตายิ่งเข้มข้นเห็นชัดขึ้น เขาเพียงเค้นเสียงเบาๆขึ้นว่า

“นับว่าเจ้ายังมีไหวพริบดี”

“ข้าจะรับของเหล่านี้ไว้เอง ยามนี้ท่านเองคงกล่าวในสิ่งที่ต้องการจะกล่าวหมดแล้ว เช่นนั้นก็เชิญกลับไปได้”

เซียถงออกคำสั่งไล่แขกออกไปโดยไม่สนใจอีกต่อไป เจ้าของร่างเก่าชอบเดนมนุษย์ไร้ค่าเช่นนี้ไปได้ยังไงกัน?

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED