"เฮ้ย...เจ้าขาว มานี่ดิ!" ปริ๊น ปรีญาศาสตร์วางกีต้าร์ลงข้าง ๆ ตัวตอนเขาร้องเพลงสุดท้ายจบ แล้วดีดนิ้วเรียกสุนัขสีขาว ร่างใหญ่ ที่นั่งหูตั้งชันฟังเพลงที่เขาเล่นมาตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งเริ่มร้องจนตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว มันก็ยังนั่งนิ่งไม่ไปไหน
ปกติแล้วปริ๊นจะแสดงต่ออีกสองสามชั่วโมงแต่วันนี้ริมถนนเยาวราชเงียบเหงาผิดปกติเพราะฝนตั้งเค้า
"แกดูไม่เหมือนหมาจรจัดนะ แต่ทำไมถึงไม่มีปลอกคอวะ เดี๋ยวเถอะ ฉันเพิ่งเห็นรถเทศบาลขับผ่านมาเมื่อวาน เกิดวันนี้มาอีก แกได้ถูกจับไปทำลูกชิ้นปิ้งแน่" นักดนตรีหนุ่มหยิบเงินออกจากกล่องใส่กีต้าร์ที่เขาใช้เป็นกล่องบริจาคเศษเงินของผู้ชมที่เดินผ่านไปมาแล้ววิ่งเข้าไปในร้านขายก๊วยเตี๋ยวที่เป็นร้านของเพื่อนสนิท
"มาอีกแล้วเหรอ" น้อย ทอมบอยลูกเจ้าของร้านตะโกนถามเพื่อนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันแต่ทั้งคู่ต่างก็ยังหางานประจำทำไม่ได้ โชคดีที่หน้าร้านของน้อยมีเนื้อที่ให้ปริ๊นจัดแสดงดนตรีเปิดหมวกได้ น้อยเลยขออนุญาตเตี่ยให้เพื่อนมาเล่นกีต้าร์หาเงินประทังชีวิตและจ่ายค่าหอไปพลาง ๆ ก่อน
"ก็บอกแล้วว่าเดี๋ยวมันก็โผล่มาอีก" ปริ๊นคว้าปลอกคอสุนัขแบบโซ่เหล็กออกมาจากเป้แล้ววิ่งกลับออกไปหน้าร้านอีกครั้ง เจ้าขาวยังนั่งจ้องหน้าเขาอยู่ ไม่ยอมไปไหน
"ฉันเอาแกไปเลี้ยงไม่ได้ ฉันยังไม่อยากมีเรื่องกับเจ้าของหอ แต่ยังไงก็ใส่ปลอกคอไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวถ้าหิว ไอ้น้อยจะขโมยลูกชิ้นในร้านมาให้กิน" ปริ๊นคล้องโซ่พันลงบนคอของเจ้าขาว
"ข้า...ไม่กินเนื้อหมา" เจ้าขาวมองลูกชิ้นที่ปริ๊นพูดถึงซึ่งถูกจัดอยู่ในตู้หน้าร้านของน้อยอย่างเป็นระเบียบ
"ฮ่า ๆ ๆ นั่นไม่ใช่พวกเดียวกันนาย นั่นลูกชิ้นเนื้อ ทำจากเนื้อ น่าจะหนักไปทางแป้งมากกว่า แต่ก็นะ ยังเรียกว่าลูกชิ้นเนื้ออยู่ดี" ปริ๊นตอบเจ้าขาวอย่างอารมณ์ทำเอาเจ้าสัตว์น้อยสะบัดหูเพราะไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
"เจ้าฟังข้าพูดรู้เรื่อง!!!" ฮันเตอร์อุทาน จ้องตานักเล่นดนตรีข้างถนนอย่างประหลาดใจสุดขีด ถึงแม้สีหน้าของหมาจะไม่เปลี่ยนแปลงสักเท่าไร แต่แววตาของเจ้าขาวเบิกกว้างจนปริ้นอดยิ้มไม่ได้
"รู้ แต่อย่าไปบอกใครล่ะ อ้อ...แต่ถึงแกอยากบอก แกก็พูดภาษาคนไม่ได้อยู่ดี ฮ่า ๆ ๆ" ปริ๊นพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงแล้วลูบขนที่เหมือนหมาป่าของเพื่อนใหม่อย่างเอ็นดู "ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร" มนุษย์โลกถามต่อ
"ฮันเตอร์" เจ้าขาวครางเสียงเบา
อย่างที่ปริ๊นบอก มนุษย์จะได้ยินแค่เรียกครางหรือเสียงเห่าของฮันเตอร์เท่านั่น มีก็แต่มนุษย์นักดนตรีคนนี้ที่เข้าใจภาษาของชาวไลแคนโทรป
ความจริงข้อนี้ทำให้ฮันเตอร์ยิ่งเกิดความสนใจในตัวของปริ๊นมากขึ้นไปอีก นอกเหนือจากเสียงร้องเพลงที่เป็นแรงดึงดูดให้ฮันเตอร์มานั่งฟังปริ๊นแสดงดนตรีอยู่เกือบทุกเย็นเป็นเวลากว่าอาทิตย์แล้ว
ฮันเตอร์รู้สึกว่าบทเพลงของปริ๊นทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นและลดความเครียดเรื่องมีทายาทกับโอเมก้าได้ชั่วขณะหนึ่ง
อัลฟ่าเผ่าอาร์กติกไม่เคยมีพลังพิเศษหรืออำนาจที่เหนือกว่าเผ่าอื่นมาก่อน โดยเฉพาะอัลฟ่าจากเผ่าเกรย์ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีรูปร่างที่แข็งแกร่งและลำตัวลูกใหญ่กว่าอัลฟ่าและเบต้าเผ่าอาร์กติกมาก อีกทั้งยังมีประชากรมากกว่าเผ่าอาร์กติกอีกด้วย อัลฟ่าของเผ่าเกรย์จึงได้ครองตำแหน่งเจ้าแห่งเมืองไลแคนโทรปมาตลอด
จนกระทั่งปู่ทวดของฮันเตอร์ค้นพบประตูลับที่สามารถเชื่อมเมืองไลแคนโทรปกับโลกมนุษย์ได้ ตั้งแต่นั้นอดีตราชาก็เริ่มค้นคว้าวิชาความรู้ของมนุษย์โลกมาประยุกต์ใช้กับเมืองไลแคนโทรปทีละน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นกลายเป็นอาวุธที่ทำให้อัลฟ่าเผ่าอาร์กติกสามารถโค่นอำนาจของอัลฟ่าเผ่าเกรย์ได้
ความลับเรื่องประตูผ่านมิติถูกถ่ายทอดให้กับอัลฟ่าเผ่าอาร์กติกที่จะได้สืบทอดตำแหน่งราชาอัลฟ่าคนต่อไปเท่านั้น แม้กระทั่งฮันเตอร์เองก็เพิ่งจะเรียนรู้ความลับนี้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
"แกดูไม่เหมือนหมาจรจัด หลงกับเจ้าของมาหรือเปล่า หรือว่าถูกเขาเอามาปล่อย" ปริ๊นถามคำถามเหล่านี้กับพวกหมาจรจัดอยู่บ่อย ๆ สุนัขบางตัวก็สามารถบอกได้ว่าบ้านของพวกมันอยู่ที่ไหน เขาเคยพาพวกมันกลับไปเจอเจ้าของเก่าได้อยู่สองสามตัว จึงไม่ได้คิดอะไรจนกระทั่งฮันเตอร์ขู่เสียงกลับมา
"ข้าไม่ใช่โอเมก้า ข้าไม่มีเจ้าของ" คำตอบของอัลฟ่าหนุ่มทำให้ปริ๊นรีบถอนตัวออกมาจากเจ้าสัตว์หน้าขนในทันที
"เออ...ไม่มีก็ไม่มี เชี่ย ไม่เห็นต้องขู่กันเลย" มนุษย์โลกวางกีต้าร์ลงเก็บในกล่องหนังสีดำแล้วโบกมือให้น้อยซึ่งยังยืนลวกเส้นก๊วยเตี๋ยวให้ลูกค้าอย่างระวิงระไว
"ไปแล้วน้อย" ปริ๊นตะโกน
ปริ๊นกับน้อยเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ เอกดนตรีทั้งคู่ น้อยรู้อยู่แล้วว่าต่อให้เธอเรียนจบสายอื่น เธอก็ยังต้องไปช่วยพ่อแม่ขายก๊วยเตี๋ยวอยู่ดีจึงเลือกเรียนวิชาที่ต้องอ่านหนังสือน้อยที่สุด ส่วนปริ๊น ปรีญาศาสตร์เป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พอเพื่อนข้างบ้านที่รู้จักแม่ของเขาเสนอว่าจะให้ทุนเรียนดนตรี เขาจึงรีบรับข้อเสนอในทันที
แต่กลายเป็นว่าหลังจากพวกเขาเรียนจบ เศรษฐกิจเมืองไทยก็ถึงช่วงขาลงพอดี งานศิลปะรวมทั้งธุรกิจดนตรีเลยพลอยหงอยเหงาไปด้วย เขาจึงผันตัวมาเล่นดนตรีเปิดหมวกชั่วคราวเพื่อเสริมรายได้ นอกเหนือจากการรับจ็อบสอนดนตรีเด็กเล็กตามบ้านบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
"งั้นก็เตร่ ๆ อยู่แถวนี้ก็แล้วกัน ฉันต้องไปแล้ว ฝนจะตก ขี้เกียจวิ่งกลับบ้าน เดี๋ยวต้องไปเตรียมงานสอนดนตรีเด็กใหม่พรุ่งนี้ด้วย" ปริ๊นพูดพลางยกเอากระเป๋ากีต้าร์พาดบ่า โบกมือให้ฮันเตอร์โดยไม่หันกลับมามองเขาอีก จนกระทั่งมนุษย์โลกกำลังจะข้ามถนน เขาถึงได้หันมาเจอเจ้าขาวเดินตามหลังเขามาจนเกือบถึงหอพัก
"เจ้าเป็นครูสอนดนตรีเหรอ" ฮันเตอร์สะบัดคอเพราะเริ่มรู้สึกรำคาญโซ่ที่ปริ๊นซื้อมาคล้อยคอของเขาไว้
"ทำไม หล่อเกินกว่าจะเป็นครูหรือไง พอดีแกรมมี่ยังให้ค่าตัวไม่สูงพอ เลยยังไม่เซ็นด้วย" ปริ๊นเล่นมุกที่ชอบตอบเพื่อน เวลาที่พวกมันว่าเขามาดไม่ให้เป็นครูสอนเด็ก ปริ๊นไม่ได้คิดว่าสุนัขจะเข้าใจมุกตลกของมนุษย์แต่เขาก็อดปากไม่อยู่อยู่ดี
"แล้วถ้าข้าอยากจ้างเจ้ามาเป็นครูสอนดนตรีข้าบ้างล่ะ" ฮันเตอร์เดินขนาบข้างมนุษย์โลกราวกับสุนัขที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี ทำเอาสาว ๆ ที่เดินผ่านพวกเขาอดส่งยิ้มหวานให้ทั้งคู่ไม่ได้
"งั้นคงต้องคิดค่าสอนแพงหน่อยนะ เออ ต้องมีบ้านพักสวัสดิการให้ด้วย เพราะฉันคงถูกเจ้าของหอไล่ออกแน่นอน" ปริ๊นตอบกลั่วเสียงหัวเราะเพราะนึกว่าเจ้าขาวเล่นมุกตามเขาไปด้วย
จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าของหอพักโทรศัพท์ขึ้นมาบอกปริ๊นว่ามีนักเรียนดนตรีมารอพบเขาอยู่ที่ล็อบบี้ด้านล่าง ปริ้นถึงเริ่มเข้าใจว่าฮันเตอร์ไม่ได้พูดเล่น
X
"เมืองไลแคนโทรป ที่แปลว่ามนุษย์หมาป่า จริงอะ เล่นมุกนี้เลยเหรอ? วันหลังถ้าจะเลือกเป็นปีศาจอะไรก็เลือกเป็นพวกพญานาค หรือไม่ก็หนุมานก็ได้นะ ไทย ๆ ดี เพราะเมืองไทยไม่มีมนุษย์หมาป่า ลืมไปแล้วเหรอ อย่าว่าแต่มนุษย์หมาป่าเลย หมาป่าสักตัวยังไม่มีเลย" ปริ๊นเลิกคิ้วสูงจ้องหน้าชายหนุ่มผมยาวสลวยราวกับหญิงสาวหากเส้นผมเป็นสีเงินแกมขาว ส่วนร่างกายกลับกำยำแข็งแกร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อทอดเรียงเป็นระเบียบภายใต้เสื้อคลุมที่ดูแล้วเหมือนพวกเด็กเนิร์ดแต่งตัวเล่นคอสเพลย์ ทั้ง ๆ ที่อากาศเมืองไทยไม่เอื้ออำนวยเลยแม้แต่น้อย
มิน่าทำไมพี่รุ้ง เจ้าของหอถึงยอมให้เข้ามาเจอเขา...ปริ๊นมองหน้ารุ้งที่ยังยืนมองฮันเตอร์ด้วยแววตาหยาดเยิ้มเหมือนต้องมนต์สะกด
"ข้าไม่เคยพูดเล่น และมุกตลกของเจ้าก็ฝืดสนิท ส่วนเรื่องข้ามาจากเมืองไลแคนโทรปหรือไม่ เจ้าควรจะถามตัวเองว่าขนาดเจ้ายังพูดกับหมาได้ แล้วทำไมข้าถึงมาจากเมืองไลแคนโทรปไม่ได้" ฮันเตอร์ขมวดคิ้วจ้องปริ๊นแล้วเอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจแต่สุภาพเหมือนพวกผู้ดีพูดกับบ่าวรับใช้ ซึ่งทำให้ปริ๊นหัวเสียหน่อย ๆ
"เอาเป็นว่านายจะเป็นอะไร ฉันไม่สนใจ เพราะคนบางคนต้องออกไปทำมาหากิน ไม่มีเวลาวุ่นวายกับธุระของพวกทีนวูล์ฟหรือแวร์วูล์ฟอะไรทั้งนั้นล่ะ" ปริ๊นตัดบทแบบไม่ให้เสียเวลา
ปริ๊นเดินหันหลังไปกดลิฟต์ รอจนแน่ใจว่าชายหนุ่มสติแตกไม่ได้เดินตามเขาเข้ามาด้วย แล้วจึงกดปุ่มขึ้นชั้นที่พัก
ทว่าพอปริ๊นเปิดกุญแจห้องซึ่งอยู่ชั้นสี่ของหอ เขาก็สะดุ้งเฮือกรีบหันกลับไปดูหน้าประตูให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้เข้าห้องผิดเพราะในห้องที่เขาเพิ่งเดินเข้าไป มีร่างของชายหนุ่มผมยาวเดินสำรวจห้องพักของเขาอยู่ราวกับเป็นแขกกิตติมศักดิ์
"เจ้าไม่ได้ปิดประตูระเบียง" ฮันเตอร์ชี้นิ้วเตือนเหมือนเป็นความผิดของเจ้าของห้องที่เขาบุกรุกเข้ามาได้ง่าย ๆ
"สัส!!! นี่มันชั้นสี่ เฮ้อ...ช่างแม่งงงง" ปริ๊นโบกมือแก้ตัวแต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะถึงด่าไอ้หน้าหมานี้ มันก็คงไม่สำนึกอยู่ดี
ปริ๊นเริ่มจัดตารางสอนในใจว่าถ้าเขาต้องสอนหมอนี่จริง ๆ คาบแรกที่เขาต้องคุยกับมันอย่างจริงจังก็คือเรื่องมารยาททางสังคม เพราะเห็นได้ชัดว่ามนุษย์หมาป่าไม่เข้าใจว่าเวลาถูกคนไล่กลับบ้าน เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอมันปีนเข้ามาหาเขาทางประตูหลังแทน
"ข้าไม่ได้มาหาเรื่องเจ้า เจ้าเป็นคนบอกเองว่าข้าจ้างเจ้าสอนดนตรีข้าได้ ข้าแค่อยากมาคุยเรื่องข้อตกลงและสัญญาว่าจ้าง" ฮันเตอร์กล่าวด้วยสายตาใสซื่อพลางยื่นถุงผ้าลินินสีทองปักลายด้วยด้ายสีดำเป็นรูปหมาป่ากำลังอ้าปากหอนกับวงจันทราดูแล้วเหมือนสัญญาลักษณ์ของคนเผ่าพื้นเมืองโบราณให้กับปริ๊น
มนุษย์โลกเปิดดูของด้านในแล้วรีบวางถุงลงบนโต๊ะรับแขกซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าโซฟาที่ฮันเตอร์เพิ่งเดินไปนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมดูเหมือนเจียมตัวมาก
"นายเป็นใครกันแน่" สีหน้าของปริ๊นเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อเห็นแท่งทองคำแท้ขนาดความยาวประมาณหนึ่งนิ้วห้าแท่งบรรจุอยู่ภายในถุงผ้าที่ฮันเตอร์มอบให้เขา
"ข้าคือทายาทของราชาเมืองไลแคนโทรป เจ้าจะเรียกพวกเราว่ามนุษย์หมาป่าหรือแวร์วูล์ฟก็ไม่ผิด แต่พวกเราไม่เคยทำร้ายมนุษย์เหมือนหนังทีวีที่พวกเจ้าชอบดูกัน ว่ากันจริง ๆ แล้วการแปลงคนธรรมดาเป็นมนุษย์หมาป่าถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุดเพราะมนุษย์ธรรมดาอ่อนแอเกินไป ถ้าถูกพวกเรากัดจริง ๆ ก็คือตายสถานเดียว พวกเรามีระบบสืบพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ธรรมดาและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างกองทัพด้วยการแปลงมนุษย์ หรือถึงแม้ว่าเราจะสามารถแปลงมนุษย์เพื่อรับใช้พวกเราได้จริง ๆ มนุษย์ก็ต้องใช้เวลาฝึกร่างกายอีกหลายปีกว่าจะร่วมสู้รบกับพวกเราได้" ฮันเตอร์อธิบายในขณะที่นั่งมองกีต้าร์ที่ตั้งอยู่ข้างตู้วางโทรทัศน์ด้วยท่าทางสนอกสนใจ
"ถ้าอยากเล่นก็เปิดออกมาได้" ปริ๊นยักไหล่ แต่ฮันเตอร์ยังไม่กล้าขยับตัว เจ้าของบ้านจึงเดินไปหยิบกีตาร์ออกมาจากกล่องหนังแล้วยื่นให้แขก
"ทำไมนายถึงอยากเรียนดนตรีของมนุษย์ เอ่อ...ธรรมดาอย่างพวกเรา" ปริ๊นลากเก้าอี้มานั่งที่ฝั่งตรงข้ามของเจ้าขาวซึ่งตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่ามันได้กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าจริง ๆ เพราะเขาเห็นแววตาของฮันเตอร์ที่จ้องกีตาร์ของเขาซึ่งเป็นแววตาเดียวกันกับเจ้าขาวเวลาที่มันนั่งฟังเขาบรรเลงเพลง
"วันที่ข้าเกือบตายเพราะโรคประหลาดบางอย่าง" ฮันเตอร์ละรายละเอียดของเรื่องฟีโลโมนออกเพราะรู้ว่าพูดไปมนุษย์ธรรมดาก็ไม่มีวันเข้าใจ
"ข้าได้ยินเสียงเพลงของเจ้าแว่วขึ้นมา แต่ตอนนั้นข้าคิดว่าข้าคงเพ้อเพราะพิษไข้ จนกระทั่งข้าได้ยินเจ้าเล่นเพลงนั้นในวันที่ข้าเดินทางไปโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก ข้าถึงอยากรู้ว่าทำไมในวันนั้น ข้าถึงได้ยินเสียงเพลงของเจ้า ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่เคยฟังเพลงของเจ้ามาก่อน"
ปริ้นถอนลมหายใจยาว ใจหนึ่งก็คิดว่าตอนนี้เขาก็กำลังตกอับสุดขีดเพราะติดค่าเช่าหอพี่รุ้งไว้เกือบสองเดือนแล้ว ส่วนอีกใจหนึ่งก็หวั่นว่าหากวันหนึ่งไอ้หน้าหมานี่เกิดหมั่นไส้เขาขึ้นมา มันจะกระโดดกัดคอเขาหรือเปล่า สัตว์หน้าขน คนหน้าหมา โบราณบอกไม่ให้ไว้ใจซะด้วยสิ...
"เจ้ากลัวข้างั้นเหรอ" ฮันเตอร์เอียงคอถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"ระ...รู้ได้ไง" ปริ๊นสะดุ้งเพราะคิดว่าฮันเตอร์อ่านความคิดของเขาออก
"หัวใจเจ้าเต้นแรงกว่าปกติ" ฮันเตอร์ตอบเสียงเรียบแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับเดินสำรวจรอบ ๆ ห้องจนเจอสิ่งที่เขาต้องการ
"มานี่ ข้าจะบอกความลับให้เจ้าฟังอย่างหนึ่ง" เขาหันกลับไปเรียกปริ๊น แล้วชี้ไปที่สร้อยเงินที่ถูกวางอยู่บนชั้นหนังสือในห้องรับแขก "เจ้าเคยได้ยินที่มีคนว่ามนุษย์หมาป่ากลัวเครื่องเงินไหม"
ปริ๊นกัดริมฝีปาก เขาคิดว่าเขารู้ว่าฮันเตอร์ต้องการจะสื่ออะไรเพราะหลังจากนั้นฮันเตอร์ก็แบมือออกตรงหน้าเขา
"เอาสร้อยเจ้า วางไว้บนมือข้า" ฮันเตอร์สั่ง ปริ๊นทำตามเพราะเขาเองก็เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าหนังฮอลลิวู๊ดบอกไว้จริงไหม
ทว่าพอปริ๊นวางสร้อยลงบนมือฮันเตอร์ ก็ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้าชายปีศาจเลยแม้แต่น้อย ทำเอาสีหน้าปริ๊นออกอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที
"คราวนี้ลองพูดคำว่า 'เอ็กซูโร' (Exuro)" ฮันเตอร์ออกคำสั่งอีกครั้ง
"เอ็กซูโร" ปริ๊นพูดตาม แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ท่องเหมือนเจ้ากำลังสวดมนต์ ท่องเหมือนชีวิตของเจ้าจะตายหรือจะรอดก็ด้วยคำคำนี้" น้ำเสียงของฮันเตอร์เปล่งออกมาดังกว่าคำพูดปกติ
ปริ๊นหลับตาตั้งสมาธิแล้วตะโกนดังกว่าเดิม
"เอ็กซูโร!!!"
คราวนี้สายสร้อยที่อยู่บนมือของฮันเตอร์เปลี่ยนเป็นสีเข้มและเนื้อของฮันเตอร์เริ่มไหม้จนแม้แต่ปริ๊นก็ยังได้กลิ่นผิวหนังของเจ้าชายปีศาจถูกเผาผลาญจนเขาต้องรีบเอามือปิดจมูก
"อ๊าก!!!" ฮันเตอร์ร้องออกมาเสียงดัง สีหน้าของเจ้าชายหนุ่มซีดลงจนเห็นได้ชัด
"บ้าหรือเปล่า" ปริ๊นปัดสายสร้อยออกจากมือของฮันเตอร์
"ถ้าเจ้ากลัวข้า ก็ใส่สร้อยเส้นนั้นไว้ จำบทสวดไว้ให้ดี ข้ารับรองว่าจะไม่มีชาวไลแคนโทรปคนไหนที่จะทำร้ายเจ้าได้" ฮันเตอร์กัดฟันข่มความเจ็บปวดของเขาไว้
แผลจากเครื่องเงินจะหายช้ากว่าแผลจากอาวุธอย่างอื่น แต่เขาเป็นอัลฟ่า เขาแน่ใจว่าอีกไม่กี่ชั่วโมง แผลนี้ก็จะหายเป็นปกติ เขาแค่ต้องทนเจ็บอีกนิดหน่อย แต่ถ้าสิ่งนี้จะทำให้ปริ้นไว้ใจเขามากขึ้น ฮันเตอร์ก็ต้องยอมแฉจุดอ่อนของเขาให้ชายหนุ่มรู้
X