ตอน 2

“เจ้าไม่ทำก็มีเพียง ..เจี้ยนหลิงเท่านั้นที่จะทำเรื่องนี้ เจี้ยนหลิงนางเป็นหนึ่งมาตลอด อีกทั้งในตระกูลหลินใครบ้างจะไม่ยอมลงให้เจี้ยนหลิง ข้าเองยังต้องอาศัยลูกคนนี้ในการวางกลยุทธ์การรบ ดีเช่นนั้นข้าก็ไม่หวงห้ามนางจะทำอะไรก็ตามใจเพียงแต่จะคอยดูว่านางจะพลิกสถานการณ์มาได้เปรียบได้หรือไม่”

“ตบปากนางร้อยที โบยนางร้อยไม้”เสียงตวาดลั่นจากปากของ

หลินเจี้ยนหลิงที่เพียงแค่ได้ยินเสียงซุบซิบ ว่าคุณหนูใหญ่ ต้องการจะเป็นไท่จือเฟย แย่งชิงแม้กระทั่งโชควาสนาของคุณหนูรอง สาวใช้ต่างหดหัวหนีหายใครบ้างจะกล้ากับคุณหนูใหญ่ เห็นได้ชัดว่าคุณหนูใหญ่ไม่เคยเกรงกลัวใครนอกจาก ฮูหยินกับใต้เท้าหลิน

“นางขาดใจตายแล้วคุณหนู”

เจี้ยนหลิง ใช้มีดปอกลูกท้อยัดใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่ได้สนใจคำบอกกล่าวนั้นแม้แต่น้อย โยนมีดสั้นให้ปักลงบนโต๊ะ สาวใช้สะดุ้งรีบคุกเข่า

"รออะไรหรือว่ารอจะเห็นสีหน้าสำนึกผิดของข้าบอกไว้ก่อน ไม่มีใครจะได้เห็นมัน”

“เจี้ยนหลินฝ่าบาทให้เจ้ากับเสี่ยวหลินประลองฝีมือกัน เพื่อตำแหน่งไท่จือเฟย”

“ลูกเข้าใจแล้ว”ใต้เท้าหลิน ส่ายหน้าจากไป

วันประลอง

“คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยเตรียมกระบี่เนื้อดี คมที่สุดไว้ให้แล้ว”

หยางเพ่ยตง รองแม่ทัพเพ่ยตงส่งกระบี่ในมือให้กับเจี้ยนหลิงอย่างนอบน้อม แม้ท่าทีองอาจของเขาจะไม่เหมาะแก่การนอบน้อมก็ตาม แต่หากเป็นคนอื่นก็คงไม่ได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของเขามีเพียงเจี้ยนหลิงที่ได้เห็นมัน

“เพ่ยตงข้าควรออมมือหรือไม่”

“คุณหนูคุณหนูรู้ดีข้อนี้ ข้าน้อยไม่ควรออกความเห็น”

“ดี ..ไปกันเถอะ”

“พี่สาว”

เพ่ยตงถอยหลังไปยืนห่างๆ เมื่อ เสี่ยวหลินก้าวขาเข้ามาขวางหน้าไว้

“ท่าน ..กับข้า เราจะต้องประลองกันจริงๆ หรือ”

น้ำเสียงหวานปนเศร้า เพ่ยตงเบือนหน้าหนีเสีย เจี้ยนหลิงยิ้มบางๆ

“เสี่ยวหลินเจ้าเป็นน้องสาวของข้า อย่างไรก็ไม่อาจเป็นอื่น เราสองคนยังเป็นพี่น้องกัน ไปกันเถอะทุกอย่างจะได้จบลงเสียที”ตัดสินใจแน่วแน่

“เดี๋ยว” ฮูหยินใหญ่ส่งเสียงมาแต่ไกล เสี่ยวหลินย่อกาย ก้าวเดินสวนทางกับฮูหยินใหญ่ด้วยความเกรงขาม

“ท่านแม่”

เจี้ยนหลิงประสานมือพร้อมกับกระบี่ในมือท่าทีไม่ต่างจากบุรุษ

“คงรู้ดีว่าจะต้องชนะการประลองเท่านั้น แม่คาดหวังในตัวเจ้ายิ่งนัก เจี้ยนหลิง ตำแหน่งไท่จือเฟยจะต้องเป็นของเจ้าเท่านั้น”

เพ่ยตง หลุบตามองพื้นเหมือนกับเป็นความผิดของเขา

“ไปได้แล้วอย่าให้ข้าต้องขายหน้า”เจี้ยนหลิงประสานมือ ก้าวเดินด้วยทีที่มั่นใจอย่างที่สุด

วังหลวง ณ.ลานประลอง

“การประลองเริ่มได้ ด่านแรกเป็นการงานฝีมือเป็นอันดับแรก”

หลินเจี้ยนหลิง ยังกอดกระบี่ไว้เช่นเดิมไม่ได้เร่งรีบอะไร ต่างกับเสี่ยวหลินที่หยิบเอาเข็มและผ้าขึ้นมานั่งบนโต๊ะ เตรียมพร้อมในทันทีเพ่ยตงกอดอกมองเจี้ยนหลิงนิ่ง

“ต่อไปเป็นการประลองการปักลวดลายบนผืนผ้า อาศัยความงดงามและความหมายที่เป็นมงคล ของคำว่ามังกรครองฟ้า หงสาร่ายรำ ...อีกทั้งยังต้องอาศัยความรวดเร็วในการปัก ลวดลายในการปักที่มีเวลาให้แค่เพียงสองชั่วยาม" เจี้ยนหลิงยกผ้าในพับขึ้นมาบนโต๊ะ นั่งลงบนเก้าอี้ตั้งหน้าตั้งตาปักลวดลายด้วยความมั่นใจอย่างยิ่งท่าทีมิได้มีความเรียบร้อยอ่อนหวานเหมือนเสี่ยวหลินที่แทบจะกลายเป็นท่วงท่าร่ายรำก็ว่าได้ ผ่านไปถึงสองชั่วยามเหล่าขุนนางล้วนต่างเปิดปากหาว เพ่ยตงยังยืนนิ่งมองเจี้ยนหลินเช่นเดิม

"หมดเวลาแล้ว นำงานปักของพวกนางมาให้ฝ่าบาทตัดสิน"

ขุนนางต่างฮือฮารอชมการตัดสิน งานปักของทั้งสองคนถูกนำมาวางตรงหน้าฮ่องเต้ ลวดลายบนผ้าสีน้ำเงินสีประจำตัวของไท่จือ เสี่ยวหลินปักมันอย่างอ่อนช้อยเหมือนดังมีชีวิตเป็นรูปมังกรที่ เหยียบบนหลังหงส์ เปรียบเหมือนความยิ่งใหญ่ของมังกร แม้หงส์จะอยู่ต่ำลงมาแต่หงส์กับดูงดงามและโดดเด่นกว่ามังกร ฮ่องเต้มองลวดลายบนผ้าแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

แต่ก็ไม่อาจแสดงท่าทีได้มากกว่าการนิ่งเฉยเสีย

ผ้าปักของเจี้ยนหลิงเป็นรูปมังกรกอดรัดพันเกลียวกับหงส์ฟ้า ไม่ได้สูงต่ำหรือใช้สีสันด้อยไปกว่ากันมองเพียงผิวเผินงดงามน่าค้นหา แต่เมื่อมองอย่างตั้งใจจึงรู้ว่า ลวดลายบนผ้าพยายามชี้ให้เห็นว่า หงส์ความจริงนั้นพยายามเกื้อหนุนมังกรอยู่

"สมกับเป็นบุตรีของใต้เท้าหลินเสียจริง เห็นได้ชัดว่าลวดลายในผ้าสวยงามอีกทั้งยังมีความหมายเหมาะสม"

ฮ่องเต้เอ่ยออกมากับขันทีข้างกาย

ตอน 3

"พ่ะย่ะค่ะ ของคุณหนูเจี้ยนหลิงมองเพียงครู่ก็รู้ว่าความสามารถด้านงานเย็บปักไม่ธรรมดาไหนใครๆ ต่างพูดกันว่า คุณหนูใหญ่เจี้ยนหลิงองอาจเช่นดังบุรุษอีกทั้งยังฉลาดเกินใคร เช่นนี้ก็พูดได้ว่าความสามารถรอบด้าน ส่วนคุณหนูรองเสี่ยวหลินงดงามอ่อนหวานงานปักชิ้นนี้จึงดูไม่เบื่อ ยากที่จะตัดสินให้ใครแพ้ชนะ"หยางฟงหยางฮ่องเต้ยิ้ม

"หลินเสี่ยวหลิน ลวดลายบนผ้าของเจ้าสื่อความหมายเช่นไร"

เสี่ยวหลินยิ้มอ่อนหวานดวงตาเป็นประกายน่ามอง อีกทั้งใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานนั้นชวนให้หลงใหลที่สุด

"ฝ่าบาท..ลวดลายบนผ้า มังกรขี่หลังหงส์ที่คอยส่งเสริมให้มังกรอยู่บนจุดที่สูงสุดเปรียบดังไท่จือเฟยที่ส่งเสริมไท่จือแม้จะต้องแบกรับความยากลำบากก็ต้องพร้อมที่จะส่งเสริมสามี สีสันมังกรที่แม้ไม่ได้สดใสหรือสะดุดตาเท่าหงส์นั่นเป็นเพราะ ไม่ว่ามังกรจะสำคัญแค่ไหนหงส์ก็ล้วนแต่สำคัญเช่นกัน ไม่มีหงส์จึงไม่มีมังกร แต่มังกรก็ย่อมจะสูงส่งกว่าหงส์"

ฮ่องเต้พยักหน้า เหล่าขุนนางต่างยิ้มกับคำตอบที่เสี่ยวหลินพูดออกมา ล้วนเป็นความจริงอย่างที่สุดการแต่งตั้งไท่จือเฟยจึงต้องคำนึงถึง ทั้งความเหมาะสมและชาติตระกูลของไท่จือเฟยที่จะส่งเสริมไท่จือไปพร้อมกัน แม้ไท่จือเฟยจะเป็นเพียงแค่บุตรีขุนนางก็ตาม

"เจ้าเล่าหลินเจี้ยนหลิน ลายปักบนผ้าของเจ้า มีความหมายเช่นไร"

"ฝ่าบาท"เจี้ยนหลิงประสานมือแทนที่จะย่อกาย

"ลวดลายบนผ้าของข้า หมายถึงการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไท่จือสูงส่งทว่าเหยียบย่ำคนข้างกายจึงไม่เหมาะนัก ไท่จือกับไท่จือเฟยหากประสานร่วมแรง จึงจะช่วยคลายกังวลให้กับฝ่าบาทได้มาก อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับราษฏรเช่นนั้นการคนที่จะมารั้งตำแหน่งไท่จือเฟยต้องเป็นคนที่พร้อมเคียงข้างหนักเบาไม่เกี่ยงงอนอาศัยเกื้อกูลสามีอีกทั้งไท่จือเองก็จะต้องผ่อนหนักเบาเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เหมือนลวดลายบนผ้าที่ต่างสำคัญ เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเหนือกว่าใคร"ฮ่องเต้ถอนหายใจ

"ครั้งนี้ให้หลินเจี้ยนหลิงเป็นฝ่ายชนะด้วยลายปักในผ้าถูกใจข้ายิ่ง อีกทั้งคำพูดคำจาของนางล้วน ถูกแปดในสิบส่วน"

"การปักผ้าเป็นคุณหนูใหญ่หลินเจี้ยนหลิงเป็นฝ่ายชนะ"

เพ่ยตงขยับเปลี่ยนอิริยาบถ เจี้ยนหลิงยังมีสีหน้าเรียบเฉยแต่ภายในใจโล่งอกยิ่งนัก ผิดกับเสี่ยวหลินที่รู้สึกผิดหวังอย่างที่สุดเพราะเห็นได้ชัดว่าเจี้ยนหลิงไม่เคยได้ฝึกฝนการเย็บปัก ปกติงานพวกนี้ล้วนเป็นของเสี่ยวหลินกับมารดา แต่เจี้ยนหลิงมีหน้าที่เพียงร่ำเรียนกลยุทธ์ต่างๆ ดั่งเช่นบุรุษ หาใช่สิ่งที่หญิงงามควรทำไม่

"ต่อไปเป็นการประลองเพลงกระบี่ ครั้งนี้คุณหนูทั้งสองจะต้องประลองฝีมือด้านการต่อสู้ ใครทำกระบี่หลุดมือเสียก่อนนับว่าพ่ายแพ้แก่คนที่สามารถถือกระบี่ไว้ในมือ เตรียมพร้อม"

เสี่ยวหลินหันหน้าหันหลังหลายปีมานี้แม้จะได้ร่ำเรียนเพลงกระบี่หลังจากที่เจี้ยนหลิงขอร้องให้เสี่ยวหลินออกมาฝึกวิชากระบี่ไว้เพื่อป้องกันตัวแต่หาได้คืบหน้าไม่ ไม่เกินสามกระบวนท่าต้องพ่ายแพ้ให้กับเจี้ยนหลิงอย่างแน่นอน

"ฝ่าบาท เจี้ยนหลิงรู้ดีว่าน้องสาวเสี่ยวหลินไม่อาจเอาชนะเจี้ยนหลิงได้ ซึ่งการประลองเพลงกระบี่ครั้งนี้จึงไม่เป็นการยุติธรรม น้องเดิมปักผ้าเย็บถุงหอมไม่เคยได้ออกไปไหน ผิดกับเจี้ยนหลิงที่พอจะเคยมีโอกาสได้ถือกระบี่บ้างเป็นครั้งคราวอีกอย่างเสี่ยวหลินอ่อนแอตั้งแต่เด็กๆ นางแค่ถือกระบี่ยังไม่มีแรงเช่นนั้นการประลองครั้งนี้ขอเป็นเจี้ยนหลิงที่ต้องประลองกับ.กับ....ไท่จือ"ฮ่องเต้เลิกคิ้วสูง

หันไปกระซิบกระซาบกับขันที่ข้างกาย

“ได้ ตามไท่จือที่ลานประลอง”

องครักษ์ประสานมือออกจากลานประลองไปในทันที เสี่ยวหลินยืนก้มหน้าอยากจะคัดค้านแต่อีกใจกับคิดว่าเป็นการดี หากเสี่ยวหลินแพ้ถึงสองครั้งทั้งเพลงกระบี่และารปักผ้า ก็คงหน้าอายไม่น้อยแต่หากว่าเจี้ยนหลิงแพ้ไท่จือนั่นก็เท่ากับยังพอมีโอกาส อยู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนสับปลับในเมื่อพูดกับเจี้ยนหลิงว่าไม่ต้องการแต่งกับไท่จือตั้งแต่ต้นแต่ทำไมเมื่อถึงคราวต้องประลองกับรู้สึกว่าหลายอย่างไม่ยุติธรรม ใครกันเป็นคนเสนอให้มีการประลองหากไม่มีคนเสนอ คาดว่าป่านนี้เสี่ยวหลินคงได้แต่งกับไท่จือไปแล้ว

“เพลงกระบี่ของไท่จือร่ำเรียนมาจากท่านปรมาจารย์ของแคว้นเหวิ่น เจ้าคิดว่าจะประมือกับไท่จือได้สักกี่กระบวนท่า ข้าจะได้กำหนดกติกาขึ้นเสียใหม่เพื่อจะได้ไม่

ต้องมีการบาดเจ็บ เพราะการประลองครั้งนี้แค่เพียงอยากให้เจ้าทั้งสองได้แสดงความสามารถ ให้เหล่าขุนนางและราษฎรได้เห็นว่าไท่จือเฟยมิได้ได้มาเพราะเป็นแค่เพียงบุตรีของขุนนางใหญ่เท่านั้น ล้วนต้องอาศัยความสามารถเช่นกัน”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED