ตอน 2

กลิ่นดินอ่อน ๆ ลอยมาตามสายลมบวกกับแสงแดงจ้าจากพระอาทิตย์ดวงใหญ่ ที่กำลังเปล่งประกายส่องลงมากระทบม่านตาหนักอึ้งของสตรีที่กำลังนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นดิน ทำให้นางค่อย ๆ ได้สติฟื้นคืนกลับมา

“ท่านแม่ ท่านแม่” ร่างกายที่กำลังสั่นคลอนจากการกระทำของใครบางคน เสียงเล็ก ๆ คล้ายกับเสียงของเด็กสาว ทำให้ดวงตาคู่สวยลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ได้เกือบเต็มตา มีความคาดหวังอยู่ลึก ๆ ในใจว่า ถ้านางลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วจะได้เห็นลูกสาวตัวน้อยกับสามีของนางนั่งอยู่ข้าง ๆ และเรื่องราวอันเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ฝันไปเท่านั้น

แต่ภาพตรงหน้านั้นพร่ามัวมาก ร่างกายที่อ่อนล้าขยับเขยื้อนได้เพียงเล็กน้อยและเชื่องช้า ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งพร้อมกับอาการตาปรือ “ท่านแม่ฟื้นแล้ว ฮือ...ข้าคิดว่าท่านแม่จะทิ้งข้าไปเสียแล้ว” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของคนเป็นเด็ก ทำให้เหนียงไป๋มั่นใจแล้วว่าบุคคลด้านข้างต้องเป็นเด็กผู้หญิงอย่างแน่นอน

เปลือกตาบางถูกปิดลงอีกครั้งก่อนที่ใบหน้าเล็กจะส่ายไปมาแรง ๆ เพื่อปรับการมองของสายตาให้ชัดขึ้น เมื่อได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดแจ้งแล้ว ดวงตาของนางก็เบิกกว้างอย่างตกตะลึงในทันที “ท่านแม่” สาวน้อยสะกิดไหล่ของผู้ให้แม่ให้ตื่นจากภวังค์ พร้อมกับเปล่งเสียงตื้อ ๆ เนื่องจากกำลังร้องไห้ เอ่ยถามด้วยความห่วงใยอย่างฉลาดเฉลียวเกินอายุ “ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ฮึก...ท่านแม่คงหิวมากใช่หรือไม่ ฮือ...เป็นเพราะข้า ท่านแม่จึงเป็นเช่นนี้”

เมื่อตกอยู่ในภวังค์ เสียงทุกเสียงรอบตัวก็เงียบงัน มือเล็กของเด็กนาบไปยังหน้าผากกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของแม่ด้วยความเป็นห่วง แต่ตอนนี้เหนียงไป๋ไม่รับรู้อะไรไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนไปหมด จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ริมฝีปากรูปกระจับขยับเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ถะ ถิงถิง ถิงถิงจริง ๆ ใช่ไหม” ดวงหน้าจิ้มลิ้มเอียงศีรษะเล็กน้อย งุนงงกับท่าทางของผู้เป็นแม่ ที่ทำเหมือนกับว่าไม่ได้พบหน้ากันมานาน

คนเป็นแม่ที่คิดถึงลูกมาก เมื่อได้พบลูกสาวที่จากไปไม่มีวันกลับอีกครั้ง ก็ทรุดตัวลงปล่อยโฮอย่างไม่คิดอายใคร ฝ่ามืออุ่นยกขึ้นกอบกุมใบหน้าของเด็กหญิงหน้ากลมที่รวบผมสูงสองฝั่งถักเปียมัดเป็นแกะน่ารัก “ท่านแม่ร้องไห้ทำไมเจ้าคะ” ปากน้อย ๆ เอ่ยถามเสียงสั่นคล้ายจะร้องไห้อีกครั้งตามมารดา มือน้อยปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มใสของผู้เป็นแม่อย่างอ่อนโยน การกระทำของเด็กหญิงตัวน้อย ยิ่งทำให้เหนียงไป๋บ่อน้ำตาแตกราวกับทำนบเขื่อนพัง

“ฮึก...ฮือ...ถิงถิงจริง ๆ ด้วย แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน หนูกลับมาหาแม่แล้วใช่ไหม ฮือ...”

“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ทิ้งท่านไปที่ไหนเลยนะเจ้าคะ ข้าอยู่ที่นี่กับท่านตั้งแต่แรก แต่อยู่ดี ๆ ท่านก็ล้มลงไป ข้าเรียกท่านแม่อยู่เกือบสองเค่อ กว่าท่านจะตื่นขึ้น” เสียงเจื้อยของเด็กน้อยตากลมบอกกับท่านแม่ของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเด็ก แต่สายตาของนางก็เต็มไปด้วยความสงสัยเหลือคณา

ในยามนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เด็กน้อย เหนียงไป๋เองก็งงงันไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ ดวงตาดูสับสนและพร่ามัวด้วยน้ำตาที่เอ่อค้าง พลางคิดในใจ พยายามทบทวนความเป็นไปได้ ไล่ตามจับต้นสายปลายเหตุ

‘ลูกของเราตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเราล่ะ? เราตายหรือยัง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่’

ใบหน้าสวยมองซ้ายขวา ก็เห็นว่ารอบข้างเป็นแปลงผักที่ยังไม่มีพืชผลใด ๆ ถัดไปอีกหน่อยเป็นเล้าไก่ที่สร้างจากโครงไม้ง่าย ๆ แต่ก็ยังไม่มีตัวไก่เช่นกัน และยังมีบ้านไม้ล้าสมัยสร้างด้วยไม้เก่าโทรมตั้งอยู่ไม่ไกลจากเล้าไก่มากนักอีกด้วย จากการประเมินทางสายตาแล้ว คิดว่าบ้านหลังนั้นน่าจะถูกสร้างมาเกินครึ่งศตวรรษ คล้ายเป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้างให้โดดเดี่ยวมานาน ไม้บางส่วนสึกกร่อนจนหลุดล่อนประตูจะพังมิพังแหล่ หน้าต่างผุผังมีสนิมเกาะเป็นแถบ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าบ้านได้จริง ๆ หรือไม่ ส่วนถนนหนทางก็เป็นถนนดินลูกรังคดเคี้ยวทอดข้ามเนินเขาปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม

‘ที่นี่คือที่ไหน ทำไมบรรยากาศรอบ ๆ แลดูแล้วไม่คุ้นตาเลยแม้แต่นิด’

เหนียงไป๋นางเริ่มไม่ไว้วางใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง สีหน้าเคร่งเครียดแสดงถึงความคิดอันยุ่งเหยิง แต่เสียงเล็กของเด็กผู้หญิงตาใส ทำให้เหนียงไป๋สลัดความคิดคลางแคลงใจทิ้งไปก่อนได้ “ท่านแม่”

เหนียงไป๋ตอบรับเด็กสาวตัวน้อยด้วยการสบสายตา แต่แล้ว…ความคิดใหม่ก็แล่นวาบเข้ามาในหัวของนางเสียดื้อ ๆ บุคคลที่จะไขข้อสงสัยให้นางได้นั้น ก็เห็นจะมีเพียงผู้เดียวนั่นก็คือ เด็กสาวเจ้าของลานแก้มสีชมพูเรื่อปานผลท้อสุกงามตรงหน้านั่นเอง

“จะ เจ้าหนูน้อย เจ้าชื่อว่าอะไรเหรอ”

“เอ่อ...ข้าชื่อถิงถิงเจ้าค่ะ”

“ละ แล้วแม่ล่ะ แม่ของเจ้าชื่อว่าอะไร”

“...แม่ของข้าชื่อว่าเหนียงไป๋เจ้าค่ะ” เมื่อได้คำตอบจากเด็กน้อยเรียบร้อยแล้ว เหนียงไป๋ก็กลับมาจมอยู่กับความคิดมากมายเพียงลำพังอีกครั้ง

‘นอกจากเจ้าก้อนซาลาเปาตรงหน้าจะหน้าตาเหมือนกับถิงถิง ลูกสาวเพียงคนเดียวของเรากับเถียนฟงแล้ว นางยังมีชื่อเรียกเหมือนกับลูกสาวของเราอีกด้วย ซ้ำไปกว่านั้นผู้หญิงที่เจ้าตัวน้อยเรียกว่าท่านแม่ ก็ยังมีชื่อเหนียงไป๋เหมือนกับตัวเราอีกด้วย...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่’

เมื่อยังคิดไม่ตก ทุกอย่างอลหม่านตีกันอยู่ในสมอง คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากัน เผื่อว่าจะดึงความทรงจำเก่า ๆ ของร่างนี้กลับมาได้ และจู่ ๆ ความทรงจำของร่างนี้ก็แวบขึ้นมาในหัวทั้งหมด ความรู้สึกวิงเวียนเข้าจู่โจมในหัว จนมือบางต้องกุมขมับเอาไว้ เพราะยิ่งความจำหลั่งใหลเข้ามา ศีรษะของนางก็จะยิ่งปวดตุบ ๆ

“เอาแต่กินไม่ทำงาน ตั้งแต่มีเจ้าเข้ามาอยู่ในบ้านของข้า ก็อับจนลงเรื่อย ๆ เจ้ามันตัวกาลกิณีจริง ๆ”

“ในเมื่อลูกของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ข้าก็ไม่อยากอยู่ร่วมเรือนกับเจ้า ไป! ไปอยู่บนเขาเดี๋ยวนี้เลยนะ เอาลูกสาวของเจ้าไปด้วย มาอยู่เกาะกันแบบนี้ สักวันก็อดตายกันพอดี” แม่เฒ่าหลังค่อม ผมขาว ที่มีนามว่าซูเจิน เดินแทบจะไม่ไหวแต่ยังอุตส่าห์ยกไม้เท้าเคาะหัวลูกสะใภ้และหลานสาวคนละที สีหน้าและแววตามองมาอย่างเหยียดหยามคนทั้งสองเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งหลานสาวแท้ ๆ ก็ไม่ปรานี

ความจริงแม่เฒ่าท่านนี้ ไม่ชอบพอในตัวลูกสะใภ้ใหญ่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นลูกสาวของตระกูลยากจน ไม่มีหน้ามีตาให้กับลูกชายของตนได้

เมื่อแต่งเข้าเรือนมาปีแรก ประเทศจีนก็ประสบกับภัยแล้ง พืชพันธุ์ไม่ออกผล พืชผลที่เปราะบางก็แห้งเหี่ยว ทำให้ขาดแคลนอาหารการกินและเงินทองอย่างหนัก ไม่เพียงเท่านั้น เหนียงไป๋ยังตั้งครรภ์ในช่วงที่ครอบครัวกำลังลำบาก ทั้งยังคลอดออกมาเป็นบุตรสาว ไม่ใช่บุตรชาย ก็ยิ่งทำให้แม่สามีเกลียดชังในตัวของนางไปกันใหญ่ และคิดว่าที่บุตรชายของตนต้องไปเป็นทหารก็เพราะมีตัวกาลกิณีอย่างเหนียงไป๋เป็นภรรยา

เมื่อถูกไล่ สองแม่ลูกก็จำต้องเก็บข้าวของสัมภาระออกจากเรือนหลังนี้ไปยังภูเขาสูงชัน แต่ทว่า ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาออกไปถึงสิบก้าว ก็ถูกคู่สะใภ้ของตนนามว่าหนิงจินเรียกเอาไว้ก่อน

“นั่นเจ้าเอาอะไรไปด้วย”

“ของที่เจินเป่าทิ้งเอาไว้ให้ข้ากับลูก” เหนียงไป๋ตอบพร้อมกับพยายามเก็บซ่อนเสบียงที่ตั้งใจจะเอาไปกินบนเขากับลูกสาว แต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของคนที่มีนิสัยขี้เหนียวและชอบเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอไปได้

“เอาไปไม่ได้” หนิงจินเดินเข้ามาประชิดแล้วกระชากห่อผ้าห่อใหญ่ในมือของเหนียงไป๋อย่างแรง “อย่านะ” เหนียงไป๋ร้องห้ามแต่ก็ไม่เป็นผล

ทั้งคู่เริ่มยื้อยุดฉุดกระชากกัน มือน้อย ๆ เข้ามาทุบหลังของน้าสาวต่างสายเลือดแรง ๆ หลายทีเพื่อช่วยแม่ของตน “ว๊าย! อย่ามาตีข้านะ นังเด็กบ้า”

“หยุดตีกันเดี๋ยวนี้” ซู่ว! “ว๊าย!” เสียงหญิงแก่กล่าวเตือนให้หยุด ก่อนที่จะสาดโครม น้ำเย็น ๆ ในถังไม้ใส่คนทั้งสามจนหมด เสบียงหลายส่วนเปียกชุ่ม เหนียงไป๋เขาแทบทรุด สายตาของแม่สามีที่ทอดมองมานั้น ทำให้เหนียงไป๋รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่สามารถนำเอาเสบียงเหล่านี้ไปด้วยได้แล้ว นางจึงทิ้งอาหารแห้งพวกนั้นไว้ แล้วรีบจูงมือลูกน้อยออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

สองแม่ลูกพากันเดินขึ้นเขาไปอย่างยากลำบาก กัดฟันทนหิวและร้อนเพื่อเดินไปให้ถึงยอดเขาก่อนตะวันจะตกดินให้ได้ และสิ่งที่เอาติดตัวมาได้นั้น มีเพียงของใช้จำเป็นไม่กี่ชิ้นและข้าวเก่าเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่งเท่านั้น

เหนียงไป๋เลือกให้ตัวเองอดแล้วลูกสาวได้กินก่อน จึงนำเอาข้าวสารเก่าไปต้มกับน้ำเปล่าเยอะ ๆ ทำเป็นข้าวต้มน้ำใสประทังชีวิตไปก่อน “อดทนก่อนนะลูก แม่จะปลูกพืชผล ต่อไปเราจะได้ไม่อดยากกันอีก”

“ข้าทนได้เจ้าค่ะท่านแม่”

“โถ่…ลูกรักของแม่” คำพูดของลูกสาว คล้ายสายน้ำเย็นชโลมใจที่อ่อนล้าของผู้ให้กำเนิดจนน้ำตาคลอ แม่ลูกปลอบประโลมกันและกันด้วยอ้อมกอดที่แนบแน่นและอบอุ่น

…เหนียงไป๋ออกจากบ้านผุพังมาขุดดินเพื่อเตรียมที่จะปลูกผักและทำการเกษตรเท่าที่จะทำได้ แต่ทว่าด้วยอากาศที่ร้อนจัด แสงแดดส่องแรงจ้าจนแสบตา คล้ายกำลังจะมีพายุ ไอน้ำในเมฆจะกลายเป็นฝนได้ ต้องคลายความร้อนออกมาเสียก่อน เหนียงไป๋ขุดดินได้ไม่กี่ทีเหงื่อก็ผุดพราวขึ้นเต็มใบหน้านวล

ความร้อนและความหิวเริ่มเล่นงาน ร่างเล็กโงนเงนทรงตัวไม่อยู่ ทั้งดวงตาและสมองเบลอไปหมด แก้มร้อนผ่าวราวไฟลวก จู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็มืดลงอย่างกะทันหัน จนสุดท้ายเหนียงไป๋ก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นดิน จิตวิญญาณหลุดล่องลอยไปกับสายลม จนกระทั่งมีอีกหนึ่งวิญญาณเข้ามาแทนที่…

ทันทีที่เหนียงไป๋หลุดออกจากความทรงจำของร่างนี้ นางก็กุมขมับอีกครั้งพร้อมกับกล่าววาจาออกมาที่แสดงถึงความเจ็บปวด “อะ โอ๊ย ปวดหัวจัง” ภาพในความทรงจำที่เหนียงไป๋รำลึกได้ พบว่านอกจากชื่อแล้ว ร่างนี้ยังมีใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายคลึงกับตนเองอีกด้วย

ถิงถิงตกใจกับท่าทีของมารดา จึงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้งหนึ่ง “ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไปเหรอเจ้าคะ”

เหนียงไป๋ไม่ได้ตอบลูกสาว แต่ในใจยังคงตกค้างความรู้สึกอันเจ็บปวดรวดร้าวกับโชคชะตาของตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่สามารถหาคำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมหลุดมาอยู่ในยุคจีนโบราณได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวจึงหยุดคิด

แต่เหนียงไป๋คนใหม่ก็มีความคิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ พร้อมสู้ชีวิตทุกอย่างเพื่อลูกสาวอันเป็นที่รักของตน และเพื่อความอยู่รอด นางก็ต้องรักษาตัวเองและลูกให้มีร่างกายที่แข็งแรงเอาไว้

‘พระเจ้าให้โอกาสเราได้เจอลูกสาวอีกครั้งแล้ว เราต้องใช้โอกาสนี้ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด’

‘ถ้าเราลงไปจากเขาได้ ข้างล่างต้องมียาขายเป็นแน่ แต่ปัญหาอยู่ที่เราไม่มีเงินนี่สิ แบบนี้จะทำเช่นไรดี’

ในระหว่างที่ใช้ความคิด สายตาของเหนียงไป๋ก็เหลือบไปเห็นเงาใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนมาจากแอ่งน้ำที่เกิดจากฝนที่ตกกระหน่ำไปเมื่อยามอิ๋น

เงาที่สะท้อนในแอ่งน้ำ ฉายให้เห็นดวงหน้าโสภา ด้านบนศีรษะมีปิ่นปักผมพู่ห้อยไข่มุกหยกแท้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นสิ่งของที่มีค่าที่สุดที่เหนียงไป๋มีในตอนนี้ นางจึงดึงปิ่นหยกนี้ออกมาวางไว้ในมือ

ตอน 3

“ท่านแม่ สิ่งนั้นคือปิ่นปักผมที่ท่านพ่อมอบให้ท่านตอนวันหมั้นใช่หรือไม่ ข้าจำได้ ท่านเคยบอกข้า” คำถามไร้เดียงสาของหนูน้อย เพราะทุกการกระทำของมารดาอยู่ในสายตาของนางตลอด แต่คำถามของลูกสาวนั้นทำให้เหนียงไป๋ได้รู้ว่าปิ่นปักผมอันนี้เป็นของขวัญที่สามีของนางในภพนี้มอบให้ในวันสำคัญ ตั้งแต่ยังไม่มีเจ้าหนูน้อยนางนี้

แต่ด้วยความที่เหนียงไป๋ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับสามีในชาตินี้ ยิ่งได้รับรู้จากความทรงจำที่กลับมาของร่างนี้ ว่าสามีของนางชื่อเจินเป่า ไม่ใช่เถียนฟง ก็ยิ่งทำให้เหนียงไป๋คิดตัดใจได้ง่าย ๆ ที่จะนำเอาปิ่นปักผมหยกไปแลกกับยา เพื่อรักษาตัวเองกับลูก ให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้

“พวกเราลงไปข้างล่างเพื่อนำเอาสิ่งนี้ไปแลกกับยาและอาหารกันเถอะ” เหนียงไป๋บอกกับบุตรสาวก่อนจะจับมือน้อยให้ลุกขึ้น แล้วเดินไปตามทางข้างหน้าพร้อม ๆ กัน ถิงถิงผู้ไร้เดียงสาไม่ทักท้วง เนื่องจากยังไม่เข้าใจว่าปิ่นปักผมอันนั้น มีคุณค่าทางจิตใจอย่างไร และเดินไปกับผู้เป็นมารดาอย่างว่าง่าย

…จากท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งเมื่อหนึ่งก้านธูปที่ผ่านมา ในยามนี้เมฆกลายเป็นสีหม่นเข้ม ใต้เมฆเป็นสีคล้ำดำจาง ๆ ลมเย็นชื้นพัดนำมาก่อนที่เมฆดำเข้าปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด กระแสลมเปลี่ยนเป็นรุนแรงขึ้นเหมือนกับว่าพายุกำลังจะมาในไม่ช้า

เหนียงไป๋ตัดสินใจอุ้มบุตรสาวขึ้นมาอุ้ม หมายจะเดินลงจากเขาให้ทันก่อนที่ฝนจะตกลงมา แต่ทว่า…เดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเม็ดฝนก็เริ่มโปรยปราย เปาะ! แปะ! ดังขึ้นเรื่อย ๆ ฝนที่โปรยปรายมองคล้ายม่านขาวปกคลุมทั่วท้องถนน สายฝนกระหน่ำแรงขึ้น เหนียงไป๋รีบเร่งฝีเท้าหาที่หลบฝนโดยเร็ว จนกระทั่งไปเจอเข้ากับสถานที่ที่คล้ายกับศาลเจ้า แต่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว เพราะทั้งเก่าและทรุดโทรม ขาดการบูรณะ

สตรีหม้ายรีบวิ่งเข้าไปหลบฝนข้างในทันทีอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนจะวางเด็กน้อยที่อุ้มอยู่ลง ชายฝนเทลงมาจากชายคาเสียงดังลั่นจนหูอื้อ ฟ้าแลบแปลบปลาบก่อนฟ้าเสียงคำรามลั่นจะดังตามมาติด ๆ เด็กผู้หญิงตัวน้อยสะดุ้งโหยงด้วยความผวา และทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ มารดาผู้ให้กำเนิดจึงรีบก้มลงกอดลูกสาวเพื่อปลอบประโลม

สายฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ ทำให้เกิดความรู้สึกคิดถึงและครุ่นคิด ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดปรากฏขึ้นอีกครั้งและอารมณ์ต่าง ๆ เริ่มปั่นป่วน ราวกับว่าเม็ดฝนมีน้ำหนักของอดีตอัดแน่นอย่างท่วมท้น เหนียงไป๋หลีกเลี่ยงความโศกเศร้าในใจของตัวเองไปไม่ได้ จึงปล่อยให้น้ำตาชะล้างไปกับสายฝน ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางคิดถึงใครอีกคนที่สำคัญมากในชีวิตของตัวเองเหมือนกัน

‘เถียนฟงฉันคิดถึงคุณ คิดถึงคุณเหลือเกิน ตอนนี้ฉันได้เจอลูกของเราแล้วนะ ฉันรอวันที่จะได้พบคุณอีกครั้งเช่นกัน’

…เมื่อฝนซาลง ความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ เหนียงไป๋ค่อย ๆ คลายอ้อมกอดออกจากคนตัวเล็ก ก่อนจะใช้หน้ามือเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับบุตรสาว และในขณะนั้นหางตาของนางก็เห็นอะไรแวบ ๆ เหมือนมีคนกำลังจ้องมองอยู่ใกล้ ๆ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างเต็มตาก็ต้องเป็นอันตกใจ เพราะตรงหน้ามีบุรุษแปลกหน้า รูปร่างสูงโปร่งราวแปดฉื่อในชุดจีนโบราณสีดำทึบ สวมหมวกไม้ไผ่สานปกคลุมใบหน้า แต่เค้าโครงนอกดูสมส่วนและกำยำ

“จะ เจ้าเป็นใคร” เหนียงไป๋ลุกขึ้นพรืดพร้อมกับเอ่ยถาม และใช้ตัวเองบังถิงถิงเอาไว้ เผื่อว่าบุรุษตรงหน้าเป็นผู้ร้าย นางจะได้ปกป้องลูกสาวได้ทัน

“ข้าชื่อเถียนฟง แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร”

“ถะ เถียนฟง!” เหนียงไป๋หน้าตาตื่นตกใจเมื่อได้ยินชื่อของอีกฝ่าย เพราะชื่อของบุรุษตรงหน้านั้นเหมือนกับชื่อสามีของเธอที่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ด้วยสีหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่รู้จักนางกับลูกมาก่อน จึงทำให้เหนียงไป๋ชั่งใจอยู่ว่า เถียนฟงผู้นี้ จะใช่สามีของเธอที่สวรรค์ส่งมาอีกคนหรือไม่

“ชื่อของข้าทำให้เจ้าตกใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

“อะ เอ่อ ข้าขอโทษที่เสียมารยาท ข้าชื่อว่าเหนียงไป๋ ส่วนบุตรสาวของข้าชื่อว่าถิงถิง พวกเราลงมาจากบนเขา จะไปซื้อยาและอาหาร” เหนียงไป๋ยอมแนะนำตัวเองบ้าง ถึงแม้ว่าจะยังมีความระแวงอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย

“อย่างนั้นเองเหรอ ข้าก็กำลังจะลงไปข้างล่างเช่นกัน ข้าเป็นพ่อค้าเมล็ดพันธุ์และพืชผลทางการเกษตร กำลังจะนำลงเขาเพื่อไปขายให้กับร้านค้าที่รับซื้อพอดี พวกเจ้าลงไปพร้อมกับข้าก็ได้นะ”

เหนียงไป๋มองไปที่รถลากของคันเล็กด้านหลังพ่อค้าขายเมล็ดพันธุ์ ก็ได้เห็นเมล็ดถั่วเขียวและผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ อีกหลายอย่าง จึงเกิดความคิดว่าที่แปลงผักบริเวณบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่นั้น เป็นแปลงผักที่ว่างเปล่า อยากได้เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวไปปลูกบ้าง จึงตัดสินใจเอ่ยขอ

ในยามนี้ต้องละทิ้งความอายไปก่อนเพื่อความอยู่รอด แต่ระหว่างเอ่ยนั้นเหนียงไป๋ก็ตรวจดูสีหน้าของอีกฝ่ายไปด้วยว่าลำบากใจหรือไม่ “เอ่อ..ข้าขอแบ่งเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวสักเล็กน้อยได้หรือไม่ ตอนนี้ข้าไม่มีเงิน แต่ว่าถ้าข้าเจอเจ้าอีก ข้าสัญญาว่าจะเอาเงินให้เจ้า”

“ได้สิ ข้าไม่เอาเงินของเจ้าหรอก” บุรุษหนุ่มผู้ใจดีตอบอย่างไม่ต้องคิด เดินไปหยิบเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวให้ตามคำขอ และแถมแป้งข้าวเหนียวพร้อมกับเมล็ดข้าวเหนียวให้ด้วย เพราะคิดว่าสองแม่ลูกที่ได้พบเจอนั้นต้องกำลังลำบากมากอยู่เป็นแน่ ด้วยร่างกายที่ซูบผอมทั้งคู่ และทั้งเนื้อตัวกับเสื้อผ้าเปราะเปื้อนไปด้วยคราบดำ จึงมอบให้โดยที่ไม่คิดเงิน

“นี่ของเจ้า ข้าให้แป้งข้าวเหนียวและเมล็ดข้าวเหนียวไปด้วย”

“ตะ แต่ว่า...” ของที่บุรุษหนุ่มตรงหน้ายื่นให้นั้นมากเกินไป เหนียงไป๋จึงเกิดความเกรงใจทั้งที่สิ่งนั้นมันมีค่ากับตัวเองและบุตรสาวมาก ในยามที่ลำบากแบบนี้ จึงไม่กล้าที่จะรับไว้

“ข้าไม่คิดเป็นบุญคุณหรอกน่า ที่ข้าให้ก็เพราะสงสารเจ้ากับบุตรสาวของเจ้าเพียงเท่านั้น แล้วสามีของเจ้าล่ะไปไหน ทำไมปล่อยให้เจ้ากับลูกต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้”

“เอ่อ...ข้าเป็นหม้าย ไม่มีสามี”

“ขออภัย ข้าเสียมารยาทถามในสิ่งที่อาจทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจ เอาเป็นว่าพวกเจ้าลงเขาไปกับข้าเถิด จะได้ปลอดภัยจากสัตว์ป่าและโจรป่าด้วย”

“ทะ ที่นี่มีสัตวป่าและโจรป่าด้วยเหรอ” เมื่อได้ยินคำว่าโจร ประสบการณ์อันเลวร้ายก็แล่นวาบเข้ามาในหัวอีกครั้ง ภาพที่สามีและลูกสาวของเธอนอนจมกองเลือดมันตามหลอกหลอนจนรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง กวาดตามองไปทั่วอย่างหวาดระแวง บรรยากาศรอบข้างทำเอารู้สึกหลอนจนต้องโก่งคออาเจียนด้วยความคลื่นเหียน “อะ อ้วก”

“ทะ ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ” บุตรสาวที่มีปัญญาดีเกินวัย รีบวิ่งเข้ามาดูอาการของมารดาด้วยความเป็นห่วง ส่วนบุรุษที่ถูกพบเจอโดยบังเอิญก็อดรู้สึกเป็นห่วงสตรีตรงหน้าไม่ได้เช่นกัน “เจ้าไหวหรือไม่”

“ขะ ข้าไหว” เหนียงไป๋ตัวงอเพราะกลัวว่าจะอ้วกอีกรอบ พลางตอบเสียงแผ่วเบา

“เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าลงไปหาหมอยาเอง ตามข้ามาเถิด”

บุรุษหนุ่มขายาวเอ่ยจบก็เดินไปเข็นรถลาก แล้วเดินนำทางสองแม่ลูกไปก่อน เหนียงไป๋จึงเอามือรองน้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคามาเช็ดปาก ก่อนจะเอื้อมแขนไปคว้ามือน้อยของถิงถิงมาจับเอาไว้แล้วเดินตามเถียนฟงไปติด ๆ

…หลังจากที่เดินไปเรื่อย ๆ ไม่มีหยุดพัก เพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมาอีกรอบ จึงทำให้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เดินลงมาถึงล่างเขาได้แล้ว และบรรยากาศตรงหน้าก็ทำให้เหนียงไป๋ต้องชะงัก กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ นี่มันไม่ต่างจากตลาดเย็นของยุคสมัยใหม่เลยสักนิด

สองฝั่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาอย่างชีวิตชีวา มีร้านค้าและแผงลอยตั้งอยู่เต็มริมถนน รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่อีกด้วย เสียงจอแจพูดคุยดังอยู่รอบทิศ ทั้งป้องปากเรียกลูกค้า ทั้งถามไถ่ถึงราคาสิ่งของ บรรยากาศครื้นเครงเต็มไปด้วยการค้าขาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยความพลุกพล่านและแน่นแฟ้น

“อีกไม่ถึงสองจั้งก็จะถึงโรงหมอยาแล้วล่ะ”

เสียงของเถียนฟงทำให้เหนียงไป๋หลุดออกจากความตื่นเต้น ก่อนที่นางจะตอบรับคำอีกฝ่ายในลำคอ แล้วเดินตามเขาต่อไป “อะ อืม” ในมือของเหนียงไป๋ก็ยังคงมีมือน้อยของถิงถิงอยู่ตลอด

ทั้งสามเดินต่อไปพร้อม ๆ กัน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมที่มีป้ายตัวอักษรจีนด้านบนกลางทางเข้าว่าโรงเตี๊ยมหมอยา “ที่นี่แหละคือโรงหมอ เจ้าไม่มีเงิน เดี๋ยวข้าจะให้เงินเจ้า” เถียนฟงบอกกับเหนียงไป๋ก่อนจะทำท่าหยิบเงินในกระเป๋าออกมาให้ แต่เหนียงไป๋ร้องห้ามเอาไว้ทัน “ไม่เป็นไร ข้าขอบใจเจ้ามาก ข้ามีสิ่งนี้” เหนียงไป๋ยื่นปิ่นหยกให้เถียนฟงดู

“ข้าไม่มั่นใจว่าสิ่งนี้จะใช้แทนเงินได้หรือไม่”

“ไม่เป็นไร ข้าจะขอลองดูก่อน”

“ก็ได้ ตามใจเจ้า”

เหนียงไป๋เดินจูงมือลูกน้อยเข้าไปในโรงหมอ โดยที่เถียนฟงยืนรออยู่ที่ด้านนอกหน้าประตู ดูท่านหมอถามอาการของเหนียงไป๋และบุตรสาว ก่อนจะเจียดยาสมุนไพรห่อใส่กระดาษส่งให้ และยอมรับปิ่นหยกแทนเงินอีกด้วย

“ข้าได้มาแล้ว” เหนียงไป๋เดินออกมาจากโรงหมอ ก่อนจะชูห่อกระดาษในมือที่มีสมุนไพรที่ชื่อว่าเออเจียวและปาเป่าโจวที่ได้มาถึงหนึ่งจิน สำหรับนำมาต้มดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย เถียนฟงก็อมยิ้มพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้กับสตรีสาวตรงหน้าอย่างชื่นชม

…ในตอนนี้เหนียงไป๋และถิงถิงกลับมาที่กระท่อมบนเขาเรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าเถียนฟงเดินขึ้นเขามาส่งนางกับบุตรสาวด้วย เหนียงไป๋รู้สึกเกรงใจไม่น้อย และก็อดแอบคิดไม่ได้ว่าบุรุษผู้นั้นจะใช่สามีของตัวเองในภพชาติอดีตหรือไม่ เพราะด้วยอุปนิสัยใจคอนั้น ละม้ายคล้ายคลึงกับสามีของนางในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก

แต่ในยามนี้ สิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตของนางกับลูก เหนียงไป๋ก่อไฟจากฟืนเศษไม้ เพื่อต้มยาให้ตัวเองกับลูกดื่ม ระหว่างที่กำลังต้มยาสมุนไพรอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นต้นแปะก๊วย จึงคิดถึงการทำขนมหวานขึ้นมา เพราะในยุคที่นางจากมานั้น ตัวเองเป็นแม่ค้าขายขนมหวาน

‘ทำขนมบัวลอยแปะก๊วยดีกว่า เป็นของหวานแก้หวัด เหมาะสำหรับฤดูกาลนี้ด้วย’ เหนียงไป๋เกิดความคิดที่มีประโยชน์ จึงเริ่มลงมือทำในทันทีหลังจากต้มยาดื่มเสร็จเรียบร้อย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED