นี่หรือมหานครการ์ซาน...? ทำไมมันถึงได้แตกต่างไปจากที่คิดเอาไว้มากมายแบบนี้นะ คำถามนี้ระเบิดขึ้นในอกของแองเจลล่าอย่างรุนแรงทันทีเมื่อฝ่าเท้าบอบบางในรองเท้าส้นสูงถึงห้านิ้วของหล่อนเหยียบลงบนสนามบินนานาชาติของมหานครการ์ซาน
ทุกอย่างที่เคยคิดเอาไว้ว่ามันจะต้องแห้งแล้ง ป่าเถื่อน และไร้อารยธรรม แต่สิ่งที่ได้ยินกลับแตกต่างไปจากที่คิดอย่างสิ้นเชิง ที่นี่มันไม่ได้มีแค่ทะเลทรายอย่างเดียว แต่มันยังอัดแน่นไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่ถูกเนรมิตขึ้นอย่างงดงามด้วยอารยธรรมของชนชาติตะวันออกกลาง สวยงาม... ไม่... คำว่าสวยงามยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่หล่อนกำลังได้ประจักษ์อยู่ในขณะนี้เลย
รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายไม่ต่างไปจากดินแดนที่หล่อนจากมาแม้แต่นิดเดียว ไม่มีผู้หญิงใส่ผ้าปิดหน้าปิดตาเหมือนกับสิ่งที่หล่อนเคยรับรู้มาสมัยเรียน ทุกคนที่นี่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายดูเท่าเทียมกันหมด แล้วทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ ในเมื่อ... ชนชาติตะวันออกกลางในสมองของหล่อนมันไม่ใช่แบบนี้นี่
“นี่นายฟาเดล นายพาฉันมาผิดประเทศหรือเปล่าเนี่ย”
เมื่อหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ หญิงสาวที่อยู่ในชุดเดรสสีดำสนิทยาวเลยหัวเข่าขึ้นมาคืบกว่าๆ จึงจำเป็นต้องเอ่ยถามผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่เดินนำหน้าอยู่ด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม แต่สิ่งที่ได้ยินจากปากได้รูปสีสดของพ่อเจ้าประคุณนั้นทำให้หล่อนต้องกัดปากแน่นด้วยความขุ่นเคือง
“ผมไม่ใช่คนปัญญาอ่อนแบบคุณถึงจะได้ทำเรื่องน่าสมเพชแบบนั้นลงไปได้”
“นี่ฉันถามนายดีๆ นะนายฟาเดล”
แองเจลล่ารีบวิ่งมาขวางหน้าพ่อคนตัวโตเอาไว้กะทันหัน เขาหยุดเดินและจ้องหน้าหล่อนด้วยสายตาชิงชังไม่ปิดบัง สายตาชิงชังที่ทำให้หัวใจของหล่อนเจ็บลึกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“หลีกทาง เราต้องรีบเข้าเมือง...”
“ฉันไม่หลีก นายจงใจหาเรื่องฉันก่อน” หญิงสาวเชิดหน้าสูง จ้องมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“และตราบใดที่นายยังไม่ยอมขอโทษฉันที่ว่าฉันปัญญาอ่อนล่ะก็ ฉันก็จะไม่ยอมเดินอีกแม้แต่ก้าวเดิน”
ความเด็ดเดี่ยวและอวดดีในดวงตาของแองเจลล่าทำให้คนมองอย่างเขาต้องถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “ผมให้โอกาสคุณเปลี่ยนใจ...”
“ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีทางเปลี่ยนใจ ก็บอกแล้วไงถ้านายไม่ขอโทษฉัน ฉันก็จะไม่เดินอีกแม้แต่ก้าวเดียว”
“งั้นผมก็จะทำให้คุณสมใจก็แล้วกัน...”
แล้วร่างของแองเจลล่าก็ถูกตวัดขึ้นไปพาดบนบ่าทรงพลังของคนตัวโตอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หญิงสาวร้องลั่นด้วยความตกใจ
“นี่นาย... ปล่อยฉันลงไปนะ”
พ่อสุดหล่อไม่ยอมทำตามคำสั่งของหล่อนเลย แถมยังก้าวยาวๆ เดินออกไปนอกสนามบินอีกต่างหาก
“ก็คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะไม่เดินอีก ผมก็ช่วยสงเคราะห์ให้ไงล่ะ”
“ไอ้คนบ้า... ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนี้สักหน่อย นี่ปล่อยฉันลงไปนะ ปล่อยสิ”
หญิงสาวดิ้นรน โวยวายเสียงดังลั่นไปตลอดทาง แต่ก็แปลกนักที่ผู้คนที่เดินสวนทางไปมานั้นไม่มีคนใดมองมาทางหล่อนเลยแม้แต่คนเดียว พวกนั้นทำราวกับว่าหล่อนและนายฟาเดลจอมเถื่อนนี่ไม่มีตัวตนอย่างนั้นแหละ
“ผมปล่อยแน่ แต่ต้องถึงที่หมายซะก่อน”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญระคนเบื่อหน่ายของฟาเดลมีผลทำให้แองเจลล่าหดหู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทำไมหล่อนจะต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยนะ ทำไมรู้สึกเศร้าหมองและไม่มีความสุขเวลาที่นายฟาเดลอะไรนั้นทำเย็นชาใส่ด้วย หล่อนไม่ควรจะรู้สึกอย่างนี้ไม่ใช่หรือ นายนี่ก็เป็นแค่คนรับใช้ขององค์ชายป่าเถื่อนอะไรนั่นเท่านั้น เขาไม่มีความสำคัญเลย อย่าไปคิดถึงเขา อย่าไปรู้สึกอะไรทั้งนั้น ฟาเดลก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่หล่อนไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะคิดถึง แองเจลล่าเตือนตัวเองเสียงดังลั่นอก แต่จนแล้วจนรอดหัวใจก็ไม่เชื่อฟังอยู่ดี มันยังสั่น ยังสะท้าน และก็ยังโหยหาบางอย่างจากผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ไม่ได้มีท่าทีสนอกสนใจหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
“ฉัน... เกลียดนาย...” กว่าจะเค้นเสียงโต้ตอบออกไปได้ก็กินเวลานานหลายอึดใจ
“ผมไม่สนใจความรู้สึกของคุณเลย... คุณแองจี้”
แล้วร่างของหล่อนก็ถูกโยนใส่เข้าไปในรถลีมูซีนสีดำเงาวับที่ถูกเปิดประตูรออยู่ก่อนแล้วอย่างไม่ปรานีปราศรัย ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมานั่งเคียงข้าง
แองเจลล่ากัดปากอย่างโกรธแค้น เขามีสิทธิ์อะไรมาทำรุนแรงกับหล่อนแบบนี้ ก็แค่บอดี้การ์ด ก็แค่คนรับใช้... หญิงสาวจ้องหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างกายเขม็ง มองเขาด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ แต่คนตัวโตกลับนั่งนิ่งไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“ไอ้คนบ้า! นายทำฉันเจ็บรู้ตัวไหม”
“เจ็บแค่นี้คงไม่ถึงกับตายหรอกมั้งคุณแองจี้...”
คนตัวโตหยุดพูดขณะหันมาจ้องหน้าหล่อน ดวงตาสีนิลเนื้อดีของเขาเป็นประกายระยิบระยับน่ามองเหลือเกิน แถมพ่อคุณก็หล่อระเบิดจนหล่อนต้องรีบกลืนน้ำลายลงคออย่างรวดเร็วเพราะกลัวมันจะไหลย้อยลงมาที่ข้างปาก ทำไมตานี่หล่อเหลาแบบนี้นะ นัยน์ตารียาวดุดันระคนหวานฉ่ำ ขนตาก็ทั้งงอนทั้งยาวจนหล่อนอดอิจฉาไม่ได้ จมูกก็โด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากสุดเซ็กซี่ที่หล่อนรู้ซึ้งดีว่ามันเร่าร้อนดุดันแค่นั้นยามที่เจ้าของโมโหพอดิบพอดี แถมข้างๆ แก้มก็ยังมีหนวดเคราขึ้นอยู่อีก ทุกอย่างที่รวมตัวกันเป็นฟาเดลมันยิ่งกว่าคำว่าสมบูรณ์แบบเสียอีก
“นายหมายความว่ายังไง”
คนถูกตั้งคำถามแสยะยิ้มหยัน สายตาสีนิลเนื้อดีของเขาไม่ได้บอกความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยนอกจากขยะแขยงชิงชังจนหล่อนอดเจ็บลึกในอกไม่ได้
“คุณจะไม่มีทางตายได้ หากไม่ใช่คำสั่งขององค์ชายบาร์ซาร์”
“นี่นาย... ไอ้คนบ้า ฉันเป็นคนนะและก็เป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองด้วย ดังนั้นไม่ว่าองค์ชายบ้าเลือดนั่นจะใหญ่คับฟ้าแค่ไหน แต่กับฉันเขาก็เป็นแค่คนน่ารังเกียจ และฉันก็สะอิดสะเอียนเข้าเป็นที่สุดแค่นั้นเอง...”
หญิงสาวพูดออกไปอย่างหัวเสีย จ้องมองคู่สนทนาที่กำลังจ้องหน้าหล่อนอยู่อย่างไม่คิดหลบสายตา และนั่นก็ทำให้หล่อนได้เห็นกองไฟในดวงตาของเขาอย่างชัดเจน ตานี่กำลังโกรธ... เชอะ คงโกรธแทนองค์ชายบาร์ซาร์ของตัวเองสินะ บ้าชะมัด
“หวังว่าคุณจะคิดอย่างนี้ไปจนชั่วชีวิต”
“แน่นอน... เพราะคนอย่างฉันไม่มีทางรู้สึกดีๆ กับผู้ชายที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่อย่างองค์ชายบ้าเลือดนั่นอย่างแน่นอน รวมทั้งคนเถื่อนอย่างนายด้วยนายฟาเดล...”
“ความรู้สึกดีๆ ของคุณเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่ผมต้องการ”
ผู้ชายข้างกายพูดอย่างไม่แยแสก่อนจะหันกลับไปนั่งตัวตรงเช่นเดิม แองเจลล่ากัดปากแน่นจนเลือดแทบทะลัก สองมือกำเป็นหมัดเพื่อข่มอารมณ์เดือดดาลเอาไว้
“แล้วนายจะต้องเปลี่ยนคำพูด... เพราะฉันตั้งใจแล้วว่าจะยั่วนายให้รักฉันให้ได้ และเมื่อถึงเวลานั้นฉันก็จะขยี้หัวใจของนายให้แหลกคามือของฉันเลย จำเอาไว้นายบอดี้การ์ดแสนต่ำต้อยฟาเดล!"
หลังจากฟาดงวงฟาดงาใส่คนข้างกายและองค์ชายของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แองเจลล่าก็ขยับตัวไปจนต้นแขนชิดกับประตูรถฝั่งของตัวเอง จากนั้นก็ยุติการสนทนาดุเดือดลงด้วยการมองออกไปนอกกระจกรถ จ้องมองทะเลทรายสีทองอร่ามที่กำลังเคลื่อนผ่านนั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจแทน โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังทอดมองอยู่อย่างพึงพอใจ
ทะเลทรายสีทองอร่ามที่สะท้อนกับแสงแดดยามบ่ายจนเกิดไอแดดเต้นระริกอยู่ในอากาศชัดเจนกับสายตาอีกครั้ง แองเจลล่าก้าวลงจากรถลีมูซีนสีดำที่พาหล่อนกับฟาเดลเดินทางมาเกือบสามชั่วโมงด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด ก็เมื่อสามชั่วโมงก่อนที่สนามบินหล่อนยังไม่ได้เห็นทะเลทรายชัดเจนแบบนี้นี่น่าแต่นี่... สาวน้อยหมุนตัวมองไปรอบๆ กาย รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจแต่งแต้มใบหน้างดงามตลอดเวลา ไม่เคยคิดว่าภาพของผืนทรายที่ยาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจนจรดกับแผ่นฟ้าสีครามนั้นจะสวยงามน่าอภิรมย์ถึงเพียงนี้ หล่อนเคยปรามาสว่าผู้คนที่นี่ รวมถึงองค์ชายบาร์ซาร์ป่าเถื่อน แต่เมื่อได้พบได้เห็นจริงๆ แล้วกับพบว่ามันแตกต่างไปจากที่คิดอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างที่นี่ดูแปลกตาไปก็จริง แต่ไม่มีอะไรป่าเถื่อนอย่างที่สมองจินตนาการเอาไว้เลย
“สวยจัง...”
คนฟังแสยะยิ้มหยัน หรี่ตามองใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของสาวน้อยอย่างดูแคลน
“ตอนนี้องค์ชายบาร์ซาร์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ในเมืองหลวง ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเสแสร้งทำเป็นชอบที่นี่หรอก...”
ความสุนทรีจางหายไปทันทีกับวาจาเหยียดหยามของคนข้างกาย
“ไอ้คนบ้า... อย่าให้ฉันทำไม่ไหวนะ ฉันจะฆ่านายด้วยมือของฉันเองเลยคอยดูสิ...”
“อย่าลืมสิว่าที่ไม่ใช่เซาเปาโล...”
คนถูกข่มขู่แสยะยิ้มหยันออกมา ก่อนจะไหวไหล่น้อยๆ อย่างไม่แยแสสิ่งใดเลยแม้แต่หล่อน
“เพราะไม่ว่าพี่ชายของคุณจะมีอำนาจแค่ไหนในเซาเปาโล แต่กับที่นี่... มหานครการ์ซาน องค์ชายบาร์ซาร์ทรงมีอำนาจยิ่งใหญ่เป็นที่สุด และทุกคนที่นี่ก็ต้องให้ความเคารพยำเกรงพระองค์”
“แต่ฉันไม่มีทางเคารพองค์ชายบ้าเลือดคนนั้นแน่”
คนฟังแสยะยิ้มหยัน ดวงตาที่ทอดมองมานั้นลุกเป็นไฟ
“ก็ลองทำให้พระองค์ทรงไม่พอพระทัยดูสักครั้งสิ แล้วคุณจะได้รู้ว่านรกน่ะ ยังน่าอยู่ว่าการ์ซานเลย...”
จบคำพูดเลือดเย็นแล้วพ่อบอดี้การ์ดหล่อระเบิดก็ก้าวยาวๆ มุ่งหน้าผ่านรั้วประตูวังหลวงเข้าไปอย่างสง่างาม ทุกคนที่เฝ้ารออยู่ต่างก้มศีรษะให้กับนายฟาเดลราวกับตานี่เป็นเจ้าชีวิตยังไงยังงั้น แองเจลล่ามองตามไปอย่างขัดใจ แต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากเดินคอตกตามนายฟาเดลเข้าไปในพระราชวังหลวงนั้นอย่างไม่มีทางเลือก
“ตอนนี้ที่อยู่ของคุณคือตำหนักซ้าย...”
พ่อคนตัวโตหยุดเดินและหมุนตัวกลับมากะทันหันนั้นทำให้คนที่กำลังเดินจ้ำอ้าวตามมาอย่างไม่คิดชีวิตอย่างแองเจลล่าไม่สามารถหยุดเท้าได้ทัน ผลที่ได้ก็คือร่างอรชรชนเข้ากับกายกำยำที่แข็งแกร่งไปซะทุกสัดส่วนของฟาเดลเต็มๆ แรง หล่อนทำท่าจะล้มเขาจึงตวัดมือรวบเอวคอดเอาไว้ให้ เหมือนเวลาหยุดหมุน เหมือนสายนทีหยุดไหล เหมือนหัวใจจะหยุดเต้น แค่ได้สบตากับพ่อสุดหล่อในระยะกระชั้นชิดเท่านั้น นัยน์ตาสีนิลของฟาเดลเหมือนมีมนต์ขลัง มันสะกดให้หล่อนลุ่มหลงได้ทุกครั้งที่จ้องมอง ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงทำให้ร่างกายของหล่อนร้อนผ่าวแบบนี้นะ ร้อนราวกับถูกสุมด้วยไฟกัลป์ หญิงสาวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เมื่อจู่ๆ คนตัวโตก็ผลักร่างของหล่อนออกห่างราวกับร่างของหล่อนนั้นคือก้อนถ่านร้อนอย่างนั้น
“ไอ้คนบ้า... ฉันแทบล้มเห็นไหม”
แองเจลล่าแกล้งโวยวายลั่นทุ่งเพื่อปกปิดความหวั่นไหวที่กำลังกัดกินหัวใจสาวอย่างอำมหิตของตัวเองเอาไว้อย่างสุดกำลัง ฟาเดลจะรู้ไม่ได้ว่าหล่อนหัวใจเต้นแรงแค่ไหนเวลาอยู่ใกล้กับเขา เพราะตาบ้านี่ไม่เคยมองหล่อนในแง่ดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ว่าหล่อนสำส่อน ว่าหล่อนร่านร้อน สักวันเถอะหล่อนจะพิสูจน์ให้เขารู้ว่าทุกสิ่งที่คิดเอาไว้เกี่ยวกับตัวของหล่อนนั้นมันผิดทั้งเพ
“ผมรู้ว่าคุณกินผู้ชายไม่เลือกหน้า แต่เว้นผมเอาไว้สักคนเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ให้คิดซะว่าผมเป็นข้ารองบาทของว่าที่พระสวามีของคุณ...”
คำเตือนที่เต็มไปด้วยความเลือดเย็นของฟาเดลมีผลทำให้สีแก้มของขวัญชีวาแดงระเรื่อขึ้น ความอับอายพุ่งขึ้นจากฝ่าเท้ามากระจุกอยู่ที่ใบหน้าอย่างมากมาย
“ไอ้คนบ้า...”
หญิงสาวกัดฟันเค้นเสียงขุ่นเคืองออกจากลำคอ แต่ชายหนุ่มไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว เขาส่งสัญญาณให้สาวใช้สามคนที่เดินตามมาห่างๆ ให้รออยู่หน้าห้องจากนั้นก็ก้าวเดินเข้าไปในห้องที่ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างดีนั้นด้วยท่าทางปานราชสีห์ เชอะ ก็แค่บอดี้การ์ด วางท่าราวกับเป็นเจ้าของที่นี่อย่างนั้นแหละ แองเจลล่าคิดอย่างหมั่นไส้ก่อนจะก้าวตามเข้าไป และเริ่มต้นหาเรื่องอีกครั้ง
“นายคิดหรือว่าที่กระจอกแบบนี้จะขังฉันได้...”
“นี่ไม่ใช่การขัง... แต่ถ้าคุณอยากถูกคุมขังจริงๆ ผมจะจัดการให้...”
คนที่ยืนหันหลังให้อยู่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับหล่อน แองเจลล่ากลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้สบตากับคนตัวโตอีกครั้ง ตานี่มองทีไรก็หล่อลากไส้ทุกที หล่อจนคนมองอย่างหล่อนแทบจะหาคำมาสรรเสริญไม่ได้ หญิงสาวกัดปากแน่น พยายามร้องบอกตัวเองว่าอย่าได้มองเขาแบบนี้ อย่าได้มองแบบจะกลืนกิน เพราะมันน่าละอาย แต่หล่อนก็ไม่สามารถห้ามสายตาของตัวเองได้ เพราะตอนนี้มันทั้งจ้อง ทั้งมอง ปานจะกินพ่อสุดหล่อที่สมบูรณ์แบบไปซะทุกสัดส่วนเข้าไปทั้งตัวอยู่แล้ว ก็ดูพ่อคุณสิ... หล่อลากไส้ลากตับ ใบหน้าไม่ต้องพูดถึงกับแล้วล่ะว่าหล่อลากดินแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำให้หล่อนหัวใจสั่นสะท้านอยู่ในตอนนี้ก็คือรูปร่างที่บึกบึนสมบูรณ์แบบของเขานั้นเอง
ทำไมถึงได้ดูดีแบบนี้นะนายฟาเดล...
หญิงสาวรำพึงรำพันอยู่ภายในอก และก็คงจะยังไม่ได้สติหากไม่ได้ยินเสียงกระด้างแกมรำคาญของผู้ชายตรงหน้าดังมาเข้าหู
“ปกติคุณมองผู้ชายทุกคนด้วยสายตาแบบนี้ใช่ไหม”
“ว่าไงนะ” แองเจลล่าถามตะกุกตะกัก แล้วก็หน้าแดงก่ำเมื่อเข้าใจความหมายของคนพูด
“ไอ้คนบ้า... ฉัน... ฉันก็แค่มองนายผ่านๆ เท่านั้นเอง ผู้ชายอย่างนายมันปลุกไอ้ความกระหายอยากในตัวของฉันไม่ได้หรอก” แก้ตัวจบก็รีบหันหลังหนี ชาหนุ่มมองตามไปอย่างดูแคลน
“ผู้หญิงอย่างคุณ... น่ารังเกียจนัก”
“นี่นาย... อย่าบังอาจมาว่าฉันแบบนี้เชียวนะ นายมันก็แค่ขี้ข้า...”
จากที่เคยหันหลังหลบตาตอนนี้หันมาเผชิญหน้าอย่างลืมตัว และก็ต้องหัวใจเต้นแรงเมื่อคนตัวโตเดินมาหยุดตรงหน้า ระยะห่างมันกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ กลิ่นกายของฟาเดลกำลังทำให้หล่อนคลุ้มคลั่ง กลิ่นหอมที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดและเซ็กซี่ของเขามีผลต่อระบบป้องกันตัวเองของหล่อนโดยตรงเลยทีเดียว
“แต่คุณก็อยากกินไอ้ขี้ข้าคนนี้ใจจะขาดไม่ใช่หรือ”
“นี่นายจะทำอะไร”
คนตัวโตที่ปกติเคยแสดงท่าทางขยะแขยงไม่อยากเข้าใกล้หล่อนเสมอมาผลักร่างของหล่อนให้เข้าไปกระแทกกับผนังห้องที่เย็นเฉียบอย่างไม่ปรานี จากนั้นเขาก็เดินตามเข้ามาประกบ ระยะที่แนบแน่นทำให้แองเจลล่าที่เคยปากเก่งในทุกสถานการณ์หัวใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“แล้วคุณคิดว่าผมจะทำอะไรล่ะ” เขาย้อมถาม รอยยิ้มดูแคลนเกลื่อนใบหน้าหล่อลากไส้นั้น
แองเจลล่าปากสั่นระริก ช้อนตาขึ้นมองคนตัวโตที่ตอนนี้ตรึงร่างอรชรของหล่อนเอาไว้กับผนังห้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“อย่านะ...”
“ผู้หญิงอย่างคุณ... ร่านขนาดนี้ ทำไมจะต้องทำท่าตื่นกลัวด้วย...”
คำพูดที่เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม สายตาที่กวาดมองใบหน้าและต่ำลงไปยังเนินอกสาวที่ดันชุดเดรสขึ้นมาด้วยสายตาหยาบคาย หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับ พยายามจะดิ้นรน แต่คนตัวโตก็ไม่เปิดโอกาสให้ เขาใช้มือหนาตรึงมือบางของหล่อนทั้งสองข้างเอาไว้กับผนังห้อง ขณะก้มหน้าต่ำลงมาหา ลมหายใจของเขาทำให้หล่อนหัวใจเต้นแรงเหลือเกิน
“ฟาเดล... อย่านะ...”
“ทำไมล่ะ ผมรู้ว่าคุณหิว...”
เขายิ้มเหยียดหยามขณะหรี่ตามองต่ำลงไปลงจุดกลางลำตัวของหล่อน แม้ความโหยหามืดดำที่หาที่มาที่ไปไม่ได้จะคุกคามหัวใจอย่างรุนแรงแค่ไหน แต่แองเจลล่าไม่ใช่คนใจง่าย หล่อนไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่คนตัวโตกำลังเข้าใจสักหน่อย นั่นมันก็แค่การแสดงละครเพื่อทำให้องค์ชายบาร์ซาร์อะไรนั่นยกเลิกการอภิเษกสมรสกับหล่อนต่างหากล่ะ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของหล่อน แต่ใครจะไปเชื่อจริงไหม?
“ไอ้คนเลว... ออกไปจากตัวของฉันนะ”
“ผมรู้ว่าคุณกำลังต้องการอะไร และผม... ก็คิดว่าตัวเองน่าจะสนองให้กับคุณได้”
คนตัวโตปล่อยข้อมือของหล่อนให้เป็นอิสระ ขณะรวบร่างอรชรเข้ามาไว้ในอ้อมแขนแน่น ปากของเขาก้มต่ำลงมาหา และไม่นานมันก็แตะลงบนแก้มนวลของหล่อน จากนั้นก็เลื่อนเลยลงมายังกลีบปากของหล่อน ฟาเดลขยับปากอย่างเร่าร้อน ลิ้นของเขาบุกรุกเข้าไปสร้างความซาบซ่านรัญจวนในช่องปากของหล่อนอย่างอำมหิต
“ฟาเดล...”
แองเจลล่าร้องครวญคราง สองมือที่ผลักไสร่างกำยำนั้นเปลี่ยนมาเป็นเกี่ยวกระหวัดรัดแน่นหนาทันที พร้อมกับจูบตอบอย่างเต็มอกเต็มใจ แต่แล้วสวรรค์แสนหวานของหล่อนก็ล่มลงอย่างไม่เป็นท่าเมื่อจู่ๆ คนที่ตะโบมจูบปากของหล่อนอยู่อย่างดุเดือดก็ยุติการกระทำวาบหวามนั้นลงกะทันหัน พร้อมๆ กับถอยออกห่างราวว่าหล่อนนั้นเป็นยิ่งกว่าตัวเชื้อโรคยังไงยังงั้น
“คุณร้อนได้ทุกเวลาจริงๆ น่ะแองจี้...”
“คนบ้า... นายมัน...”
หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากบวมช้ำของตัวเองแน่น มองคนตัวโตอย่างอับอาย ขณะที่เขาแสยะยิ้มหยันหยาม มองหล่อนอย่างขยะแขยงเช่นเดิม
“หวังว่าคุณจะทำให้แท่นบรรทมขององค์ชายบาร์ซาร์ร้อนแรงแบบนี้ทุกคืน”
“ไม่มีทาง ฉันจะไม่มีทางแต่งงานกับองค์ชายบ้าเลือดนั้นเด็ดขาด...”
คนฟังไหวไหล่น้อยๆ ขณะขยับกายเดินไปหยุดที่กลางห้องกว้างที่ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างวิจิตร
“บอกแล้วไงว่าคุณหมดสิทธิ์ที่จะตัดสินใจอะไรเองตั้งแต่เหยียบเท้าลงบนพื้นดินของมหานครการ์ซานแล้วล่ะ ชีวิตของคุณตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ขององค์ชายบาร์ซาร์แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น”
“ไม่...! ฉันไม่ยอม”
“นั่นมันคือสิ่งที่คุณคิดได้ แต่กระทำไม่ได้... เอาล่ะพักผ่อนซะ แล้วผมจะให้คนมาเชิญเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็น...”
แล้วพ่อคนตัวโตที่พูดเองเออเองก็ก้าวยาวๆ เดินออกไปจากห้องพักที่หล่อนถูกนำมากักขังเอาไว้อย่างไม่แยแสอะไรอีก แองเจลล่ามองตามไปด้วยสายตาเจ็บปวด ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่านอกจากถูกพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองกักขังแล้วยังต้องมาถูกผู้ชายเถื่อนถ่อยกักขังอีก
“ไอ้คนบ้า... คิดหรือว่าฉันจะยอมอยู่ให้องค์ชายของนายเชือดง่ายๆ ฝันไปเถอะ!”
หญิงสาวเค้นเสียงขุ่นเคืองออกมา ก่อนจะรีบเดินไปชะโงกหน้าต่างมองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง สูงมาก... หล่อนคิดในใจ แต่ก็โชคดีนักที่หล่อนไม่ได้เกิดมาพร้อมๆ กับโรคกลัวความสูง รอยยิ้มบางๆ แต้มใบหน้างามเมื่อความคิดบางอย่างผุดพรายขึ้นมาในสมอง หล่อนไม่มีทางยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ตัวเองไม่ได้รักอย่างแน่นอน ไม่มีทาง...
ขณะที่แองเจลล่ากำลังมุ่งมั่นที่จะหาทางออกให้กับตัวเองอยู่นั้น ผู้ชายที่หล่อนคิดว่ามีฐานะเป็นแค่บอดี้การ์ดเท่านั้นก็หันมาเอ่ยกับสาวใช้สามคนที่ยืนก้มหน้ารอรับคำสั่งอยู่ด้วยน้ำเสียงที่ฟังยังไงก็ทรงอำนาจเหลือเกินด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา
“เข้าไปรับใช้คุณแองจี้ เธอต้องการอะไรสรรหามาให้เธอ แต่... สิ่งนั้นจะต้องไม่ขัดคำสั่งของฉัน เข้าใจไหม”
“พวกหม่อมฉันเข้าใจดีเพคะฝ่าบาท...”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดคำใดออกมาอีก นอกเสียจากก้าวยาวๆ เดินออกไปจากตำหนักซ้ายด้วยท่าทางสง่างามเช่นเคย
“ฝ่าบาททำเหมือนไม่ใส่ใจองค์สุลตาน่าเลยเนอะ”
สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเห็นใจเมื่อองค์เหนือหัวของตนเดินออกห่างไปจนลับตาแล้ว
“ก็ฝ่าบาทไม่ได้โปรดจะอภิเษกด้วยสักหน่อย แต่ที่ต้องอภิเษกก็เพราะไม่อยากเสียเพื่อนรักไปเท่านั้นเอง”
สาวใช้อีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจเจ้าเหนือหัวของตัวเองอย่างสุดซึ้ง ขณะที่สาวใช้อีกคนหนึ่งเองก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
“น่าสงสารฝ่าบาทจังนะ แทนที่จะได้อภิเษกกับคู่หมั้นคู่หมายที่สมน้ำสมเนื้อกันอย่างคุณจาเมล่า”
“เบาๆ หน่อยบิสมา พูดดังแบบนี้ถ้าใครมาได้ยินแล้วนำไปทูลฝ่าบาทล่ะก็ มีหวังหัวขาดกันเป็นแถวแน่”
สาวใช้ที่พูดขึ้นคนแรกเอ่ยเตือน พร้อมๆ กับกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวด้วยความวิตกกังวล
“อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยฟาติมา ไม่มีใครได้ยินหรอกน่า” คนถูกเตือนเชิดใส่คำพูดของเพื่อน ก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปในห้องพักของผู้หญิงที่ทุกคนในมหานครการ์ซานรู้ดีว่ากำลังจะได้ขึ้นเป็นองค์สุลตาน่าในเร็ววันนี้ทันที เพื่อนอีกสองคนรีบตามเข้าไปเช่นกัน
“พวกเราคือสาวใช้ประจำตัวของคุณแองจี้ค่ะ”
คนที่กำลังยืนเกาะขอบหน้าต่างและมองลงไปยังพื้นดินด้านล่างหันกลับมามอง
“ฉันไม่ต้องการสาวใช้ ฉันอยากอยู่คนเดียว...”
“แต่ฝ่า... เอ่อ ท่านฟาเดลสั่งพวกเราเอาไว้นะคะ”
ฟาติมาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล แต่ตอนนี้แองเจลล่าไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูเพราะหล่อนจะต้องไปจากที่นี่ให้ได้ เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
“แล้วนายนั่นให้ข้าวพวกเธอกินหรือไงถึงต้องไปทำตามคำสั่งของเขาอย่างเคร่งครัดแบบนี้ด้วย เอาล่ะ ฉันไม่อยากหัวเสียมากไปกว่านี้ ออกไปซะ ฉันอยากอยู่คนเดียว...”
“ไม่ได้ค่ะ” บิสมาที่ไม่ชอบแองเจลล่าอยู่แล้วตอบเสียงแข็ง แองเจลล่าหรี่ตามองและเดินเข้ามาหา
“เธอเป็นแค่สาวใช้ไม่ใช่หรือ...”
“เอ่อ คุณแองจี้คะ พวกเรา...”
ฟาติมาพยายามจะแก้ตัวให้เพื่อน แต่บิสมาไม่ได้ให้ความร่วมมือด้วยเลย เพราะแม่คุณยังจ้องหน้าแองเจลล่าด้วยสายตาไม่เกรงกลัวเช่นเคย
“เธอหุบปาก... ฉันจะสั่งสอนแม่นี่เอง”
แล้วแองเจลล่าก็ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของสาวใช้อวดดีเต็มแรงจนบิสมาหน้าสะบัด ก่อนจะเค้นเสียงขุ่นเคืองออกมา
“ฝากไปปากนายฟาเดลคนเถื่อนนั่นด้วยนะว่า คนอย่างแองเจลล่าถูกขังได้ไม่นานหรอก ให้เขาระวังเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน...”
หญิงสาวพูดจบก็ผลักร่างของสาวใช้สามคนออกจากห้องพักของตัวเองทันที จากนั้นก็ลงกลอนและรีบวิ่งกลับไปเกาะขอบหน้าต่างอีกครั้ง ดวงตาหวานฉ่ำหรี่มองพื้นดินเบื้องล่างซ้ำๆ กันอยู่นานอย่างคาดคะเนความสูง
“มันน่าจะสิบห้าเมตรกว่าๆ”
หญิงสาวสพึมพำเบาๆ กำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปที่เตียง แต่ประตูห้องพักของหล่อนก็ถูกเคาะแรงๆ และเพียงไม่กี่อึดใจมันก็ถูกพังเข้ามา
แองเจลล่าอ้าปากค้างกับเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนจะแหวใส่เสียงสูงทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นฝีมือของใคร “นายฟาเดล นี่นายกล้าดียังไงถึงทำแบบนี้!”
เจ้าของชื่อย่างสามขุมเข้ามาหยุดตรงหน้าหล่อน กระแสความเดือดดาลสะท้อนออกมาจากกายหนุ่มจนหล่อนแสบหูแสบตา
“คุณบอกว่าบ้านเมืองของผมป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม แล้วสิ่งที่คุณทำกับคนของผมล่ะเรียกว่าอะไร”
“ฉันทำอะไรไม่ทราบ”
แม้จะรู้ดีว่าคนตัวโตหมายถึงอะไร แต่แองเจลล่าก็อดยียวนกวนประสาทออกไปไม่ได้ อดหมั่นไส้ไม่ได้ที่เห็นตาสุดหล่อนี่ห่วงใยผู้หญิงคนอื่น
ชายหนุ่มแสยะยิ้มก่อนจะเรียกสาวใช้ที่หล่อนฟาดหน้าด้วยฝ่ามือไปหนึ่งทีเข้ามาในห้อง “บิสมา ไหนลองเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”
แองเจลล่าปลายตามองแล้วก็อดแปลกใจกับร่องรอยบนใบหน้าขาวๆ นั้นไม่ได้ นี่มัน... หล่อนตบไปแค่ทีเดียวเอง ทำไมใบหน้าของยายสาวใช้คนนี้ถึงได้ยับเยินราวกับว่าถูกตบเป็นร้อยทีแบบนี้นะ สงสัยหล่อนถูกเล่นงานเข้าซะแล้วล่ะ แต่คิดหรือว่าหล่อนจะยอมรับในสิ่งที่ไม่ได้กระทำง่ายๆ ฝันไปเถอะ
“คุณแองจี้... ตบหน้าฉันค่ะ”
“ฉันตบเธอกี่ครั้งล่ะ” แองเจลล่าเดินมาหยุดตรงหน้าบิสมา มองอย่างรู้ทัน
“ฝ่า... เอ่อ ท่านฟาเดล... คุณแองจี้มองฉันตาดุอีกแล้วค่ะ”
“ตอแหล! ฉันตบหน้าเธอแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น...”
แองเจลล่าเค้นเสียงใส่หน้าบิสมา กำลังจะกระชากมาตบให้ช้ำอีกรอบ แต่ก็ถูกคนตัวโตผลักหล่อนออกเสียก่อน ร่างอรชรเสียหลักล้มลงบนพื้นพรมเต็มแรง สาวใช้อีกสองคนที่อยู่นอกห้องจะวิ่งเข้ามาประคอง แต่เสียงทรงอำนาจที่ฟังแล้วน่าเกรงขามเหลือเกินของฟาเดลก็ห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ไม่ต้อง... ผู้หญิงนิสัยแย่ๆ แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องมีคนช่วย”
“ไอ้คนเลว... ฉันจะทูลองค์ชายบาร์ซาร์ว่านายกับพวกของนายรังแกฉัน”