ตอน 1

1

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย กรี๊ดดด” นิสากรสาวน้อยวัยเพียงสิบเก้าปีทั้งดิ้นทั้งร้องเพื่อนำพาตัวเองให้หลุดจากเงื้อมมือของรังสีน้องชายของแม่เลี้ยงสาว ที่เข้ามาปลุกปล้ำเธอถึงในห้องนอน

“คุณหนูนิคนสวยของพี่ ไม่ต้องร้องนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะพาไปขึ้นสวรรค์” รังสีเปล่งประกายความปรารถนาออกมาทางแววตา และน้ำเสียงที่แหบพร่า ทำให้สาวน้อยไร้เดียงสาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ถึงจะกลัวมากแค่ไหนแต่หญิงสาวสาบานว่าจะไม่มีวันตกเป็นของรังสี มือน้อยๆ ป่ายปัดไปตามที่นอน จนกระทั่งสะดุดอะไรบางอย่าง

“โอ๊ย! มึง” รังสีเพราะมัวแต่ซุกไซ้ที่ซอกคอหญิงสาวอยู่ ไม่ทันระวังตัวว่าภัยกำลังมา จึงร้องเสียงหลงเมื่อถูกปิ่นปักผมของนิสากรแทงลงไปที่ท้ายทอย สาวน้อยดึงปิ่นออกมาพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูด เลือดชั่วไหลหลั่ง

นิสากรตัวสั่นงันงก นั่งมองภาพของรังสีที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวด มันยันตัวลุกขึ้น ใช้มือข้างขวาจับที่ท้ายทอย เลือดยังไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างเล็กนั่งคุดคู้ชันเข่ามองรังสีค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งที่พื้นอย่างทำอะไรไม่ถูก เสียงฝีเท้าของนมแม้นศรีวิ่งเข้ามาห้องนอนของเธอเป็นคนแรก

“ว้าย! ตาเถร...คุณหนูนิของนม มันทำอะไรคุณหนูนิหรือเปล่าคะ” แม้นศรีสำรวจร่างกายของนิสากร เจ้านายสาวที่นางเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด รักและเทิดทูนเป็นอย่างมาก

“หนูนิกลัว นมแม้นหนูนิกลัว พี่รังสีจะปล้ำหนูนิ ฮือ” นิสากรกอดร่างของแม้นศรีเอาไว้แน่น ที่พึ่งพิงคนสุดท้ายที่เธอมีอยู่ เพราะในโลกนี้คนที่เธอรู้จัก คนที่รักเธอและคนที่เธอรัก ได้จากนิสากรไปหมดแล้ว แม้นศรีมองร่างของรังสีที่นั่งกุมท้ายทอยด้วยความแค้นเคือง เห็นทีคุณหนูของนางจะอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คนที่นี่ใจร้ายและโหดเหี้ยมเกินกว่าที่นิสากรจะรับมือได้ จังหวะที่นิสากรหวาดกลัว และแม้นศรีกำลังคิดอะไรบางอย่าง รังสีที่เริ่มมีแรงฮึดจากแรงแค้น ลุกขึ้นยืนก้าวเดินมาที่เตียง

ร่างของแม้นศรีถูกผลักลงไปนั่งจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น ลุกแทบไม่ขึ้นเนื่องจากร่างกายและวัยเสื่อมถอยลงทุกวัน รังสีปราดเข้าไปคร่อมร่างของนิสากร มือของมันทั้งสองข้างกำรอบลำคอนิสากร บีบเท่าที่แรงของมันจะมี หญิงสาวใต้ร่างเริ่มหายใจไม่ออก ร่างกายดิ้นทุรนทุราย พยายามหาทางให้ตัวเองหลุดพ้น อาวุธที่อยู่ในมือยังคงกำไว้แน่น คือหนทางของอิสรภาพ

“อ๊าก!” ปิ่นปักผมที่ทำจากเหล็กมีความยาวประมาณยี่สิบเซนติเมตร ทิ่มแทงลงไปตามสีข้าง แผ่นหลังของรังสีไม่ยั้ง เลือดของมันไหลกระเซ็นมาโดนเสื้อผ้าของเธอ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของรังสีเบาลง เบาลง

“พอคุณหนู พอค่ะ” แม้นศรีที่พยุงร่างลุกขึ้น รีบก้าวขึ้นมาบนเตียงคว้ามือน้อยๆ ที่กระหน่ำแทงเข้าไปในร่างกายของรังสีอย่างไม่ยอมหยุด ก่อนจะผลักร่างของรังสีที่แน่นิ่งให้ลงไปจากร่างของ นิสากร กอดร่างที่สั่นเทา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เข้ามากอดอย่างปลอบโยน

“ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่ต้องกลัว”

“หนูนิกลัว หนูนิกลัว พี่รังสีจะตายหรือเปล่าคะ” หญิงสาวพูดอย่างเสียขวัญ ร้องไห้ออกมาไม่ขาดสาย เธอไม่มีเจตนาจะทำร้ายรังสีให้ถึงแก่ความตาย เพียงแต่ป้องกันตัวเองเท่านั้น นิสากรเหลือบมองร่างที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือด ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน

“หนีคะคุณหนู หนีค่ะ” นางตัดสินใจพูด แม้รู้ว่ารังสียังไม่ตาย เนื่องจากแผ่นอกที่กระเพื่อมตามแรงลมหายใจของมันยังทำหน้าที่อยู่

“หนี หนีไปไหนคะ หนูนิไม่รู้จักใคร ไม่รู้จะไปที่ไหน”

“ไปตามที่อยู่ที่นมเขียนไว้นี่นะคะ ไปหาน้องสาวของนม เค้าจะช่วยคุณหนูนะคะ” แม้นศรีเขียนชื่อที่อยู่ลงบนกระดาษที่วางอยู่หัวเตียง ก่อนจะยื่นให้หญิงสาวที่เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ

“เชียงราย ” นิสากรอุทานเมื่อเห็นว่า สถานที่ไปอยู่ในจังหวัดใด ซึ่งมันไกลเหลือเกินสำหรับเธอ

“เร็วค่ะคุณหนูไม่มีเวลาแล้ว เดี๋ยวนมจะเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้ ส่วนคุณหนูเก็บของมีค่าให้มากที่สุดนะคะ” แม้นศรีสั่ง ก้าวลงจากเตียงไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบกระเป๋าเดินทางออกมา ยัดเสื้อผ้าที่รวบไว้ อัดเข้าไปในกระเป๋าอย่างรีบเร่ง นิสากรลุกขึ้นไปที่ลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบแหวนประจำตระกูลที่บิดามอบให้ไว้ก่อนเสียชีวิต สอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เนื่องจากนิ้วของเธอนั้นเล็กกว่าขนาดของแหวนมากนัก เงินสดมีติดตัวประมาณสองพัน เครื่องประดับทองคำเส้นเล็กพร้อมสร้อยข้อมือทองคำอีกเส้น นั่นคือสมบัติที่หม่อมหลวงนิสากร ดิเรกพัฒน์ มีติดกายไปในการเดินทางครั้งนี้

“นมจ๋า พี่รังสีจะตายมั้ยคะ” นิสากรถามอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ร้อนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ตวัดสายตามองร่างของรังสีที่ยังคงนอนแน่นิ่งที่เตียง นิสากรไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร

“ไม่ต้องห่วงอะไรนะคะคุณหนู ถ้าไปจากที่นี่ได้ไม่ต้องกลับมาอีก และที่สำคัญอย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าคุณหนูคือหม่อมหลวงนิสากร ดิเรกพัฒน์ อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดนะคะ” นางย้ำแล้วย้ำอีกในประโยคท้าย ดันร่างของเจ้านายสาวออกไปจากห้องนอน กึ่งลากกึ่งจูงลงไปที่ชั้นล่างของบ้านหลังใหญ่ ไม่สนใจร่างของสาวใช้อีกประมาณสามสี่คนที่เดินมาถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดหยุดการเคลื่อนไหว เมื่อเสียงกรีดร้องของใครบางคน ดังลั่นสนั่นบ้าน

“ไปคุณหนูหนีเร็ว ไปค่ะ” แม้นศรีจับจูงร่างน้อยของนิสากรวิ่งออกไปด้านนอกของตัวบ้าน

“คุณหนูหนีไปค่ะ หนีไป เร็วค่ะ” แม้นศรีเร่ง เมื่อพาหญิงสาวออกมาจากนอกอาณาเขตของบ้านดิเรกพัฒน์สำเร็จ นิสากรห่วงหน้าพะวงหลัง ใจหนึ่งอยากหนี อีกใจหนึ่งเป็นห่วงแม้นศรี

“แล้วนมล่ะคะ นมไปกับหนูนินะคะ”

“ไม่ค่ะ นมหนีไม่ได้เพราะถ้าหากไอ้รังสีตาย นมจะยอมรับผิดเอง คุณหนูหนีไปนะคะ อย่าลืมที่นมสั่ง อย่าลืมที่นมบอกนะคะ อย่าลืม” แม้นศรีเร่งสาวน้อย พร้อมกับกำชับเสียงหนัก

“นมจ๋า นม” หญิงสาวยังละความเป็นห่วงที่มีอย่างล้นเหลือกับแม้นศรีไม่ได้

“หนีค่ะ หนี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณหนูห้ามกลับมาที่นี่อีก ห้ามกลับมานะคะ” แม้นศรีโบกรถแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาพอดี เปิดประตูทางด้านหลัง พร้อมกับดันร่างเล็กให้เข้าไปในตัวรถ ปิดประตูทันที

รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านดิเรกพัฒน์ นิสากรมองร่างของแม้นศรีกับบ้านที่ตัวเองอาศัยมาตั้งแต่เกิดอย่างอาลัยอาวรณ์ ต่อจากนี้เธอคงไม่มีวันได้เห็นแม้นศรี ได้เห็นบ้านหลังนี้ และคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว น้ำตาไหลพรากเมื่อนึกถึงข้อนี้

“คุณพ่อ คุณแม่ นม” หญิงสาวพึมพำด้วยความเสียใจ รถเลี้ยวออกไปตามถนนใหญ่ ภาพของแม้นศรีที่เธอเห็นเป็นครั้งสุดท้ายนั้น คือภาพที่นางโบกมือให้กับเธอ

ตอน 2

2

“พ่อเลี้ยงครับ พ่อเลี้ยง” บุญสมคนงานในไร่เทียมฟ้าร้องตะโกนเรียกเจ้าของไร่เสียงดังลั่น ทำให้คนที่ถูกเรียกเดินออกมาจากบ้านหลังเล็กที่เขาปลูกไว้ตอนที่ขึ้นมาทำงานบนดอย

“มีอะไรพี่สม เรียกซะเสียงดัง” คิมหันต์สวมหมวกปีกกว้างคล้ายกับหมวกคาวบอย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทุกคนที่นี่เห็นจนชินตา เอ่ยถามบุญสมระดับน้ำเสียงกลางๆ

“ปิ่นมันทำเมล็ดกาแฟที่เราจะส่งให้ลูกค้าเปียกน้ำหมดเลยครับพ่อเลี้ยง” สิ้นเสียงของบุญสม คิมหันต์สบถออกมาทันที

“อะไรนักหนาวะ ตัวซวยชะมัดเลย เมื่อไหร่จะไปให้พ้นๆ ไร่ของฉันเสียที ฆ่าหมกป่าซะดีมั้ยเนี่ย” คิมหันต์กล่าวอย่างฉุนเฉียว เขายอมรับว่าเกลียดผู้หญิงที่ชื่อปิ่นปักเข้าไส้ตั้งแต่แรกเห็น วันนั้นเขาไม่น่าช่วยชีวิตเธอเอาไว้เลย เพราะคำว่ามนุษยธรรมแท้ๆ ทำให้เขาต้องทนเลี้ยงดูเด็กเมื่อวานซืนด้วยความจำใจ

เท้ายาวๆ เดินอาดมาที่โรงเก็บเมล็ดพันธุ์ วินาทีแรกที่เขาเดินเข้ามาเห็นสภาพของเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีที่กระจายอยู่ตามพื้น บางส่วนเปื้อนน้ำจนใช้การไม่ได้ คนที่เป็นต้นเหตุยืนก้มหน้านิ่ง หลบสายตาของคิมหันต์ที่มองมาด้วยความเกลียดแสนเกลียด

“ปะ ปิ่นขอโทษคุณคิมด้วยนะคะ” ปิ่นปักก้มใบหน้ามองพื้นเอ่ยวาจาขอโทษ

“แม่ตัวซวย ตั้งแต่ฉันช่วยเธอมาเมื่อสี่ปีก่อน เธอทำอะไรตอบแทนฉันบ้างมีแต่ทำลาย เธอเป็นต้นเหตุให้น้าของฉันตาย เท่านั้นยังไม่พอยังทำม้าฉันตายไปสองตัว ทำข้าวของเสียหายไปตั้งเท่าไหร่ นี่ยังจะมาทำเมล็ดพันธุ์กาแฟของฉันเสียหายป่นปี้อีก เธอรู้มั้ยว่าทั้งหมดนี่ฉันต้องเสียหายกี่แสน เธอเคยรู้บ้างมั้ย หรือรู้เพียงว่าวันนี้จะทำอะไรให้ฉันฉิบหายดี ห๊า” เสียงของเขานั้นไม่เบาเลย ดังลั่นจนคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นสะดุ้งเป็นแถว มีหรือที่ร่างน้อยของปิ่นปักจะไม่กลัว เธอกลัว กลัวเขามากที่สุด

“ปะ ปิ่นขอโทษค่ะ” เธอพูดได้เพียงเท่านั้นจริงๆ

“ไปเลยนะ เก็บข้าวของแล้วออกไปจากไร่ของฉันได้แล้ว ตัวซวยอย่างเธอฉันไม่ต้องการ ไร้ค่า ไป ” คิมหันต์ระเบิดอารมณ์ออกมาเต็มที่ ทั้งน้ำเสียงสีหน้าและแววตา เขาเกลียดปิ่นปักสุดชีวิต เพราะวันที่เจอหญิงสาวตรงหน้า คือวันที่เขาต้องสูญเสียน้าสาวอันเป็นที่รักไป เนื่องจากมีเธอเป็นต้นเหตุ

“คุณคิม ปิ่นขอโทษ ปิ่นขอโทษ อย่าไล่ปิ่นไปเลยนะคะ ปิ่นไม่มีใคร ไม่รู้จะไปที่ไหน อย่าไล่ปิ่นเลยนะคะ” เธอขอร้อง อ้อนวอนทั้งน้ำตา ทรุดกายลงนั่งคุกเข่า พนมมือไหว้เขาอย่างน่าสงสาร

“ไป ออกไป ฉันน่าจะไล่เธอไปตั้งแต่วันที่เธอฟื้นขึ้นมาแล้ว นังฆาตกร” นี่เองทำให้เธอถึงกับผงะ ไม่ใช่เธอไม่ได้เป็นฆาตกร เธอไม่ใช่ เธอไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่ได้ตั้งใจ

“คุณคิม ได้โปรดเถอะคะ อย่าไล่ปิ่นเลยนะคะ” เธอยังขอร้องเขาไม่หยุด

“อิ้ง อิ้ง อยูไหนวะ อิ้ง” เขาตะโกนเรียกอิ้งคนงานในไร่ที่คิดว่าอยู่แถวนี้ เสียงดังราวกับโทรโข่ง ทำให้เจ้าของชื่อรีบวิ่งร้อยเมตรมาหาพ่อเลี้ยงหนุ่มทันที

“มีอะไรให้อิ้งรับใช้คะพ่อเลี้ยง” อิ้งถามเสียงเหนื่อยหอบ

“ไปเก็บเสื้อผ้าของตัวซวยให้หมด แล้วจัดการโยนออกไปจากไร่ฉันเดี๋ยวนี้” อิ้งหญิงสาวร่างใหญ่คล้ายหมีควาย ฉุดกระชากร่างของปิ่นปัก หญิงสาวที่เธอเองก็ไม่ชอบหน้าเช่นเดียวกัน กระชากอย่างไม่กลัวหญิงร่างเล็กจะเจ็บ อิ้งทำตามคำสั่งของเจ้านายทุกอย่าง เก็บเสื้อผ้าของปิ่นปักยัดใส่กระเป๋า ก่อนจะลากร่างน้อยไปที่หน้าไร่

“ไสหัวไปได้แล้ว รู้เอาไว้ซะด้วยนะ ทั้งเจ้าของไร่ ทั้งคนงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดง ไม่มีใครเค้าต้องการให้เธออยู่ที่นี่สักคน เพราะเธอมันเป็นตัวซวย พอมาถึงคุณอุไรก็ตายทันที ตัวซวย ไปนังตัวซวย” น้ำตาไหลพรากกับคำพูดที่เจ็บแสบ ทิ่มแทงลงไปในหัวใจของเธอจนฉีกขาด ม่านตาที่พร่าพรายด้วยหยาดน้ำตา มองร่างของอิ้งที่เดินกลับเข้าไปในไร่ ทุกคนเดินจากเธอไปหมด ความอ้างว้างและโดดเดี่ยว เกาะกินใจหญิงสาวอีกครั้ง

เท้าเล็กๆ เดินลงตามความลาดชัน ระยะทางจากไร่เทียมฟ้า ที่อยู่บนดอยสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกือบสองพันห้าร้อยฟุต กว่าจะมาถึงถนนสายหลักต้องใช้ระยะเวลาเดินเท้านานพอสมควร ปิ่นปักกอดกระเป๋าไว้แน่น น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย เท้าที่ย่ำเดินเริ่มเจ็บ ความมืดโรยตัวปกคลุม แสงสว่างบนท้องฟ้าตอนนี้มีแต่เมฆสีดำที่กระจายเต็มไปทั่ว แรงลมที่มีกำลังแรงพัดพาฝุ่น เศษใบไม้ปลิวว่อน ไม่นานฝนเม็ดใหญ่ตกลงมากระทบกับผิวหนังของเธอ

แสงไฟจากรถเครื่องสองคันส่องกระทบกับดวงหน้างาม เธอจำต้องหรี่ตาลงโดยอัตโนมัติ นึกดีใจที่มีคนผ่านมา เพราะเธอต้องการความช่วยเหลือพอดี

“จะไปไหนจ๊ะน้องสาว ให้พี่ไปส่งดีมั้ยเอ่ย” ชายหนุ่มทั้งสี่ก้าวลงมาจากรถเครื่อง สายตาของพวกมันทำให้ใจของปิ่นปักหวาดกลัว คิดผิดที่จะขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเหล่านี้ หญิงสาวกอดกระเป๋าแน่น ถอยหลังเดินไปสองสามก้าว ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต

“อย่าหนีเลยน้องสาว จะไปที่ไหนพี่จะไปส่ง แต่น้องต้องส่งพี่ขึ้นสวรรค์ก่อนนะจ๊ะ” ชายคนหน้าตาเหี้ยมที่สุดเป็นคนบอก ก่อนจะวิ่งตามร่างเล็กที่วิ่งไม่คิดชีวิต ความคิดเดียวที่ปิ่นปักคิดออกคือ หนี

ตอน 3

3

คิมหันต์นั่งดื่มวิสกี้อยู่ที่โซฟาตัวยาว มองดูสายฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในใจไพล่คิดไปถึงปิ่นปัก หญิงสาวร่างเล็กที่เขาขับไล่ออกไปจากไร่ด้วยความไม่ไยดี ป่านนี้เธอจะเดินทางไปที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง หรือว่าตกดอยตายไปแล้ว แต่มันก็สมควรแล้วนี่ที่เธอต้องไปจากที่นี่ หญิงสาวคนนี้น่าจะไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันนั้นเสียด้วยซ้ำ

“ตายเสียได้ก็ดี” เขาพูดคนเดียว กระดกดื่มวิสกี้ทีเดียวหมดแก้ว และรินใหม่ จินตนาการไปว่าหากได้เห็นศพของปิ่นปักในวันรุ่งขึ้น คงสะใจพิลึก ศพ ศพ ทำไมเขานึกถึงคำนี้ หัวใจของเขาเสียวแปลบขึ้นมากะทันหัน ร้อนรนด้วยความเป็นห่วง เป็นห่วง ไม่เลยเขาไม่มีทางเป็นห่วงปิ่นปักเด็ดขาด

“พ่อเลี้ยงครับ พ่อเลี้ยง” เสียงร้องเรียกชื่อเจ้าของไร่แข่งกับสายฝนที่กระหน่ำไม่ยอมหยุด ใครมาเรียกเขาตอนนี้ เวลานี้ทุกคนที่อยู่ในไร่จะเข้านอนกันหมดแล้ว การที่มาเรียกยามค่ำคืนแบบนี้ต้องมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“มีอะไร” คิมหันต์กระชากประตูเอ่ยถามชาติชายลูกน้องมือดีที่ยืนกางร่ม ในมือถือกระเป๋าใบหนึ่งอยู่

“มีคนเจอกระเป๋าใบนี้ตกอยู่ที่ถนนลงดอยครับ”

“แล้วไง แค่คนเจอกระเป๋าแค่นี้จะต้องมาแหกปากเรียกฉันเลยเหรอ” เขาสวนขึ้นอย่างหงุดหงิด ชาติชายหน้าเจื่อนเล็กน้อยกับน้ำเสียงของเจ้านาย ‘มาผิดเวลาอีกแล้วกู’

“นาบุญกับสันเข้าไปในเมืองครับ ขากลับเห็นรถมอเตอร์ไซค์สองคันจอดอยู่ นึกว่าเสียก็เลยไม่ได้สนใจอะไร ขับรถขึ้นดอยมาเรื่อยๆ จนมาเจอกระเป๋าใบนี้ ” ลูกน้องผิวสีเข้มชะงักกลางคันเมื่อถูกเจ้านายหนุ่มเบรกดังเอี๊ยด

“มึงจะเล่าให้กูฟังทำไมเนี่ย กะอีกแค่เจอมอเตอร์ไซค์จอดเสียอยู่ กับกระเป๋าใบหนึ่งมันจะอะไรกันนักกันหนาวะ” ดีกรีความหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังจะหมุนตัวกลับเข้าบ้าน เนื่องจากคิดว่าเรื่องที่เขาฟังเป็นเรื่องไร้สาระ

“อิ้งบอกว่า กระเป๋าใบนี้เป็นของปิ่นครับ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่เป็นของพวกไอ้เรืองครับ” พ่อเลี้ยงแสนเย็นชาหันกลับมามองหน้าชาติชาย เดินเข้ามาที่ประตูพิงและกอดอกด้วยท่าทางที่สบายๆ

“แล้วไง มาบอกฉันทำไม” ลูกน้องหนุ่มถึงกับอึ้งไปพักหนึ่ง ไม่คิดว่าความเกลียดที่มีต่อปิ่นปักจะมากมายขนาดไม่ไปช่วยเหลือเธอ สองสิ่งที่พบบริเวณทางขึ้นดอยนั้น และเจ้าของรถเครื่อง บอกได้เลยว่าปิ่นปักกำลังตกอยู่ในอันตราย ร้ายแรงอาจถึงชีวิตก็เป็นได้

“พ่อเลี้ยงจะไม่ไปช่วยหน่อยหรือครับ” ชาติชายลองเชิงถาม

“ไปช่วยทำไม ตัวซวยแท้ๆ ไปได้ก็ดี”

“แต่ว่า...”

“มึงอยากปอดบวมตายเพราะไปช่วยนังตัวซวยคนนั้นก็ตามใจ แต่กูจะไม่พามึงไปโรงพยาบาลนะ” พูดจบก็หันหลังกลับเข้าไปในบ้านทันที ชาติชายไม่รอช้าวางกระเป๋าของปิ่นปักที่หน้าประตู หมุนตัววิ่งไปที่หน้าลานกว้างที่มีรถจิ๊ปของไร่จอดอยู่ โดยมีคนงานในไร่ประมาณสี่ห้าคนรออยู่ในรถ ชาติชายสั่งให้สันออกรถทันทีเพื่อไปช่วยปิ่นปัก ตัวซวยประจำไร่เทียมฟ้า

เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที คนที่บอกว่าไม่ใส่ใจ เริ่มนั่งไม่ติด ใจหวาดหวั่นคิดไปต่างๆ นานา ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะสู้รบตบมือกับใครได้ ป่านนี้อาจถูกข่มขืนกลายเป็นศพหมกอยู่กลางป่ารกริมทาง คิดไปร้อนหัวใจไป นั่งแทบไม่ติด เดินไปเดินมาเหมือนคนบ้า

“โธ่โว้ย! ” ในที่สุดชายหนุ่มก็คว้าพวงกุญแจรถยนต์คันโปรด วิ่งฝ่าสายฝนไปที่โรงรถ ติดเครื่องและทะยานพุ่งออกไปราวกับพายุ แม้ว่าอากาศภายนอกจะเย็นและหนาวเหน็บมากเพียงใด ใจเขากลับร้อนรุ่มเหมือนไฟไม่รู้ตัว

ปิ่นปักวิ่งหนีสุดชีวิต ไม่สนใจเสียงร้องเรียกของชายโฉดทั้งสี่คนที่วิ่งตามเธอมาอย่างไม่ลดละ น้ำตาไหลปะปนไปกับสายน้ำฝนที่ตกมาไม่หยุด ตอนนี้เธอไม่ได้วิ่งอยู่บนถนนลงดอย แต่วิ่งเข้าไปในป่าข้างทาง ความมืดไม่สามารถทำให้เธอกลัวได้ เนื่องจากมีความกลัวอย่างอื่นเข้ามาแทนที่และเป็นความกลัวที่จับขั้วหัวใจ

“ไอ้เรือง เลิกตามเหอะ กูไม่มีอารมณ์แล้ว” เสียงของโรจน์น้องชายเอ่ยบอก ทำให้พี่ชายที่วิ่งนำหน้าหยุดวิ่งและหันมาทางน้องชาย

“สวยนะโว้ย! มึงก็เห็น” เรืองยังไม่ละความตั้งใจ

“สวยแล้วไง ดูสิคนสวยของมึงวิ่งเร็วยังกับลิง เข้าไปในป่าแล้ว ป่านนี้เข้าไปลึกถึงไหนต่อไหนแล้ว มึงชำนาญป่าแถวนี้เหรอ เดินเข้าไปลึกๆ พอดีเจอเสือคาบไปกิน ก่อนที่พวกเราจะได้กินผู้หญิงคนนั้น” โรจน์ให้เหตุผลชวนคิด

“ใช่พี่เรืองปล่อยมันไปเถอะ ป่านนี้กลัวจนหลงเข้าไปในป่าแล้ว อีกอย่างนี่เป็นเขตของพ่อเลี้ยงคิม ผมว่าเรากลับกันเถอะ” คนที่มากับเรืองอีกคนทำท่าสยองเมื่อพูดถึงพ่อเลี้ยงจอมโหดประจำจังหวัดนี้

“ไอ้ตี้มันพูดถูกนะพี่กลับกันเถอะ เราวิ่งเข้ามาไม่ไกลพอจะคลำทางออกไปได้”

“ก็ได้วะ” เรืองจำยอมด้วยเหตุผล เขาเองก็ไม่อยากมีเรื่องกับคิมหันต์มากนัก กลัวอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่เหตุผลหลักคือ ไม่อยากให้เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงพ่อเลี้ยงคิมมากกว่า หลีกได้ควรหลีก เลี่ยงได้ควรเลี่ยง ทั้งหมดจึงเดินกลับออกไปจากแนวป่าที่วิ่งเข้ามาได้ประมาณสองร้อยเมตร

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED