ตอน 2

“วันนี้ท่านไม่เป่าขลุ่ยหรือเจ้าคะ”

ชุนเสี่ยวป๋ายวางขนมที่แอบนำติดมือมาจากเรือนลงบนโต๊ะหนังสือของเขา พลางก้มลงมองใบหน้าหล่อเหลาและหลบสายตาคมคู่นั้นด้วยท่าทีเขินอายของสาวแรกรุ่น ทว่าเหลียนไช่กลับทำเพียงแค่ปรายตามองกิริยานั้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ปกติแล้วข้าเห็นท่านเป่าขลุ่ยทุกวัน” นางว่าต่อ “ท่านบรรเลงเพลงขลุ่ยได้ไพเราะเกินกว่าบัณฑิตคนไหนที่ข้าเคยพบมาเลยเจ้าค่ะ”

“คุณหนูชุน ข้าไม่ได้เก่งถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ”

“ท่านอย่าได้ถ่อมตัวไปเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวป๋ายรีบพูด “หากท่านไม่เก่งดังว่า เห็นทีแคว้นนี้คงจะไม่มีผู้ใดเล่นได้ดีอีกแล้วเจ้าค่ะ”

ชุนเสี่ยวป๋ายเอ่ยเรื่องจริง นางแอบฟังเพลงที่บัณฑิตผู้เฒ่านี้บรรเลงมานาน เมื่อเทียบกับเหล่าคุณชายทั้งหลายแล้ววิธีเล่นของเขานั้นเหนือชั้นกว่ามาก ท่วงทำนองที่เป่าออกมาก็คล้ายว่ามีชีวิต มันไพเราะและเพลิดเพลินเป็นที่สุด

“เจ้ายังเด็กนัก” เขากล่าวเสียงนุ่ม

“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะเจ้าคะ ข้าปักปิ่นแล้วเจ้าค่ะ”

เหลียนไช่ชำเลืองตามองเด็กสาวตรงหน้าและไม่ตอบสิ่งใด ด้วยวัยเพียงเท่านี้มองอย่างไรก็ยังอ่อนต่อโลกนัก กิริยาและวาจาช่างไร้เดียงสา เมื่อโตขึ้นแล้วคงจะรู้ความเอง

แม้เขาจะดูยากจนซอมซ่อถึงเพียงนี้ ทว่าเขาก็เคยเป็นถึง จิ่งหานอู่ตี้ อ๋องสิบเจ็ดผู้ที่กำลังจะขึ้นครองราชย์แทนอดีตจักรพรรดิซึ่งพ่ายแพ้เขาไป แต่ทว่าเขากลับเลือกจะยกบัลลังก์ให้แก่รัชทายาทองค์น้อยผู้มีศักดิ์เป็นเสมือนหลานของเขาครองราชย์แทน

ส่วนตัวเขาก็ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลและเงียบสงบแห่งนี้ ใครต่อใครต่างก็ครหานินทาว่าเขาเป็นบัณฑิตที่ไร้ความทะเยอทะยานจนหาความก้าวหน้าในชีวิตไม่ได้ แต่เขาหาได้ใส่ใจคำพูดของใครไม่ เขาย่อมรู้ตัวดีว่าหากตนเองไร้ความทะเยอทะยานจริงดังใครว่าก็คงไม่อาจวางแผนชิงบัลลังก์มาได้แน่

เฉลียวฉลาด เยือกเย็น นั่นต่างหากคำพูดที่เขาเคยได้ยินมาตลอดยามอยู่ในวังหลวง ซึ่งนั่นช่างตรงข้ามกับยามอยู่ที่นี่โดยสิ้นเชิง

“ข้าเพียงอยากฟังท่านเป่าขลุ่ยเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ชุนเสี่ยวป๋ายเอ่ย

“วันนี้ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ”

นอกจากตำราแล้ว ขลุ่ยของเขาก็เป็นอีกหนึ่งสหายสนิทที่อยู่เคียงกายกันมาตลอด ยามว่างจากการอ่านตำราเขาก็มักจะเป่าขลุ่ยอยู่ผู้เดียว ด้วยบ้านของเขานั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับชายป่า เสียงขลุ่ยของเขาจึงไม่รบกวนให้ระคายหูผู้ใด

เด็กสาวพยักหน้ารับรู้แต่โดยดีก่อนจะนั่งมองเขาอ่านตำราอยู่เงียบ ๆ แม้จะได้เพียงแค่นั่งมองแต่นางกลับไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยสักนิด ยิ่งยามเขานิ่งเขายิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน่าประหลาดราวกับมีมนต์สะกดจนนางอดหวั่นไหวไม่ได้ทุกครา

“หนังสือเล่มนี้มาจากต่างแคว้นหรือเจ้าคะ” เสี่ยวป๋ายเอ่ยถามเมื่อก้มลงไปมองกองหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ครั้นเมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าคงจะเป็นการรบกวนบัณฑิตเฒ่าจึงได้แต่สะดุ้งตกใจและรีบกล่าวขอโทษโดยพลัน

“ข้าขออภัยที่รบกวนเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นอันใดหรอก” เขาส่ายหน้า “เจ้าสงสัยหนังสือเล่มนั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ”

“บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงนึกสงสัย” เขาลองถาม

“ข้าไม่เคยเห็นชื่อหนังสือในหอสมุดของเรือนมาก่อนเจ้าค่ะ” เสี่ยวป๋ายตอบตามตรง “อีกทั้งสีของปกเองก็ดูเก่าเกินกว่าเล่มอื่น”

“เจ้าจึงอนุมานเอาว่าหนังสือเล่มนี้ต้องร่วมเดินทางมากับเหล่าพ่อค้าจากต่างแดนหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “มีคนเคยบอกข้าว่าบรรดาพ่อค้านั้นบางทีก็มักจะนำพวกหนังสือมาขายด้วย”

“เจ้าวิเคราะห์ได้ดีแล้ว” เขายกยิ้ม “แต่ต้องพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนกว่านี้เสียหน่อย”

“อ่า...” ชุนเสี่ยวป๋ายพึมพำตอบอย่างเลื่อนลอย นางถึงกับแก้มแดงระเรื่อเมื่อเขาแย้มรอยยิ้มให้แก่กัน แม้จะรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ที่มอบให้แก่เด็กเท่านั้นเองก็ตามที

“หนังสือเล่มนี้หาได้มาจากที่อื่นไม่ เนื้อหาโดยส่วนมากกล่าวถึงปัญหาของแคว้นเรา แม้จะดูเก่าราวกับว่าผ่านการเดินทางมาก็ตามที”

หากไม่นับยามที่เขาตัดรอนคำขอแต่งงานของนางแล้วนั้น เขาก็เปรียบเสมือนอาจารย์อีกคนที่เอ็นดูศิษย์นอกสำนักศึกษาอย่างนาง ไม่ว่านางจะถามสิ่งใดออกไป หากเขารู้ก็จะอธิบายและสอนให้นางฟังจนหายข้องใจ วันดีคืนดีเขาก็มีเรื่องมาเล่าให้นางฟังด้วย

โดยเฉพาะเรื่องเล่าจากการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ของบัณฑิตเฒ่า มันคือสิ่งที่เสี่ยวป๋ายไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ด้วยนางเกิดมาเป็นสตรีจึงย่อมถูกเลี้ยงดูให้อยู่กับเรือน ต้องเป็นศรีแก่ตระกูลไม่ให้อับอายขายหน้า ทว่านางกลับมีความฝันว่าอยากจะเดินทางไปยังต่างแคว้น อยากไปดูหลายสิ่งด้วยสองตาของตนเองดู

นางอยากทำการค้าเหมือนทางฝั่งบิดาเท่าที่จำความได้ ทว่าท่านตาของเสี่ยวป๋ายกลับคัดค้านอย่างเด็ดขาด เพียงเพราะมันคืองานที่ต้อยต่ำนักในความคิดของท่าน ไม่เคยมีผู้ใดในตระกูลชุนที่ทำการค้ามาก่อน บุรุษทุกคนต่างสืบทอดงานในสำนักศึกษาต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นทั้งสิ้น

‘ตระกูลของเราไม่เคยทำการค้า ตาไม่อยากให้หลานเป็นแบบกลุ่มคนร่อนเร่และหาความจริงใจไม่ได้เช่นพวกนั้น’

นั่นคือคำพูดของท่านอาวุโสในตระกูลที่พร่ำบอกหลานสาวเช่นนางเสมอมา

บิดาของนางทำการค้า ก่อนจะแต่งกับมารดาก็ไม่ค่อยถูกชะตากับท่านตาท่านยายเท่าไรนักเป็นทุนเดิม เมื่อบิดาของนางทำผิดมหันต์ด้วยการรับอนุเข้าเรือนเพราะผลประโยชน์ทางการค้าความสัมพันธ์ก็ยิ่งร้าวฉาน จนเมื่อบิดาตัดสินใจยกอนุภรรยาขึ้นมาเทียมหน้ามารดาที่เป็นฮูหยินเอกด้วยแล้วยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก

ญาติฝั่งบิดาของเสี่ยวป๋ายเห็นว่าทางครอบครัวฝั่งอนุค้ำจุนกิจการการค้าได้มากกว่าเจ้าสำนักการศึกษาอย่างครอบครัวของมารดา พวกเขาก็รวมหัวกับบีบให้ชุนเสี่ยวหงต้องหอบลูกกลับมาอยู่บ้านและหย่าขาดกับสามีแบบเป็นตายอย่าได้เผาผีกันอีก ท่านตาท่านยายต่างก็สาปส่งบิดาของเสี่ยวป๋าย แม้แต่เงาก็ห้ามทาบทับชายคาบ้านโดยเด็ดขาด

เมื่อโตขึ้นเสี่ยวป๋ายก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้คบสหายเป็นลูกพ่อค้าแม่ขายอีก ท่านตาประกาศกร้าวต่อหน้าสมาชิกในครอบครัวเสมอว่า

‘พวกพ่อค้าหาได้มีความจริงใจไม่ คิดแต่จะเอาเพียงผลประโยชน์เท่านั้น ข้าจะไม่มีวันให้หลานของข้าต้องคบค้ากับพวกเขาอีก’

ส่วนบัณฑิตเฒ่าแม้จะไม่ได้ทำการค้าอย่างที่ท่านตาเดียดฉันท์ แต่ก็ไร้ฐานะจะเชิดหน้าชูตาได้ เสี่ยวป๋ายจึงโดนสั่งห้ามไม่ให้ข้องแวะกับเขาโดยไม่จำเป็น

ทว่านางกลับชอบทุกอย่างที่เป็นเขาอย่างหาเหตุผลใดไม่ได้เลย ชอบลายมือที่สวยงามยากจะเลียนแบบของเขา ชอบใบหน้าของบัณฑิตเฒ่าที่ไม่ว่าจะมองมุมใด ยามมืดหรือยามต้องแสงก็หาตำหนิแทบไม่ได้

หากออกเรือนมีบุตรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวหรือบุตรชายย่อมต้องได้ใบหน้าอันงดงามของเขามาด้วยเป็นแน่ ไหนจะสติปัญญาของเขาอีก แม้จะไม่ใช้บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ทว่าคนที่เป็นบัณฑิตได้ก็ย่อมฉลาดเฉลียวกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว...นั่นคือสิ่งที่เสี่ยวป๋ายปรารถนาเป็นที่สุด

“ท่านบัณฑิตเฒ่าเจ้าคะ...”

“ว่าอย่างไรหรือ”

ได้โปรดแต่งกับข้าเถิดเจ้าคะ...

ตอน 3

เวลาผ่านไปจนดวงอาทิตย์เริ่มลับลงตรงขอบฟ้า แสงเทียนจึงถูกจุดให้ส่องสว่างขึ้นบนโต๊ะหนังสือในยามค่ำคืน ทว่าบัดนี้เปลี่ยนจากโต๊ะตรงชานเรือนเข้ามาในห้องนอนแทน

เหลียนไช่หยิบตำราเล่มใหญ่ออกมาวางใต้แสง เขามักจะนั่งทบทวนตำราในยามว่างโดยเฉพาะช่วงก่อนเข้านอน ด้วยมันไร้เสียงรบกวนของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง

ระหว่างที่อ่านตำราของปราชญ์ผู้เลื่องชื่อมือหนาก็หยิบเอาขนมเข้าปากไปด้วย แม้นเขาจะไม่เคยตอบรับไมตรีจากสตรีน้อยนางนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ตัดรอนขนมรสชาติดีพวกนี้เสียทีเดียว เพียงแต่ไม่กินต่อหน้าให้นางเห็นแล้วได้ใจเท่านั้นเอง

“ดอกเหมยงั้นหรือ...” เขาชำเลืองตามองดอกไม้สีชมพูสวยหนึ่งดอกที่วางอยู่ใกล้กันกับห่อขนม

บัณฑิตหนุ่มส่ายหน้าเบาๆกับความช่างเกี้ยวของนาง นางน่าเอ็นดูมากกว่าเหล่านางในพวกนั้นนั้นในความคิดของเหลียนไช่ เขาไม่ต้องหวาดระแวงกับเล่ห์กลและแผนการมากมายซึ่งแฝงมาเหมือนกับการกระทำของพวกนาง...ที่มากด้วยความโลภและผลประโยชน์ไม่รู้จักจบสิ้น

ปกติเขามักเบื่อหน่ายสตรีที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังอยู่เนือง ๆ ยามอยู่ในวังจนเคยชิน หากแต่ชุนเสี่ยวป๋ายกลับต่างออกไป แม้นางจะโตจนพ้นวัยปักปิ่นมานับปีแต่นางก็ดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาเสียมากกว่าดรุณีน้อยที่พร้อมจะออกเรือน

เพียงต้องสายตาบุรุษ นางก็สะเทิ้นอายจนใบหน้าขึ้นสีโดยไม่รู้ตน...

ไม่ต้องพูดถึงยามถูกเนื้อต้องตัว นางมักจะสะดุ้งจนเผลอหลบแทบทุกครั้งไป แม้จะโดนโดยไม่ได้ตั้งใจก็เถิด

ผิดกับฝีปากที่กล้าเกินหญิงของนางมากนัก

‘ข้าหาได้สะดุ้งไม่นะเจ้าคะ เพียงแค่ไม่ทันได้ตั้งตัวเท่านั้นเอง’

นั่นคือคำที่นางมักใช้แก้ต่างความเขินของตนเองอยู่เสมอ

ซึ่งสำหรับเหลียนไช่นั่นก็นับเป็นจุดอ่อนที่เขามักใช้โต้ตอบหญิงสาวนับครั้งไม่ถ้วนในยามที่ต้องการให้นางไปจากเขาเสียที แต่ไม่อาจเอ่ยปากไล่นางโดยตรงได้

ไม่สิ...เขาไล่จนปากเปียกปากแฉะ จนคิดว่านางอาจจะหูหนวกก็เป็นได้ แต่นางก็หาได้ตอบสนองในสิ่งที่เขาพูดไม่ ตรงกันข้ามนางกลับฉีกยิ้มจนแทบจะกลายเป็นแสยะและปักหลักนั่งอยู่ที่เดิมจนบางคราใกล้มืดค่ำ จนสาวใช้ของนางต้องมาตามกลับบ้านไป

‘ตรงนี้เงียบสงบร่มรื่น ข้าขออยู่ตรงนี้อีกสักพักเจ้าค่ะ’

‘ลมเย็นดีนะเจ้าค่ะ ที่เรือนข้าอากาศร้อนเหลือเกิน ไว้เย็นแล้วข้าจะกลับเจ้าค่ะ’

‘ท่านบรรเลงเพลงขลุ่ยให้ข้าฟังต่ออีกสักเพลงไม่ได้หรอกหรือ’

และอีกสารพัดคำกล่าวมากมายซึ่งแทบไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน

ทว่านางไม่ได้ดื้อดึงเอ่ยปากกับเขามากเกินจนเขารำคาญ นางเลือกที่จะนั่งนิ่งและมองเขาดังเช่นเมื่อกลางวันมากกว่า

แรก ๆ เขาก็อึดอัดที่มีคนมานั่งจ้องเช่นนี้ตอนอ่านตำรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็คุ้นชินจนทางทีเขาเองก็ลืมไปว่ามีดรุณีนางหนึ่งนั่งอยู่ใกล้

วันถัดมาเมื่อเขากลับมาจากสำนักศึกษาในยามบ่ายแก่ เหลียนไช่ก็พบว่าเรือนของเขาหาใช่ของเขาอีกต่อไป ด้วยมีสตรีนางหนึ่งกำลังนั่งอ่านตำราจับจองแทนที่เขาเสียแล้ว

“อะแฮ่ม!”

เขากระแอมเสียงดังพอให้แขกที่ไม่ได้เชื้อเชิญได้ยิน นางรีบลุกเดินมาหาเขาด้วยรอยยิ้มติดใบหน้าเหมือนเคย มือน้อยยื่นห่อผ้าที่น่าจะมีกล่องขนมของโปรดเขามาให้

“กลับมาแล้วหรือเจ้าคะบัณฑิตเฒ่า” นางว่า “ข้านำขนมมาฝากเจ้าค่ะ”

เหลียนไช่ตากระตุกเพราะคำว่าบัณฑิตเฒ่า นานครั้งจึงได้ยินแต่ใช่ว่ามันจะน่ายินดีปรีดาเมื่อเขารู้สึกราวกับว่าตนเองแก่หง่อมลงไปนับยี่สิบหรือสามสิบปีเมื่อนางเรียกขานเช่นนั้น

จริงอยู่ว่านางยังเยาว์กว่าเขาหลายปีนัก แต่เขาเองก็นับว่าเป็นบัณฑิตที่ยังหนุ่มยังแน่น ไม่เห็นว่าจะเหมาะกับคำเรียกขานว่าบัณฑิตเฒ่าตรงที่ใด

อีกทั้งมวลกล้ามก็ยังคงแน่นปึกไม่ได้หย่อนคล้อยด้วย

“ขืนเจ้ายังเรียกข้าเช่นนี้อีก ไม่นานข้าคงชราทันตาเฒ่าชุนหลี่ ท่านตาของเจ้า”

“ไม่ถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ” นางยิ้มร่า “ท่านตาของข้าอายุมากกว่าท่านหลายปีนัก”

“เจ้าจะบอกว่าท่านตาของเจ้าเฒ่ากว่าข้ามากนักงั้นหรือ”

“ความจริงก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่เจ้าคะ”

เหลียนไช่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับท่าทางหยอกล้อของเสี่ยวป๋าย นางหัวเราะชอบใจออกมาเมื่อเขากล่าวถึงชายชรา

ชุนหลี่นับเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เขาเคารพนับถืออยู่ไม่น้อย หากแต่มันเป็นการนับถือที่แปลกประหลาดยิ่งนักสำหรับผู้พบเห็น ยามอยู่ในสำนักศึกษาเขาจะนอบน้อมต่อชายชราประหนึ่งเป็นใบ้ ท่าทางราวกับคนหูหนวกไม่ได้ยินคำตำหนิที่สาดใส่เอาเสียเลย

แต่ยามใดที่ก้าวเท้าพ้นอาณาเขตของสำนักศึกษาแล้วไซร้ เขากลับกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาของตาเฒ่าชุนหลี่ทันที เจอกันเมื่อใดย่อมได้ปะทะฝีปากกันเมื่อนั้น แต่ไม่มีสักครั้งที่จะเกลียดขี้หน้ากันราวกับจะเป็นจะตายให้ได้

ชายหนุ่มก้าวขึ้นเรือนพลางปลดสัมภาระที่แบกมาวางลงกับชานเรือนหน้าห้องนอน เรือนของเขาแม้จะเล็กกว่าเรือนของเสี่ยวป๋ายอยู่โข แต่ก็แบ่งเป็นสัดเป็นส่วนมีทั้งห้องนอนของเขาและห้องนอนของแขกที่มาเยือนชัดเจน มีห้องอาบน้ำจนถึงครัวไฟพร้อมสรรพ ชายโสดอย่างเขาอยู่คนเดียวได้สบาย

“วันนี้เข้าป่าไปเก็บสมุนไพรมาหรือเจ้าคะ”

ชุนเสี่ยวป๋ายหันมองกระบุงเล็กที่เขาแบกมาด้วย ในนั้นมีพืชสมุนไพรอยู่หลายอย่างอย่างละนิดหน่อย มิน่าเล่าเขาจึงกลับเรือนช้านัก นางมานั่งอ่านตำรารอจนแทบจะเผลอหลับไปเสียแล้ว

“ใช่ ข้าว่าจะเอาไปขายที่ตลาดยาเสียหน่อย”

“คงได้ราคาดีเชียวเจ้าค่ะ พวกนี้หายากและต้องเข้าไปลึกแม้จะไม่ต้องปีนหน้าผาเพื่อเก็บมันแต่ก็ไม่ใช่ว่าหลายคนจะรู้ว่าควรต้องเก็บมันที่ใด”

นางมองสมุนไพรด้วยสายตาใคร่รู้ จริงอยู่ที่นางพอรู้ว่าสรรพคุณและหน้าตาของมันจากหมอซึ่งเคยไปรักษา แต่นางก็ไม่เคยดั้นด้นเข้าไปหาถึงในป่าเองสักครั้ง

“ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่เจ้าค่ะ” นางเอ่ยถาม

“เจ้าจะไปด้วยเหตุใด”

“ข้าจะไปช่วยท่านขายสมุนไพรอย่างไรเล่าเจ้าคะ” ชุนเสี่ยวป๋ายพูดเสียงมาดมั่น “ข้าเคยไปตลาดมาหลายรอบแล้วเจ้าค่ะ”

“ผู้ใดก็เคยไปตลาด”

“โธ่...” นางยู่ปากเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ไปบ่อยๆหากท่านตาและท่านแม่รับรู้นี่เจ้าค่ะ”

นางกล่าวตามจริง ชุนหลี่และชุนเสี่ยวหงไม่อนุญาตให้เสี่ยวป๋ายได้ไปเดินเตร็ดเตร่ในตลาดเหมือนคุณหนูเรือนอื่น ด้วยกลัวว่าเหล่าพ่อค้าใจคดจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากหลานสาวผู้ใสซื่อ

“แต่ท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะว่าจะโดนท่านตาตำหนิหากข้าไปด้วย” เสี่ยวป๋ายรีบบอก “ข้าแอบท่านแม่และท่านตาไปเดินเล่นหลายรอบแล้วเจ้าค่ะ”

เคยแอบไปหลายรอบแล้วเช่นนั้นหรือ คำพูดนี้มันช่วยให้เขาไม่โดนตาเฒ่าชุนหลี่ต่อว่าได้อย่างไรกัน

“ไม่เคยโดนจับได้สักครั้งเลยนะเจ้าคะ ขอให้ท่านสบายใจได้”

เหลียนไช่ส่ายหน้าเบาๆอีกครั้ง เขาพยักหน้าเป็นเชิงตกลงและพูดประโยคที่ทำให้จิตใจของชุนเสี่ยวป๋ายลอยละลิ่วว่า

“เอาเถิด หากเจ้าจะไปก็ย่อมเดินไปด้วยกันกับข้าได้”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED