แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านเหล่ามวลใบไม้ลงมาจนเห็นเป็นเส้น ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ชุนเสี่ยวป๋าย แอบชะเง้อมองผ่านหน้าต่างบานเล็ก นางแย้มรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นเขาผู้นั้นกำลังตวัดปลายพู่กันแต่งแต้มเป็นตัวอักษร เสียงเด็ก ๆ ท่องตำราดังออกมาจากข้างใน ทว่าเป้าหมายของนางหาใช่เด็กเหล่านั้นไม่ กลับเป็นบัณฑิตเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ต่างหากเล่า
“พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวนั้น” เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือกระดาษและเอ่ยถามเมื่อเห็นเหล่าศิษย์ตัวน้อยทั้งหลายอ่านบทกวีจนจบ
ชุนเสี่ยวป๋ายตาหยาดเยิ้ม นางเคลิบเคลิ้มราวกับต้องมนต์สะกด ดวงตาน้อยสั่นไหววูบเมื่อได้ยินคำสอนจากปากท่านอาจารย์ผู้นั้น ในตอนนี้คล้ายว่านางจะตั้งใจฟังมากกว่าเหล่าศิษย์ตัวน้อยในห้องเรียนเสียอีก
“ถ้าเช่นนั้นจงเริ่มอ่านบทต่อไป แล้ววิจารณ์อย่างละเอียดตามความคิดของพวกเจ้าให้อาจารย์ฟังทีละคน”
น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มละมุน ใบหน้าช่างหล่อเหลาจนนางไม่อาจมองข้ามได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เหลียวมอง หนวดเคราสะอาดสะอ้านไม่รกรุงรังเหมือนบัณฑิตท่านอื่น ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังดูงดงาม ผิวของเขาเนียนละเอียดเสียยิ่งกว่านางที่เป็นสตรี เขากลับดูโดดเด่นเหนือผู้คนที่รายรอบนัก แม้ว่าจะสวมชุดมอซออยู่เสมอหากทว่าแลดูสะอาดสะอ้าน
ถึงแม้ว่านางจะแอบเรียกเขาว่าบัณฑิตเฒ่าเพราะอายุของเขาห่างจากนางถึงสิบเจ็ดปีก็ตามที ทว่าเขากลับเป็นบัณฑิตเฒ่าที่หล่อเหลาที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอมาทั้งชีวิต
“คุณหนู แอบมองบัณฑิตผู้นั้นอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
ฮุ่ยหลิน สาวใช้คนสนิทของเสี่ยวป๋ายเดินมาด้านหลังและโพล่งขึ้นมาจนนางสะดุ้งเฮือก หัวใจของคุณหนูตระกูลชุนเกือบหลุดออกมาด้านนอกเมื่อเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเสียงของมารดาตน
“โธ่พี่หลินหลิน ข้าตกใจหมด นึกว่าท่านแม่มาเห็นเข้าเสียแล้ว” ชุนเสี่ยวป๋ายโวยวายเสียงเบา
นางรู้ตัวดีว่าตนเองทำไม่ถูกนักหรอก ไม่มีสตรีเรือนใดจะมาสอดส่องบุรุษอย่างเช่นที่นางทำ ยิ่งเป็นในอาณาเขตของตระกูลด้วยแล้ว หากมีผู้คนรู้เห็นคงงามหน้ารับคำครหากันไปหลายสิบปี
“ถ้าเช่นนั้นคุณหนูก็กลับเข้าเรือนดีหรือไม่เจ้าคะ” ฮุ่ยหลินเอ่ย
“หากนายหญิงกลับมา คุณหนูอาจจะโดนทำโทษเอาได้นะเจ้าคะ”
“ท่านแม่คงไม่มีเรี่ยวแรงจะเอ่ยบ่นข้าได้หลายชั่วยามกระมัง” เสี่ยวป๋ายไม่สนใจ
“เกรงว่าจะไม่ใช่แค่คำตักเตือนนะเจ้าคะ” ฮุ่ยหลินว่าตามจริง “ข้าเกรงว่าจะเป็นไม้หวายมากกว่าเจ้าค่ะ”
สตรีผู้ทำผิดถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อนึกถึงสีหน้าถมึงทึงของมารดายามถือไม้เรียวที่ทั้งยาวทั้งหนารออยู่ในบ้าน เพียงแค่หวนคิดถึงไม้หวายคู่ใจของมารดา นางก็รู้สึกหนาวขึ้นมาตรงขั้วหัวใจเสียไม่ได้
ชุนเสี่ยวหง มารดาของนางนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดกว่าใคร คนในสำนักต่างรู้ดีและไม่มีใครกล้าฝืนกฎที่นางตั้งไว้ จะมีก็แต่เสี่ยวป๋ายผู้เป็นลูกนี่แหละลักลอบกระทำผิดกฎอยู่บ่อยครั้ง แม้จะโดนทำโทษจนท่านตาท่านยายพากันส่ายหน้าระอาแต่นางก็หาได้หลาบจำไม่
“พี่หลินหลินก็อย่าเอ็ดไป ท่านแม่ไม่อยู่ ถ้าพี่ไม่พูดและข้าไม่พูดท่านแม่คงไม่รู้หรอก” เสี่ยวป๋ายเอ่ย
ในตอนนี้ท่านแม่ของนางไม่อยู่เรือน ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้ได้หากไม่มีใครพูด
“แต่ถ้านายหญิงรู้ขึ้นมา ข้าโดนหนักเลยนะเจ้าคะ” ฮุ่ยหลินครวญ แม้แต่นางเองก็กลัวเช่นกัน
“เช่นนั้นพี่หลินหลินจึงต้องช่วยข้าปกปิดเรื่องนี้อย่างไรเล่า”
ทั้งสองมัวแต่สนทนากันไปมาไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เมื่อหันมาอีกทีห้องเรียนที่เคยหนาแน่นไปด้วยศิษย์ตัวเล็กทั้งหลายก็ว่างเปล่าเสียแล้ว เด็กน้อยทยอยเดินกลับบ้าน ส่วนเป้าหมายอย่างบัณฑิตเฒ่านั้นก็หายตัวไปด้วย เด็กสาวจึงได้แต่ถอนหายใจก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“พี่หลินกลับเข้าไปในเรือนก่อนข้าเถอะ” เสี่ยวป๋ายเอ่ยโน้มน้าว “ข้างนอกนี่ร้อนนัก ข้าเกรงว่าพี่จะเป็นลมไปเสียก่อน”
“คุณหนูต่างหากเล่าเจ้าคะที่ควรรีบกลับเข้าเรือน” ฮุ่ยหลินไม่ยินยอม “ข้าไม่เป็นลมหรอกเจ้าค่ะ เกรงว่าจะเป็นคุณหนูต่างหากที่หมดสติก่อนข้า”
“ข้าแข็งแรงถึงเพียงนี้ ไม่เป็นลมง่าย ๆ หรอก”
“เช่นนั้นข้าก็จะอยู่กับคุณหนูเจ้าค่ะ”
“ข้าอยากกินขนมดอกกุ้ยฮวา” เมื่ออุบายเดิมไม่ได้ผล เสี่ยวป๋ายจึงเริ่มอุบายต่อไป “พี่หลินหลินช่วยไปเตรียมไว้ให้ข้าได้หรือไม่”
“ข้า...”
“ถ้าพี่หลินไม่ไปเตรียมไว้ให้ข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้ กว่าข้าจะได้กินคงใกล้ยามเย็นแล้ว”
“แต่...”
“พี่หลินจะขัดคำสั่งข้าหรือ ท่านตาคงไม่พอใจแน่หากพี่ไม่เตรียมขนมไว้ให้หลานรัก”
“เจ้าค่ะ” ฮุ่ยหลินรับคำ แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นนายได้อยู่ดี
คุณหนูมากลอุบายนี้ บ่าวอย่างนางจะบ่ายเบี่ยงอย่างไรได้เล่า
เมื่อสาวใช้คนสนิทยอมทำตามแต่โดยดี ชุนเสี่ยวป๋ายก็ยกยิ้มร่าขึ้นในใจ ฮุ่ยหลินเป็นคนเดียวที่รับรู้มาตลอดว่านางแอบมามองเขาทุกเช้าบ่าย ด้วยเพราะตามติดนางมาตั้งแต่เด็กและยังรู้ใจกันเป็นที่สุด แม้จะอยากห้ามปรามกันเพียงใดแต่เสี่ยวป๋ายก็ยังยืนกรานว่านางชื่นชอบบุรุษท่านผู้นั้นเหลือเกิน
จะให้ทำอย่างไรได้เล่า บัณฑิตเฒ่าผู้นั้นไม่เคยมีท่าทีพึงใจในสตรีนางใด หากชุนเสี่ยวป๋ายเฝ้ารอให้เขาเข้ามาทำความรู้จักนางเองแล้วนั้นคงไม่มีวันได้ครองรักกันแน่ ดังนั้นนางจึงต้องบอกกล่าวด้วยตัวเองเสียเลย
บัณฑิตเฒ่าผู้แสนหล่อเหลาเจ้าคะ ข้าจะไปเกี้ยวท่านเอง...
ชุนเสี่ยวป๋ายรอจนกระทั่งสาวใช้คนสนิทของนางเดินจากไปแล้วจึงลอบเดินลัดเลาะผ่านตามแนวป่าซึ่งขนานกันกับหมู่บ้าน เส้นทางนี้ใช้สัญจรไปโผล่ที่ท้ายหมู่บ้านได้โดยไม่ต้องกลัวท่านแม่จะมาเห็น
“ถึงสักที” นางเอ่ยพลางสูดอากาศเข้าปอด ท่าทางหอบเล็กน้อย
ที่นี่เงียบสงบไม่ค่อยมีใครมาอาศัยอยู่ ผู้คนโดยส่วนมากมักจะอยู่รวมตัวกันแถวย่านตลาดเสียมากกว่า จะมีก็แต่เขาผู้นั้นเท่านั้นที่มาอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านเช่นนี้
“เมื่อใดเจ้าจะเลิกตามข้ามาเสียที”
เสียงทุ้มนุ่มดังออกมาจากด้านในบ้าน ทั้งที่ยังไม่เห็นตัวผู้พูดแต่นางก็รู้ดีว่าเป็นเสียงของเขา เด็กสาวค่อย ๆ เยี่ยมหน้าเข้าไปในชานบ้านซึ่งบัณฑิตเฒ่ามักจะนั่งอ่านตำราอยู่ตรงนี้แทบทุกวัน
“ท่านเห็นข้าด้วยหรือเจ้าคะ”
“หากข้าไม่เห็น แล้วข้าจะเอ่ยถามออกไปได้เช่นใดกันเล่า” เขากล่าวและถอนหายใจออกมาเบาๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสี่ยวป๋ายถูกจับได้ว่ามาด้อมๆ มองๆ บริเวณบ้านของเขา แม้จะโดนดุโดนไล่เพียงใดนางก็ยังคงมุ่งมั่นทำอย่างที่ตั้งใจทุกครั้งไป
“แล้วเมื่อใดท่านจะยอมแต่งให้ข้าเล่าเจ้าคะ” ชุนเสี่ยวป๋ายแย้มรอยยิ้มกว้าง “หากท่านยอมแต่งกับข้า ข้าจะเลิกตามท่านทันทีเลยเจ้าค่ะ”
เหลียนไช่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาฟังนางถามคำถามนี้มานับสิบครั้ง ไม่สิ...อาจนับร้อยครั้งแล้วก็เป็นได้ แม้คำตอบของเขาจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็เหมือนว่านางจะไม่ยอมเปลี่ยนใจเช่นกัน
บัณฑิตเฒ่าผู้อยู่คนเดียวมาจวบจนสามสิบสามปีโดยไร้สตรีเคียงกายมองหน้าเด็กสาวอย่างระอา นางเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นมาเพียงไม่ถึงขวบปี แต่กลับเกี้ยวพาบุรุษอย่างไม่รู้จักอายราวกลับว่าชาตินี้จะไม่ได้ออกเรือนแล้วกระนั้น
“คงเมื่อข้าอ่านตำราชุดนี้จบ”
“ท่านก็ว่าเช่นนี้ทุกที”
เด็กสาวทำหน้ามุ่ยเมื่อได้รับคำตอบ ใช่ว่าฟังครั้งแรกแต่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้ง นางก็อดจะขุ่นเคืองใจไม่ได้เสียที เพราะเจ้าตำราที่เขาว่านั้นเขาเคยเล่าให้นางฟังว่ามันยาวนัก สามสิบกว่าเล่มก็ยังไม่จบ แล้วเช่นนั้นนางไม่รอจนแห้งเหี่ยวตายไปก่อนหรอกหรือ
“วันนี้ท่านไม่เป่าขลุ่ยหรือเจ้าคะ”
ชุนเสี่ยวป๋ายวางขนมที่แอบนำติดมือมาจากเรือนลงบนโต๊ะหนังสือของเขา พลางก้มลงมองใบหน้าหล่อเหลาและหลบสายตาคมคู่นั้นด้วยท่าทีเขินอายของสาวแรกรุ่น ทว่าเหลียนไช่กลับทำเพียงแค่ปรายตามองกิริยานั้นอย่างไม่ใส่ใจ
“ปกติแล้วข้าเห็นท่านเป่าขลุ่ยทุกวัน” นางว่าต่อ “ท่านบรรเลงเพลงขลุ่ยได้ไพเราะเกินกว่าบัณฑิตคนไหนที่ข้าเคยพบมาเลยเจ้าค่ะ”
“คุณหนูชุน ข้าไม่ได้เก่งถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ”
“ท่านอย่าได้ถ่อมตัวไปเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวป๋ายรีบพูด “หากท่านไม่เก่งดังว่า เห็นทีแคว้นนี้คงจะไม่มีผู้ใดเล่นได้ดีอีกแล้วเจ้าค่ะ”
ชุนเสี่ยวป๋ายเอ่ยเรื่องจริง นางแอบฟังเพลงที่บัณฑิตผู้เฒ่านี้บรรเลงมานาน เมื่อเทียบกับเหล่าคุณชายทั้งหลายแล้ววิธีเล่นของเขานั้นเหนือชั้นกว่ามาก ท่วงทำนองที่เป่าออกมาก็คล้ายว่ามีชีวิต มันไพเราะและเพลิดเพลินเป็นที่สุด
“เจ้ายังเด็กนัก” เขากล่าวเสียงนุ่ม
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะเจ้าคะ ข้าปักปิ่นแล้วเจ้าค่ะ”
เหลียนไช่ชำเลืองตามองเด็กสาวตรงหน้าและไม่ตอบสิ่งใด ด้วยวัยเพียงเท่านี้มองอย่างไรก็ยังอ่อนต่อโลกนัก กิริยาและวาจาช่างไร้เดียงสา เมื่อโตขึ้นแล้วคงจะรู้ความเอง
แม้เขาจะดูยากจนซอมซ่อถึงเพียงนี้ ทว่าเขาก็เคยเป็นถึง จิ่งหานอู่ตี้ อ๋องสิบเจ็ดผู้ที่กำลังจะขึ้นครองราชย์แทนอดีตจักรพรรดิซึ่งพ่ายแพ้เขาไป แต่ทว่าเขากลับเลือกจะยกบัลลังก์ให้แก่รัชทายาทองค์น้อยผู้มีศักดิ์เป็นเสมือนหลานของเขาครองราชย์แทน
ส่วนตัวเขาก็ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลและเงียบสงบแห่งนี้ ใครต่อใครต่างก็ครหานินทาว่าเขาเป็นบัณฑิตที่ไร้ความทะเยอทะยานจนหาความก้าวหน้าในชีวิตไม่ได้ แต่เขาหาได้ใส่ใจคำพูดของใครไม่ เขาย่อมรู้ตัวดีว่าหากตนเองไร้ความทะเยอทะยานจริงดังใครว่าก็คงไม่อาจวางแผนชิงบัลลังก์มาได้แน่
เฉลียวฉลาด เยือกเย็น นั่นต่างหากคำพูดที่เขาเคยได้ยินมาตลอดยามอยู่ในวังหลวง ซึ่งนั่นช่างตรงข้ามกับยามอยู่ที่นี่โดยสิ้นเชิง
“ข้าเพียงอยากฟังท่านเป่าขลุ่ยเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ชุนเสี่ยวป๋ายเอ่ย
“วันนี้ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ”
นอกจากตำราแล้ว ขลุ่ยของเขาก็เป็นอีกหนึ่งสหายสนิทที่อยู่เคียงกายกันมาตลอด ยามว่างจากการอ่านตำราเขาก็มักจะเป่าขลุ่ยอยู่ผู้เดียว ด้วยบ้านของเขานั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับชายป่า เสียงขลุ่ยของเขาจึงไม่รบกวนให้ระคายหูผู้ใด
เด็กสาวพยักหน้ารับรู้แต่โดยดีก่อนจะนั่งมองเขาอ่านตำราอยู่เงียบ ๆ แม้จะได้เพียงแค่นั่งมองแต่นางกลับไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยสักนิด ยิ่งยามเขานิ่งเขายิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน่าประหลาดราวกับมีมนต์สะกดจนนางอดหวั่นไหวไม่ได้ทุกครา
“หนังสือเล่มนี้มาจากต่างแคว้นหรือเจ้าคะ” เสี่ยวป๋ายเอ่ยถามเมื่อก้มลงไปมองกองหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ครั้นเมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าคงจะเป็นการรบกวนบัณฑิตเฒ่าจึงได้แต่สะดุ้งตกใจและรีบกล่าวขอโทษโดยพลัน
“ข้าขออภัยที่รบกวนเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นอันใดหรอก” เขาส่ายหน้า “เจ้าสงสัยหนังสือเล่มนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงนึกสงสัย” เขาลองถาม
“ข้าไม่เคยเห็นชื่อหนังสือในหอสมุดของเรือนมาก่อนเจ้าค่ะ” เสี่ยวป๋ายตอบตามตรง “อีกทั้งสีของปกเองก็ดูเก่าเกินกว่าเล่มอื่น”
“เจ้าจึงอนุมานเอาว่าหนังสือเล่มนี้ต้องร่วมเดินทางมากับเหล่าพ่อค้าจากต่างแดนหรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “มีคนเคยบอกข้าว่าบรรดาพ่อค้านั้นบางทีก็มักจะนำพวกหนังสือมาขายด้วย”
“เจ้าวิเคราะห์ได้ดีแล้ว” เขายกยิ้ม “แต่ต้องพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนกว่านี้เสียหน่อย”
“อ่า...” ชุนเสี่ยวป๋ายพึมพำตอบอย่างเลื่อนลอย นางถึงกับแก้มแดงระเรื่อเมื่อเขาแย้มรอยยิ้มให้แก่กัน แม้จะรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ที่มอบให้แก่เด็กเท่านั้นเองก็ตามที
“หนังสือเล่มนี้หาได้มาจากที่อื่นไม่ เนื้อหาโดยส่วนมากกล่าวถึงปัญหาของแคว้นเรา แม้จะดูเก่าราวกับว่าผ่านการเดินทางมาก็ตามที”
หากไม่นับยามที่เขาตัดรอนคำขอแต่งงานของนางแล้วนั้น เขาก็เปรียบเสมือนอาจารย์อีกคนที่เอ็นดูศิษย์นอกสำนักศึกษาอย่างนาง ไม่ว่านางจะถามสิ่งใดออกไป หากเขารู้ก็จะอธิบายและสอนให้นางฟังจนหายข้องใจ วันดีคืนดีเขาก็มีเรื่องมาเล่าให้นางฟังด้วย
โดยเฉพาะเรื่องเล่าจากการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ของบัณฑิตเฒ่า มันคือสิ่งที่เสี่ยวป๋ายไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ด้วยนางเกิดมาเป็นสตรีจึงย่อมถูกเลี้ยงดูให้อยู่กับเรือน ต้องเป็นศรีแก่ตระกูลไม่ให้อับอายขายหน้า ทว่านางกลับมีความฝันว่าอยากจะเดินทางไปยังต่างแคว้น อยากไปดูหลายสิ่งด้วยสองตาของตนเองดู
นางอยากทำการค้าเหมือนทางฝั่งบิดาเท่าที่จำความได้ ทว่าท่านตาของเสี่ยวป๋ายกลับคัดค้านอย่างเด็ดขาด เพียงเพราะมันคืองานที่ต้อยต่ำนักในความคิดของท่าน ไม่เคยมีผู้ใดในตระกูลชุนที่ทำการค้ามาก่อน บุรุษทุกคนต่างสืบทอดงานในสำนักศึกษาต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นทั้งสิ้น
‘ตระกูลของเราไม่เคยทำการค้า ตาไม่อยากให้หลานเป็นแบบกลุ่มคนร่อนเร่และหาความจริงใจไม่ได้เช่นพวกนั้น’
นั่นคือคำพูดของท่านอาวุโสในตระกูลที่พร่ำบอกหลานสาวเช่นนางเสมอมา
บิดาของนางทำการค้า ก่อนจะแต่งกับมารดาก็ไม่ค่อยถูกชะตากับท่านตาท่านยายเท่าไรนักเป็นทุนเดิม เมื่อบิดาของนางทำผิดมหันต์ด้วยการรับอนุเข้าเรือนเพราะผลประโยชน์ทางการค้าความสัมพันธ์ก็ยิ่งร้าวฉาน จนเมื่อบิดาตัดสินใจยกอนุภรรยาขึ้นมาเทียมหน้ามารดาที่เป็นฮูหยินเอกด้วยแล้วยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก
ญาติฝั่งบิดาของเสี่ยวป๋ายเห็นว่าทางครอบครัวฝั่งอนุค้ำจุนกิจการการค้าได้มากกว่าเจ้าสำนักการศึกษาอย่างครอบครัวของมารดา พวกเขาก็รวมหัวกับบีบให้ชุนเสี่ยวหงต้องหอบลูกกลับมาอยู่บ้านและหย่าขาดกับสามีแบบเป็นตายอย่าได้เผาผีกันอีก ท่านตาท่านยายต่างก็สาปส่งบิดาของเสี่ยวป๋าย แม้แต่เงาก็ห้ามทาบทับชายคาบ้านโดยเด็ดขาด
เมื่อโตขึ้นเสี่ยวป๋ายก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้คบสหายเป็นลูกพ่อค้าแม่ขายอีก ท่านตาประกาศกร้าวต่อหน้าสมาชิกในครอบครัวเสมอว่า
‘พวกพ่อค้าหาได้มีความจริงใจไม่ คิดแต่จะเอาเพียงผลประโยชน์เท่านั้น ข้าจะไม่มีวันให้หลานของข้าต้องคบค้ากับพวกเขาอีก’
ส่วนบัณฑิตเฒ่าแม้จะไม่ได้ทำการค้าอย่างที่ท่านตาเดียดฉันท์ แต่ก็ไร้ฐานะจะเชิดหน้าชูตาได้ เสี่ยวป๋ายจึงโดนสั่งห้ามไม่ให้ข้องแวะกับเขาโดยไม่จำเป็น
ทว่านางกลับชอบทุกอย่างที่เป็นเขาอย่างหาเหตุผลใดไม่ได้เลย ชอบลายมือที่สวยงามยากจะเลียนแบบของเขา ชอบใบหน้าของบัณฑิตเฒ่าที่ไม่ว่าจะมองมุมใด ยามมืดหรือยามต้องแสงก็หาตำหนิแทบไม่ได้
หากออกเรือนมีบุตรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวหรือบุตรชายย่อมต้องได้ใบหน้าอันงดงามของเขามาด้วยเป็นแน่ ไหนจะสติปัญญาของเขาอีก แม้จะไม่ใช้บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ทว่าคนที่เป็นบัณฑิตได้ก็ย่อมฉลาดเฉลียวกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว...นั่นคือสิ่งที่เสี่ยวป๋ายปรารถนาเป็นที่สุด
“ท่านบัณฑิตเฒ่าเจ้าคะ...”
“ว่าอย่างไรหรือ”
ได้โปรดแต่งกับข้าเถิดเจ้าคะ...
เวลาผ่านไปจนดวงอาทิตย์เริ่มลับลงตรงขอบฟ้า แสงเทียนจึงถูกจุดให้ส่องสว่างขึ้นบนโต๊ะหนังสือในยามค่ำคืน ทว่าบัดนี้เปลี่ยนจากโต๊ะตรงชานเรือนเข้ามาในห้องนอนแทน
เหลียนไช่หยิบตำราเล่มใหญ่ออกมาวางใต้แสง เขามักจะนั่งทบทวนตำราในยามว่างโดยเฉพาะช่วงก่อนเข้านอน ด้วยมันไร้เสียงรบกวนของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง
ระหว่างที่อ่านตำราของปราชญ์ผู้เลื่องชื่อมือหนาก็หยิบเอาขนมเข้าปากไปด้วย แม้นเขาจะไม่เคยตอบรับไมตรีจากสตรีน้อยนางนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ตัดรอนขนมรสชาติดีพวกนี้เสียทีเดียว เพียงแต่ไม่กินต่อหน้าให้นางเห็นแล้วได้ใจเท่านั้นเอง
“ดอกเหมยงั้นหรือ...” เขาชำเลืองตามองดอกไม้สีชมพูสวยหนึ่งดอกที่วางอยู่ใกล้กันกับห่อขนม
บัณฑิตหนุ่มส่ายหน้าเบาๆกับความช่างเกี้ยวของนาง นางน่าเอ็นดูมากกว่าเหล่านางในพวกนั้นนั้นในความคิดของเหลียนไช่ เขาไม่ต้องหวาดระแวงกับเล่ห์กลและแผนการมากมายซึ่งแฝงมาเหมือนกับการกระทำของพวกนาง...ที่มากด้วยความโลภและผลประโยชน์ไม่รู้จักจบสิ้น
ปกติเขามักเบื่อหน่ายสตรีที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังอยู่เนือง ๆ ยามอยู่ในวังจนเคยชิน หากแต่ชุนเสี่ยวป๋ายกลับต่างออกไป แม้นางจะโตจนพ้นวัยปักปิ่นมานับปีแต่นางก็ดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาเสียมากกว่าดรุณีน้อยที่พร้อมจะออกเรือน
เพียงต้องสายตาบุรุษ นางก็สะเทิ้นอายจนใบหน้าขึ้นสีโดยไม่รู้ตน...
ไม่ต้องพูดถึงยามถูกเนื้อต้องตัว นางมักจะสะดุ้งจนเผลอหลบแทบทุกครั้งไป แม้จะโดนโดยไม่ได้ตั้งใจก็เถิด
ผิดกับฝีปากที่กล้าเกินหญิงของนางมากนัก
‘ข้าหาได้สะดุ้งไม่นะเจ้าคะ เพียงแค่ไม่ทันได้ตั้งตัวเท่านั้นเอง’
นั่นคือคำที่นางมักใช้แก้ต่างความเขินของตนเองอยู่เสมอ
ซึ่งสำหรับเหลียนไช่นั่นก็นับเป็นจุดอ่อนที่เขามักใช้โต้ตอบหญิงสาวนับครั้งไม่ถ้วนในยามที่ต้องการให้นางไปจากเขาเสียที แต่ไม่อาจเอ่ยปากไล่นางโดยตรงได้
ไม่สิ...เขาไล่จนปากเปียกปากแฉะ จนคิดว่านางอาจจะหูหนวกก็เป็นได้ แต่นางก็หาได้ตอบสนองในสิ่งที่เขาพูดไม่ ตรงกันข้ามนางกลับฉีกยิ้มจนแทบจะกลายเป็นแสยะและปักหลักนั่งอยู่ที่เดิมจนบางคราใกล้มืดค่ำ จนสาวใช้ของนางต้องมาตามกลับบ้านไป
‘ตรงนี้เงียบสงบร่มรื่น ข้าขออยู่ตรงนี้อีกสักพักเจ้าค่ะ’
‘ลมเย็นดีนะเจ้าค่ะ ที่เรือนข้าอากาศร้อนเหลือเกิน ไว้เย็นแล้วข้าจะกลับเจ้าค่ะ’
‘ท่านบรรเลงเพลงขลุ่ยให้ข้าฟังต่ออีกสักเพลงไม่ได้หรอกหรือ’
และอีกสารพัดคำกล่าวมากมายซึ่งแทบไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน
ทว่านางไม่ได้ดื้อดึงเอ่ยปากกับเขามากเกินจนเขารำคาญ นางเลือกที่จะนั่งนิ่งและมองเขาดังเช่นเมื่อกลางวันมากกว่า
แรก ๆ เขาก็อึดอัดที่มีคนมานั่งจ้องเช่นนี้ตอนอ่านตำรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็คุ้นชินจนทางทีเขาเองก็ลืมไปว่ามีดรุณีนางหนึ่งนั่งอยู่ใกล้
วันถัดมาเมื่อเขากลับมาจากสำนักศึกษาในยามบ่ายแก่ เหลียนไช่ก็พบว่าเรือนของเขาหาใช่ของเขาอีกต่อไป ด้วยมีสตรีนางหนึ่งกำลังนั่งอ่านตำราจับจองแทนที่เขาเสียแล้ว
“อะแฮ่ม!”
เขากระแอมเสียงดังพอให้แขกที่ไม่ได้เชื้อเชิญได้ยิน นางรีบลุกเดินมาหาเขาด้วยรอยยิ้มติดใบหน้าเหมือนเคย มือน้อยยื่นห่อผ้าที่น่าจะมีกล่องขนมของโปรดเขามาให้
“กลับมาแล้วหรือเจ้าคะบัณฑิตเฒ่า” นางว่า “ข้านำขนมมาฝากเจ้าค่ะ”
เหลียนไช่ตากระตุกเพราะคำว่าบัณฑิตเฒ่า นานครั้งจึงได้ยินแต่ใช่ว่ามันจะน่ายินดีปรีดาเมื่อเขารู้สึกราวกับว่าตนเองแก่หง่อมลงไปนับยี่สิบหรือสามสิบปีเมื่อนางเรียกขานเช่นนั้น
จริงอยู่ว่านางยังเยาว์กว่าเขาหลายปีนัก แต่เขาเองก็นับว่าเป็นบัณฑิตที่ยังหนุ่มยังแน่น ไม่เห็นว่าจะเหมาะกับคำเรียกขานว่าบัณฑิตเฒ่าตรงที่ใด
อีกทั้งมวลกล้ามก็ยังคงแน่นปึกไม่ได้หย่อนคล้อยด้วย
“ขืนเจ้ายังเรียกข้าเช่นนี้อีก ไม่นานข้าคงชราทันตาเฒ่าชุนหลี่ ท่านตาของเจ้า”
“ไม่ถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ” นางยิ้มร่า “ท่านตาของข้าอายุมากกว่าท่านหลายปีนัก”
“เจ้าจะบอกว่าท่านตาของเจ้าเฒ่ากว่าข้ามากนักงั้นหรือ”
“ความจริงก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่เจ้าคะ”
เหลียนไช่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับท่าทางหยอกล้อของเสี่ยวป๋าย นางหัวเราะชอบใจออกมาเมื่อเขากล่าวถึงชายชรา
ชุนหลี่นับเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เขาเคารพนับถืออยู่ไม่น้อย หากแต่มันเป็นการนับถือที่แปลกประหลาดยิ่งนักสำหรับผู้พบเห็น ยามอยู่ในสำนักศึกษาเขาจะนอบน้อมต่อชายชราประหนึ่งเป็นใบ้ ท่าทางราวกับคนหูหนวกไม่ได้ยินคำตำหนิที่สาดใส่เอาเสียเลย
แต่ยามใดที่ก้าวเท้าพ้นอาณาเขตของสำนักศึกษาแล้วไซร้ เขากลับกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาของตาเฒ่าชุนหลี่ทันที เจอกันเมื่อใดย่อมได้ปะทะฝีปากกันเมื่อนั้น แต่ไม่มีสักครั้งที่จะเกลียดขี้หน้ากันราวกับจะเป็นจะตายให้ได้
ชายหนุ่มก้าวขึ้นเรือนพลางปลดสัมภาระที่แบกมาวางลงกับชานเรือนหน้าห้องนอน เรือนของเขาแม้จะเล็กกว่าเรือนของเสี่ยวป๋ายอยู่โข แต่ก็แบ่งเป็นสัดเป็นส่วนมีทั้งห้องนอนของเขาและห้องนอนของแขกที่มาเยือนชัดเจน มีห้องอาบน้ำจนถึงครัวไฟพร้อมสรรพ ชายโสดอย่างเขาอยู่คนเดียวได้สบาย
“วันนี้เข้าป่าไปเก็บสมุนไพรมาหรือเจ้าคะ”
ชุนเสี่ยวป๋ายหันมองกระบุงเล็กที่เขาแบกมาด้วย ในนั้นมีพืชสมุนไพรอยู่หลายอย่างอย่างละนิดหน่อย มิน่าเล่าเขาจึงกลับเรือนช้านัก นางมานั่งอ่านตำรารอจนแทบจะเผลอหลับไปเสียแล้ว
“ใช่ ข้าว่าจะเอาไปขายที่ตลาดยาเสียหน่อย”
“คงได้ราคาดีเชียวเจ้าค่ะ พวกนี้หายากและต้องเข้าไปลึกแม้จะไม่ต้องปีนหน้าผาเพื่อเก็บมันแต่ก็ไม่ใช่ว่าหลายคนจะรู้ว่าควรต้องเก็บมันที่ใด”
นางมองสมุนไพรด้วยสายตาใคร่รู้ จริงอยู่ที่นางพอรู้ว่าสรรพคุณและหน้าตาของมันจากหมอซึ่งเคยไปรักษา แต่นางก็ไม่เคยดั้นด้นเข้าไปหาถึงในป่าเองสักครั้ง
“ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่เจ้าค่ะ” นางเอ่ยถาม
“เจ้าจะไปด้วยเหตุใด”
“ข้าจะไปช่วยท่านขายสมุนไพรอย่างไรเล่าเจ้าคะ” ชุนเสี่ยวป๋ายพูดเสียงมาดมั่น “ข้าเคยไปตลาดมาหลายรอบแล้วเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดก็เคยไปตลาด”
“โธ่...” นางยู่ปากเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ไปบ่อยๆหากท่านตาและท่านแม่รับรู้นี่เจ้าค่ะ”
นางกล่าวตามจริง ชุนหลี่และชุนเสี่ยวหงไม่อนุญาตให้เสี่ยวป๋ายได้ไปเดินเตร็ดเตร่ในตลาดเหมือนคุณหนูเรือนอื่น ด้วยกลัวว่าเหล่าพ่อค้าใจคดจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากหลานสาวผู้ใสซื่อ
“แต่ท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะว่าจะโดนท่านตาตำหนิหากข้าไปด้วย” เสี่ยวป๋ายรีบบอก “ข้าแอบท่านแม่และท่านตาไปเดินเล่นหลายรอบแล้วเจ้าค่ะ”
เคยแอบไปหลายรอบแล้วเช่นนั้นหรือ คำพูดนี้มันช่วยให้เขาไม่โดนตาเฒ่าชุนหลี่ต่อว่าได้อย่างไรกัน
“ไม่เคยโดนจับได้สักครั้งเลยนะเจ้าคะ ขอให้ท่านสบายใจได้”
เหลียนไช่ส่ายหน้าเบาๆอีกครั้ง เขาพยักหน้าเป็นเชิงตกลงและพูดประโยคที่ทำให้จิตใจของชุนเสี่ยวป๋ายลอยละลิ่วว่า
“เอาเถิด หากเจ้าจะไปก็ย่อมเดินไปด้วยกันกับข้าได้”