หญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงพลีทจีบรอบสั้นประเข่ายืนรอเพื่อนรักมาได้สักพัก
ใต้กันสาดหน้าบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าซึ่งมันไม่ได้ช่วยบดบังเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำได้สักเท่าไร ผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตตามเทรนแฟชั่นลู่สนิทลงไปบนเรือนกายผุดผ่อง ขณะยกสองมือขึ้นกอดกุมเสื้อสีขาวที่เห็นขอบเส้นบราเซียอยู่บาง ๆ หวังให้มันได้คลายหนาวลงแต่ก็ไม่เลย...
บางทีความเหน็บหนาวอาจมาจากก้นบึ้งของหัวใจเธอที่ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่ถูกใจแม่
แม่บอกว่าเธอเอาแต่ใจมากเกินไป ดื้อรั้น ปากร้าย ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักคำว่าอดทนอะไรในชีวิตสักอย่าง...
ใบหน้าสดสวยสลดเศร้ามองพื้นขรุขระ เม็ดฝนที่กระแทกลงอย่างหนัก เสียงลมคำรามกรรโชกพัดผ่านโสตประสาทอย่างน่ากลัว เหมือนว่าจะมีพายุลูกใหญ่ในค่ำคืนนี้ นัชชาได้แต่หวังว่าเจ้าของบ้านจะไม่ปล่อยให้เธอต้องยืนตากฝนนาน
ไม่นานนัก รถยนต์ยุโรปหรูสีดำสนิทจอดลงหน้าบ้านหลังใหญ่โต พร้อมกับการปรากฏตัวของเพื่อนรัก
ปรายลดาเปิดประตูรถยนต์ออกมาพร้อมร่มคันใหญ่หนึ่งคัน ปล่อยให้คนขับรถไปจอดรถเสียก่อน เข้ามาหาเธอในทันที
“ยัยปริม มายืนเป็นลูกหมาตกน้ำอะไรตรงนี้เนี่ย... ไม่ได้เอารถมาเหรอแก?”
นัชชาหลุบตาลงต่ำ เบะปากเป็นเด็กเล็ก ๆ “แม่ยึดรถ... บัตรเครดิต ยึดทุกอย่างเลย ฉันนั่งแท็กซี่มาหาแก มีตังติดตัวไม่กี่บาทเนี่ย”
“อ้าว... ทำไมเป็นงั้นอ่ะ?” คนถามมีสีหน้าแปลกใจแต่ดูแล้วว่าไม่น่าจะใช่เวลาคุย ตบบ่าเพื่อนเบา ๆ “ไป เข้าบ้านก่อน กินข้าวมาหรือยัง? แกน่ะ”
“ยัง... ไม่มีข้าวสักเม็ดตกถึงท้องฉันเลย ไส้จะขาด แม่ใจร้ายมาก” คนตอบยกมือขึ้นกุมท้อง เดินตัวงอตามเพื่อนที่กอดกุมไหล่ของเธอเอาไว้ในร่มคันเดียวกัน
นักศึกษาสาวทั้งสองคนรีบวิ่งฝ่าฝนใต้ร่มสีดำคันโต ผ่านสวนสงบร่มรื่นรายล้อมรอบตัวบ้านโทนสีเทาอบอุ่น ไปถึงประตูกระจกบานเลื่อน ก่อนที่ปรายลดาจะหุบร่มลงเก็บ ความเป็นห่วงปรากฏผ่านสีหน้าและแววตาชัดเจน
“แล้วพี่ธามอ่ะ... ไม่มาส่งแกเหรอ?”
นัชชาถอนหายใจหนัก ตอบเสียงอ่อน “ไม่อ่ะ... ทะเลาะกัน”
และเธอคงไม่อยากเล่าวีรกรรมที่สร้างไว้ทั้งกับแม่บังเกิดเกล้าและกับแฟนหนุ่ม ปรายลดาหยิบกุญแจขึ้นไขประตู เพื่อนสาวก็ขมวดคิ้วมุ่นมองรถยนต์ติดฟิล์มมืดดำถอยหลังเข้าลานจอดรถกว้างขวางที่สามารถจอดรถได้ถึงสี่คัน สมเป็นการออกแบบของสถาปนิกหนุ่มเจ้าของบ้านหลังนี้
“ไหนแกบอกฉันว่าพ่อเลี้ยงไปฟิลิปปินส์ ใครขับรถอ่ะนั่น?”
“คุณอลัน...”
ได้ยินเท่านั้น สีหน้าตื่นตระหนกของนัชชาหยุดดวงตาคมปลาบของร่างสูงในเชิ้ตสีดำสนิท หลังจากที่เขาลงจากรถยนต์ และเมื่อเขามาหยุดยืนข้าง ๆ เธอในสภาพเปียกปอนฝน ก็หลุบตาหลบหน้าหนี ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะ...”
“สวัสดีครับ” ตอบรับคำทักทาย ชายหนุ่มยังรับไหว้ในแบบไทย ๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย เดินตามสองหญิงสาวเข้าบ้านไป
ใคร ๆต่างก็ว่านัชชาเป็นลูกผู้ดีตีนแดงที่มีนิสัยก้าวร้าว เอาแต่ใจตัวเอง รวมไปถึงอลันซึ่งไม่เคยชอบขี้หน้าเธอเลย
เหตุการณ์ทั้งหมดมันเริ่มต้นเมื่อนานมาแล้ว เมื่อเด็กสาววัยสิบเอ็ดขวบ แต่งตัวแก่แดดเกินวัย ทาปากแดงเป็นผู้ใหญ่ เปรยคำหนึ่งขึ้นมาลอย ๆ ว่า ‘เด็กเส้น’ ตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มทำงานให้ปรเมษฐ์
มันเป็นเรื่องจริงด้วยว่าหนุ่มวัยยี่สิบปีกำลังฝึกงานไป เรียนไป ทางด้านสายงานบริหารฯ ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในรัฐแคลิฟอร์เนียร์ คงยุ่งรัดตัวและไม่มีประสบการณ์มากพอ ไม่อาจเป็นเลขาฯ ให้เจ้าของรีสอร์ตระดับห้าดาว สถาปนิกหนุ่มคนดังได้ หากไม่ใช่เพราะบารมีของคุณปู่ฝากฝังให้ช่วยงานคนรู้จักกัน
เด็กน้อยที่มีกิริยามารยาทดี มีกาลเทศะรู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด
“โตขึ้นเยอะนะเรา มาหาคุณพุด มีแผนจะพากันไปไหนล่ะ?” เสียงเข้มทัก อลันทำตัวเหมือนเป็นบ้านตัวเอง เพราะมาบ้านเจ้านายอยู่บ่อย ๆ ปรายลดาเอาผ้าเช็ดตัว ผ้านวมมาให้เพื่อนคลายหนาว
ร่างสั่นเทาจึงรับผ้าขนหนูสีชมพูผืนโตมาเช็ดผมเป็นอย่างแรก โดยไม่ได้สนใจคำถามของเขาเลยสักนิด นัชชาเพิ่งตั้งสติได้ว่าไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่จะต้องหวาดกลัวฝรั่งยักษ์อีกต่อไป
ชายหนุ่มหย่อนก้นนั่งลงข้าง ๆ กัน นัยน์ตาสีฟ้าครามเข้มลอบมองใบหน้างามหมดจดดูไม่อยู่ในอารมณ์สดชื่นแจ่มใส
“พูดไม่ได้ยินเหรอ?”
ในน้ำเสียงเหมือนจะเอาเรื่อง มือเล็กหยุดขยี้ผมเปียกหมาด ตวัดหางตามองอย่างไม่พอใจ “ยังไม่ไปอีก? ผู้หญิงเขาจะอยู่กัน”
“ผมจะนอนนี่... เผื่อมีคนชักชวนคุณพุดไปทำเรื่องไม่ดี”
“ประสาทป่ะ ฝนตกขนาดนี้จะไปไหน? อยู่บ้านนอนสิ ทีวีมี เน็ตมี ไม่ได้เป็นเด็กห้าขวบ ไปปีนต้นไม้เล่น”
ปรายลดาหัวเราะพอนึกถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้วในสมัยที่นัชชาอยากสอยมะม่วงข้างบ้านมาให้เธอกับพ่อเลี้ยงรับประทาน
“ระวังเหอะ คุณอลันจะจับแกตีก้น”
“ผมคงไม่กล้า เดี๋ยวจะมีคนร้องไห้ไปฟ้องแม่ ให้มาเอาเรื่องผมอีก”
อีกคนก็จำได้ว่าเขาเคยสาดอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่เด็กตัวเล็ก ๆ ยิ่งเสียกว่าเธอเผาบ้านทั้งหลัง เรียวปากบางที่เม้มเข้าหากันแน่นเพราะความโกรธ ทว่าไม่ทันจะได้เถียง สายโทรศัพท์จากแม่ทำให้นัชชาต้องสะบัดหน้างอนขึ้นห้องไปคุยธุระส่วนตัวลำพัง
แผ่นหลังบางลับตาไปพร้อมความสงสัยของเขาที่แค่มองตาม แต่ก็ไม่ได้ถามเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอเลย เป็นปรายลดาที่ถาม
“คุณอลันหิวไหมคะ.. ให้พุดโทรสั่งอะไรให้ทานไหม?”
“ไม่เป็นไร ผมอยากได้อะไร เดี๋ยวไปซื้อเอง พุดอยู่กับเพื่อนตามสบายเลยครับ” เขาตอบเท่านั้น เพราะรู้ว่าหมอนผ้าห่มสำหรับแขกอย่างเขาเก็บไว้ตรงไหน คงไม่ต้องให้หญิงสาวมาเป็นธุระ ทันใดนั้นเอง
“พุด...”
เสียงเล็กเรียกแผ่วเบา ทั้งสองคนหยุดสนทนากัน มองขวับตามเจ้าของร่างบางที่ยืนหลบอยู่ตรงหัวบันได
ใต้แสงสีนวลสลัวของโคมไฟระย้า ดวงหน้าแดงก่ำเปรอะเปื้อนหยดน้ำตาบอกว่านัชชาคงทะเลาะกับแม่ ในสภาพเปียกชุ่มมีผ้าขนหนูพาดไว้บนไหล่ทำให้เจ้าตัวยิ่งดูน่าสงสารเข้าไปใหญ่ ปรายลดาก้าวไว ๆ ไปกอดประคองเพื่อน เพื่อพาขึ้นห้องนอนไปด้วยกัน
อลันมองตามหญิงสาวทั้งสองคนอย่างนึกห่วง ก่อนจะล้มตัวลงนอนไปด้วยความเหนื่อยล้า ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหนทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ กินข้าวหรือทำอะไรสักอย่าง
หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัว หยิบเดรสนอนลายหวานมาใส่ นัชชาล้มตัวลงนอนบนเตียงนอนของเพื่อนทั้งน้ำตา เธอมองไปรอบ ๆ ห้องนอนกว้างขวางตอนนี้ไม่ได้เป็นสีชมพูอีกต่อไป แต่เป็นสีเดียวกันกับที่เธอชอบคือสีเทา สีขาว และสีดำ
ไฟสีเหลืองนวลสลัวจากโคมไฟข้างหัวเตียงทำให้เปลือกตาช้ำเปียกปอนต้องกะพริบอยู่ตลอด พอคนที่ทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ ยกผ้าห่มขึ้นคลุมให้ การกระทำแสนอ่อนโยนของเพื่อนทำให้นัชชารู้สึกผิด...
“ฉันขอโทษนะพุด... ขอบใจแกด้วย”
“ขอโทษอะไรล่ะ?” คนถามเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะซุกมือเข้าใต้หมอนทำเหมือนกันกับอีกคนที่หลุบตาลงต่ำ อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะยอมเอ่ย
“หลาย ๆ เรื่อง... บางทีฉัน เอ่อ... อิจฉาแกน่ะ”
ปรายลดายิ้ม ความเป็นเพื่อนทำให้เข้าใจหัวอกกันเป็นอย่างดี “ฉันรู้... แต่ฉันไม่โกรธแกหรอก แกน่าสงสารจะตาย...”
“เอ้า... ไมพูดงั้นอ่ะ ฉันเนี่ยนะน่าสงสารอะไร” คนฟังหน้าตะลึงและก็ได้คำตอบให้หายคาใจ
“แกน่ะเหมือนเด็กมีปัญหา เพราะโดนสปอยล์เยอะไป แต่จริง ๆ แล้วแกเป็นคนดี ฉันแน่ใจได้เลย ปริม...” พูดด้วยแววตาประกายมาดมั่นแต่สีหน้านั้นก็เจือแววไม่พอใจในอีกครู่
“เรื่องที่แกชอบทำอะไรลับหลัง อย่างพยายามจะแย่งพี่ธามไปจากฉัน ที่แกโทรไปฟ้องพี่เปา คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง? อืม... แต่ถ้าแกไม่ทำแบบนั้น พี่เปาแกไม่กลับมาหาฉันหรอก ฉันต้องขอบใจแกมากกว่า”
คำขอบคุณอย่างไม่จริงใจ คนทำความผิดรู้สึกเหมือนว่าตัวของเธอลีบเล็กลงจนเท่ามด มือเล็กดึงผ้าห่มซุกตัวเพราะความหนาว โดยได้รับความช่วยเหลือ
“หนาวไหม? เดี๋ยวฉันไปเบาแอร์ให้นะ กินยาไว้ก่อนดีมะ แกยืนตากฝนตั้งนาน” คนพูดหยัดกายลุกขึ้นจัดแจงผ้านวมหนาให้เข้าที่ เดินไปหยิบยามาวางไว้บนโต๊ะหัวเตียง ยังเอาผ้านวมลายตุ๊กตาน่ารักมาให้ด้วยอีกผืน
ด้วยความหวังดีของเพื่อนรักตอนนี้ นัชชารู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากดักแด้นอนขดอยู่ในรังไหม ทว่ามันก็ช่วยให้คลายหนาวลงบ้าง ขณะที่มีเรื่องต้องคิด...
“พุด... แกว่าฉันเอาแต่ใจมากไปไหม?”
ปรายลดาถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา “นี่ไม่รู้ตัวจริง ๆ เหรอ? แกน่ะ โคตรเอาแต่ใจ แต่ว่ามันก็เป็นแกป่ะ จะไปคิดอะไรมาก แม่แกโกรธแกไม่นานหรอก แม่ป้อมรักแกจะตาย”
เพราะความเป็นเพื่อนสนิทกันคงเป็นไปได้ยากที่จะหลับในเวลานี้ หากใครมีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็ปรึกษากันและกันมาเสมอ พอคนหนึ่งซุกตัวลงนอนตาม กลายเป็นว่าอีกคนยังชวนคุยไม่เลิก
“ฉันหวังว่าแม่จะหายโกรธอย่างที่แกว่า แต่แม่ฉันไม่เคยโกรธฉันมาก่อนเลยนะ นี่แหละประเด็น”
“ตกลงไปทำเรื่องอะไรไว้?”
“ฉัน... กรี๊ดในห้องประชุมแม่เพราะแม่จะให้ฉันหมั้น... กับไอ้นักธุรกิจบ้าคนหนึ่ง ฉันไม่ชอบขี้หน้ามัน” เสียงหวานแฝงความกร้าวโกรธ กระทั่งใบหน้าสดสวยบึ้งตึงหนักผ่านแสงสลัว หญิงสาวอีกคนก็คงจะต้องตกใจ
“เฮ้ย! แกถึงขั้นกรี๊ด คนเยอะไหมนั่น ทำไมทำอะไรไม่คิดเลย?”
หากว่าใครจำเสียงหวีดร้องลั่นชนิดคอแทบแตกของนัชชาได้ว่าไม่ต่างจากนางร้ายในละครหลังข่าวดี ๆ คงต้องส่ายหน้าเอือมระอาไปตาม ๆ กัน รวมถึงปรายลดาซึ่งเคยไปเที่ยวบ้านเพื่อน เคยเห็นนัชชาแผลงฤทธิ์เหมือนคนบ้าอยู่
หญิงสาวหักมุมปากลงเป็นเด็กน้อยทำความผิด และกำลังจะร้องไห้อีกรอบ ทว่าเธอกลับพลิกตัวไปอีกฝั่ง นอนหันก้นให้
“นอนดีกว่า”
ถึงบอกไปว่าจะ ‘นอน’ สุดท้ายแล้วนัชชาก็ยังไม่หยุดปากพูดไปเรื่อยจนดึกดื่น เรื่องทั้งเรื่องมีแต่เรื่องของแม่ผู้แสนดี ตามใจเธอไปเสียทุกอย่าง กว่าจะผล็อยหลับไป
“คุณป้อม ผมว่า... ไม่ควรปล่อยเธอไปแบบนี้ ผมจะไปรับปริมกลับบ้านนะครับ” เสียงเข้มขรึมกึ่งอ้อนวอนของเลขานุการประจำบ้าน ‘ธนทรัพย์สกุล’ บอกว่าเขาอยากบึ่งรถไปรับคุณหนูมากแค่ไหน
นัยน์ตาสีนิลสนิทรับวงหน้าหล่อเหลาเย็นยะเยือกสบมองไปยังดวงตาคู่สวยใต้อายไลเนอร์คมกริบที่เลื่อนจากเอกสารกองพะเนิน มือเล็กวางปากกาแท็บเล็ตในมือ ทิ้งแผ่นหลังลงบนโซฟามีพนักพิงของผู้บริหารพร้อมสีหน้าครุ่นคิด
“อืม... เดี๋ยวนะ... แบร์นาร์ด คุณจะไปรับมันทำไม?”
“ทำไมจะไปรับไม่ได้ล่ะ? ผมว่าสวย ๆ แบบหนูปริมป่านนี้อาจถูกผู้ชายหลอกไปทำไม่ดีไม่ร้ายแล้วก็ได้ อย่าบอกนะว่าคุณป้อมไม่ห่วงลูกสาวเลย?”
ใบหน้าสดสวยของสาววัยสี่สิบห้าปีแลดูอ่อนกว่าวัยประสาคนมีเงินนิ่งเฉย
ก็เพราะว่าห่วง... หวง รักมากเกินไป ลูกของเธอถึงได้กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้!
กระเป๋าแบรนด์ใบละเจ็ดแสนเธอก็ถอยให้ลูกได้ แบล็คการ์ดไม่จำกัดวงเงิน เธอให้ลูกเอาไปช้อปปิ้งได้วันเป็นล้าน! ลูกสาวสุดที่รักอยากได้รถยนต์ขับไปเรียน ไว้รับส่งเพื่อนที่กำลังจะตั้งตัวทำธุรกิจ เธอก็ถอยบีเอ็มดับบลิวตัวล่าสุดรุ่นท็อปให้
‘คุณแม่ขา น้องปริมอยากได้จังเลยค่ะ’ ทั้งน้ำเสียงและสายตาเว้าวอน กอดรัดแม่อย่างออดอ้อน นัชชาคงจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ คิดเท่านั้น ริมฝีปากบางเฉียบเคลือบลิปสติกสีแดงสดเม้มเข้าหากันแน่นด้วยอารมณ์กร้าวโกรธ
“คุณไปทำงานของคุณ... ปล่อยมันไป”
แบร์นาร์ดถอนหายใจออกมา “ผมไม่เข้าใจ... เธอก็ไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงอะไร แค่ปกป้องตัวเธอเอง เพราะว่าถูกบังคับ”
“บังคับ? อะไรนะ ฉันเนี่ยนะเคยบังคับอะไรมัน มันอยากได้อะไรฉันก็ให้ แล้วนี่... บอร์ดผู้บริหาร หุ้นส่วนเขานินทากันว่าฉันปกครองลูกสาวตัวเองไม่ได้ เพราะมันไปยืนกรี๊ดกลางห้องประชุมฉัน มันเป็นบ้าเหรอ?” คนแม่หัวเราะออกมาราวกับว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่ใช่เรื่องตลกของเลขาฯ หนุ่มชาวฝรั่งเศส เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ตัวเขาเองก็อยู่กับนัชชามานานไม่ต่างจากคนในครอบครัว
“หนูปริมเธอถูกกดดัน... ผมเห็นกับตาว่านายนนท์แต๊ะอั๋งเธอตั้งหลายครั้ง เป็นใคร ๆ ก็ไม่ชอบ ผมยังไม่ชอบเลยคุณป้อม”
“มันก็เลยต้องกรี๊ด? ไม่ใช่แล้วนะ แบร์นาร์ด ฉันว่าคุณกำลังเข้าใจอะไรผิดมาก ๆ ฉันกำลังพูดถึงสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ใช่เรื่องของตานนท์” ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้เรื่องของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง หุ้นส่วนบริษัทที่เธออยากได้มาเป็นลูกเขยว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เขาชอบพอลูกสาวของเธอมาก และชอบมานานเสียด้วย
ในเมื่ออุตส่าห์ส่งลูกสาวไปเรียนการบริหารการตลาด ทายาทคนเดียวของบ้าน ‘ธนทรัพย์สกุล’ ยังไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง! มันจึงไม่มีตัวเลือกเยอะแยะมากมาย เธอต้องการคนมาสานต่อกิจการ
ทุกคนในบ้านกลับเข้าข้างคุณหนูเหมือนที่เคยทำ เรียกได้ว่านับตั้งแต่วินาทีที่นัชชาลืมตาดูโลก หล่อนเป็นเด็กที่ถูก ‘สปอยล์’ มาตลอด
“ผมเปล่าเข้าใจผิดครับ ที่ลูกสาวคุณชอบกรี๊ดใส่หน้าคนอื่นเวลาโมโห คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ จำได้ไหม?”
คำถากถางไม่ต่างจากตบหน้าฉาดใหญ่! เจ้าของร่างบางในสูททำงานราคาแพงเช่นผู้ดีลุกพรวดจากเก้าอี้ เพื่อที่จะจัดการกับเลขาฯ ปากดี ซึ่งเธอไม่เคยใจร้ายไล่ออกได้สักครั้ง ทว่าพอจะอ้าปากส่งเสียง แบร์นาร์ดยกปลายนิ้วขึ้นชี้อย่างท้าทาย ยังละความสนิทสนมลงด้วยการเรียกชื่ออย่างเต็มยศ
“นี่ไงครับ? คุณนิตยากรี๊ดใส่หน้าลูก ใส่อารมณ์กับลูก เด็ก ๆ เหมือนกระจกครับ มันเป็นกลไกการป้องกันตัววิธีหนึ่งที่สะท้อนออกมาจากการเลียนแบบพฤติกรรม ลูกโตมาแบบไหน ก็เพราะแม่เป็นแบบนั้นครับ ขนาดว่าผมเป็นแบบนี้ บางทีคงเป็นเพราะว่าเราอยู่กันมานานใช่ไหม? คราวนี้คุณจะทำอะไรผมล่ะ”
ปลายเสียงในเชิงข่มขู่ต่อว่า ดวงหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธสะบัดไปอีกทาง สองมือกอดอก เชิดหน้าเยี่ยงนางพญา ขณะเดียวกัน ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความเศร้าหมองขุ่นเคืองใจ เธอไม่อยากจะสนใจลูกคนนี้อีกต่อไปแล้ว!
“นังลูกไม่รักดี มันจะนอนข้างถนน จะไปทำงานไซด์ไลน์ จะไปไหนก็เรื่องของมัน”
“คุณป้อมทำไมทำอารมณ์เสียอย่างนั้น? ผมไม่มีทางปล่อยให้ปริมไปทำเรื่องไม่ดีแน่” ว่าในทันที เลขานุการหนุ่มต้องพยายามสงบสติอารมณ์ลงเช่นกัน เพราะไม่คิดว่าบางคนจะพูดคำ ๆ นี้ออกมาได้
ถึงแบร์นาร์ดจะเป็นลูกน้องและอายุน้อยกว่าห้าปี ทุกวันนี้เขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ดูแลจัดการงานของบริษัท เรื่องไปรับส่งจัดการธุระปัญหาจุกจิกยิบย่อย เขาดูแลทั้งสองคนเป็นอย่างดีตั้งแต่สามีของนิตยาหย่าขาดกันไปด้วยเหตุผลส่วนตัวในเรื่องธุรกิจ
บริษัทปลากระป๋องตรา ‘คุณแม่มือหนึ่ง’ มีตัวเลขมูลค่าการส่งออกสินค้าไปทั่วโลกหลักหลายพันล้านบาท มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วประเทศ แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ปลากระป๋องรสชาติไทย ๆ ยี่ห้อนี้นับว่าขายดีมากที่สุด เลขานุการหนุ่มใหญ่ร่วมหัวจมท้ายกับนิตยามาตั้งแต่เป็นบริษัทเล็ก ๆ ในทีแรกจนตอนนี้อายุย่างเข้าสี่สิบเอ็ดปี
ที่ต้องมาขอร้องบอกเจ้าตัวในวันนี้ เพราะเขาคงต้องตามนัชชาไปเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ได้แต่หวังว่าอีกคนจะไม่ส่งใครไปขวาง
“ตอนนี้ปริมอยู่กับคุณพุทรา ผมจะไปรับตอนเธอโทรมานะครับ”
ได้ยินเท่านั้น คุณแม่ที่ยังโกรธลูกสาวไม่เลิกจึงหันมารั้งเขาไว้ให้ต้องอยู่ในห้องนี้ก่อน
“ก็แน่ล่ะ... มันจะมีปัญญาไปไหนได้? แล้วไม่มีอะไรทำหรือไง? คุณควรจะไปทำงานของคุณมากกว่าไปสนใจนังตัวแสบนะ”
“เอกสารงานประชุมเรียบร้อยแล้วครับ โรงงานที่สมุทรปราการ คุณผู้จัดการส่งรายการอะไหล่เครื่องจักรทุกอย่าง แจ้งว่าไม่มีปัญหาอะไร”
“ไม่มีอะไรแล้วก็กลับบ้านไปสิ... จะไปรับมันทำไม?” ในคำถากถางเหมือนว่าจะไม่ยอมแน่ วงหน้าหล่อเหลาเหยียดริมฝีปากอย่างไม่สมอารมณ์
“ผมถือว่ามาบอกครั้งหนึ่งก่อนแล้วกันครับว่าผมจะไปรับลูกปริมกลับบ้าน” เขาหมายความแบบนั้น เพราะนัชชาก็คิดกับเขาแบบนั้น
เลขาฯ ฝรั่งเศสอย่างเขาที่พูดถึงสี่ภาษาจะไปทำงานสบาย ๆ กว่าอยู่กับแม่ม่ายสาวลูกติดก็ยังได้ แบร์นาร์ดกลับเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทไปกับผู้หญิงสองคนอย่างไม่รู้ว่าทุกวันนี้มีคำว่าตัวเองหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า เขาก็ต้องเข้าข้างเด็กน้อยที่อุ้มเลี้ยงมาเหมือนเป็นลูกสาวด้วยอีกคน
และกับผู้หญิงที่เขารัก... บางครั้งก็เป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง
“ผมได้ยินว่าสองสาวเขาทำร้านขายเสื้อผ้าด้วยกัน จดทะเบียนเป็นนิติฯ บุคคล ร้านใหญ่ ดังในหมู่สาว ๆ ปริมมีเงินเก็บเยอะแยะเลยนะครับจากธุรกิจนี้ เธอไม่ได้แย่ขนาดนั้นไม่ต้องมาทำปลากระป๋องกับคุณแม่ ถ้าไม่ใช้เงินเปลืองมาก คงอยู่ได้สบาย ๆ”
คนได้ยินละความกร้าวโกรธลง หน้าเคร่งเครียดมองอีกคนว่าทำไมเขาถึงไม่บอกเรื่องนี้กับเธอ...
มันจะมีสักกี่เหตุผลกัน? คิดแล้วก็แสร้งถามกลับอย่างนิ่ง ๆ
“ก็เรียนการตลาดนี่นะ คุณมาบอกอะไรตอนนี้ล่ะ?”
“ที่ผมไม่พูด เพราะคุณไม่เคยฟังไงครับ” เขายิ้ม เป็นยิ้มเย็นยะเยือกที่สุดเท่าที่รู้จักกันมา แบร์นาร์ดไม่สามารถก้าวก่ายในบางเรื่องได้ แต่ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะพูดแล้วละก็ เขาต้องปกป้องนัชชา...
“ปริมกำลังเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตของเธอ ถ้าคุณไม่รีบเอาเธอมายุ่งกับบริษัท ผมเชื่อว่าเธออยู่ของเธอได้ เดี๋ยวนี้เธอไม่ได้ใช้เงินฟุ้งเฟ้อมาก ผลการเรียนก็ดี เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจขายเสื้อผ้ากับเพื่อน คุณพุทราซื้อคอนโดฯ เป็นชื่อของตัวเอง เป็นเด็กปีสี่กันเองนะครับ”
ทั่วทั้งวงหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความชื่นชมประหนึ่งว่าเป็นลูกสาวของตัวเอง ก่อนจะวกกลับเรื่องเดิม
“ผมไม่ไว้ใจนายนนท์... คุณป้อมจะยกลูกสาวให้เขาจริง ๆ?”
“ฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น ไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ... ฉันไม่อยากเห็นหน้ามัน ถ้ามันไม่ยอมหมั้นกับนายนนท์ให้ฉัน”
ความดื้อรั้นของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตา มันอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมสาวสวยรวยมากอย่างเธอไม่แต่งงานครั้งที่สอง ขณะที่เจ้าของร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้ ๆ
“คุณจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม? คุณป้อม”
“...”
“ผมขอลาพักร้อนสักพักแล้วกัน... ผมจะหาเลขาฯ เก่ง ๆ มาทำงานแทน รับรองว่าผมไม่เอาเด็กไม่เป็นงานมาให้กวนใจคุณ” ในน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าสดสวยของสาวใหญ่นิ่งเฉย หากแต่แฝงความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอ
กระทั่งวินาทีที่เขาจ้องมองมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะหมุนกายจากไป ทิ้งเธอไว้ในห้องลำพัง
เสียงประตูที่ปิดลงเบา ๆ พาเจ้าของร่างบางในห้องโล่งกว้างได้แต่ยืนกัดฟันแน่น ตัวสั่นเทาเพราะความโกรธ ข้าวของบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทั้งปาก สมุด ที่วางทับกระดาษลอยไปกระแทกเข้ากับประตูตามแรงโทสะ
“ไอ้เลขาฯ บ้า! ไอ้ผู้ชายเฮ็งซวย เข้าข้างกันดีนัก อยากไปไหนก็ไป จะลาพักร้อนแม่งครึ่งปี ก็เรื่องของมึง!” เสียงตวาดกร้าวตามไล่หลังไป กว่าที่เธอจะสงบสติอารมณ์ได้ ต้องใช้เวลาพักใหญ่กับการนั่งนิ่ง ๆ บนโซฟา
นิตยาได้แต่หวังว่าตัวเธอคงไม่กลับไปเป็นแม่ค้าปากตลาดเหมือนในสมัยที่ยังเป็นขายปลาในตลาดสด เมื่อทุกวันนี้เธอผ่านจุด ๆ นั้นมานานมากเสียจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำแล้วว่าความจนคืออะไร
และถึงจะโกรธลูกสาวสักแค่ไหน เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเป็นแม่จะไม่คิดว่านัชชากลายเป็นเด็กนิสัยเสียเพราะเติบโตมากับแม่ซึ่งเป็นคนโมโหร้าย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างเธอ!