ตอน 1

พ่ายรักนายเลขาฯเถื่อน

Chapter 1

ร่างสูงสง่าในเชิ้ตสีดำสนิทกางเกงสแล็คเข้ารูปหยุดก้าวลงข้าง ๆ บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 หรูหราสมราคารถยนต์ที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขาเอง เพราะไม่ได้นำรถเจ้านายมาในวันนี้

อลันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่เลขาฯ ยังเป็นผู้อารักขาที่ดีตามแบบฉบับของพ่อ

ตระกูล ‘แบรดฟอร์ด’ ตั้งแต่รุ่นทวดทุกคนมีการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญา ได้รับการฝึกฝนวิชาป้องกันตัวทุกขนาน ไม่น้อยหน้าไปกว่าบอร์ดี้การ์ดชั้นแนวหน้า ดาราคนดังเซเลบระดับโลก หรือแม้แต่ประธานาธิบดียินดีที่จะจ่ายเงินเดือนสูงลิบ สำหรับการมีเลขาฯ ดี ๆ ไว้ข้างกาย

แม้ว่าพวกเขาจะสิ้นชื่อสิ้นเนื้อประดาตัวไปนานแล้ว หลังผู้นำครอบครัวอย่างนิคาซิโอ้ (Nicasio) เสียชีวิตในหน้าที่อย่างสมเกียรติ มรดกมากมายกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามพินัยกรรมตกเป็นของลูกชายเพียงคนเดียว

ทรัพย์สินของพ่อเรียกได้ว่ามากพอจะทำให้อลันใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดชาติ เขากลับไม่ได้แตะต้องเงินส่วนนั้นเลย

ด้วยนิสัยความตระหนี่ถี่เหนียว ใช้เงินอย่างระมัดระวังหากต้องไปเที่ยวสังสรรค์นาน ๆ ครั้ง แบ่งสันปันส่วนการใช้จ่ายเงินอย่างสมเหตุสมผล ประสาคนซึ่งเรียนรู้คำว่า ‘เลขานุการ’ มาตั้งแต่เป็นเด็กหัดเดินกระเตาะกระแตะ เขายังเป็นคนจู้จี้จุกจิกอยู่สักหน่อย

เป็นธรรมดาของทุกคนที่ใช้นามสกุล ‘Bradford’ พ่วงชื่อกลางด้วยคือ ‘Eduardo’ ความเรื่องมากของเขาเริ่มต้นที่บราซิล อลันเกิดที่นั่นแต่ด้วยสังคมไม่ค่อยจะดีนักในความคิดเห็นของพ่อ พ่อของเขาซึ่งถือสัญชาติอเมริกันจึงทำให้เขาเป็นพลเมืองสหรัฐฯ โดยสมบูรณ์แบบ

สักประมาณสิบขวบได้ อลันเคยถามพ่อว่า ทำไมพ่อถึงเป็นคนอเมริกัน? ในเมื่อพวกเขาอยู่บราซิลกันหมดแม้กระทั่งแม่ที่เป็นคนภูเก็ต เขาควรถือสัญชาติไทยด้วยซ้ำ ก่อนจะได้คำตอบว่าพ่อไปเกิดที่สหรัฐฯ โดยบังเอิญ

สหรัฐอเมริกาและแคนาดา เป็นเพียงสองประเทศที่มีกฎหมายเปิดทางให้ถือสัญชาติตามสถานที่เกิด โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของพ่อแม่ หมายความว่าเด็กที่เกิดที่นั่นจะได้สัญชาติอเมริกัน ต่อให้พวกเขาจะเป็นนักท่องเที่ยวก็ตาม

อลันจึงเติบโตและใช้ชีวิตในสหรัฐฯ ตลอดจนมาอาศัยอยู่ในเมืองไทยถึงสิบปี พูด-อ่านภาษาไทยชัดแจ๋วเท่าเจ้าของภาษา ทำงานให้สถาปนิกหนุ่ม นักธุรกิจคนดัง ในฐานะเลขานุการที่ไม่ต่างไปจากทาสในเรือนเบี้ย...

บางครั้งก็ไม่แน่ใจนักว่าเมืองไทยได้เลิกทาสไปนานหรือยัง...

เลขาฯ บอร์ดี้การ์ดอย่างเขาทำงานวันละไม่ต่ำกว่าสิบสองถึงสิบห้าชั่วโมง ขยันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต! ช่วยงานหลักงานเอกสาร ส่งตารางประชุมของบอสแล้วเขายังดูแลเด็กในความดูแลให้เสียด้วย

คิ้วเข้มหนาที่เรียบขนานไปกับดวงตาคู่คมสีฟ้าครามขมวดมุ่น ชะเง้อคอหาเมียเจ้านายที่ไม่กลับมาสักที ก่อนจะก้มหน้าลงมองกระจกด้านข้างตัวรถ หรี่ตามองหยดน้ำที่เกาะอยู่เป็นหยดหย่อม

เขาไม่ชอบความสกปรก...

เขาไม่ชอบอะไรที่ไม่เรียบร้อย อะไรที่มันไม่เป็นที่เป็นทางเหมือนตัวเขา ก็จะพาลหงุดหงิดไม่ชอบมันไปเสียทุกอย่าง

เจ้าของวงหน้าคร้ามคมโน้มตัวลงเอามือไพล่หลังเพ่งพิจารณามันให้ชัด เสื้อเชิ้ตสีดำหลุดลุ่ยออกมาจากกางเกงถูกจัดแจงให้เข้าที่เข้าทางให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยในชั่วโมงทำงาน

มือหนาหยิบกระดาษทิชชูเปียกจากกระเป๋าด้านในเสื้อสูท เช็ดกระจกไปมา พยายามที่จะจัดการกับเรื่องเล็กน้อย ด้วยการเสียสละผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อมาเช็ดอีกรอบ จนกลายเป็นคนที่ทำอะไรโง่ ๆ

พองานตรงหน้าเรียบร้อยดี จึงทอดสายตามองไปทางโล่งกว้างในวัดอีกครั้งหนึ่ง รอยยิ้มแสนหวานบนใบหน้างามหมดจดพาวงหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ

‘น้องพุทราคนสวย’ นั่นคือชื่อในอัลบั้มรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือ และยังคงอยู่ในหน้าแรกของจอโทรศัพท์

วันนี้เป็นวันครบรอบวันเสียชีวิตแม่ของปรายลดา เขาได้รับหน้าที่เป็นสารถี เพื่อที่จะคอยดูแลเธอใกล้ ๆ เนื่องมาจากว่าสถานการณ์ทางบ้านเจ้านายไม่ค่อยจะดีนัก

ร่างสูงพิงแผ่นหลังไว้กับประตูรถยนต์สีดำสนิท ขณะยืนรอหญิงสาวที่เดินหายไปทางหลังวัดได้สักพัก ถึงเขาจะได้รับคำสั่งว่าไม่ให้คลาดสายตาจากเธอ เขาก็มีมารยาทในสังคมขั้นพื้นฐาน สำหรับเวลาทำความเคารพศพของผู้ล่วงลับ

คนอะไรไม่รู้... ยิ่งโต ยิ่งสวย ไม่น่ารีบมีแฟนเลย

อลันจำได้ว่าเคยพูดประโยคนั้นกับเจ้านายขี้หวงครั้งหนึ่ง ก่อนจะโดนลูกถีบมหากาฬ ต้องไปนอนลอยคอกลางเกาะสวรรค์ ประเทศฟิลิปปินส์ ทว่าตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนความคิดว่าเธอสวย...

ใบหน้าหล่อเหลาคมคายระรื้น ก่อนที่เขาจะกลับขึ้นรถยนต์ สตาร์ทรถรอเจ้าตัว พอเม็ดฝนโปรยปรายลงมาเป็นหยดหย่อม เขาถึงได้เห็นว่าร่างบางในชุดนักศึกษาก้าวฉับ ๆ กลับขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

“ฝนตกทำไมไม่เรียกผมล่ะครับ?”

“ไม่ได้ตกหนักค่ะ คุณอลัน แค่ปรอย ๆ รถอยู่ใกล้แค่นี้เอง” เหตุผลของเธอพอฟังขึ้นอยู่ หากไม่ใช่เป็นเพราะเจ้านายกำชับเรื่องบางอย่างไว้ อลันหน้าเครียดเข้มบอก

“แต่คราวหน้าต้องโทรเรียกผมนะ ผมจะเดินไปรับ พุดท้องลูกเจ้านายผมอยู่ เกิดเป็นลมเป็นแล้ง เดินสะดุดอะไรขึ้นมา ผมจะลำบากทีหลัง”

“ถ้าพุดเป็นอะไร เรียกคุณอลันไปนานละ ห่วงตัวเองเถอะค่ะ ทำตัวติดพุดมาก ระวังให้ดี” ว่าแล้วก็ดึงเข็มขัดนิรภัยรัดรวบตัวไว้เรียบร้อย ชายหนุ่มออกรถ เหยียบคันเร่งไปเบา ๆ ไม่เร็วไม่ช้ามากนัก

ขณะที่ใบหน้าสดสวยเง้างอนทำให้เขาเผลอลอบยิ้ม พอเธอสะบัดหน้าใส่เขาก็ทำเคร่งขรึมเช่นเดิม

ไม่แปลกที่หัวใจของหนุ่มวัยสามสิบปีจะสั่นไหวอยู่เล็กน้อย ทว่าตัวเขาเองคงต้องอกหักไปตามระเบียบ

เพราะเมื่อไม่นานมานี้ปรเมษฐ์เพิ่งลงเอยความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับลูกเลี้ยงของพี่ชาย ที่รับอุปการะมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ และถ้าหากว่าไม่มีเรื่องจำเป็นจริง ๆ ผู้ชายขี้หวงคงไม่ทิ้งสาวน้อยคนสวยไว้ในความดูแลของเขา ระหว่างไปสะสางงานในต่างประเทศให้เสร็จแน่

ความไว้ใจก็เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยความที่ทำงานให้บอสมาร่วมสิบปี ตัวเขาไม่ต่างไปจากน้องชายหรือเพื่อนสนิท

การเดินทางจากวัดไปถึงบ้านใช้เวลาไม่นาน เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำทำให้หญิงสาวผล็อยหลับไป แต่ยังคงอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ด้วยเสียงดังกระหน่ำของสายฝนสาดเทลงมาดังพายุ

บีเอ็มดับบลิวสีดำจอดสนิทดีหน้าบ้านหลังใหญ่โตที่เขาต้องมาส่งคือบ้านของแม่เจ้านาย เนื่องจากว่าเจ้าตัวอยู่ต่างประเทศในตอนนี้และคงไม่อยากให้คนท้องไส้อยู่คนเดียว เขาเห็นว่าเธอตื่นดีแล้วจึงบอก

“พุดอยู่บ้านแม่อนงค์จนกว่าบอสจะกลับนะครับ บอสกำชับไว้ว่าให้ผมไปรับ ไปส่งตลอด พรุ่งนี้ผมจะมารับแต่เช้า ต้องไปทำธุระที่มอใช่ไหม?”

หญิงสาวรู้สึกเกรงใจเขา ด้วยความที่เธอยังมีเรื่องส่วนตัวต้องจัดการหลายอย่าง กลอกตาไปมา “อืม... พุดว่าจะหยุดนอนอยู่บ้านนะ เวียนหัว รู้สึกไม่ค่อยสบายเลย”

“งั้นคุณพุดโทรหาผมอีกทีครับ... ถ้าจะไปไหน” อลันคลี่ยิ้มกว้างอย่างรู้ใจอีกฝ่ายดี ถ้าเธอคิดจะไปไหนตามลำพัง ไม่มีทางรอดพ้นสายตาเขาไปได้

เป็นเรื่องที่อีกคนรู้ว่าเธอคงจะปลีกตัวได้ยาก โทรศัพท์ในกระเป๋าที่สั่นดังได้อย่างตรงเวลา หญิงสาวหยิบมันออกมากดสองสามที ชูขึ้นให้อีกคนดู

“ปริมไลน์มาพอดี... สงสัยว่าจะมานอนเป็นเพื่อนพุด กลับบ้านนั้นละกันค่ะ”

นัชชาหรือปริมเป็นเพื่อนสนิทของปรายลดามาตั้งแต่ชั้นอนุบาล เลขาฯ คนสนิทอย่างเขารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่ได้เจอหน้าหล่อนมานานมาก ๆ แล้ว ในสีหน้าเคร่งขรึมของลูกครึ่งหนุ่มเปลี่ยนไปเป็นนิ่งเฉย

“ครับ ตามใจ”

อลันไหวไหล่ แล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้ง เพื่อไปส่งหญิงสาวที่บ้าน

ตอน 2

หญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงพลีทจีบรอบสั้นประเข่ายืนรอเพื่อนรักมาได้สักพัก

ใต้กันสาดหน้าบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าซึ่งมันไม่ได้ช่วยบดบังเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำได้สักเท่าไร ผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตตามเทรนแฟชั่นลู่สนิทลงไปบนเรือนกายผุดผ่อง ขณะยกสองมือขึ้นกอดกุมเสื้อสีขาวที่เห็นขอบเส้นบราเซียอยู่บาง ๆ หวังให้มันได้คลายหนาวลงแต่ก็ไม่เลย...

บางทีความเหน็บหนาวอาจมาจากก้นบึ้งของหัวใจเธอที่ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่ถูกใจแม่

แม่บอกว่าเธอเอาแต่ใจมากเกินไป ดื้อรั้น ปากร้าย ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักคำว่าอดทนอะไรในชีวิตสักอย่าง...

ใบหน้าสดสวยสลดเศร้ามองพื้นขรุขระ เม็ดฝนที่กระแทกลงอย่างหนัก เสียงลมคำรามกรรโชกพัดผ่านโสตประสาทอย่างน่ากลัว เหมือนว่าจะมีพายุลูกใหญ่ในค่ำคืนนี้ นัชชาได้แต่หวังว่าเจ้าของบ้านจะไม่ปล่อยให้เธอต้องยืนตากฝนนาน

ไม่นานนัก รถยนต์ยุโรปหรูสีดำสนิทจอดลงหน้าบ้านหลังใหญ่โต พร้อมกับการปรากฏตัวของเพื่อนรัก

ปรายลดาเปิดประตูรถยนต์ออกมาพร้อมร่มคันใหญ่หนึ่งคัน ปล่อยให้คนขับรถไปจอดรถเสียก่อน เข้ามาหาเธอในทันที

“ยัยปริม มายืนเป็นลูกหมาตกน้ำอะไรตรงนี้เนี่ย... ไม่ได้เอารถมาเหรอแก?”

นัชชาหลุบตาลงต่ำ เบะปากเป็นเด็กเล็ก ๆ “แม่ยึดรถ... บัตรเครดิต ยึดทุกอย่างเลย ฉันนั่งแท็กซี่มาหาแก มีตังติดตัวไม่กี่บาทเนี่ย”

“อ้าว... ทำไมเป็นงั้นอ่ะ?” คนถามมีสีหน้าแปลกใจแต่ดูแล้วว่าไม่น่าจะใช่เวลาคุย ตบบ่าเพื่อนเบา ๆ “ไป เข้าบ้านก่อน กินข้าวมาหรือยัง? แกน่ะ”

“ยัง... ไม่มีข้าวสักเม็ดตกถึงท้องฉันเลย ไส้จะขาด แม่ใจร้ายมาก” คนตอบยกมือขึ้นกุมท้อง เดินตัวงอตามเพื่อนที่กอดกุมไหล่ของเธอเอาไว้ในร่มคันเดียวกัน

นักศึกษาสาวทั้งสองคนรีบวิ่งฝ่าฝนใต้ร่มสีดำคันโต ผ่านสวนสงบร่มรื่นรายล้อมรอบตัวบ้านโทนสีเทาอบอุ่น ไปถึงประตูกระจกบานเลื่อน ก่อนที่ปรายลดาจะหุบร่มลงเก็บ ความเป็นห่วงปรากฏผ่านสีหน้าและแววตาชัดเจน

“แล้วพี่ธามอ่ะ... ไม่มาส่งแกเหรอ?”

นัชชาถอนหายใจหนัก ตอบเสียงอ่อน “ไม่อ่ะ... ทะเลาะกัน”

และเธอคงไม่อยากเล่าวีรกรรมที่สร้างไว้ทั้งกับแม่บังเกิดเกล้าและกับแฟนหนุ่ม ปรายลดาหยิบกุญแจขึ้นไขประตู เพื่อนสาวก็ขมวดคิ้วมุ่นมองรถยนต์ติดฟิล์มมืดดำถอยหลังเข้าลานจอดรถกว้างขวางที่สามารถจอดรถได้ถึงสี่คัน สมเป็นการออกแบบของสถาปนิกหนุ่มเจ้าของบ้านหลังนี้

“ไหนแกบอกฉันว่าพ่อเลี้ยงไปฟิลิปปินส์ ใครขับรถอ่ะนั่น?”

“คุณอลัน...”

ได้ยินเท่านั้น สีหน้าตื่นตระหนกของนัชชาหยุดดวงตาคมปลาบของร่างสูงในเชิ้ตสีดำสนิท หลังจากที่เขาลงจากรถยนต์ และเมื่อเขามาหยุดยืนข้าง ๆ เธอในสภาพเปียกปอนฝน ก็หลุบตาหลบหน้าหนี ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ...”

“สวัสดีครับ” ตอบรับคำทักทาย ชายหนุ่มยังรับไหว้ในแบบไทย ๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย เดินตามสองหญิงสาวเข้าบ้านไป

ใคร ๆต่างก็ว่านัชชาเป็นลูกผู้ดีตีนแดงที่มีนิสัยก้าวร้าว เอาแต่ใจตัวเอง รวมไปถึงอลันซึ่งไม่เคยชอบขี้หน้าเธอเลย

เหตุการณ์ทั้งหมดมันเริ่มต้นเมื่อนานมาแล้ว เมื่อเด็กสาววัยสิบเอ็ดขวบ แต่งตัวแก่แดดเกินวัย ทาปากแดงเป็นผู้ใหญ่ เปรยคำหนึ่งขึ้นมาลอย ๆ ว่า ‘เด็กเส้น’ ตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มทำงานให้ปรเมษฐ์

มันเป็นเรื่องจริงด้วยว่าหนุ่มวัยยี่สิบปีกำลังฝึกงานไป เรียนไป ทางด้านสายงานบริหารฯ ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในรัฐแคลิฟอร์เนียร์ คงยุ่งรัดตัวและไม่มีประสบการณ์มากพอ ไม่อาจเป็นเลขาฯ ให้เจ้าของรีสอร์ตระดับห้าดาว สถาปนิกหนุ่มคนดังได้ หากไม่ใช่เพราะบารมีของคุณปู่ฝากฝังให้ช่วยงานคนรู้จักกัน

เด็กน้อยที่มีกิริยามารยาทดี มีกาลเทศะรู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด

“โตขึ้นเยอะนะเรา มาหาคุณพุด มีแผนจะพากันไปไหนล่ะ?” เสียงเข้มทัก อลันทำตัวเหมือนเป็นบ้านตัวเอง เพราะมาบ้านเจ้านายอยู่บ่อย ๆ ปรายลดาเอาผ้าเช็ดตัว ผ้านวมมาให้เพื่อนคลายหนาว

ร่างสั่นเทาจึงรับผ้าขนหนูสีชมพูผืนโตมาเช็ดผมเป็นอย่างแรก โดยไม่ได้สนใจคำถามของเขาเลยสักนิด นัชชาเพิ่งตั้งสติได้ว่าไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่จะต้องหวาดกลัวฝรั่งยักษ์อีกต่อไป

ชายหนุ่มหย่อนก้นนั่งลงข้าง ๆ กัน นัยน์ตาสีฟ้าครามเข้มลอบมองใบหน้างามหมดจดดูไม่อยู่ในอารมณ์สดชื่นแจ่มใส

“พูดไม่ได้ยินเหรอ?”

ในน้ำเสียงเหมือนจะเอาเรื่อง มือเล็กหยุดขยี้ผมเปียกหมาด ตวัดหางตามองอย่างไม่พอใจ “ยังไม่ไปอีก? ผู้หญิงเขาจะอยู่กัน”

“ผมจะนอนนี่... เผื่อมีคนชักชวนคุณพุดไปทำเรื่องไม่ดี”

“ประสาทป่ะ ฝนตกขนาดนี้จะไปไหน? อยู่บ้านนอนสิ ทีวีมี เน็ตมี ไม่ได้เป็นเด็กห้าขวบ ไปปีนต้นไม้เล่น”

ปรายลดาหัวเราะพอนึกถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้วในสมัยที่นัชชาอยากสอยมะม่วงข้างบ้านมาให้เธอกับพ่อเลี้ยงรับประทาน

“ระวังเหอะ คุณอลันจะจับแกตีก้น”

“ผมคงไม่กล้า เดี๋ยวจะมีคนร้องไห้ไปฟ้องแม่ ให้มาเอาเรื่องผมอีก”

อีกคนก็จำได้ว่าเขาเคยสาดอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่เด็กตัวเล็ก ๆ ยิ่งเสียกว่าเธอเผาบ้านทั้งหลัง เรียวปากบางที่เม้มเข้าหากันแน่นเพราะความโกรธ ทว่าไม่ทันจะได้เถียง สายโทรศัพท์จากแม่ทำให้นัชชาต้องสะบัดหน้างอนขึ้นห้องไปคุยธุระส่วนตัวลำพัง

แผ่นหลังบางลับตาไปพร้อมความสงสัยของเขาที่แค่มองตาม แต่ก็ไม่ได้ถามเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอเลย เป็นปรายลดาที่ถาม

“คุณอลันหิวไหมคะ.. ให้พุดโทรสั่งอะไรให้ทานไหม?”

“ไม่เป็นไร ผมอยากได้อะไร เดี๋ยวไปซื้อเอง พุดอยู่กับเพื่อนตามสบายเลยครับ” เขาตอบเท่านั้น เพราะรู้ว่าหมอนผ้าห่มสำหรับแขกอย่างเขาเก็บไว้ตรงไหน คงไม่ต้องให้หญิงสาวมาเป็นธุระ ทันใดนั้นเอง

“พุด...”

เสียงเล็กเรียกแผ่วเบา ทั้งสองคนหยุดสนทนากัน มองขวับตามเจ้าของร่างบางที่ยืนหลบอยู่ตรงหัวบันได

ใต้แสงสีนวลสลัวของโคมไฟระย้า ดวงหน้าแดงก่ำเปรอะเปื้อนหยดน้ำตาบอกว่านัชชาคงทะเลาะกับแม่ ในสภาพเปียกชุ่มมีผ้าขนหนูพาดไว้บนไหล่ทำให้เจ้าตัวยิ่งดูน่าสงสารเข้าไปใหญ่ ปรายลดาก้าวไว ๆ ไปกอดประคองเพื่อน เพื่อพาขึ้นห้องนอนไปด้วยกัน

อลันมองตามหญิงสาวทั้งสองคนอย่างนึกห่วง ก่อนจะล้มตัวลงนอนไปด้วยความเหนื่อยล้า ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหนทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ กินข้าวหรือทำอะไรสักอย่าง

หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัว หยิบเดรสนอนลายหวานมาใส่ นัชชาล้มตัวลงนอนบนเตียงนอนของเพื่อนทั้งน้ำตา เธอมองไปรอบ ๆ ห้องนอนกว้างขวางตอนนี้ไม่ได้เป็นสีชมพูอีกต่อไป แต่เป็นสีเดียวกันกับที่เธอชอบคือสีเทา สีขาว และสีดำ

ไฟสีเหลืองนวลสลัวจากโคมไฟข้างหัวเตียงทำให้เปลือกตาช้ำเปียกปอนต้องกะพริบอยู่ตลอด พอคนที่ทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ ยกผ้าห่มขึ้นคลุมให้ การกระทำแสนอ่อนโยนของเพื่อนทำให้นัชชารู้สึกผิด...

“ฉันขอโทษนะพุด... ขอบใจแกด้วย”

“ขอโทษอะไรล่ะ?” คนถามเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะซุกมือเข้าใต้หมอนทำเหมือนกันกับอีกคนที่หลุบตาลงต่ำ อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะยอมเอ่ย

“หลาย ๆ เรื่อง... บางทีฉัน เอ่อ... อิจฉาแกน่ะ”

ปรายลดายิ้ม ความเป็นเพื่อนทำให้เข้าใจหัวอกกันเป็นอย่างดี “ฉันรู้... แต่ฉันไม่โกรธแกหรอก แกน่าสงสารจะตาย...”

“เอ้า... ไมพูดงั้นอ่ะ ฉันเนี่ยนะน่าสงสารอะไร” คนฟังหน้าตะลึงและก็ได้คำตอบให้หายคาใจ

“แกน่ะเหมือนเด็กมีปัญหา เพราะโดนสปอยล์เยอะไป แต่จริง ๆ แล้วแกเป็นคนดี ฉันแน่ใจได้เลย ปริม...” พูดด้วยแววตาประกายมาดมั่นแต่สีหน้านั้นก็เจือแววไม่พอใจในอีกครู่

“เรื่องที่แกชอบทำอะไรลับหลัง อย่างพยายามจะแย่งพี่ธามไปจากฉัน ที่แกโทรไปฟ้องพี่เปา คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง? อืม... แต่ถ้าแกไม่ทำแบบนั้น พี่เปาแกไม่กลับมาหาฉันหรอก ฉันต้องขอบใจแกมากกว่า”

คำขอบคุณอย่างไม่จริงใจ คนทำความผิดรู้สึกเหมือนว่าตัวของเธอลีบเล็กลงจนเท่ามด มือเล็กดึงผ้าห่มซุกตัวเพราะความหนาว โดยได้รับความช่วยเหลือ

“หนาวไหม? เดี๋ยวฉันไปเบาแอร์ให้นะ กินยาไว้ก่อนดีมะ แกยืนตากฝนตั้งนาน” คนพูดหยัดกายลุกขึ้นจัดแจงผ้านวมหนาให้เข้าที่ เดินไปหยิบยามาวางไว้บนโต๊ะหัวเตียง ยังเอาผ้านวมลายตุ๊กตาน่ารักมาให้ด้วยอีกผืน

ด้วยความหวังดีของเพื่อนรักตอนนี้ นัชชารู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากดักแด้นอนขดอยู่ในรังไหม ทว่ามันก็ช่วยให้คลายหนาวลงบ้าง ขณะที่มีเรื่องต้องคิด...

“พุด... แกว่าฉันเอาแต่ใจมากไปไหม?”

ปรายลดาถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา “นี่ไม่รู้ตัวจริง ๆ เหรอ? แกน่ะ โคตรเอาแต่ใจ แต่ว่ามันก็เป็นแกป่ะ จะไปคิดอะไรมาก แม่แกโกรธแกไม่นานหรอก แม่ป้อมรักแกจะตาย”

เพราะความเป็นเพื่อนสนิทกันคงเป็นไปได้ยากที่จะหลับในเวลานี้ หากใครมีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็ปรึกษากันและกันมาเสมอ พอคนหนึ่งซุกตัวลงนอนตาม กลายเป็นว่าอีกคนยังชวนคุยไม่เลิก

“ฉันหวังว่าแม่จะหายโกรธอย่างที่แกว่า แต่แม่ฉันไม่เคยโกรธฉันมาก่อนเลยนะ นี่แหละประเด็น”

“ตกลงไปทำเรื่องอะไรไว้?”

“ฉัน... กรี๊ดในห้องประชุมแม่เพราะแม่จะให้ฉันหมั้น... กับไอ้นักธุรกิจบ้าคนหนึ่ง ฉันไม่ชอบขี้หน้ามัน” เสียงหวานแฝงความกร้าวโกรธ กระทั่งใบหน้าสดสวยบึ้งตึงหนักผ่านแสงสลัว หญิงสาวอีกคนก็คงจะต้องตกใจ

“เฮ้ย! แกถึงขั้นกรี๊ด คนเยอะไหมนั่น ทำไมทำอะไรไม่คิดเลย?”

หากว่าใครจำเสียงหวีดร้องลั่นชนิดคอแทบแตกของนัชชาได้ว่าไม่ต่างจากนางร้ายในละครหลังข่าวดี ๆ คงต้องส่ายหน้าเอือมระอาไปตาม ๆ กัน รวมถึงปรายลดาซึ่งเคยไปเที่ยวบ้านเพื่อน เคยเห็นนัชชาแผลงฤทธิ์เหมือนคนบ้าอยู่

หญิงสาวหักมุมปากลงเป็นเด็กน้อยทำความผิด และกำลังจะร้องไห้อีกรอบ ทว่าเธอกลับพลิกตัวไปอีกฝั่ง นอนหันก้นให้

“นอนดีกว่า”

ถึงบอกไปว่าจะ ‘นอน’ สุดท้ายแล้วนัชชาก็ยังไม่หยุดปากพูดไปเรื่อยจนดึกดื่น เรื่องทั้งเรื่องมีแต่เรื่องของแม่ผู้แสนดี ตามใจเธอไปเสียทุกอย่าง กว่าจะผล็อยหลับไป

ตอน 3

“คุณป้อม ผมว่า... ไม่ควรปล่อยเธอไปแบบนี้ ผมจะไปรับปริมกลับบ้านนะครับ” เสียงเข้มขรึมกึ่งอ้อนวอนของเลขานุการประจำบ้าน ‘ธนทรัพย์สกุล’ บอกว่าเขาอยากบึ่งรถไปรับคุณหนูมากแค่ไหน

นัยน์ตาสีนิลสนิทรับวงหน้าหล่อเหลาเย็นยะเยือกสบมองไปยังดวงตาคู่สวยใต้อายไลเนอร์คมกริบที่เลื่อนจากเอกสารกองพะเนิน มือเล็กวางปากกาแท็บเล็ตในมือ ทิ้งแผ่นหลังลงบนโซฟามีพนักพิงของผู้บริหารพร้อมสีหน้าครุ่นคิด

“อืม... เดี๋ยวนะ... แบร์นาร์ด คุณจะไปรับมันทำไม?”

“ทำไมจะไปรับไม่ได้ล่ะ? ผมว่าสวย ๆ แบบหนูปริมป่านนี้อาจถูกผู้ชายหลอกไปทำไม่ดีไม่ร้ายแล้วก็ได้ อย่าบอกนะว่าคุณป้อมไม่ห่วงลูกสาวเลย?”

ใบหน้าสดสวยของสาววัยสี่สิบห้าปีแลดูอ่อนกว่าวัยประสาคนมีเงินนิ่งเฉย

ก็เพราะว่าห่วง... หวง รักมากเกินไป ลูกของเธอถึงได้กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้!

กระเป๋าแบรนด์ใบละเจ็ดแสนเธอก็ถอยให้ลูกได้ แบล็คการ์ดไม่จำกัดวงเงิน เธอให้ลูกเอาไปช้อปปิ้งได้วันเป็นล้าน! ลูกสาวสุดที่รักอยากได้รถยนต์ขับไปเรียน ไว้รับส่งเพื่อนที่กำลังจะตั้งตัวทำธุรกิจ เธอก็ถอยบีเอ็มดับบลิวตัวล่าสุดรุ่นท็อปให้

‘คุณแม่ขา น้องปริมอยากได้จังเลยค่ะ’ ทั้งน้ำเสียงและสายตาเว้าวอน กอดรัดแม่อย่างออดอ้อน นัชชาคงจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ คิดเท่านั้น ริมฝีปากบางเฉียบเคลือบลิปสติกสีแดงสดเม้มเข้าหากันแน่นด้วยอารมณ์กร้าวโกรธ

“คุณไปทำงานของคุณ... ปล่อยมันไป”

แบร์นาร์ดถอนหายใจออกมา “ผมไม่เข้าใจ... เธอก็ไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงอะไร แค่ปกป้องตัวเธอเอง เพราะว่าถูกบังคับ”

“บังคับ? อะไรนะ ฉันเนี่ยนะเคยบังคับอะไรมัน มันอยากได้อะไรฉันก็ให้ แล้วนี่... บอร์ดผู้บริหาร หุ้นส่วนเขานินทากันว่าฉันปกครองลูกสาวตัวเองไม่ได้ เพราะมันไปยืนกรี๊ดกลางห้องประชุมฉัน มันเป็นบ้าเหรอ?” คนแม่หัวเราะออกมาราวกับว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่ใช่เรื่องตลกของเลขาฯ หนุ่มชาวฝรั่งเศส เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ตัวเขาเองก็อยู่กับนัชชามานานไม่ต่างจากคนในครอบครัว

“หนูปริมเธอถูกกดดัน... ผมเห็นกับตาว่านายนนท์แต๊ะอั๋งเธอตั้งหลายครั้ง เป็นใคร ๆ ก็ไม่ชอบ ผมยังไม่ชอบเลยคุณป้อม”

“มันก็เลยต้องกรี๊ด? ไม่ใช่แล้วนะ แบร์นาร์ด ฉันว่าคุณกำลังเข้าใจอะไรผิดมาก ๆ ฉันกำลังพูดถึงสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ใช่เรื่องของตานนท์” ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้เรื่องของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง หุ้นส่วนบริษัทที่เธออยากได้มาเป็นลูกเขยว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เขาชอบพอลูกสาวของเธอมาก และชอบมานานเสียด้วย

ในเมื่ออุตส่าห์ส่งลูกสาวไปเรียนการบริหารการตลาด ทายาทคนเดียวของบ้าน ‘ธนทรัพย์สกุล’ ยังไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง! มันจึงไม่มีตัวเลือกเยอะแยะมากมาย เธอต้องการคนมาสานต่อกิจการ

ทุกคนในบ้านกลับเข้าข้างคุณหนูเหมือนที่เคยทำ เรียกได้ว่านับตั้งแต่วินาทีที่นัชชาลืมตาดูโลก หล่อนเป็นเด็กที่ถูก ‘สปอยล์’ มาตลอด

“ผมเปล่าเข้าใจผิดครับ ที่ลูกสาวคุณชอบกรี๊ดใส่หน้าคนอื่นเวลาโมโห คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ จำได้ไหม?”

คำถากถางไม่ต่างจากตบหน้าฉาดใหญ่! เจ้าของร่างบางในสูททำงานราคาแพงเช่นผู้ดีลุกพรวดจากเก้าอี้ เพื่อที่จะจัดการกับเลขาฯ ปากดี ซึ่งเธอไม่เคยใจร้ายไล่ออกได้สักครั้ง ทว่าพอจะอ้าปากส่งเสียง แบร์นาร์ดยกปลายนิ้วขึ้นชี้อย่างท้าทาย ยังละความสนิทสนมลงด้วยการเรียกชื่ออย่างเต็มยศ

“นี่ไงครับ? คุณนิตยากรี๊ดใส่หน้าลูก ใส่อารมณ์กับลูก เด็ก ๆ เหมือนกระจกครับ มันเป็นกลไกการป้องกันตัววิธีหนึ่งที่สะท้อนออกมาจากการเลียนแบบพฤติกรรม ลูกโตมาแบบไหน ก็เพราะแม่เป็นแบบนั้นครับ ขนาดว่าผมเป็นแบบนี้ บางทีคงเป็นเพราะว่าเราอยู่กันมานานใช่ไหม? คราวนี้คุณจะทำอะไรผมล่ะ”

ปลายเสียงในเชิงข่มขู่ต่อว่า ดวงหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธสะบัดไปอีกทาง สองมือกอดอก เชิดหน้าเยี่ยงนางพญา ขณะเดียวกัน ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความเศร้าหมองขุ่นเคืองใจ เธอไม่อยากจะสนใจลูกคนนี้อีกต่อไปแล้ว!

“นังลูกไม่รักดี มันจะนอนข้างถนน จะไปทำงานไซด์ไลน์ จะไปไหนก็เรื่องของมัน”

“คุณป้อมทำไมทำอารมณ์เสียอย่างนั้น? ผมไม่มีทางปล่อยให้ปริมไปทำเรื่องไม่ดีแน่” ว่าในทันที เลขานุการหนุ่มต้องพยายามสงบสติอารมณ์ลงเช่นกัน เพราะไม่คิดว่าบางคนจะพูดคำ ๆ นี้ออกมาได้

ถึงแบร์นาร์ดจะเป็นลูกน้องและอายุน้อยกว่าห้าปี ทุกวันนี้เขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ดูแลจัดการงานของบริษัท เรื่องไปรับส่งจัดการธุระปัญหาจุกจิกยิบย่อย เขาดูแลทั้งสองคนเป็นอย่างดีตั้งแต่สามีของนิตยาหย่าขาดกันไปด้วยเหตุผลส่วนตัวในเรื่องธุรกิจ

บริษัทปลากระป๋องตรา ‘คุณแม่มือหนึ่ง’ มีตัวเลขมูลค่าการส่งออกสินค้าไปทั่วโลกหลักหลายพันล้านบาท มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วประเทศ แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ปลากระป๋องรสชาติไทย ๆ ยี่ห้อนี้นับว่าขายดีมากที่สุด เลขานุการหนุ่มใหญ่ร่วมหัวจมท้ายกับนิตยามาตั้งแต่เป็นบริษัทเล็ก ๆ ในทีแรกจนตอนนี้อายุย่างเข้าสี่สิบเอ็ดปี

ที่ต้องมาขอร้องบอกเจ้าตัวในวันนี้ เพราะเขาคงต้องตามนัชชาไปเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ได้แต่หวังว่าอีกคนจะไม่ส่งใครไปขวาง

“ตอนนี้ปริมอยู่กับคุณพุทรา ผมจะไปรับตอนเธอโทรมานะครับ”

ได้ยินเท่านั้น คุณแม่ที่ยังโกรธลูกสาวไม่เลิกจึงหันมารั้งเขาไว้ให้ต้องอยู่ในห้องนี้ก่อน

“ก็แน่ล่ะ... มันจะมีปัญญาไปไหนได้? แล้วไม่มีอะไรทำหรือไง? คุณควรจะไปทำงานของคุณมากกว่าไปสนใจนังตัวแสบนะ”

“เอกสารงานประชุมเรียบร้อยแล้วครับ โรงงานที่สมุทรปราการ คุณผู้จัดการส่งรายการอะไหล่เครื่องจักรทุกอย่าง แจ้งว่าไม่มีปัญหาอะไร”

“ไม่มีอะไรแล้วก็กลับบ้านไปสิ... จะไปรับมันทำไม?” ในคำถากถางเหมือนว่าจะไม่ยอมแน่ วงหน้าหล่อเหลาเหยียดริมฝีปากอย่างไม่สมอารมณ์

“ผมถือว่ามาบอกครั้งหนึ่งก่อนแล้วกันครับว่าผมจะไปรับลูกปริมกลับบ้าน” เขาหมายความแบบนั้น เพราะนัชชาก็คิดกับเขาแบบนั้น

เลขาฯ ฝรั่งเศสอย่างเขาที่พูดถึงสี่ภาษาจะไปทำงานสบาย ๆ กว่าอยู่กับแม่ม่ายสาวลูกติดก็ยังได้ แบร์นาร์ดกลับเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทไปกับผู้หญิงสองคนอย่างไม่รู้ว่าทุกวันนี้มีคำว่าตัวเองหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า เขาก็ต้องเข้าข้างเด็กน้อยที่อุ้มเลี้ยงมาเหมือนเป็นลูกสาวด้วยอีกคน

และกับผู้หญิงที่เขารัก... บางครั้งก็เป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง

“ผมได้ยินว่าสองสาวเขาทำร้านขายเสื้อผ้าด้วยกัน จดทะเบียนเป็นนิติฯ บุคคล ร้านใหญ่ ดังในหมู่สาว ๆ ปริมมีเงินเก็บเยอะแยะเลยนะครับจากธุรกิจนี้ เธอไม่ได้แย่ขนาดนั้นไม่ต้องมาทำปลากระป๋องกับคุณแม่ ถ้าไม่ใช้เงินเปลืองมาก คงอยู่ได้สบาย ๆ”

คนได้ยินละความกร้าวโกรธลง หน้าเคร่งเครียดมองอีกคนว่าทำไมเขาถึงไม่บอกเรื่องนี้กับเธอ...

มันจะมีสักกี่เหตุผลกัน? คิดแล้วก็แสร้งถามกลับอย่างนิ่ง ๆ

“ก็เรียนการตลาดนี่นะ คุณมาบอกอะไรตอนนี้ล่ะ?”

“ที่ผมไม่พูด เพราะคุณไม่เคยฟังไงครับ” เขายิ้ม เป็นยิ้มเย็นยะเยือกที่สุดเท่าที่รู้จักกันมา แบร์นาร์ดไม่สามารถก้าวก่ายในบางเรื่องได้ แต่ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะพูดแล้วละก็ เขาต้องปกป้องนัชชา...

“ปริมกำลังเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตของเธอ ถ้าคุณไม่รีบเอาเธอมายุ่งกับบริษัท ผมเชื่อว่าเธออยู่ของเธอได้ เดี๋ยวนี้เธอไม่ได้ใช้เงินฟุ้งเฟ้อมาก ผลการเรียนก็ดี เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจขายเสื้อผ้ากับเพื่อน คุณพุทราซื้อคอนโดฯ เป็นชื่อของตัวเอง เป็นเด็กปีสี่กันเองนะครับ”

ทั่วทั้งวงหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความชื่นชมประหนึ่งว่าเป็นลูกสาวของตัวเอง ก่อนจะวกกลับเรื่องเดิม

“ผมไม่ไว้ใจนายนนท์... คุณป้อมจะยกลูกสาวให้เขาจริง ๆ?”

“ฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น ไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ... ฉันไม่อยากเห็นหน้ามัน ถ้ามันไม่ยอมหมั้นกับนายนนท์ให้ฉัน”

ความดื้อรั้นของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตา มันอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมสาวสวยรวยมากอย่างเธอไม่แต่งงานครั้งที่สอง ขณะที่เจ้าของร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้ ๆ

“คุณจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม? คุณป้อม”

“...”

“ผมขอลาพักร้อนสักพักแล้วกัน... ผมจะหาเลขาฯ เก่ง ๆ มาทำงานแทน รับรองว่าผมไม่เอาเด็กไม่เป็นงานมาให้กวนใจคุณ” ในน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าสดสวยของสาวใหญ่นิ่งเฉย หากแต่แฝงความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอ

กระทั่งวินาทีที่เขาจ้องมองมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะหมุนกายจากไป ทิ้งเธอไว้ในห้องลำพัง

เสียงประตูที่ปิดลงเบา ๆ พาเจ้าของร่างบางในห้องโล่งกว้างได้แต่ยืนกัดฟันแน่น ตัวสั่นเทาเพราะความโกรธ ข้าวของบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทั้งปาก สมุด ที่วางทับกระดาษลอยไปกระแทกเข้ากับประตูตามแรงโทสะ

“ไอ้เลขาฯ บ้า! ไอ้ผู้ชายเฮ็งซวย เข้าข้างกันดีนัก อยากไปไหนก็ไป จะลาพักร้อนแม่งครึ่งปี ก็เรื่องของมึง!” เสียงตวาดกร้าวตามไล่หลังไป กว่าที่เธอจะสงบสติอารมณ์ได้ ต้องใช้เวลาพักใหญ่กับการนั่งนิ่ง ๆ บนโซฟา

นิตยาได้แต่หวังว่าตัวเธอคงไม่กลับไปเป็นแม่ค้าปากตลาดเหมือนในสมัยที่ยังเป็นขายปลาในตลาดสด เมื่อทุกวันนี้เธอผ่านจุด ๆ นั้นมานานมากเสียจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำแล้วว่าความจนคืออะไร

และถึงจะโกรธลูกสาวสักแค่ไหน เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเป็นแม่จะไม่คิดว่านัชชากลายเป็นเด็กนิสัยเสียเพราะเติบโตมากับแม่ซึ่งเป็นคนโมโหร้าย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างเธอ!

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED