ตอน 1

Chapter 1

ประตูอัลลอยเปิดออกด้วยรีโมทคอลโทล ซึ่งคนนั่งกดจากในรถโดยไม่ต้องลงไปเปิดเองให้เหนื่อย เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-250 อาว็อง-การ์ด เอสเตส แล่นผ่านเข้าไปอย่างเชื่องช้า หญิงวัยสี่สิบต้นๆ ก้าวออกมายืนอยู่ไม่ห่างรถนัก

เครื่องแต่งกายสีดำล้วนช่วยส่งให้ใบหน้าที่ผอมซูบตรอบดูไร้ชีวิตชีวามากขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก ยิ่งมีหนุ่มน้อยวัยสิบขวบกับสุภางค์ผู้เป็นแม่บ้านในเครื่องแต่งกายสีเดียวกันแล้ว ยิ่งทำให้บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า ดูเงียบเหงาเศร้าซึมและอ้างว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พัณนิดา รัตน์คุณ หันหน้าไปทางประตูอัลลอยช้าๆ เมื่อหูแว่วเสียงที่ไม่คุ้นขึ้นมา

“เข้าบ้านเถอะครับคุณแม่”

พชร รัตน์คุณ ผู้เป็นลูกชายเพียงคนเดียวเดินเข้ามาประคองแม่ด้วยอาการห่วงใยไม่น้อย พัณนิดาจึงหันไปหาลูกแล้วเดินเข้าบ้านอย่างไม่เกี่ยงงอน และลืมเลือนเสียงแปลกปลอมที่แล่นเข้าหูในทันที เพราะรู้ดีว่าตัวเองคงจะหูแว่วไป แต่พอกลางดึก ท้องฟ้าแปรปรวนด้วยลมกับละอองฝน เสียงเมื่อหัวค่ำก็ดังลอดเข้ามาถึงในห้องนอนอีก จนพัณนิดาต้องออกมายืนตรงระเบียง เพื่อฟังให้แน่ใจว่าหูไม่ฝาด

ร่างในชุดนอนที่มีเสื้อคลุมสวมทับไว้ต้องรีบเดินออกจากห้องเมื่อแน่ใจในเสียง สุภางค์ที่เพิ่งจะตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ด้านล่างเสร็จ ก็รีบวิ่งไปหยิบร่มตามคำสั่งเจ้านาย ทั้งคู่ก็เดินตรงไปหาประตูรั้ว เสียงร้องของทารกยิ่งใกล้เข้ามาทุกทีๆ เมื่อไฟตรงเจดีย์ประตูเล็กเปิดออกทั้งสองต่างตกตะลึงจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก เมื่อมีทารกน้อยถูกทิ้งให้นอนตากฝนจนส่งเสียงร้องไม่หยุดหย่อน

“ใครกันเอาเด็กมาทิ้งตากฝนไว้ ใจร้ายจริงๆ สุถือร่มไว้ฉันจะเอาเด็กเข้าบ้าน”

ใบหน้าอันแดงกร่ำของเด็กน้อย บ่งบอกให้รู้ว่าถูกทิ้งมานานเป็นชั่วโมงแล้ว พชร รีบวิ่งลงมาเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ แล้วทั้งบ้านก็ต้องโกลาหลเพราะชีวิตน้อยๆ ซึ่งหาที่มาและที่ไปไม่ได้ แม้เวลาจะผ่านมาเป็นอาทิตย์ ตำรวจก็ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องเด็กหายแต่อย่างใด สุดท้ายพัณนิดาจึงตัดสินใจรับเด็กน้อยไว้เป็นบุตรบุญธรรมเพราะความสงสาร

“แม่จะตั้งชื่อหนูว่า พิรุณญานะจ้ะ เพราะหนูมาพร้อมสายฝน” พัณนิดาหันไปยิ้มให้แม่บ้านกับลูกชายที่กำลังนั่งมองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูไม่แพ้กัน

“แล้วชื่อเล่นล่ะครับคุณแม่ พีทต้องเรียกน้องว่ายังไง” พชรตั้งคำถามที่ผู้แม่ก็กำลังใช้ความคิดในข้อนี้เหมือนกัน สุภางค์เหมือนจะคิดออกก่อนจึงรีบเสนอ

“ชื่อฝนดีมั้ยคะคุณผู้หญิง ไหนๆ ก็มาพร้อมฝนแล้วนี่คะ”

สองแม่ลูกหันไปมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาด้วยความชอบใจในชื่อนี้ แต่ก็ยังมีอีกสามสี่คนที่ไม่ใคร่จะชอบใจ และไม่ใคร่เห็นด้วยนักกับการที่พัณนิดาจะนำเด็กน้อยเข้ามาอยู่ร่วมชายคา นั่นคือ พร้อมพงษ์ ฉัตรมงคลกุล น้องชายคนเดียวของพัณนิดา และเป็นผู้สืบทอดมรดกของวงศ์สกุล เมื่อเขารู้ข่าวแล้วจึงรีบพา จันทภาผู้เป็นภรรยา และ พริ้มพราวผู้เป็นน้องคนเล็กมาเยี่ยมพี่สาว เพื่อถามข่าวคราวทันที

“จะดีเหรอครับพี่พัณ โบราณว่าเอาลูกเขามาเลี้ยงเอาเมี่ยงเขามาอมมันไม่ดีนะครับ”

เขาทักท้วงด้วยความเป็นห่วง ไม่ต่างจากเมียกับน้องสาวนักที่เห็นเป็นเช่นเดียวกันนี้ จันทภาจึงรีบเอ่ยสมทบคำของสามีด้วยความหวังดีไม่แพ้กัน

“นั่นสิคะพี่พัณ ลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่เป็นยังไงเราก็ไม่รู้จัก”

พริ้มพราวผู้เป็นคนพูดตรงทำจริง ไร้เหตุผลแถมอารมณ์กว่าพี่ๆ และหมายมั่นปั้นมือว่าจะมาขัดขวางพี่สาวให้ได้ ก็ไม่รอช้ารีบขวางเอาไว้ ด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าใครเพื่อนอย่างไม่ยั้งคิดเช่นทุกครั้งที่เป็นมา

“จริงด้วยพี่พัณ ลูกเสือลูกตะเข้ที่ไหนก็ไม่รู้ เอามาเลี้ยงๆ ไว้ พอมันโตขึ้นมาหน่อยไม่รู้จะเห็นค่าข้าวแดงแกงร้อนหรือเปล่า ยิ่งพี่ไพฑูรย์เพิ่งจะจากไปแบบนี้ ในบ้านก็เหลือกันแค่สองแม่ลูกกับแม่บ้านแก่ๆ มีอะไรขึ้นมาใครจะช่วยได้คะ”

พัณนิดาหันไปยิ้มให้น้องคนเล็ก แม้จะขัดใจแค่ไหนก็ไม่ปริปากบ่นออกมาด้วยถ้อยคำรุนแรงแต่อย่างใด กลับใจเย็นอธิบายให้น้องเข้าใจ

“พี่คิดดีแล้วจ้ะ ถ้าเราทำดีเราก็ไม่ต้องหวังผลตอบแทนอะไร เด็กก็เหมือนผ้าขาว เราระบายสีอะไรลงไปก็ต้องได้สีนั้น พี่ตัดสินใจแล้ว น้องๆ อย่าขัดขวางพี่เลยนะ บางทีพระผู้เป็นเจ้าอาจจะประทานเด็กคนนี้มาให้พี่ เพื่อชดเชยที่เพิ่งเสียคุณฑูรย์ไปก็ได้ พี่พอมีเงินมีทองคงจะเลี้ยงไม่ยากเย็นนัก แต่ยังไงพี่ก็ขอบใจนะที่ห่วงพี่”

เด็กหญิงพิรุณญา รัตน์คุณ จึงกลายเป็นแก้วตาดวงใจของพัณนิดานับตั้งแต่นั้นมา พชรก็รักน้องสาวต่างสายเลือดไม่แพ้ผู้แม่ เพราะเขาปรารถนาที่จะมีน้องมานานแล้ว แต่โชคร้ายที่แม่มีเขาเพียงคนเดียว ดังนั้นเมื่อมีน้องมาเพิ่มเขาจึงเต็มใจอย่างยิ่ง ที่จะให้แม่แบ่งปันหัวใจให้ไปรักน้อง แม้แต่สุภางค์เองก็รักและเอ็นดูเด็กน้อยอย่างมาก เพราะเป็นเด็กเลี้ยงง่ายไม่ร้องไห้กระจองอแงเลย

กินอิ่มก็หลับปุ๋ยแทบจะทันที สุภางค์จึงมีเวลาได้ทำงานบ้านเหมือนเมื่อก่อน จะเสียเวลาก็แค่ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำเด็กน้อยเท่านั้น พอตกเย็นพินนิดากลับจากทำงานก็จะรับหน้าที่นี้ไป พชรกลับจากโรงเรียนก็จะตรงดิ่งมาเล่นกับน้องแทบทุกเย็น สองแม่ลูกจึงลืมเลือนความเสียอกเสียใจจากการเสียผู้นำครอบครัวอย่างกระทันหันด้วยอุบัติเหตุได้บ้าง เมื่ออยู่ใกล้ๆ หนูน้อย

ตอน 2

“วันนี้ฝนสอบเสร็จตอนบ่ายสองนะคะคุณแม่ เสร็จแล้วฝนจะนั่งแท็กซี่กลับเองก็ได้ค่ะ”

เด็กน้อยดวงหน้าขาวใสและสวยสมวัย จ้องมองแม่ผ่านกระจกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าผู้แม่กลับครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบลูกออกไปด้วยท่าทีเป็นกังวลไม่น้อย

“ไม่เอาดีกว่าลูก เดี๋ยวแม่จะโทรบอกบ้านคุณน้าพงษ์ว่าให้ฝนกลับพร้อมยัยพลอยแล้วส่งลงที่บ้าน เพราะยังไงๆ ก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว เลี้ยวเข้ามาหน่อยเดียวเอง”

คนฟังทำหน้างอเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าจะขัดคำสั่ง พัณนิดารู้ดีว่าลูกลำบากใจที่จะทำตาม แต่ก็อยากจะฝึกให้ลูกมีความอดทนอดกลั้นกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพื่อจะได้มีภูมิต้านทานไว้สู้กับสิ่งไม่คาดฝันในวันข้างหน้า

“ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว ยัยพลอยเป็นน้องนะลูก มีอะไรฝนก็ต้องอดทน ต้องไม่โกรธน้องเด็ดขาด เหมือนพี่พีทที่ไม่เคยโกรธฝนเลย ถึงฝนจะเกเรกับพี่ยังไงก็ตาม” พัณนิดามักจะสอนลูกไว้แบบนี้เสมอๆ เมื่อมีโอกาส

“แต่ฝนไม่เคยว่าพี่พีทเป็นกาฝาก เป็นเด็กที่คุณแม่เก็บมาจากกองขยะนี่คะ พลอยนิสัยไม่ดี ชอบว่าฝน ชอบอิจฉาฝนด้วย เวลาฝนสอบได้ที่หนึ่งแล้วครูให้รางวัล พลอยกับเพื่อนชอบจะว่าฝนแบบนี้ตลอด ฝนไม่อยากนั่งรถมาพร้อมพลอยเลยค่ะคุณแม่”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พัณนิดาได้ยินจากปากลูก แม้ในใจจะเจ็บแปลบๆ เพราะสงสารลูกสักแค่ไหน แต่ความเป็นแม่ก็จำจะต้องสั่งสอนให้ลูกคิดในทางบวกมากกว่าทางลบ เพราะพัณนิดาประสงค์จะให้ลูกเติบโตมาเป็นเด็กที่น่ารัก น่าเอ็นดู ใครเห็นต้องรักและสงสาร ไม่ใช่ก๋ากั๋น เอาแต่ใจตัวเอง และรังแกคนอื่นไปทั่ว

“ฝนก็ไม่ต้องไปโกรธน้องนะจ้ะ ไม่ว่าใครจะคิดหรือพูดยังไง แต่ฝนก็คือลูกสาวของแม่ และเป็นลูกที่แม่รักมาก พี่พีทกับป้าสุด้วย ทุกคนในบ้านรักฝน เพราะฝนของแม่เป็นเด็กดี น่ารัก เรียนเก่ง ว่านอนสอนง่าย รู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ฝนไม่ต้องไปสนใจคำของคนอื่นนะ เอางี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะโทรให้พี่พีทไปรับดีกว่า เห็นพี่พีทบอกว่าช่วงเช้าจะเข้าไปช่วยแม่ที่ออฟฟิศ แล้วจะออกมาซื้อของเตรียมไปเมืองนอก เสร็จแล้วก็พากันไปเดินห้างทั้งสองพี่น้อง เย็นๆ เราก็ไปฉลองที่ลูกสาวแม่จบประถม ดีมั้ยจ้ะ”

“ฝนรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยค่ะ” เด็กน้อยแทบจะโผลเข้าไปกอดทันทีเมื่อแม่มัดผมเปียให้เสร็จ

“แม่ก็รักลูกจ้ะ งั้นเราไปกันดีกว่านะ”

“คอยนานหรือยังเพชร ขอโทษทีนะพี่ประชุมเพิ่งเสร็จ ไปกันเถอะ”

พชรเดินหน้าตื่นออกมาหาน้องที่นั่งจิบกาแฟรออยู่ห้องรับแขกด้วยท่าทีไม่เดือดร้อนอะไรนัก เพชรกล้า ฉัตรมงคลกุล ในวัยสิบแปดย่างสิบเก้าปีลุกขึ้นยกมือไหว้พี่ชายตามปกติ ก่อนจะก้มลงไปยกถ้วยกาแฟขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วทั้งคู่ก็วิ่งลงไปตามบันไดตึกจากชั้นสาม โดยไม่ต้องพึ่งพาลิฟท์ให้เสียพลังงานของชาติ เพราะต่างมีร่างกายแข็งแรง พละกำลังเหลือเฟืออยู่แล้ว

“อ้าว! จะไปห้างไหนกันแน่เหรอพี่พีท หรือว่าเลี้ยวผิด” เพชรกล้าเอ่ยถามเมื่อเห็นพี่ชายเลี้ยวไปคนละเส้นทาง

“เปล่าหรอก! แต่ต้องไปรับยัยฝนที่โรงเรียนก่อน คุณแม่เพิ่งบอกพี่ตอนอยู่ในห้องประชุม สอบวันสุดท้ายเด็กๆ จะสอบไม่ตรงกัน จะกลับกับรถก็ต้องรอเด็กอีกชั้นสอบเสร็จหลายชั่วโมง คุณแม่ก็เลยไม่อยากให้ยัยฝนนั่งเหงาน่ะ คงไม่ว่านะถ้าจะต้องหอบน้องเข้าห้างด้วย หรือจะไปส่งที่บ้านก่อนดีล่ะ”

เพชรกล้ากรอกตาไปมาด้วยท่าทีไม่พอใจนัก เพราะไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องมีคนอื่นร่วมทางไปด้วย แม้พ่อมักจะสอนประจำว่าเด็กหญิงพิรุณญาคือบุคคลในครอบครัวของป้า ที่เขาต้องรักและเอ็นดูด้วยสักแค่ไหน แต่สำหรับเขาแล้วไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นเลย ข่าวคราวที่ไม่ค่อยจะดีนักของเด็กคนนี้ เขามักจะได้ยินพลอยไพรินผู้เป็นน้องสาวนำไปบอกเล่าให้ฟังที่บ้านเป็นประจำ

“ทำเป็นหน้าใหญ่เลี้ยงไอติมเพื่อนบ้างล่ะ เลี้ยงขนมบ้างล่ะ เจอหน้าพลอยในโรงเรียนก็ไม่คิดจะหันมามองมาพูดด้วย ทำเป็นหยิ่ง เห็นว่าป้านิรักและเอาใจเลยไม่มองพลอย แล้วเค้าก็จะคบแต่เพื่อนรวยๆ ด้วยนะพี่เพชร”

รวมทั้งอาพริ้มพราวด้วย ที่มักจะคอยไปเล่าให้ทุกคนในบ้านเขาฟังถึงความใจปั้มของ ‘ป้านิ’ ที่ทุ่มเทเงินให้ลูกเลี้ยงไม่อั้น เงินครึ่งค่อนล้านก็ถูกทุ่มให้กับโรงเรียนนี้ เพื่อให้แม่ลูกกาฝากได้เข้ามาเรียน ได้เชิดหน้าชูตาเหมือนเด็กคนอื่นๆ

“อุ๊ย! อย่าได้ริไปเตือนเชียวนะคะพี่ภา พี่พงษ์ เพราะพี่พัณไม่ฟังหรอกค่ะ ไม่รู้จะรักมันอะไรกันนักกันหนา แค่เด็กเก็บมาเลี้ยง ไม่เห็นต้องให้เรียนที่เอกชนที่ค่าแป๊ะเจี๊ยะแพงหูดับอย่างนี้เลย เสื้อผ้าของมันก็มีแต่ของดีๆ ของแบรนด์เนมทั้งนั้น อีกหน่อยถ้ามันโตมาแล้วเนรคุณพริ้มจะสมน้ำหน้าให้เข็ด เผลอๆ พอมันเป็นสาวขึ้นมาหน่อย ตาพีทนั่นล่ะจะลำบาก เห็นรักใคร่กลมเกลียวกันเหลือเกิน พี่ให้ของก็ดีใจวิ่งไปกอดบ้าง หอมแก้มบ้าง อีกหน่อยก็ได้เป็นพี่น้องหน้าท้องชนกันให้พี่พัณได้อกแตกตายแน่ๆ ไม่ชื่อคำพริ้มก็คอยดูไปเถอะ”

เขาเห็นพ่อกับแม่และน้องนั่งฟังคำอาพริ้มพราวพูดเป็นต่อยหอยจนหน้าเหรอๆ ไปตามๆ กัน ทั้งที่เขาก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับข้อสันนิฐานนี้ แต่ก็ไม่คิดจะออกความคิดเห็นใดๆ เพราะไม่ใช่หน้าที่ ถ้าไม่ชอบมากๆ เขาก็จะพาตัวไปอยู่ห่างๆ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเด็กเหลือขอก็แค่นั้น แต่วันนี้เขาจำต้องฝืนใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน

“ฝนอยากได้อะไรก็มองๆ ไว้นะ ผลสอบออกคุณแม่จะมาซื้อให้”

ตอน 3

เพชรกล้ามองพี่ชายสะกิดแขนบอกน้องสาว เมื่อเดินผ่านร้านมือถือ เพราะรู้ดีว่าน้องอยากได้ เด็กหญิงพิรุณญาทำตาลุกวาวด้วยความดีใจ เพราะเชื่อมั่นว่าผลการสอบจะออกมาตามที่ตั้งใจไว้ และของที่เฝ้าฝันว่าอยากได้มานานจะมาอยู่ในมือในอีกไม่ช้า

จึงวิ่งตรงเข้าไปในร้านแล้วดูโน่นดูนี่ แถมชี้ให้พี่ชายดูในรุ่นที่ตัวเองอยากได้ด้วยความไร้เดียงสา และไม่ได้สนใจกับราคาว่าจะกี่มากน้อยเลย และนั่นยิ่งเพิ่มความไม่ชอบใจให้เพชรกล้าเอามากๆ จนเขาต้องผละจากสองพี่น้องไปเดินดูของอีกร้านแทน

พชรได้ของที่ต้องการจนครบเพชรกล้าก็เช่นกัน ส่วนเด็กน้อยพิรุณญาได้เสื้อผ้าใหม่มาหนึ่งชุด ซึ่งเป็นของแบรนด์และราคาเหยียบพันจากการควักกระเป๋าของพี่ชายเอง ซึ่งเป็นชุดที่เด็กน้อยหมายมั่นปั้นมือว่าจะใส่วันงานเลี้ยงส่งพี่ชายไปเรียนเมืองนอก และมั่นใจว่าจะเป็นวันเลี้ยงฉลองที่ตัวเองสอบได้ที่หนึ่งติดกันเป็นปีที่สิบสองด้วยอย่างแน่นอน เพราะทำข้อสอบได้ทุกข้อ

“กินข้าวที่บ้านพี่ก่อนนะเพชรเสร็จแล้วพี่จะไปส่งเอง ป่านนี้หนิงก็คงจะรออยู่แล้วล่ะ”

พชรบอกระหว่างทางกลับ เพราะทุกครั้งที่มาบ้านป้านิ เพชรกล้าก็มักจะฝากท้องไว้ด้วยเสมอ เหมือนครั้งนี้ที่จะต้องช่วยกันแพ็คข้าวของแล้วส่งลงเรือไปล่วงหน้า ก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางพร้อมกัน อยู่อพาร์ทเม้นท์เดียวกัน ผิดตรงที่พชรจะเรียนแค่สองปีเพื่อให้จบโท

ส่วนเพชรกล้าจะเรียนอย่างน้อยก็สี่ปีเพื่อจบปริญญาตรี ถ้าติดใจก็จะต่อโทและด็อกเตอร์ให้จบในคราวเดียวกันเลย เผลอๆ ก็จะทำงานหาประสบการณ์เพิ่มเติมอีกสักสองสามปีด้วย หรือถ้าเหนือไปกว่านั้น เขาก็จะพาเมียแหม่มผมแดงๆ สักคนมาฝากพ่อกับแม่ด้วยเลย

“คุณแม่ขา! ฝนได้ชุดใหม่ด้วยค่ะ พี่พีทซื้อให้ ฝนจะเอาไว้ใส่วันงานเลี้ยงส่งพี่พีทนะคะ”

เด็กน้อยพิรุณญาลงรถได้ก็วิ่งเข้าครัวหาแม่ก่อน แล้วก็ยกชุดที่ได้มาให้ดูด้วยความดีใจ พินนิดายิ้มรับก่อนจะชื่นชมชุดลูกสาวจนหนำใจ แล้วถึงได้หันไปหา ปันนิตา ซึ่งกำลังหั่นผักอยู่ในครัวด้วย

“ฝนไหว้พี่หนิงหรือยังจ้ะ”

เด็กน้อยทำตามอย่างว่าง่าย และสาวสวยก็รีบวางผักกับมีดแล้วรับไหว้ด้วยท่าทีอ่อนหวาน พร้อมกับขอดูชุดใหม่ด้วยท่าทีตื่นเต้นกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย แม้จะไม่มีใครสังเกตเห็น แต่พัณนิดาก็รับรู้ได้ว่ามันไม่ได้ออกมาจากใจของหญิงสาวผู้อยู่ในฐานะว่าที่สะใภ้นัก แต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยอะไรออกมานอกจากยืนมองอยู่ครู่หนึ่งเท่านั้น

“เราออกไปดูพี่ๆ กันดีกว่านะว่าได้อะไรมาบ้าง เหลือผัดผักอย่างเดียวเอง”

พัณนิดาจูงลูกสาวออกมาโดยไม่ได้เอ่ยชวนว่าที่สะใภ้ เพราะหมายจะให้ช่วยสุภางค์จัดการทางครัวให้เสร็จสิ้นก่อน ทว่าสาวน้อยร่างผอมบางกลับทิ้งทุกอย่างเดินตามมาหน้าตาเฉย แล้วรีบวิ่งแซงหน้าว่าที่แม่สามีออกไปช่วยแฟนหนุ่ม หิ้วข้าวของลงจากรถเอามากองไว้ในห้องนั่งเล่นจนเสร็จ สองหนุ่มถึงกับนอนแผ่ลงกับโซฟาด้วยอาการอ่อนแรง

“ไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยมาจัดของดีกว่านะจ้ะสองหนุ่ม วันนี้มีแต่ของโปรดทั้งนั้นเลย แต่แค่เบาะๆ นะ เอาไว้วันงานเลี้ยงส่งรับรองจะมีแต่เมนูโปรดของทั้งสองคนเลย” พัณนิดารีบเสนอเมื่อเห็นทั้งคู่นอนแผ่อยู่กับโซฟา แถมก็อดขำไม่ได้

“คุณแม่ต้องทำของโปรดฝนด้วยสิคะ เพราะคุณแม่บอกว่าเป็นงานเลี้ยงที่ฝนสอบได้ที่หนึ่งติดกันสิบสองปีด้วย”

เด็กน้อยรีบทักท้วงทันที ทำเอาพชรกับแม่ต้องหันไปยิ้มให้กันด้วยความขำ สุภางค์ที่จัดโต๊ะอยู่ห้องอาหารก็พลอยขำไปด้วยเมื่อได้ยินถึงหู ผิดกับหนุ่มน้อยเพชรกล้าที่ไม่คิดจะขำด้วยสักนิด แต่เขาก็ไม่แสดงอะไรออกมา นอกจากเดินตามคนเป็นป้าไปห้องอาหารเท่านั้น และอีกคนที่รู้สึกเช่นเดียวกับเขาหรืออาจจะมากกว่านั่นคือปันนิตา ที่รู้ดีว่าแฟนหนุ่มมีน้องสาวที่ไม่ได้ร่วมสายเลือดเดียวกันมานับตั้งแค่คบหาดูใจกันแล้ว

ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยจะสู้ดีของปันนิตา ทำให้ต้องทำงานไปเรียนไปด้วยความยากลำบาก การได้พชรเป็นแฟนจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝันมาก ปันนิตาจึงไม่คิดจะปล่อยเขาให้หลุดมือไปไหน ด้วยการมอบตัวให้ตั้งแต่เรียนอยู่ปีสองแล้ว และความที่เป็นคนเรียนเก่ง จึงมีงานดีๆ ไว้รองรับตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

การไปเรียนต่อโทของพชรจึงเป็นเรื่องที่ปันนิตาไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะกลัวแฟนหนุ่มจะพบสาวใหม่จนทอดทิ้งตัวเอง ขณะเดียวกันปันนิตาก็กลัวว่าน้องสาวต่างสายเลือดของแฟนจะมาคอยแบ่งสมบัติไปด้วย ดังนั้นปันนิตาจึงต้องพยัยามพาตัวเองเข้ามาพัวพันกับครอบครัวแฟนมานานหลายปีแล้ว เพื่อให้คุ้นเคยกับว่าที่แม่สามีเอาไว้

“น้องฝนเรียนเก่งจังเลยนะคะ เหมือนพี่หนิงเลยได้ที่หนึ่งทุกปี”

พชรยิ้มรับคำแฟนสาว เพราะเห็นว่ารักและเอาอกเอาใจน้องต่างสายเลือดของเขาอย่างไม่เกี่ยงงอน ส่วนพัณนิดากับสุภางค์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กันต่างก็ยิ้มออกมาไม่แพ้กัน จะผิดก็ตรงที่ความหมายแห่งรอยยิ้มนั้นเป็นไปในอีกทิศทาง เพราะทั้งสองต่างรู้ดีว่าปันนิตาเสแสร้งแกล้งทำมากกว่าจะจริงใจ เพชรกล้าเองก็รู้สึกได้ แต่เขาไม่คิดจะสนใจเพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป

“คุณฝนนั่งนิ่งๆ สิคะ เดี๋ยวผมเปียก็ไม่สวยหรอก จะมาโทษป้าสุว่าไม่มีฝีมือไม่ได้นะคะ”

สุภางค์ที่กำลังจับกลุ่มผมดกดำและยาวสลวยเปียก้างปลาอยู่หน้ากระจกต้องเอ็ดเบาๆ เมื่อเจ้าของผมนั่งไม่เป็นสุข แถมยังทำหน้าย่นใส่กระจกเล็กน้อยด้วยความรำคาญนิดๆ วันนี้เจ้าตัวอยากปล่อยผมมากกว่าถักเปีย แต่ป้าสุไม่ยอม เพราะเห็นว่าจะเกะกะเวลานั่งเล่นเปียโนกับเพื่อนๆ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED