ตอนที่ 2
ความลับไม่มีในโลก
หลังจากฉันและน้องสาวตัวแสบ ช่วยแม่เตรียมร้านขายข้าวแกงหน้าบ้านเสร็จแล้ว ก็กลับเข้ามาทานข้าวในครัว หลังจากพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง พวกเราก็เหลือกันเพียงสามคนแม่ลูก อาศัยอยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังเก่า ๆ ในชุมชนแออัดแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวง
ภาระอันหนักอึ้งของฉันกับแม่ก็คือ ส่งเสียยัยอิงฟ้าเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง เพราะอยากให้มันได้มีสังคมดี ๆ จะได้มีอนาคตไกลกว่าการเป็นพนักงานบัญชีต๊อกต๋อย และแม่ค้าขายข้าวแกงอย่างพวกเราในตอนนี้
แม่หวังอยากให้ฉันมีสามีรวย ๆ เพื่อจะได้มาช่วยพยุงฐานะทางบ้าน ส่วนสิ่งที่แม่หวังกับ ‘อิงฟ้า’ ก็คืออยากให้มันเรียนสูง ๆ จะได้ทำงานดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ ช่างต่างกันลิบลับเลยทีเดียว
“เรียนเป็นไงบ้างยะตอนนี้” ฉันเอ่ยถามน้องสาวขณะนั่งทานข้าวต้มอยู่ในครัว
“ก็ดี” มันตอบสั้น ๆ อย่างไม่ใส่ใจฉันเลยสักนิด เอาแต่จ้องหน้าจอมือถืออยู่นั่นล่ะ
“ถ้าเกรดไม่ถึงสามฉันจะให้แกกลับมาเรียนโรงเรียนวัดคอยดู”
“ถึงอยู่แล้วน่า อย่างฉันเก่งกว่าพี่ตั้งหลายเท่า ไม่ต้องห่วงหรอก”
“แล้วโทรศัพท์น่ะอย่าเล่นให้มันมากนัก”
“พี่ไม่ต้องมายุ่งกับฉันหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ถ้าหาผัวรวย ๆ มาเป็นลูกเขยแม่ไม่ได้มีหวังโดนเชือดแน่” ทำไมมันพูดแทงใจดำฉันอย่างนี้เนี่ย อิน้องเลว! ทำเอาซะเถียงไม่ออก
“หาได้อยู่แล้วย่ะระดับนี้”
“แหม ๆ ๆ ดูตัวเองหน่อยสิแต่งตัวก็เชย หน้าก็จืดชืดอย่างนี้ผู้ชายที่ไหนเขาจะมาชอบ อย่าฝันถึงผู้ชายรวย ๆ เลยแค่แฟนสักคนพี่ยังไม่มีเลย ถ้าไม่อยากขึ้นคานฉันแนะนำให้พี่เปลี่ยนตัวเองใหม่ ก่อนที่อะไรมันจะสายไป” พูดจบมันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หยิบมือถือแล้วเดินออกไป ปล่อยให้ฉันนั่งเอ๋อแดกอยู่คนเดียว
“ไม่สวยตรงไหนเนี่ย” ฉันพูดกับตัวเองเบา ๆ พลางจ้องมองดูตัวเองแล้วยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
ก่อนออกไปทำงานในทุก ๆ วันไม่ลืมที่จะไหว้ผู้หญิงคนนี้ ‘คุณนายพิมวดี’ หรือที่ลูกค้าเรียกเจ้พิม นางมีความฝันอยากเป็นคุณนายนั่งนับเงินกับเขาบ้าง เพราะอาศัยในบ้านไม้หลังเก่า ๆ นี้มาเกือบทั้งชีวิต
“หนูไปทำงานแล้วนะจ๊ะแม่” ฉันเอ่ยพร้อมกับยกมือไหว้ ในขณะที่แม่กำลังนั่งรอลูกค้าอยู่หน้าร้าน
“เออ ๆ โชคดีมีชัย รีบหาผัวรวย ๆ มาให้ฉันได้ชื่นใจเร็ว ๆ ทำงานงก ๆ จนเหงื่อท่วมตัวหมดแล้วเนี่ย” นี่คือคำอวยพรในทุก ๆ วันที่ฉันได้รับจากแม่ คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงได้กล้าเข้าไปอ่อยบอสถึงในห้อง
“เลิกกดดันหนูแบบนี้สักทีเถอะแม่”
“ฉันจะพูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าแกจะหาลูกเขยรวย ๆ มาให้ฉันได้ ถ้าแกไม่อยากได้ยินก็รีบหามาซะฉันจะได้เลิกขายข้าวแกงซะที”
“หนูไม่พูดกับแม่แล้วไปล่ะ”
ฉันรีบเดินสะพายกระเป๋าออกมาจากหน้าบ้าน เพื่อเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน ต้องนั่งรถสองต่อกว่าจะถึงบริษัท บางทีมันก็เบื่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน วนเวียนอยู่อย่างนี้ทุกวันแทบไม่มีเวลาให้กับตัวเองเลยสักนิด
ชีวิตในเมืองหลวงช่างมีแต่ความวุ่นวายแท้ แต่ฉันก็ชินซะแล้วล่ะเพราะเจออย่างนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต เวลารถเมล์มาทีก็ต้องแย่งกันขึ้น ผู้โดยสารบนรถแน่นไม่ต่างจากปลากระป๋อง ส่วนคนที่แพ้อย่างฉันก็ต้องยืนรอรถคันต่อไปอย่างเซ็ง ๆ
“จะทันสแกนนิ้วไหมเนี่ย” ฉันยืนร้อนใจอยู่ป้ายรถเมล์ จ้องมองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออยู่บ่อยครั้ง ปกติแล้วหากได้ขึ้นรถรอบนี้จะไปทันเวลาเข้างาน แต่ทว่าวันนี้คนเยอะผิดปกติ จนขึ้นไม่ทันจึงต้องรอคันต่อไปซึ่งไม่รู้ว่าจะมาอีกตอนไหนน่ะสิ
แป๊นๆ
จู่ ๆ รถหรูสัญชาติยุโรปก็ขับมาจอดเทียบริมฟุตบาทตรงหน้า ฉันขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัยรู้สึกคุ้น ๆ กับรถสีดำคันนี้ซะเหลือเกิน แต่พออีกฝ่ายลดกระจกลงมาทุกอย่างก็ถูกเฉลย เป็นบอสสุดหล่อของฉันนั่นเอง กรี๊ดดดด!!!
“สวัสดีค่ะบอส” ฉันยกมือไหว้ส่งยิ้มทักทายเมื่อรู้ว่าเป็นเขา หัวใจเต้นแรงตึกตักตื่นเต้นมากเหลือเกิน เพราะกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาจะรับขึ้นรถไปทำงานด้วย
“เธอมารอที่ป้ายนี้ทุกวันเลยเหรอ” เขาถามหน้านิ่ง
“ค่ะบอส” ฉันยังคงยิ้มอย่างมีความหวัง พยักหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เขาเอ่ยปากชวนขึ้นไปนั่งบนรถด้วยกัน
“ไปให้ทันเวลาล่ะเดี๋ยวจะสายเอา” พูดจบเขาก็ปิดกระจกรถแล้วขับออกไป
เพล้ง!!!!
ฉันรู้สึกหน้าแตกเป็นร้อยล้านชิ้น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ โลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว มีเสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างดังระงม
“ไม่มีน้ำใจเอาซะเลย ถ้าไม่ติดว่าหล่อรวยฉันจะด่าซะให้เข็ด”
ฉันถอนหายใจเสียงดังหลายครั้งติดต่อกันอย่างอารมณ์เสีย จากนั้นจึงโบกแท็กซี่เพราะกลัวว่าจะเข้างานสายจนเสียเบี้ยขยันอีก ยิ่งโดนแกล้งอย่างนี้ฉันยิ่งจะหาทางจับบอสให้ได้เลยคอยดู
@ บริษัท Elvira Cosmetic
มาถึงบริษัทแล้วฉันก็เห็นเขากำลังยืนคุยกับหมิว เธอเป็นสาวสวยประชาสัมพันธ์ของบริษัท เนื้อหอมมากจนผู้ชายเกือบทั้งบริษัทต่างก็วิ่งกรูเข้ามารุมจีบ และเธอนั่นเองคือคู่แข่งที่น่ากลัวของฉัน เพราะได้ยินข่าวว่านางเองก็กำลังตะล่อม ๆ บอสด้วยอีกคน
“วันนี้บอสจะออกไปทำธุระข้างนอกไหมคะ”
“ไม่นะ...ทำไมเหรอ”
“พอดีหนูมีเรื่องจะปรึกษานะค่ะ ถ้าบอสอยู่ห้องหนูจะได้ขึ้นไปหา”
“ก็ขึ้นไปสิ ฉันไปล่ะ”
“ค่ะบอส”
นั่นคือบทสนทนาระหว่างบอสและหมิว ซึ่งฉันแอบซุ่มฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง รอให้คนทั้งสองแยกย้ายกันแล้ว จึงออกจากที่มืดรีบวิ่งแจ้นไปยังเครื่องสแกนนิ้ว
เจ็ดโมงห้าสิบเก้านาที สี่สิบวินาที...
ตี๊ด!
“เฮ้อ!! นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว” เมื่อสแกนนิ้วได้ทันเวลาฉันจึงหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย
“อ้าว! ฉันนึกว่าเธอจะมาไม่ทันซะอีก” เขามาอยู่ข้างหลังตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
“บอส!”
“โทษทีนะที่ฉันไม่ได้รับเธอมาด้วย เห็นว่าชอบนั่งรถเมล์เลยกลัวว่าจะรู้สึกอึดอัด” เขาเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้ากวน ๆ ราวกับเมื่อเช้ามันเป็นแค่เรื่องขำขันเท่านั้นเอง
“ไม่เป็นไรค่ะ ถึงชวนหนูก็ไม่ไปด้วยหรอกเพราะถ้าได้นั่งใกล้บอสขนาดนั้น คงใจละลายตายอย่างสงบศพสีชมพูแน่ ๆ” ฉันส่งยิ้มให้บอสเหมือนไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรเลย แต่ทว่าในใจกลับมีแต่คำก่นด่า
“สรุปที่เธอบอกว่าชอบฉันเมื่อวานไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม”
“ทำไมบอสคิดว่าหนูพูดเล่นล่ะคะ”
“ก็ดูจากสภาพเธอแล้วมันไม่น่าใช่ไง ฉันเข้าใจนะว่าผู้หญิงส่วนมากในบริษัทอยากจะเป็นแฟนกับคนหล่อ ๆ รวย ๆ อย่างฉัน แต่ฉันเข้าใจว่าเธอเป็นคนเรียบร้อยมาตลอด ไม่นึกว่าจะกล้าทำถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นอย่างหมิวมันก็น่าจะพอมีลุ้นหน่อย” เขาแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับฉันเป็นตัวตลกซะอย่างนั้น
“หมิวสวยกว่าหนูมากขนาดนั้นเลยเหรอคะบอส”
“ห๊ะ! เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไงกัน ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีผู้หญิงมั่นหน้าอย่างนี้บนโลกด้วย เอาเป็นว่าขึ้นไปทำงานเถอะฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอแล้ว” เขาปัดมือไล่ฉันราวกับเป็นตัวอะไรสักอย่าง จากนั้นจึงเดินนำหน้าขึ้นไปก่อน
“มั่นหน้าตรงไหนเนี่ย ฉันก็สวยในแบบของฉันนี่นา” ฉันเอ่ยออกมาเบา ๆ จากนั้นจึงเดินตามหลังบอสสุดหล่อขึ้นไปที่ออฟฟิศชั้นสอง
ตอนที่ 3
ฉันจะจัดให้
เวลา 12.00 น. @โรงอาหาร
เมื่อถึงเวลาทานมื้อเที่ยงฉันกับพรรคพวกในแผนก ต่างก็เดินเกาะกลุ่มมายังโรงอาหารของบริษัท พนักงานที่นี่มีหลายร้อยชีวิต ทำให้ตอนเที่ยง ๆ อย่างนี้มีผู้คนพลุกพล่านมากเป็นพิเศษ
โต๊ะนั่งทานข้าวเต็มพื้นที่ถูกจับจองไว้จนเกือบหมด แต่ทว่าที่ประจำของพวกเราทั้งห้าชีวิตซึ่งประกอบไปด้วย พี่นุช พี่ต๋อย พี่ออย พี่เมย์ และคนสุดท้ายก็คือฉันเอง ยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่มีใครจับจอง
“ยัยดาวแกรู้สึกแปลก ๆ ไหม” เมื่อนั่งลงที่โต๊ะแล้วพี่นุชก็ชะโงกหน้า มาเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าสงสัย มองซ้ายมองขวาเพื่อสังเกตพฤติกรรมคนรอบตัว
“หนูก็คิดว่ามันแปลก ๆ ตั้งแต่เดินมาแล้วอ่ะพี่” ที่เป็นอย่างนั้นเพราะพนักงานคนอื่น ๆ ต่างก็มองมาที่ฉันแล้วหัวเราะคิกคัก สนทนากันแล้วมองมาราวกับกำลังนินทาว่าร้ายซะอย่างนั้น
“ฉันนึกว่าคิดไปเองคนเดียวซะอีก” พี่ต๋อยเอ่ยสมทบอีกคน
“แกไปทำอะไรไว้หรือเปล่ายัยดาว คนถึงได้มองทั้งบริษัทอย่างนี้” พี่เมย์เอ่ยถาม
“เปล่านะพี่วัน ๆ หนูก็อยู่แค่ในแผนกพวกพี่ก็เห็นนี่นา”
“เออ...ก็ใช่นะ” พี่เมย์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดฉัน
“ช่างเถอะเดี๋ยวก็รู้เองล่ะไปซื้อข้าวกันเถอะ” พี่ออยว่า
จากนั้นเราทั้งหมดก็เดินไปเลือกซื้ออาหาร ในระหว่างยืนรอเข้าคิวอยู่นั้น ก็มีสาว ๆ กลุ่มที่ยืนข้างหลังซุบซิบเสียงเบาแต่ทว่าฉันกลับได้ยินถนัดหู
“สภาพอย่างนี้นะกล้าไปบอกชอบบอส”
“ฉันก็ว่างั้นล่ะ ฉันสวยกว่าตั้งเยอะยังไม่มั่นหน้าขนาดนั้นเลย”
“ยังโชคดีที่ไม่โดนไล่ออก”
ได้ยินอย่างนั้นฉันก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ คนทั้งบริษัทรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน เพราะตอนนั้นก็มีแค่ฉันกับเขาเพียงสองคนที่อยู่ในห้อง ถ้าจะมีใครเป็นคนพูดคงไม่พ้นบอสแน่นอน เขาทำอย่างนี้ทำไม หรือต้องการแกล้งให้ฉันอับอายขายขี้หน้าจนอยู่ไม่ได้งั้นเหรอ คิดจะบีบให้ฉันลาออกทางอ้อมสินะ
ไม่มีทาง!
ฉันหันขวับกลับไปมองผู้หญิงพวกนั้นด้วยสายตาดันดุดัน เจ้าหล่อนทั้งหลายปิดปากเงียบสนิท ลอยหน้าลอยตาหันไปมองทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ด้านได้อายอดเคยได้ยินคำนี้ไหม”
หลายคนอาจจะมองว่าฉันเป็นผู้หญิงเรียบร้อย แต่ทว่าพอได้โมโหแล้วกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันเป็นพวกไม่ยอมคน อยากได้อะไรก็ต้องได้ ซึ่งมันขัดกับบุคลิกที่คนอื่น ๆ มองมา แต่ถ้าคิดแล้วก็คงไม่แปลกที่คนอื่นจะมองฉันแบบนั้น
ฉันถือจานข้าวมานั่งทำหน้างองุ้มที่โต๊ะตัวเดิม พวกพี่ ๆ ต่างก็จ้องมองมาราวกับมีคำถามมากมายในใจ
“หนูรู้แล้วว่าเรื่องอะไร”
“เรื่องอะไรว่ามาเร็ว ๆ พวกฉันรอฟังอยู่” พี่นุชเจ้าเก่าชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ราวกับอยากฟังซะเต็มประดา
“เมื่อวานที่พี่นุชให้หนูเอาเอกสารไปให้บอส หนู...บอกชอบเขาด้วยอ่ะ” ฉันสารภาพให้ทุกคนฟัง แม้ว่าพวกนางจะรู้อยู่แล้วว่าฉันชอบบอส แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะใจกล้าถึงขนาดนี้
“ห๊ะ! / ห๊ะ! / ห๊ะ! / ห๊ะ!”
สาวโสดทั้งสี่อุทานขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“เบา ๆ สิคะคนมองกันใหญ่แล้ว”
“อย่างนี้สิน้องฉันรุกให้เต็มที่เลย ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” หลังจากปรับสภาพสีหน้าได้แล้วพี่นุชก็นำทีมยกนิ้วให้ฉัน ยกย่องให้กับความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว (ที่ค่อนข้างจะบ้าบิ่น)
“หนูทำดีแล้วใช่ไหมคะ”
“แน่นอนใครจะว่ายังไงก็ช่างอย่าได้สน เพราะพวกหล่อน ๆ เองก็อยากได้บอสจนตัวสั่นเหมือนกันนั่นล่ะ” พี่ต๋อยสนับสนุนอย่างเต็มที่
“แกต้องเป็นตัวแทนลบล้างคำสาปของสาวบัญชีนะ ห้ามขึ้นคานเด็ดขาด!” พี่นุชผู้จัดการเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง
“ค่ะ...ยิ่งได้เสียงสนับสนุนจากพวกพี่หนูยิ่งมีแรงฮึดสู้ แต่ว่า...”
“แต่อะไรยะยัยดาว” พี่เมย์ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย
“ทำไมบอสต้องเอาเรื่องนี้มาประจานหนูด้วยอ่ะ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ เขาเกลียดหนูถึงขั้นนี้เลยเหรอ”
“แกแน่ใจนะว่าบอสเป็นคนทำ”
“ถ้าไม่ใช่บอสจะใครล่ะคะ ก็วันนั้นมีหนูกับเขาอยู่ในห้องแค่สองคน”
“คนอย่างบอสเนี่ยนะจะมาเล่นอะไรบ้า ๆ อย่างนี้ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย” สีหน้าของพี่นุชดูก็รู้ว่าไม่มีทางเชื่อ ว่าเรื่องพวกนี้จะออกมาจากปากบอส แต่ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ
“แต่หนูมั่นใจว่าต้องเป็นบอส พี่นุชคิดว่าหนูจะเป็นคนพูดเองเหรอคะมันเป็นไปไม่ได้”
“ก็จริงของแกอ่ะ แต่ก็ช่างมันเถอะรีบกินดีกว่ากับข้าวเย็นหมดแล้ว”
ฉันนั่งทานข้าวไปในหัวก็คิดเรื่องบอสไปด้วย ฉันมั่นใจว่าต้องเป็นเขาแน่นอน ยืนยัน นอนยัน นั่งยัน ไม่มีทางผิดไปจากนี้แน่นอน และฉันต้องถามให้รู้เรื่องว่าเขาทำไปทำไมกัน
เลิกงานแล้วฉันก็รีบเก็บของเข้ากระเป๋าแล้วเดินลงไปที่โรงจอดรถ วันนี้จะต้องหาทางคุยกับบอสให้รู้เรื่องให้ได้ว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม แต่อีกหนึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อจะได้อยู่ใกล้เขา มันคือหนึ่งในแผนตีสนิทกับเจ้านายสุดหล่อนั่นเอง
ฉันแอบซุ่มอยู่ข้างรถบอส เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปิดประตูรถแล้วจึงรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งฝั่งข้างคนขับทันที โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น
“เฮ๊ย! เธอเข้ามานั่งในรถฉันทำไมเนี่ย” เมื่อเห็นฉันเขาก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ จู่ ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมานั่งในรถด้วยก็คงจะตกใจเป็นธรรมดา
“หนูมีเรื่องจะคุยกับบอสค่ะ” ฉันไม่ยอมลงจากรถแถมยังคาดเข็มขัดนิรภัยอีกด้วย
เขาชักสีหน้าใส่จ้องเขม็งมาราวกับต้องการขับไล่ฉันซะเต็มประดา
“ลง-ไป-เดี๋ยว-นี้ มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ ฉันไม่ได้ใจดีตลอดหรอกนะ” เขาเอ่ยเสียงเข้มเพื่อกดดันให้ฉันลงไป
“ก็หนูบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับบอสยังไงล่ะคะ หนูไม่ลงจนกว่าจะได้คุยให้รู้เรื่อง”
“ฉันไม่เคยพบเคยเจอผู้หญิงหน้าด้านอย่างเธอมาก่อนเลย ไม่ลงใช่ไหมเดี๋ยวได้เห็นดีกัน”
สีหน้าของบอสดูน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นเขาก็เร่งเครื่องเสียงดังก่อนจะขับออกไปจากรั้วบริษัท
ฉันได้แต่นั่งเงียบอยู่อย่างนั้นยังไม่กล้าเอ่ยอะไร เพราะกลัวว่าจะไปกระตุกต่อมโมโหเขาให้ปะทุขึ้นอีก กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ เขาขับรถด้วยความเร็วราวกับกำลังแข่งในสนามก็ไม่ปาน
“บอสลดความเร็วหน่อยได้ไหมคะหนูกลัว” ฉันนั่งหลับตาพนมมือภาวนาในใจขออย่าให้รถไปชนกับอะไรเลย
“อยากนั่งนักไม่ใช่เหรอฉันจะจัดให้” เขายังไม่ยอมลดดีกรีความโมโหร้ายลงเลยสักนิด นี่ฉันทำเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ตั้งใจจะมาอ่อยกลายเป็นว่ามายั่วโมโหเขาซะงั้น
“หนูลงก็ได้ค่ะจะ...จอดให้หนูเถอะนะ” ฉันพยายามเอ่ยขอร้องเขา ขับรถเร็วขนาดนี้ใครไม่กลัวก็บ้าแล้ว
“อ้าว! กลัวเป็นด้วยเหรอ จำเอาไว้ว่าคราวหลังอย่ามาถือวิสาสะปฏิบัติตัวอย่างนี้กับฉันอีกหึ ๆ”
เอี๊ยดดดด!!!
ปึก!
“โอ๊ยยย!!!! จะจอดทำไม่บอกกันก่อนเนี่ย”