ตอน 1

ตอนที่ 1

แกมันบ้าไปแล้ว

ฉันเชื่อว่าผู้หญิงหลายๆ คนคงอยากจะมีแฟนหล่อๆ รวยๆ กันทั้งนั้น แต่น้อยนักน้อยหนาที่จะได้ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างนั้นมาครอบครองได้ นอกเสียจากว่าเธอคนนั้นจะมีความสวยโดนเด่นกว่าผู้หญิงทั่วไป และคุณสมบัติพวกนั้นมันไม่มีในตัวฉันเลยสักนิดน่ะสิ

สวัสดีค่ะฉันชื่อ ‘อิงดาว’ อายุ 23 ปี เป็นพนักงานบัญชีตัวเล็กๆ ในบริษัทผลิตเครื่องสำอางอันดับหนึ่งของประเทศ ที่มีความคิดอยากจะจับบอสสุดหล่อของบริษัทไม่ต่างจากพนักงานสาวคนอื่นๆ แต่ทว่าความจริงแล้วฉันเป็นแค่ผู้หญิงเชยๆ ไม่มีจุดเด่นอะไรเลย สวมแว่นหนาเตอะ ทรงผมเชยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ละความพยายามในการทำคะแนนมัดใจบอส

เขาคนนั้นชื่อ ‘ติณณภพ’ อายุ 32 ปี เป็นหนุ่มสุดฮอตที่สุดในบริษัทนี้ และนั่งเก้าอี้เป็นประธานบริษัทอีกด้วย แม้ว่าเขาจะเป็นคนหน้าดูหยิ่งๆ แต่ทว่านั่นกลับเป็นจุดขายที่ทำให้สาวเล็กสาวใหญ่ยิ่งคลั่งไคล้เข้าไปใหญ่ ในชั่วโมงที่การแข่งขันสูงขนาดนี้ฉันจะทำยังไงดีนะ เพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับชัยชนะและอยู่ในสายตาเขาบ้าง

“ดาว! ดาว! ยัยดาววว!!!”

“ห๊ะ! มีอะไรคะพี่นุช” ฉันนั่งเหม่อลอยคิดถึงแต่ใบหน้าของบอสสุดหล่อ จนลืมไปเลยว่าตอนนี้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน และตอนนี้พี่นุชผู้จัดการสุดแสนจะใจดีกำลังเอ่ยเรียกฉันอยู่

“นั่งเหม่ออะไรยะ”

“ปะ...เปล่าคะพี่ มีอะไรจะให้หนูทำหรือเปล่าคะ”

“เอาเอกสารนี้ไปให้บอสหน่อยสิ ได้เห็นหน้าบอสแกจะได้ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้าง” พี่นุชยื่นเอกสารให้ฉันพร้อมกับรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่าฉันอยากจะเข้าไปในห้องนั้นมากแค่ไหน

“ค่ะพี่นุช” ฉันส่งยิ้มให้พี่นุช

“ในแผนกเราก็มีแต่แกนี่ล่ะที่พอจะเป็นหน้าเป็นตาสู้กับแผนกอื่นได้บ้าง ถ้าแกได้เป็นแฟนกับบอสฉันจะรำฉุยฉายที่ศาลพระพรหมหน้าบริษัทเลยล่ะ” พี่นุชขาจะพูดอะไรก็ดูหน้าตาน้องด้วย คนอย่างบอสน่ะเหรอจะมาสนใจหนู

แม้ว่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่จืดชืดไม่มีรสชาติ แต่ทว่าในแผนกบัญชีกลับมีแต่สาวโสดวัยสี่สิบอัพกันทั้งนั้น และฉันคิดว่าตัวเองคงจะตามรอยพวกพี่ๆ แน่นอนหากไม่ได้ลงเอยกับบอส

“หนูก็อยากเป็นนะพี่นุชแต่ดูสภาพหนูสิจะสู้ใครได้”

“บางทีบอสอาจจะชอบของแปลกเหมือนแกก็ได้นะ”

“พี่นุชอ่ะ จะด่าหรือให้กำลังใจหนูกันแน่เนี่ย”

“ให้กำลังใจสิจ๊ะ รีบไปเถอะเดี๋ยวบอสจะรอนาน”

“ค่ะพี่”

ก่อนจะเข้าไปในห้องบอสฉันแวะไปห้องน้ำเพื่อเช็กความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม ปลดกระดุมเม็ดบนสุดให้เห็นร่องอก ขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ จากนั้นจึงเดินออกไป

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

ฉันเคาะประตูห้องด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ จากนั้นจึงเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ แม้ว่าจะเห็นหน้าหล่อๆ ของบอสแทบทุกวัน แต่ทว่าได้เข้ามาห้องนี้ทีไรกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก กลัวว่าจะทำอะไรเปิ่นๆ ออกมา ทำให้เขาไม่ชอบขี้หน้าน่ะสิ

“ขออนุญาตค่ะบอส”

เมื่อได้ยินเสียงฉันเขาก็เงยหน้าขึ้นมามอง สายตาคมคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่ฉันอย่างไม่พอใจเล็กน้อย จ้องหน้าราวกับมีเรื่องตำหนิติเตียน

“มีอะไร?” น้ำเสียงสั้นห้วนเอ่ยถามอย่างไม่เป็นมิตร

“พี่นุชให้หนูเอาเอกสารมาให้ค่ะ” ฉันเอ่ยพลางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานเขา ยื่นเอกสารวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะโน้มตัวก้มลงไปเล็กน้อยเพื่ออ่อยเขา มันน่าอายใช่ไหมล่ะที่ต้องมาทำอย่างนี้ แต่ร้อยทั้งร้อยผู้ชายต้องอยากเห็นเนินอกผู้หญิงแน่นอน...ฉันมั่นใจว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น

“เธอเป็นอะไรทำตัวแปลกๆ แล้วทำไมไม่ปิดกระดุมเม็ดบนสุดล่ะ ฉันอุจาดลูกตา” บอสขมวดคิ้วแล้วเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้า ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจฉันเลยสักนิด

“เอ่อ...ขอโทษค่ะที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย” ฉันทำหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยินอย่างนั้น ยกมือขึ้นมาปิดกระดุมอย่างเร่งรีบ คนบ้าอะไรไม่สนใจแล้วจะยังพูดให้ฉันอับอายอีก ถ้าไม่เห็นว่าหล่อและรวยฉันไม่พยายามอย่างนี้หรอก

“มีอะไรอีกไหม?”

“มะ...ไม่มีค่ะ”

“ถ้าไม่มีก็รีบออกไปซะทีฉันจะทำงานต่อ” เขาเอ่ยปากไล่ฉันอย่างไม่ยี่หระ แต่ไม่เป็นไรหรอกเพราะฉันจะสู้ค่ะ...สู้เพื่อให้แม่มีลูกเขยรวยๆ สมใจอยาก

“ค่ะบอส” ฉันก้มหน้าจะเดินออกไป แต่ในใจกลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าไม่ทำคะแนนตั้งแต่ตอนนี้ก็คงโดนคนอื่นแซงหน้าไปแน่

เดินไปได้แค่สองสามก้าวฉันก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมามองหน้าเขาอีกครั้ง

“มีอะไรอีก?” เขาชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ คนบ้าอะไรแม้จะทำหน้าบูดบึ้งแค่ไหนก็ยังหล่อ

“คือ...หนูชอบบอสค่ะ” ฉันหลับตาพูดกับเขาเสียงดัง

ฉันจะโดนไล่ออกไหมเนี่ย...

บอสแค่นยิ้มส่ายหน้าเบาๆ ราวกับต้องการหัวเราะเยาะฉันซะอย่างนั้น

“เธอมีดีอะไรถึงกล้ามาบอกชอบฉันยัยบื้อ ขนาดสวยกว่านี้ฉันยังไม่สนใจเลย” เขาเอ่ยกับฉันอย่างไม่ยี่หระ

ใช่สิ! ฉันไม่ได้สวยเหมือนใครๆ แต่งตัวก็เชยแล้วอย่างนี้จะไปสู้ใครได้ล่ะ

“นะ...หนูจะทำให้บอสรู้เองค่ะ ว่าหนูก็มีดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน”

“อือฮึ...โอเคๆ ฉันจะรอดูว่าเธอมีดีอะไรบ้าง ขอบใจละกันที่ทำให้ฉันยิ้มได้ มันเป็นเรื่องตลกที่สุดของวันนี้เลยล่ะ” เขาหัวเราะอย่างพอใจจากนั้นจึงก้มหน้าอ่านเอกสารที่ฉันเพิ่งจะให้ไป

“คอยดูละกันค่ะบอส”

พูดจบฉันก็รีบเดินออกมาจากห้องโดยเร็ว ตรงไปยังห้องน้ำแล้วล็อกห้องไว้ นั่งลงบนชักโครกก่อนจะเอามือปิดหน้าอันร้อนผ่าวจนแดงก่ำไปหมด ฉันไม่เคยอายมากเท่านี้มาก่อนเลย คงไม่มีใครเชื่อว่าผู้หญิงที่เฉิ่มอย่างฉันจะกล้าไปบอกรักผู้ชายก่อน

“แกมันบ้าไปแล้วยัยดาว” ฉันบ่นให้ตัวเองเบาๆ

แต่ทว่าเมื่อนึกถึงคำพูดของเขากลับทำให้ฉันมีแรงฮึดสู้มากขึ้นไปอีก ฉันต้องเอาชนะใจเขาให้ได้ในสักวัน...

ตอน 2

ตอนที่ 2

ความลับไม่มีในโลก

หลังจากฉันและน้องสาวตัวแสบ ช่วยแม่เตรียมร้านขายข้าวแกงหน้าบ้านเสร็จแล้ว ก็กลับเข้ามาทานข้าวในครัว หลังจากพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง พวกเราก็เหลือกันเพียงสามคนแม่ลูก อาศัยอยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังเก่า ๆ ในชุมชนแออัดแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวง

ภาระอันหนักอึ้งของฉันกับแม่ก็คือ ส่งเสียยัยอิงฟ้าเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง เพราะอยากให้มันได้มีสังคมดี ๆ จะได้มีอนาคตไกลกว่าการเป็นพนักงานบัญชีต๊อกต๋อย และแม่ค้าขายข้าวแกงอย่างพวกเราในตอนนี้

แม่หวังอยากให้ฉันมีสามีรวย ๆ เพื่อจะได้มาช่วยพยุงฐานะทางบ้าน ส่วนสิ่งที่แม่หวังกับ ‘อิงฟ้า’ ก็คืออยากให้มันเรียนสูง ๆ จะได้ทำงานดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ ช่างต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

“เรียนเป็นไงบ้างยะตอนนี้” ฉันเอ่ยถามน้องสาวขณะนั่งทานข้าวต้มอยู่ในครัว

“ก็ดี” มันตอบสั้น ๆ อย่างไม่ใส่ใจฉันเลยสักนิด เอาแต่จ้องหน้าจอมือถืออยู่นั่นล่ะ

“ถ้าเกรดไม่ถึงสามฉันจะให้แกกลับมาเรียนโรงเรียนวัดคอยดู”

“ถึงอยู่แล้วน่า อย่างฉันเก่งกว่าพี่ตั้งหลายเท่า ไม่ต้องห่วงหรอก”

“แล้วโทรศัพท์น่ะอย่าเล่นให้มันมากนัก”

“พี่ไม่ต้องมายุ่งกับฉันหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ถ้าหาผัวรวย ๆ มาเป็นลูกเขยแม่ไม่ได้มีหวังโดนเชือดแน่” ทำไมมันพูดแทงใจดำฉันอย่างนี้เนี่ย อิน้องเลว! ทำเอาซะเถียงไม่ออก

“หาได้อยู่แล้วย่ะระดับนี้”

“แหม ๆ ๆ ดูตัวเองหน่อยสิแต่งตัวก็เชย หน้าก็จืดชืดอย่างนี้ผู้ชายที่ไหนเขาจะมาชอบ อย่าฝันถึงผู้ชายรวย ๆ เลยแค่แฟนสักคนพี่ยังไม่มีเลย ถ้าไม่อยากขึ้นคานฉันแนะนำให้พี่เปลี่ยนตัวเองใหม่ ก่อนที่อะไรมันจะสายไป” พูดจบมันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หยิบมือถือแล้วเดินออกไป ปล่อยให้ฉันนั่งเอ๋อแดกอยู่คนเดียว

“ไม่สวยตรงไหนเนี่ย” ฉันพูดกับตัวเองเบา ๆ พลางจ้องมองดูตัวเองแล้วยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

ก่อนออกไปทำงานในทุก ๆ วันไม่ลืมที่จะไหว้ผู้หญิงคนนี้ ‘คุณนายพิมวดี’ หรือที่ลูกค้าเรียกเจ้พิม นางมีความฝันอยากเป็นคุณนายนั่งนับเงินกับเขาบ้าง เพราะอาศัยในบ้านไม้หลังเก่า ๆ นี้มาเกือบทั้งชีวิต

“หนูไปทำงานแล้วนะจ๊ะแม่” ฉันเอ่ยพร้อมกับยกมือไหว้ ในขณะที่แม่กำลังนั่งรอลูกค้าอยู่หน้าร้าน

“เออ ๆ โชคดีมีชัย รีบหาผัวรวย ๆ มาให้ฉันได้ชื่นใจเร็ว ๆ ทำงานงก ๆ จนเหงื่อท่วมตัวหมดแล้วเนี่ย” นี่คือคำอวยพรในทุก ๆ วันที่ฉันได้รับจากแม่ คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงได้กล้าเข้าไปอ่อยบอสถึงในห้อง

“เลิกกดดันหนูแบบนี้สักทีเถอะแม่”

“ฉันจะพูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าแกจะหาลูกเขยรวย ๆ มาให้ฉันได้ ถ้าแกไม่อยากได้ยินก็รีบหามาซะฉันจะได้เลิกขายข้าวแกงซะที”

“หนูไม่พูดกับแม่แล้วไปล่ะ”

ฉันรีบเดินสะพายกระเป๋าออกมาจากหน้าบ้าน เพื่อเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน ต้องนั่งรถสองต่อกว่าจะถึงบริษัท บางทีมันก็เบื่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน วนเวียนอยู่อย่างนี้ทุกวันแทบไม่มีเวลาให้กับตัวเองเลยสักนิด

ชีวิตในเมืองหลวงช่างมีแต่ความวุ่นวายแท้ แต่ฉันก็ชินซะแล้วล่ะเพราะเจออย่างนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต เวลารถเมล์มาทีก็ต้องแย่งกันขึ้น ผู้โดยสารบนรถแน่นไม่ต่างจากปลากระป๋อง ส่วนคนที่แพ้อย่างฉันก็ต้องยืนรอรถคันต่อไปอย่างเซ็ง ๆ

“จะทันสแกนนิ้วไหมเนี่ย” ฉันยืนร้อนใจอยู่ป้ายรถเมล์ จ้องมองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออยู่บ่อยครั้ง ปกติแล้วหากได้ขึ้นรถรอบนี้จะไปทันเวลาเข้างาน แต่ทว่าวันนี้คนเยอะผิดปกติ จนขึ้นไม่ทันจึงต้องรอคันต่อไปซึ่งไม่รู้ว่าจะมาอีกตอนไหนน่ะสิ

แป๊นๆ

จู่ ๆ รถหรูสัญชาติยุโรปก็ขับมาจอดเทียบริมฟุตบาทตรงหน้า ฉันขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัยรู้สึกคุ้น ๆ กับรถสีดำคันนี้ซะเหลือเกิน แต่พออีกฝ่ายลดกระจกลงมาทุกอย่างก็ถูกเฉลย เป็นบอสสุดหล่อของฉันนั่นเอง กรี๊ดดดด!!!

“สวัสดีค่ะบอส” ฉันยกมือไหว้ส่งยิ้มทักทายเมื่อรู้ว่าเป็นเขา หัวใจเต้นแรงตึกตักตื่นเต้นมากเหลือเกิน เพราะกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาจะรับขึ้นรถไปทำงานด้วย

“เธอมารอที่ป้ายนี้ทุกวันเลยเหรอ” เขาถามหน้านิ่ง

“ค่ะบอส” ฉันยังคงยิ้มอย่างมีความหวัง พยักหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เขาเอ่ยปากชวนขึ้นไปนั่งบนรถด้วยกัน

“ไปให้ทันเวลาล่ะเดี๋ยวจะสายเอา” พูดจบเขาก็ปิดกระจกรถแล้วขับออกไป

เพล้ง!!!!

ฉันรู้สึกหน้าแตกเป็นร้อยล้านชิ้น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ โลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว มีเสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างดังระงม

“ไม่มีน้ำใจเอาซะเลย ถ้าไม่ติดว่าหล่อรวยฉันจะด่าซะให้เข็ด”

ฉันถอนหายใจเสียงดังหลายครั้งติดต่อกันอย่างอารมณ์เสีย จากนั้นจึงโบกแท็กซี่เพราะกลัวว่าจะเข้างานสายจนเสียเบี้ยขยันอีก ยิ่งโดนแกล้งอย่างนี้ฉันยิ่งจะหาทางจับบอสให้ได้เลยคอยดู

@ บริษัท Elvira Cosmetic

มาถึงบริษัทแล้วฉันก็เห็นเขากำลังยืนคุยกับหมิว เธอเป็นสาวสวยประชาสัมพันธ์ของบริษัท เนื้อหอมมากจนผู้ชายเกือบทั้งบริษัทต่างก็วิ่งกรูเข้ามารุมจีบ และเธอนั่นเองคือคู่แข่งที่น่ากลัวของฉัน เพราะได้ยินข่าวว่านางเองก็กำลังตะล่อม ๆ บอสด้วยอีกคน

“วันนี้บอสจะออกไปทำธุระข้างนอกไหมคะ”

“ไม่นะ...ทำไมเหรอ”

“พอดีหนูมีเรื่องจะปรึกษานะค่ะ ถ้าบอสอยู่ห้องหนูจะได้ขึ้นไปหา”

“ก็ขึ้นไปสิ ฉันไปล่ะ”

“ค่ะบอส”

นั่นคือบทสนทนาระหว่างบอสและหมิว ซึ่งฉันแอบซุ่มฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง รอให้คนทั้งสองแยกย้ายกันแล้ว จึงออกจากที่มืดรีบวิ่งแจ้นไปยังเครื่องสแกนนิ้ว

เจ็ดโมงห้าสิบเก้านาที สี่สิบวินาที...

ตี๊ด!

“เฮ้อ!! นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว” เมื่อสแกนนิ้วได้ทันเวลาฉันจึงหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย

“อ้าว! ฉันนึกว่าเธอจะมาไม่ทันซะอีก” เขามาอยู่ข้างหลังตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

“บอส!”

“โทษทีนะที่ฉันไม่ได้รับเธอมาด้วย เห็นว่าชอบนั่งรถเมล์เลยกลัวว่าจะรู้สึกอึดอัด” เขาเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้ากวน ๆ ราวกับเมื่อเช้ามันเป็นแค่เรื่องขำขันเท่านั้นเอง

“ไม่เป็นไรค่ะ ถึงชวนหนูก็ไม่ไปด้วยหรอกเพราะถ้าได้นั่งใกล้บอสขนาดนั้น คงใจละลายตายอย่างสงบศพสีชมพูแน่ ๆ” ฉันส่งยิ้มให้บอสเหมือนไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรเลย แต่ทว่าในใจกลับมีแต่คำก่นด่า

“สรุปที่เธอบอกว่าชอบฉันเมื่อวานไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม”

“ทำไมบอสคิดว่าหนูพูดเล่นล่ะคะ”

“ก็ดูจากสภาพเธอแล้วมันไม่น่าใช่ไง ฉันเข้าใจนะว่าผู้หญิงส่วนมากในบริษัทอยากจะเป็นแฟนกับคนหล่อ ๆ รวย ๆ อย่างฉัน แต่ฉันเข้าใจว่าเธอเป็นคนเรียบร้อยมาตลอด ไม่นึกว่าจะกล้าทำถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นอย่างหมิวมันก็น่าจะพอมีลุ้นหน่อย” เขาแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับฉันเป็นตัวตลกซะอย่างนั้น

“หมิวสวยกว่าหนูมากขนาดนั้นเลยเหรอคะบอส”

“ห๊ะ! เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไงกัน ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีผู้หญิงมั่นหน้าอย่างนี้บนโลกด้วย เอาเป็นว่าขึ้นไปทำงานเถอะฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอแล้ว” เขาปัดมือไล่ฉันราวกับเป็นตัวอะไรสักอย่าง จากนั้นจึงเดินนำหน้าขึ้นไปก่อน

“มั่นหน้าตรงไหนเนี่ย ฉันก็สวยในแบบของฉันนี่นา” ฉันเอ่ยออกมาเบา ๆ จากนั้นจึงเดินตามหลังบอสสุดหล่อขึ้นไปที่ออฟฟิศชั้นสอง

ตอน 3

ตอนที่ 3

ฉันจะจัดให้

เวลา 12.00 น. @โรงอาหาร

เมื่อถึงเวลาทานมื้อเที่ยงฉันกับพรรคพวกในแผนก ต่างก็เดินเกาะกลุ่มมายังโรงอาหารของบริษัท พนักงานที่นี่มีหลายร้อยชีวิต ทำให้ตอนเที่ยง ๆ อย่างนี้มีผู้คนพลุกพล่านมากเป็นพิเศษ

โต๊ะนั่งทานข้าวเต็มพื้นที่ถูกจับจองไว้จนเกือบหมด แต่ทว่าที่ประจำของพวกเราทั้งห้าชีวิตซึ่งประกอบไปด้วย พี่นุช พี่ต๋อย พี่ออย พี่เมย์ และคนสุดท้ายก็คือฉันเอง ยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่มีใครจับจอง

“ยัยดาวแกรู้สึกแปลก ๆ ไหม” เมื่อนั่งลงที่โต๊ะแล้วพี่นุชก็ชะโงกหน้า มาเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าสงสัย มองซ้ายมองขวาเพื่อสังเกตพฤติกรรมคนรอบตัว

“หนูก็คิดว่ามันแปลก ๆ ตั้งแต่เดินมาแล้วอ่ะพี่” ที่เป็นอย่างนั้นเพราะพนักงานคนอื่น ๆ ต่างก็มองมาที่ฉันแล้วหัวเราะคิกคัก สนทนากันแล้วมองมาราวกับกำลังนินทาว่าร้ายซะอย่างนั้น

“ฉันนึกว่าคิดไปเองคนเดียวซะอีก” พี่ต๋อยเอ่ยสมทบอีกคน

“แกไปทำอะไรไว้หรือเปล่ายัยดาว คนถึงได้มองทั้งบริษัทอย่างนี้” พี่เมย์เอ่ยถาม

“เปล่านะพี่วัน ๆ หนูก็อยู่แค่ในแผนกพวกพี่ก็เห็นนี่นา”

“เออ...ก็ใช่นะ” พี่เมย์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดฉัน

“ช่างเถอะเดี๋ยวก็รู้เองล่ะไปซื้อข้าวกันเถอะ” พี่ออยว่า

จากนั้นเราทั้งหมดก็เดินไปเลือกซื้ออาหาร ในระหว่างยืนรอเข้าคิวอยู่นั้น ก็มีสาว ๆ กลุ่มที่ยืนข้างหลังซุบซิบเสียงเบาแต่ทว่าฉันกลับได้ยินถนัดหู

“สภาพอย่างนี้นะกล้าไปบอกชอบบอส”

“ฉันก็ว่างั้นล่ะ ฉันสวยกว่าตั้งเยอะยังไม่มั่นหน้าขนาดนั้นเลย”

“ยังโชคดีที่ไม่โดนไล่ออก”

ได้ยินอย่างนั้นฉันก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ คนทั้งบริษัทรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน เพราะตอนนั้นก็มีแค่ฉันกับเขาเพียงสองคนที่อยู่ในห้อง ถ้าจะมีใครเป็นคนพูดคงไม่พ้นบอสแน่นอน เขาทำอย่างนี้ทำไม หรือต้องการแกล้งให้ฉันอับอายขายขี้หน้าจนอยู่ไม่ได้งั้นเหรอ คิดจะบีบให้ฉันลาออกทางอ้อมสินะ

ไม่มีทาง!

ฉันหันขวับกลับไปมองผู้หญิงพวกนั้นด้วยสายตาดันดุดัน เจ้าหล่อนทั้งหลายปิดปากเงียบสนิท ลอยหน้าลอยตาหันไปมองทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ด้านได้อายอดเคยได้ยินคำนี้ไหม”

หลายคนอาจจะมองว่าฉันเป็นผู้หญิงเรียบร้อย แต่ทว่าพอได้โมโหแล้วกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันเป็นพวกไม่ยอมคน อยากได้อะไรก็ต้องได้ ซึ่งมันขัดกับบุคลิกที่คนอื่น ๆ มองมา แต่ถ้าคิดแล้วก็คงไม่แปลกที่คนอื่นจะมองฉันแบบนั้น

ฉันถือจานข้าวมานั่งทำหน้างองุ้มที่โต๊ะตัวเดิม พวกพี่ ๆ ต่างก็จ้องมองมาราวกับมีคำถามมากมายในใจ

“หนูรู้แล้วว่าเรื่องอะไร”

“เรื่องอะไรว่ามาเร็ว ๆ พวกฉันรอฟังอยู่” พี่นุชเจ้าเก่าชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ราวกับอยากฟังซะเต็มประดา

“เมื่อวานที่พี่นุชให้หนูเอาเอกสารไปให้บอส หนู...บอกชอบเขาด้วยอ่ะ” ฉันสารภาพให้ทุกคนฟัง แม้ว่าพวกนางจะรู้อยู่แล้วว่าฉันชอบบอส แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะใจกล้าถึงขนาดนี้

“ห๊ะ! / ห๊ะ! / ห๊ะ! / ห๊ะ!”

สาวโสดทั้งสี่อุทานขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

“เบา ๆ สิคะคนมองกันใหญ่แล้ว”

“อย่างนี้สิน้องฉันรุกให้เต็มที่เลย ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” หลังจากปรับสภาพสีหน้าได้แล้วพี่นุชก็นำทีมยกนิ้วให้ฉัน ยกย่องให้กับความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว (ที่ค่อนข้างจะบ้าบิ่น)

“หนูทำดีแล้วใช่ไหมคะ”

“แน่นอนใครจะว่ายังไงก็ช่างอย่าได้สน เพราะพวกหล่อน ๆ เองก็อยากได้บอสจนตัวสั่นเหมือนกันนั่นล่ะ” พี่ต๋อยสนับสนุนอย่างเต็มที่

“แกต้องเป็นตัวแทนลบล้างคำสาปของสาวบัญชีนะ ห้ามขึ้นคานเด็ดขาด!” พี่นุชผู้จัดการเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง

“ค่ะ...ยิ่งได้เสียงสนับสนุนจากพวกพี่หนูยิ่งมีแรงฮึดสู้ แต่ว่า...”

“แต่อะไรยะยัยดาว” พี่เมย์ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

“ทำไมบอสต้องเอาเรื่องนี้มาประจานหนูด้วยอ่ะ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ เขาเกลียดหนูถึงขั้นนี้เลยเหรอ”

“แกแน่ใจนะว่าบอสเป็นคนทำ”

“ถ้าไม่ใช่บอสจะใครล่ะคะ ก็วันนั้นมีหนูกับเขาอยู่ในห้องแค่สองคน”

“คนอย่างบอสเนี่ยนะจะมาเล่นอะไรบ้า ๆ อย่างนี้ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย” สีหน้าของพี่นุชดูก็รู้ว่าไม่มีทางเชื่อ ว่าเรื่องพวกนี้จะออกมาจากปากบอส แต่ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ

“แต่หนูมั่นใจว่าต้องเป็นบอส พี่นุชคิดว่าหนูจะเป็นคนพูดเองเหรอคะมันเป็นไปไม่ได้”

“ก็จริงของแกอ่ะ แต่ก็ช่างมันเถอะรีบกินดีกว่ากับข้าวเย็นหมดแล้ว”

ฉันนั่งทานข้าวไปในหัวก็คิดเรื่องบอสไปด้วย ฉันมั่นใจว่าต้องเป็นเขาแน่นอน ยืนยัน นอนยัน นั่งยัน ไม่มีทางผิดไปจากนี้แน่นอน และฉันต้องถามให้รู้เรื่องว่าเขาทำไปทำไมกัน

เลิกงานแล้วฉันก็รีบเก็บของเข้ากระเป๋าแล้วเดินลงไปที่โรงจอดรถ วันนี้จะต้องหาทางคุยกับบอสให้รู้เรื่องให้ได้ว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม แต่อีกหนึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อจะได้อยู่ใกล้เขา มันคือหนึ่งในแผนตีสนิทกับเจ้านายสุดหล่อนั่นเอง

ฉันแอบซุ่มอยู่ข้างรถบอส เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปิดประตูรถแล้วจึงรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งฝั่งข้างคนขับทันที โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น

“เฮ๊ย! เธอเข้ามานั่งในรถฉันทำไมเนี่ย” เมื่อเห็นฉันเขาก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ จู่ ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมานั่งในรถด้วยก็คงจะตกใจเป็นธรรมดา

“หนูมีเรื่องจะคุยกับบอสค่ะ” ฉันไม่ยอมลงจากรถแถมยังคาดเข็มขัดนิรภัยอีกด้วย

เขาชักสีหน้าใส่จ้องเขม็งมาราวกับต้องการขับไล่ฉันซะเต็มประดา

“ลง-ไป-เดี๋ยว-นี้ มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ ฉันไม่ได้ใจดีตลอดหรอกนะ” เขาเอ่ยเสียงเข้มเพื่อกดดันให้ฉันลงไป

“ก็หนูบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับบอสยังไงล่ะคะ หนูไม่ลงจนกว่าจะได้คุยให้รู้เรื่อง”

“ฉันไม่เคยพบเคยเจอผู้หญิงหน้าด้านอย่างเธอมาก่อนเลย ไม่ลงใช่ไหมเดี๋ยวได้เห็นดีกัน”

สีหน้าของบอสดูน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นเขาก็เร่งเครื่องเสียงดังก่อนจะขับออกไปจากรั้วบริษัท

ฉันได้แต่นั่งเงียบอยู่อย่างนั้นยังไม่กล้าเอ่ยอะไร เพราะกลัวว่าจะไปกระตุกต่อมโมโหเขาให้ปะทุขึ้นอีก กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ เขาขับรถด้วยความเร็วราวกับกำลังแข่งในสนามก็ไม่ปาน

“บอสลดความเร็วหน่อยได้ไหมคะหนูกลัว” ฉันนั่งหลับตาพนมมือภาวนาในใจขออย่าให้รถไปชนกับอะไรเลย

“อยากนั่งนักไม่ใช่เหรอฉันจะจัดให้” เขายังไม่ยอมลดดีกรีความโมโหร้ายลงเลยสักนิด นี่ฉันทำเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ตั้งใจจะมาอ่อยกลายเป็นว่ามายั่วโมโหเขาซะงั้น

“หนูลงก็ได้ค่ะจะ...จอดให้หนูเถอะนะ” ฉันพยายามเอ่ยขอร้องเขา ขับรถเร็วขนาดนี้ใครไม่กลัวก็บ้าแล้ว

“อ้าว! กลัวเป็นด้วยเหรอ จำเอาไว้ว่าคราวหลังอย่ามาถือวิสาสะปฏิบัติตัวอย่างนี้กับฉันอีกหึ ๆ”

เอี๊ยดดดด!!!

ปึก!

“โอ๊ยยย!!!! จะจอดทำไม่บอกกันก่อนเนี่ย”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED