“นัดฉันออกมาทานร้านหรูๆ แบบนี้ มีอะไรจะเซอร์ไพรส์ฉันรึเปล่า” ชมพูแพรทำท่ากระมิดกระเมี้ยนถามโทบี้แฟนหนุ่มของตัวเองหลังจากจัดการอาหารแสนอร่อยบนโต๊ะนั้นเรียบร้อยแล้ว ด้วยอดคิดเข้าข้างตัวเองในใจไม่ได้
‘อ๊าย! หรือว่าเขาจะขอเราแต่งงาน ตายแล้ว! เสื้อผ้าหน้าผมฉันเป็นไงบ้างเนี่ย ตายๆๆ อย่าเพิ่งขอตอนนี้นะ ขอฉันเสริมสวยแป๊บนึงสิ’ คิดได้ดังนั้น เธอจึงผุดลุกขึ้นแบบปุบปับทันที
“เฮ้ย! เป็นบ้าอะไรเนี่ย” โทบี้อุทานเสียงดัง เมื่อความรีบร้อนของชมพูแพรทำให้เธอไม่ทันระวัง เผลอดึงผ้าปูโต๊ะสีขาวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ขอโทษ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวฉันเช็ดให้นะ” นี่คงเป็นคำพูดติดปากของเธอไปแล้ว เมื่อความซุ่มซ่ามเฟอะฟะมันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แก้เท่าไหร่ก็ไม่หายสักที บ่อยครั้งเธอจึงต้องเอ่ยคำๆ นี้กับใครต่อใคร เมื่อนิสัยนี้มันกำเริบขึ้นมา (นิสัยนะ ไม่ใช่โรคร้าย กำร่งกำเริบอะไรล่ะ)
“ไม่เป็นไร ไม่ต้อง” โทบี้ทำท่าหงุดหงิดเล็กน้อยที่เธอทำให้เขาต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นแบบนี้
“ไม่เป็นไรเหมือนกัน ฉันเต็มใจทำให้” ด้วยคิดว่าอีกฝ่ายเกรงใจ เธอจึงเดินตรงเข้าไปหาอย่างสำนึกผิด และอยากจะชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเอาไว้
“โธ่เว้ย! ทำบ้าอะไรของเธอฮะชมพู่” เป็นอีกครั้งที่โทบี้อุทานเสียงดังออกมา เมื่อผ้าผืนเล็กๆ ที่ชมพูแพรตั้งใจเอามาใช้เช็ดทำความสะอาดให้นั้น ตอนนี้มันขึ้นไปอยู่บนหัวของโทบี้เรียบร้อยแล้ว ที่ร้ายไปกว่านั้น ผ้าผืนนั้นดันเป็นผ้าเช็ดปากที่เธอใช้แล้ว และมันก็มีรอยซอสมะเขือเทศเปื้อนเป็นหย่อมๆ ซะด้วยสิ ภาพที่ปรากฏต่อหน้าสาธารณชนตอนนี้จึงเป็นภาพที่ดูไม่จืดเอาซะเลย
“ขอโทษ...ฉันรู้ว่าเธอคงเบื่อที่จะฟังคำนี้เต็มที แต่ฉันก็ยังต้องพูดอยู่ดี” เธอบอกเสียงอ่อยพร้อมกับก้มหน้าสำนึกผิดจากใจจริง และก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีกว่าการเอ่ยคำคำนี้
“ช่างเถอะ มาคุยเรื่องที่ฉันนัดเธอออกมาวันนี้เถอะ” โทบี้ตัดบทพร้อมกับนั่งลงทั้งที่ตัวเลอะๆ แบบนั้นต่อ ทำเอาชมพูแพรถึงกับยิ้มออก ‘เราทำถึงขนาดนี้ แต่เขาก็ยังไม่โกรธ เขาช่างเป็นคนดีเหลือเกิน อ๊าย! เขานี่แหละเหมาะที่จะเป็นพ่อของลูกฉันที่สุด’
“เอ่อ! เธอมีอะไรจะขอ เอ๊ย! พูดกับฉันงั้นเหรอ” ชมพูแพรทำท่าเขินอาย
“ฉันอยากจะขอ” โทบี้ยังพูดไม่ทันจบ ชมพูแพรก็แทรกขึ้นมาอีก
“คือ ฉันว่าฉันไปห้องน้ำก่อนดีกว่าเนอะ” ชมพูแพรผุดลุกขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับผวาไปด้วย เพราะกลัวว่าเธอจะเผลอทำซุ่มซ่ามอะไรให้ตัวเองต้องอับอายอีก
“มะไม่ต้อง รอให้ฉันพูดจบแล้วเธอค่อยไปก็ได้ นั่งลงเถอะ” โทบี้รั้งแขนเธอให้นั่งลงที่เดิมอีกครั้ง ด้วยไม่อยากให้ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว
“เธออยากขออะไรฉันอย่างนั้นเหรอ” ชมพูแพรถามพลางบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย
‘ถ้าเขาขอเราแต่งงานตอนนี้ แล้วเราจะต้องทำหน้ายังไงนะ จะตอบเขาไปว่าอะไรดีล่ะชมพู่ จะได้ดูแบบสวยเลือกได้ อ๊าย! หรือเราต้องเล่นตัวนิดนึง’
“ฉันอยากจะขอเลิกกับเธอ ชมพู่” โทบี้บอกออกมาในที่สุด
“ตกลง” ชมพูแพรพลั้งปากตอบออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเล่นตัว ที่สำคัญเธอลืมไตร่ตรองคำพูดของอีกฝ่ายให้ดีซะก่อนด้วยนี่สิ
“มะเมื่อกี้ เธอว่าอะไรนะ” เมื่อลองทบทวนให้ดี เธอจึงถามกลับไปอีกครั้งด้วยหน้าตาแตกตื่น ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสีหน้าก่อนหน้า
“เราเลิกกันเถอะ” โทบี้บอกอีกครั้งชัดถ้อยชัดคำ ชัดจนดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาท ‘เราเลิกกันเถอะ เราเลิกกันเถอะ เราเลิกกันเถอะ’
“ทะๆ ทำไม” เธอถามออกไปด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง ในเมื่อก่อนหน้า เธอกับอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไปกันได้ด้วยดี มันดีซะจนเธอยังคิดว่ามันจะต้องลงเอยด้วยการแต่งงานกันด้วยซ้ำ แต่แล้วทุกอย่างก็กลับตาลปัตร
“มันก็หลายเหตุผล เธออยากให้ฉันสาธยายจริงๆ น่ะเหรอ เอาง่ายๆ ข้อแรกเธอซุ่มซ่าม” โทบี้ยังไม่ทันสาธยายต่อ เธอก็แทรกขึ้นมาซะก่อน
“แต่เธอเคยบอกว่ามันน่ารักดี” ใช่! นี่เป็นประโยคที่อีกฝ่ายเคยพูดเมื่อครั้งยังคบกันแรกๆ ซึ่งเธอก็แสนจะดีใจที่มีคนรับปมข้อนี้ของเธอได้ ทำให้เธอสุดแสนจะปลื้มผู้ชายคนนี้เป็นนักหนา
“ใช่ ฉันเคยบอกว่ามันน่ารัก แต่อาการของเธอมันกลับหนักข้อขึ้นทุกวัน จนฉันไม่คิดว่าจะมีใครซุ่มซ่ามได้เท่าเธออีก ลองคิดดูนะเธอทำให้ฉันต้องผวาตลอดเวลาที่มีเธออยู่ใกล้ๆ กังวลต่างๆ นานา ว่าวันนี้เธอจะทำเรื่องอะไรให้ฉันต้องอายอีก ดูอย่างเมื่อกี้สิ เธอทำให้ฉันอายตั้งหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน มันคงเป็นสถิติที่ไม่เคยมีใครซุ่มซ่ามได้เท่าเธออีกแล้ว” โทบี้บอกตามตรง แต่มันคงเป็นข้ออ้างของคนที่หมดใจไปแล้วมากกว่า
“แต่เธอก็เห็นว่าฉันกำลังพยายามปรับปรุงตัวเองอยู่” ชมพูแพรพยายามยื้อ ด้วยไม่อยากให้ความรักครั้งนี้จบลงง่ายๆ เพียงเพราะเหตุผลที่ฟังดูงี่เง่าแบบนี้ ถึงแม้มันจะเป็นความจริงก็เถอะ
“มันไม่มีประโยชน์ ตลอดสามเดือนที่คบกัน ฉันรอให้เธอปรับปรุงตัวมาตลอด แต่มันก็ไม่เคยมีอะไรดีขึ้น ยิ่งเธอพยายามมันก็ยิ่งแย่ ฉันว่ายังไงเราก็ไปด้วยกันไม่รอดหรอก” ชมพูแพรมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ก่อนจะถามอีก
“นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นอีกรึเปล่าที่ทำให้เธอตัดสินใจเลิกกับฉัน” เป็นเพราะเหตุผลงี่เง่าที่อีกฝ่ายใช้ ทำให้เธอคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้
“ก็บอกเขาไปสิโทบี้ ว่าเธอเบื่อผู้หญิงจืดชืดอย่างแม่นี่เต็มทีแล้ว ฉันไม่เข้าใจเธอจริงๆ เลยนะโทบี้ เธอทนคบกับผู้หญิงเฉิ่มๆ แบบนี้ได้ยังไง ทั้งเฉิ่ม ทั้งเชย ไร้รสนิยมสุดๆ” ดูเหมือนลางสังหรณ์ของเธอจะเป็นจริง เมื่อคนที่ตอบไม่ใช่โทบี้แต่เป็นเป็นลิลลี่คู่ปรับตลอดกาลของเธอนั่นเอง
“แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเธอไม่ทราบยัยดอกหน้าวัว” ชมพูแพรหันมาถามด้วยความไม่พอใจ เมื่ออีกฝ่ายเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอ
“ช่วยบอกให้ยัยชมพู่เน่าได้ยินชัดๆ หน่อยสิโทบี้ ว่าที่เธอเลิกกับเขาเพราะว่าอะไร ฮ่าๆๆ แต่จะว่าไปให้เธอฟังจากปากฉันน่าจะสะใจกว่านะ ฟังให้ดีนะยัยชมพู่เน่า ที่เขาเลิกกับเธอ...ก็เพราะว่าเขาเห็นฉันดีกว่า สวยกว่า น่าสนใจกว่า สรุปก็คือ ฉันเหนือกว่าเธอในทุกๆ ด้านยังไงล่ะ ฮ่าๆๆ” ชมพูแพรหันมามองหน้าทั้งสองคนราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเธอ
“โทษฉันไม่ได้นะ ก็เธอมันเล่นตัว ตลอดเวลาที่เราคบกันอย่างมากเธอก็ให้ได้แค่จับมือ ฉันเป็นผู้ชายทั้งแท่ง ก็ต้องอยากได้อะไรที่มันมากกว่านี้ แต่ในเมื่อเธอให้ไม่ได้ ฉันก็ต้องไปหาอะไรที่ดีกว่า แล้วลิลลี่เป็นอะไรที่สุดยอดมากสำหรับฉัน” สีหน้าที่ทำราวกับหลงอีกฝ่ายอย่างหัวปักหัวปำของโทบี้ ทำเอาชมพูแพรถึงกับกลอกตาไปมา แน่นอนว่าเธอให้สิ่งที่อีกฝ่ายขอไม่ได้แน่
“ก็ถ้าเขาเลิกกับแกเพราะเรื่องนี้ แกก็ไม่ควรคบกับผู้ชายพรรค์นี้อีก ขืนแกทนคบกันต่อไปก็มีแต่จะเสียใจ ผู้ชายแบบนี้ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษให้เห็นหรอก ปล่อยให้ผีเน่าไปอยู่กับโลงผุน่าจะเหมาะกว่า หญิงก็ร้ายชายก็เลวไม่มีอะไรให้น่าเสียดายสักนิด คนดีๆ อย่างแกหลุดพ้นออกมาได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว” แคทเทอรีนและจัสมินเพื่อนรักของชมพูแพรที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่นานสองนาน ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงออกมาปกป้องเพื่อนบ้าง
“เรื่องนี้เธอสองคนไม่เกี่ยว อย่าแส่” ลิลลี่หันมาขึ้นเสียงใส่ด้วยความไม่พอใจ
“ก็ถ้าเธอไม่เข้ามาแส่ก่อน พวกฉันสองคนก็ไม่อยากยุ่งเหมือนกัน” จัสมินตอกกลับในทันทีอย่างไม่ยอมน้อยหน้า
“แต่เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องของฉันเหมือนกัน ทำไมฉันจะยุ่งไม่ได้ ไม่เหมือนกับพวกเธอที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย” ลิลลี่ยังคงต่อปากต่อคำกลับไปอย่างไม่ยอมลดละ
“อ๊ะๆๆ พูดผิดพูดใหม่ได้นะจ๊ะ ถ้าฉันสองคนไม่เกี่ยว เธอก็ต้องไม่เกี่ยวเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องของพวกเขาสองคน ถ้ามันจะเลิกกันก็ให้พวกเขาคุยกันเองสิ คนมาทีหลังแล้วทำตัวเป็นนางมารร้ายชอบแย่งของคนอื่นอย่างเธอมีสิทธ์อะไรเข้ามาแส่ด้วย” ด้วยลักษณะนิสัยที่ไม่ยอมใคร ทำให้จัสมินตอกกลับไปอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้
“แก! คิดว่าพวกมากกว่า แล้วฉันจะยอมแพ้เหรอ ไม่มีวันซะล่ะ” จัสมินยักไหล่ บอกให้รู้ว่าเธอเองก็สู้ไม่ถอยเหมือนกัน
“อย่ามีเรื่องกันที่นี่เลยน่า ไม่อายกันบ้างรึไง เห็นไหมว่าคนมองกันเยอะแยะแล้ว กลับกันเถอะลิลลี่ ไหนเธอบอกว่าอยากจะไปช็อปต่อไม่ใช่เหรอ รีบไปสิจะเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม” โทบี้จับจูงให้ลิลลี่เดินตามออกไป ด้วยไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งร้านอีก ทำให้ลิลลี่ยอมเดินตามออกไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดในที่สุด คงเหลือก็แต่ชมพูแพรที่ยังนั่งซึมกระทือไม่ยอมพูดยอมจากับใครจนเพื่อนรักทั้งสองต้องรีบเข้าไปปลอบ
“เฮ้ย! ชมพู่แกไม่ต้องเศร้าไปหรอกน่า ผู้ชายพรรค์นั้นเลิกไปก็ดีแล้ว ถ้าขืนแต่งงานกับมันไปจริงๆ แกคงต้องนั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่ กะอีแค่ผู้ชายห่วยๆ คนนึง อย่าเอามาคิดให้รกสมองเลยน่า สวยๆ อย่างแก หาดีกว่านี้ได้ถมเถ เคยได้ยินไหม ผู้ชายไม่สิ้นไร้เท่าใบพุทรานะแก” แคทเทอรีนพยายามพูดปลอบใจให้เพื่อนคลายเศร้า แต่ชมพูแพรก็ไม่ได้มีท่าทีดีขึ้นมาเลย มิหนำซ้ำยังคว้ากระเป๋าสะพายใบเขื่องของตัวเองที่เธอมักจะพกมันไปไหนมาไหนด้วยเสมอๆ เดินออกไปจากตรงนั้น
“เฮ้ย! หรือว่ามันจะอาการหนักจนเพี้ยนไปแล้ว ฉันว่าเราตามไปดูมันหน่อยดีกว่า ฉันใจคอไม่ดีเลย” แคทเทอรีนหันไปบอกจัสมินเสียงเครียด แต่อีกฝ่ายกลับยังนิ่งเฉย ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับท่าทีของเพื่อนรักเลยแม้แต่น้อย
“ปล่อยให้มันไปจัดการกับความรู้สึกของตัวเองก่อนเหอะแคท ดีขึ้นเดี๋ยวมันก็กลับมาเองนั่นแหละ เชื่อฉันสิ แกก็รู้นี่ ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่ได้ดั่งใจ มันจะต้องทำอะไร” จัสมินบอกพร้อมกับนั่งลงด้วยท่าทีสบายๆ ต่างกับแคทเทอรีนที่ยังกังวลอยู่
“แต่ครั้งนี้มันอาจจะไม่เหมือนกับทุกครั้งก็ได้นะแก ไม่เห็นเหรอว่าหน้ามันเศร้าขนาดไหน ฉันว่าเราไปดูมันสักหน่อยเถอะนะ ถ้ามันไม่เป็นอะไรก็ดีไป แต่ถ้าเกิดมันคิดสั้นขึ้นมา เราจะได้ช่วยมันทันไง นะมินนะไปดูมันหน่อยเถอะ ฉันไม่สบายใจจริงๆ อะแก” ท่าทางกังวลมากของแคทเทอรีน ทำให้จัสมินอ่อนอกอ่อนใจอยู่ไม่น้อย ด้วยรู้ดีว่าเพื่อนเป็นผู้หญิงอ่อนไหวง่าย เรียกว่าเปราะบางเลยล่ะกับเรื่องพวกนี้
“เออๆๆ ไปก็ไป” จัสมินลุกขึ้นเดินนำออกไปอย่างเสียไม่ได้ ก็อีกฝ่ายเล่นขอร้องกันขนาดนี้นี่
“มิน ทำไมไม่เห็นชมพู่มันเลยล่ะ หรือว่ามัน” แคทเทอรีนทำหน้าตื่น เมื่อเดินมายังห้องน้ำของร้านอาหารแต่กลับไม่พบเพื่อนอย่างที่ควรจะเป็น
“นี่แคท แกคิดว่าการระบายอารมณ์ของมันจะทำกันข้างนอก ตรงหน้ากระจกนี่ได้เลยรึไง ใครมาเห็นเข้าไม่ต้องแตกตื่นกันไปทั้งร้านรึไง โน่นมันอยู่ในห้องน้ำโน่น ห้องที่ปิดอยู่ไม่ห้องใดก็ห้องหนึ่งนั่นแหละ” จัสมินกลอกตาไปมากับอาการตีตนไปก่อนไข้ของเพื่อน พร้อมกับบุ้ยหน้าไปยังประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังมาจากห้องน้ำห้องหนึ่ง
“ปึก ปึก ปึก.............” สองสาวที่ยืนรออยู่หน้าห้องถึงกับหันมามองหน้ากันทันที ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าข้างในกำลังเกิดอะไรขึ้น จากนั้นไม่กี่อึดใจคนที่อยู่ข้างในก็เปิดประตูออกมาด้วยสภาพหัวเหอที่ดูยุ่งเหยิงไปหมด ผมก็ฟูจนแทบดูไม่ได้ และที่ดูไม่จืดเอาซะเลย ก็คือไอ้การที่ต้องเห็นเพื่อนเดินหิ้วหูกระต่ายตัวน้อยที่น่าสงสารออกมาในสภาพห้อยขาต่องแต่งด้วยนี่แหละ คิดแล้วก็อดสงสารกระต่ายตัวนี้ไม่ได้ ที่ต้องกลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของเพื่อนรักแบบนี้
“เฮ้อ! ฉันว่าแกเพลาๆ เรื่องการ์ตูนบ้างก็ได้นะ ดูๆ แกใกล้จะเหมือนไอ้โรคจิตเข้าไปทุกวันแล้ว” จัสมินส่ายหน้าไปมากับภาพที่ถ้าคนนอกมาเห็นเข้า คงเข้าใจว่าเพื่อนเป็นพวกโรคจิตแน่นอน คิดแล้วก็อดขำไม่ได้ ครั้งแรกที่เห็นชมพูแพรทำอะไรแบบนี้ เธอกลัวแทบตาย แต่เมื่อรู้ว่าเพื่อนทำไปเพื่อระบายอารมณ์เหมือนการ์ตูนเรื่องหนึ่งก็อดขำไม่ได้ มิหนำซ้ำยังเปิดการ์ตูนที่ว่านั่นให้ดูแล้วก็ชักชวนให้ลองระบายอารมณ์แบบนั้นดูอีกต่างหาก ตั้งแต่นั้นมาเรื่องแบบนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเธอ แต่กับคนอื่นก็ไม่แน่
“เอ่อ! แกโอเคไหมชมพู่” แคทเทอรีนทำหน้าแหยๆ อดคิดในใจไม่ได้ ‘ถ้าเพียงแต่เราเชื่อคำของมิน เราคงไม่ต้องมาเห็นอะไรนากลัวๆ แบบนี้หรอก ฮือ!...ติดตาไปอีกหลายวันเลย’
“ดูจากสภาพฉันแล้ว ดูโอเคไหมล่ะ” ชมพูแพรหันมาตอบ ทำเอาคนถามถึงกับถอยกรูดด้วยความตกใจ
“แต่ฉันว่า ดูจากจากสภาพกระต่ายน้อยของแกแล้ว แกน่าจะโอเคแล้วนะ แต่ที่ไม่โอเคอย่างแรง เห็นจะเป็นสภาพหน้าตาโทรมๆ ของแกนี่แหละ รีบๆ จัดการตัวเองซะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า เขาจะหาว่าพวกฉันสองคนมารุมตบแกในห้องน้ำ แบบนั้นฉันไม่โอเคนะจะบอกให้” พูดจบจัสมินก็เดินออกไป โดยมีแคทเทอรีนรีบวิ่งตามไปด้วยอีกคน ด้วยไม่อยากอยู่กับอีกคนที่ยังไม่อยู่ในสภาวะปกติสักเท่าไหร่ พูดง่ายๆ ว่ากลัวที่จะอยู่ในสภาพเดียวเดียวกับเจ้ากระต่ายตัวนั้นนั่นเอง
ดังนั้นตอนนี้จึงมีแค่ชมพูแพรที่จัดการกับตัวเองและเจ้ากระต่ายน้อยที่น่าสงสารตัวนั้น ก่อนจะเดินออกไปสมทบกับเพื่อนที่รออยู่ที่โต๊ะตัวเดิม
“นี่! ฉันถามแกจริงๆ เหอะ ที่แกเป็นอยู่ตอนนี้เนี่ย แกโกรธหรือว่าเสียใจกันแน่วะ” ทันทีที่เห็นหน้ามุ่ยๆ ของเพื่อน จัสมินถึงกับอดถามไม่ได้
“ก็ทั้งสองอย่าง แกคิดดูสิฉันอุตส่าห์ดีใจ หลงคิดว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่ใช่ โทบี้เป็นผู้ชายที่ฉันคบด้วยนานที่สุดนะ เขาทำให้ฉันคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขารักฉันมาก มากจนไม่ถือเรื่องที่ฉันซุ่มซ่าม แต่สุดท้ายก็เปล่าเลย ฉันเสียใจอ่ะแก” ชมพูแพรก้มหน้าบอกเสียงสั่นเครือ
“ก็แค่สามเดือนที่แกกับหมอนั่นคบกัน จะเสียใจอะไรนักหนาวะ เออ! ว่าแต่สามเดือนนี่นานที่สุดสำหรับแกแล้วเหรอ” จัสมินถามไปก็อดขำไปด้วยไม่ได้
“ก็ใช่น่ะสิ แค่สามเดือน แกใช้คำว่าแค่ได้ยังไง มันตั้งสามเดือนเชียวนะ คิดดูสิคนก่อนๆ ที่คบกันไม่ถึงเดือนก็เผ่นหนีฉันแทบไม่ทันแล้ว แบบนี้จะไม่ให้ฉันเสียใจได้ยังไง แกไม่เป็นฉันแกก็พูดได้สิ ไม่เจ็บอย่างฉันใครจะเข้าใจ” ชมพูแพรหันมาตัดพ้อ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ทำให้จัสมินขำได้ก็ไม่รู้
“เอาน่า! ก็แค่อกหัก ไม่ถึงตายหรอก ดีไม่ดีฉันว่าแกไม่ได้เจ็บหรอก ที่แกเป็นอยู่ตอนนี้เพราะแกเจ็บใจมากกว่า ฉันพูดถูกใช่ไหมล่ะ แกเจ็บใจที่ถูกยัยลิลลี่แย่งแฟน” ชมพูแพรหันขวับมามองหน้าเพื่อน เมื่อถูกจัสมินพูดแทงใจดำแบบนั้น
“ฮือ! ...ก็มันน่าเจ็บใจไหมล่ะ กี่ครั้งแล้วที่ยัยนั่นทำให้ฉันเป็นคนแพ้ มันเสียเซลฟ์นะไม่รู้รึไง มีแฟนกี่คนๆ ก็โดนยัยนั่นสอยไปเรียบ ไม่เข้าใจจริงๆ ยัยดอกหน้าวัวนั่นจะจองเวรอะไรกับฉันนักหนา” ชมพูแพรเม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ
“แกยังจะมีหน้าถามอีกเหรอชมพู่ ก็เพราะความซุ่มซ่ามของแกยังไงล่ะ ที่ทำให้ยัยนั่นอายจนต้องจองเวรแกไม่เลิกแบบนี้” ย้อนกลับไปเมื่อช่วงที่เธอมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ และได้เจอกับลิลลี่ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายนั้นดูจะฮอตไม่น้อยในมหาวิทยาลัย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าไม่เพราะความซุ่มซ่ามของชมพูแพรทำให้อีกฝ่ายต้องขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย จากนั้นมา ลิลลี่จึงตั้งป้อมเป็นศัตรูของเธอมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้ก็ยังราวีเธอไม่เลิก
“แต่นั่นมันก็นานมาแล้วนะ คนอะไรแค้นฝังหุ่นไม่เลิก นี่ๆๆ ฉันกำลังอกหักนะ พวกแกจะเซ้าซี่อะไรนักหนา คนกำลังเฮิร์ทนะ ชิ!” พูดจบชมพูแพรก็ลุกขึ้นอีกครั้ง
“แล้วนี่แกจะไปไหนอีกเนี่ย ฉันไม่อยากเห็นภาพจิตๆ ของแกอีกหรอกนะ” แคทเทอรีนที่นั่งเงียบมาตลอด เพราะภาพหิ้วหูกระต่ายของเพื่อนยังตามหลอกหลอน เธอรีบพูดขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นอีกครั้ง ด้วยกลัวว่าเพื่อนจะไปทำอะไรแบบนั้นอีก
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำแบบนั้นอีกแน่ มันเหนื่อย! ขอฉันไปเดินทำมิวสิคข้างนอกสักพัก เดี๋ยวมา” ชมพูแพรพูดจบก็เดินออกไปนอกร้านทันที แต่ยังเดินไม่ถึงไหนก็ต้องรีบวิ่งกลับมาอีก
“เอ้า! ไม่อยากทำมิวสิคแล้วเหรอแม่นางเอก อ้อ! หรือจะกลับมาหิ้วกระต่ายน้อยของแกออกไปเดินเป็นเพื่อนด้วย” จัสมินกระแนะกระแหนเพื่อนอีก เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินกลับเข้ามา และอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจกลับมาเอากระต่ายน้อยผู้น่าสงสารที่ตอนนี้กลับไปนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าใบเดิมแล้ว
“เปล่า ฉันกลัวเปียกหรอกย่ะ ไม่เห็นรึไงว่าฝนกำลังจะตก ขืนทำมิวสิคตอนนี้ได้เปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกหมาตกน้ำกันพอดี” คำตอบของเธอทำเอาเพื่อนทั้งสองคนหลุดขำออกมา
“ฮ่าๆๆ ไอ้บ้า นี่แกเศร้าจริงๆ รึเปล่าเนี่ย อกหักกับฝนตกเป็นของคู่กันเลยนะ เอาจริงๆ แกเคยดูมิวสิคเพลงอกหักจริงปะเนี่ย ฮ่าๆๆ” จัสมินถามไปก็ขำไป
“แกน่ะสิบ้า คนอกหักก็เปียกเป็นนะโว้ย พอเปียกแล้วก็หนาว พอหนาวเดี๋ยวก็จะไม่สบาย พอไม่สบายก็นอนซม นอนซมก็ต้องหาหมอ หาหมอก็ต้องเสียเงิน ไม่! ฉันไม่ยอมให้ตัวเองต้องมาเสียเงินเพราะเรื่องแบบนี้แน่ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นทำอะไรต้องคิดให้ดีซะก่อน ถึงจะอกหักก็ต้องอกหักแบบไม่เสียตังค์” ทั้งจัสมินและแคทเทอรีนพากันกลอกตาไปมากับความงกที่ไม่เคยเปลี่ยนของเพื่อน
“เออๆๆ ลองแกคิดได้ขนาดนี้ พวกฉันสองคนคงไม่ต้องเป็นห่วงแกแล้วมั้ง” จัสมินบอกพร้อมกับหันไปหลิ่วตาให้แคทเทอรีนด้วย เพราะทีแรกรายนี้ดูจะกังวลไปซะทุกเรื่อง ได้ยินแบบนี้คงสบายใจขึ้น เอ๊ะ! หรือจะเครียดยิ่งกว่าเดิมก็ไม่รู้
“เฮ้ย! ต้องห่วงสิ ฉันเพิ่งอกหักมานะ พวกแกต้องเห็นใจและคอยปลอบใจฉันสิ แกไม่เคยได้ยินรึไงว่าคนอกหักต้องการกำลังใจมากแค่ไหน และกำลังใจที่ดีที่สุดของฉันก็คือ กิน” ได้ยินแบบนี้ สองสาวที่นั่งฟังอยู่ถึงกับกลอกตาไปมาพร้อมกันอีก
“นี่ น้อยๆ หน่อยเถอะแม่คุณ คนอกหักน่ะ เขาต้องกินอะไรไม่ลงย่ะ” จัสมินแขวะด้วยความหมั่นไส้ ลองเป็นแบบนี้ ความงกคงเข้าครอบงำอีกแน่ๆ
“ก็นั่นมันคนอื่น แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบเหมือนใคร” ชมพูแพรทำหน้างออีก
“เอาตรงๆ ที่แกอุตส่าห์พล่ามมาทั้งหมดเนี่ย เพราะอยากให้พวกฉันสองคนจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ให้แกว่างั้น” จัสมินไม่พูดอ้อมค้อมอีก
“บ้า แกก็พูดอะไรแบบนั้น แต่ที่เหลือช่วยห่อกลับบ้านด้วยก็ดีนะ แหะๆ ล้อเล่นน่า นี่ถ้าไม่ติดว่าไอ้อดีตแฟนเฮงซวยนั่นกินแล้วไม่จ่าย ฉันคงไม่เจ็บใจเท่านี้หรอก คิดดูสิ หักอกฉันยังไม่พอ ยังจะให้ฉันจ่ายค่าอาหารที่มันกินอีก ” เพื่อนทั้งสองถึงกับถอนหายใจออกมาเสียงดัง เชื่อคุณเธอเลยจริงๆ ต่อให้อยู่ในสถานการณ์ไหน คุณเธอก็ยังมีสติคิดเป็นชอตๆ ที่สำคัญงกได้ทุกสถานการณ์ด้วย
ในระหว่างนั้นเองขณะที่สองสาวกำลังมองเพื่อนกินอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งเธอบอกว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้ลืมเรื่องเศร้าๆ ได้ แล้วจู่ๆ ก็มีหนุ่มหน้าตาดีเดินเข้ามาทัก
“เอ้า! แคทอยู่นี่เอง พี่กำลังอยากคุยกับเราอยู่พอดีเชียว” เสียงทุ้มๆ ของริชาร์ดทำให้ทั้งสามสาวต้องหันไปมองอย่างสนใจ โดยเฉพาะชมพูแพรที่ถึงแม้จะรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง ที่มีคนมาขัดจังหวะการกิน แต่เธอก็ยังอุตส่าห์หันไปมองด้วยอีกคน
“อุ๊ย!” ชมพูแพรอุทานเสียงดัง เมื่อมือไม้ที่กำลังถือมีดกับส้อมมันดันกระตุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้เนื้อชิ้นโตที่เธอกำลังเพียรพยายามหั่นมันเป็นชิ้นเล็กๆ ลอยหวือขึ้นไปในอากาศ และให้ตายเถอะ มันดันลอยไปทางหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นซะด้วยสิ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ริชาร์ดที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีก็เร็วไม่แพ้กัน ทำให้ตอนนี้เนื้อชิ้นนั้นของเธอเลยถูกเขารับเอาไว้โดยสวัสดิภาพในที่สุด ท่ามกลางความตกตะลึงของทั้งสามสาวที่กำลังนั่งตาค้างอ้าปากหวอไปตามๆ กัน
“นี่ของคุณครับ” แล้วเสียงนุ่มๆ ของริชาร์ดก็เรียกสติของสามสาวกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะชมพูแพรที่ต้องอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เมื่อสุภาพบุรุษตรงหน้าดันยื่นเนื้อเจ้าปัญหากลับมาให้
‘ฮือ...! แกซุ่มซ่ามจนได้เรื่องอีกแล้วนะชมพู่ อ๊าย! ต่อหน้าหนุ่มๆ ด้วย ชาตินี้จะหาผัวกับเขาได้ไหมเนี่ยชมพูแพร ว่าก็ว่าเถอะ ถ้าฉันจะขอเก็บเนื้อชิ้นนี้ไว้เป็นที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก จะมีใครว่าอะไรไหมนะ’
“ขะๆ ขอบคุณค่ะ” ชมพูแพรแก้เก้อด้วยการรีบรับเนื้อชิ้นนั้นเอาไว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“ด้วยความยินดีครับ” ริชาร์ดตอบกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มล้อ แน่นอนว่ามันต้องเป็นรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ที่สาวๆ คนไหนเห็นเข้า คงต้องใจละลายแน่ๆ แต่ตอนนี้ชมพูแพรคงไม่มีอารมณ์จะมาละลายตอนนี้ ด้วยยังอายไม่หาย จึงได้แต่ส่งยิ้มจืดเจื่อนกลับไปแทน