จำปาสะอึกสะอื้น ไม่คิดว่าการได้เจอหน้ากันเมื่อตอนเช้ามืด จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายระหว่างเธอกับสามี
หล่อนเตือนแล้วเตือนอีก ว่ารอให้สว่างเสียก่อนแล้วค่อยออกไป ก็รู้กันอยู่ว่าอาชีพขับรถแท็กซี่กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย
ซึ่งครั้งนี้คงเป็นคราวเคราะห์ของเขาจริงๆ เพราะว่าที่ผ่านๆ มา เชิดก็มักจะขับรถออกไปตระเวนหาผู้โดยสารในตอนสายๆ เพียงแต่เมื่อเช้ามืดของวันนี้… ไม่รู้ว่าภูติผีหรือปีศาจตนใดที่ดลจิตดลใจให้เขาออกไปตั้งแต่ตอนที่ตีนฟ้ายังไม่เปิด กระทั่งมาโดนจี้ชิงทรัพท์และถูกทำร้ายร่างกาย อาการเป็นตายเท่าๆ กันอย่างที่จำปาได้เห็นกับตาตัวเองอยู่ในตอนนี้
อีกหลายนาทีผ่าน…
ชั่วโมงรอคอยอันยาวนานและแสนทรมานสำหรับหล่อนได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อได้ยินเสียงคลายลูกบิดประตูห้องไอซียู
เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้นมอง ประตูบานกว้างเปิดออกมาพร้อมๆ กับร่างสูงโปร่งของนายแพทย์ในชุดเสื้อคลุมสีเขียว กำลังก้าวออกมาจากห้องนั้น
เขาเดินตรงมาที่หล่อน
ทว่ายังไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรออกมา จำปาก็เป็นฝ่ายชิงถามออกไปเสียก่อนด้วยน้ำเสียงร้อนรนเป็นห่วงสามี
“ผัวฉันเป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ…”
“…..” คุณหมอนิ่ง ราวกับจงใจทิ้งช่วงเวลาสั้นๆ ตรงนั้น
เอาไว้ให้คนฟังได้มีเวลาทำใจ… กับคำตอบซึ่งเขารู้ว่าโหดร้ายเหลือเกินสำหรับหล่อน
“เสียใจด้วยนะครับ…”
นายแพทย์วัยกลางคน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมผ่าตัด เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบๆ น้ำเสียงเศร้าสลดอย่างคนที่คุ้นชินกับการ ‘เกิด’ และ ‘ตาย’ ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันในหน้าที่การงานที่ต้องคลุกคลีอยู่กับเรื่องพวกนี้
“จำปาใจหายวาบ…”
หล่อนยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาพราวไปด้วยหยาดน้ำตา ใบหน้าสวยซีดเซียวราวกับหน้ากระดาษที่ปราศจากตัวอักษร
“ครับ… เขาไปแล้วครับ”
หมอตอบพลางยกหลังมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดพราวเต็มหน้าผาก ภายหลังจากคร่ำเคร่งอยู่กับการผ่าตัดที่กินเวลายาวนานกว่าสองชั่วโมง
แต่ท้ายที่สุด… เขาก็ไม่อาจยื้อชีวิตของเชิดมาจากอุ้งมือของมัจจุราช
“ไม่จริง…”
หล่อนส่ายหน้า ก้อนความเศร้าเคลื่อนขึ้นมาเจ็บจุกไปทั้งลำคอ หยาดน้ำตากลมเกลี้ยงกลิ้งลงมาอาบนวลแก้มระเรื่อแดง พร้อมด้วยเสียงสะอื้นตามมาราวกับว่าหัวใจของหล่อนกำลังจะขาดรอนลงเสียให้ได้
“ฮือออ…”
จำปาฟูมฟาย สะอื้นจนตัวโยน ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริงอันโหดร้ายที่โชคชะตาเลือกที่จะยัดเยียดให้หล่อนอย่างเลือดเย็น โดยไม่สนใจว่าจำปามีลูกน้อยในวัยเพียงหนึ่งขวบที่ต้องเลี้ยงดูต่อไป และรายได้ทางเดียวที่มีก็จากการขับรถแท็กซี่ของเชิด แต่ตอนนี้…
“ไม่จริงใช่ไหมคะคุณหมอ… เค้ายังไม่ตายใช่ไหมคะ”
หญิงสาวหวังว่าคุณหมอจะเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่จากที่มันทำให้หล่อนปวดแปลบใจในครั้งแรก
“คุณต้องเข้มแข็งนะครับ…”
คุณหมอเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ แต่ความหมายในคำพูดก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
“ฮืออออ…”
เพียงเท่านั้นจำปาก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายสายตาใครจะมอง ใบหน้าสวยนองไปด้วยคราบน้ำตาที่หลั่งออกมาราวกับหยาดฝนในคืนฟ้ารั่ว
หล่อนเอนกายไร้เรี่ยวแรง เซซบไปกับผนัง แล้วร่างก็ทรุดฮวบลงมาตามผนัง กระทั่งนั่งลงกับพื้นทางเดิน ซบใบหน้ากับเข่าทั้งสองข้างของตัวเอง ขาทั้งสองข้างเบาหวิว ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะพยุงกายเอาไว้ได้
วินาทีนั้น…
ทุกอย่างรอบๆ กายของหล่อนดูเงียบเชียบไปเสียหมดโลกทั้งใบกำลังบีบตัวเข้าหากัน เพดานของโถงทางเดินแลดูหนักอึ้ง… คล้ายกำลังจะเคลื่อนลงมาทับร่างของหล่อน
จำปาสะอื้นจนตัวโยน รู้แต่ว่านาทีนั้นหล่อนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปโดยปราศจากสามี ภายในใจของหล่อนกำลังถูกบีบคั้นรุนแรงเหมือนจะขาดใจตามเชิดไปเสียให้ได้
สองเดือนต่อมา
ภายหลังจากงานศพของสามีได้ผ่านพ้นไปแล้ว จำปาเริ่มสลัดอาการซึมเศร้าออกไปจากใจ เวลาช่วยทำให้หล่อนลืมความเศร้าโศกเสียใจลงไปได้บ้าง กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของสามี
จำปาบอกตัวเองให้ลุกขึ้นสู้ เมื่อตระหนักดีว่าปัญหาใหญ่ที่กำลังรุมเร้าเข้ามาก็คือชีวิตของหล่อนและลูกสาวตัวน้อยนับจากนี้ … จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร? เพราะว่าตัวเองก็ไม่ได้ทำงาน และที่ผ่านๆ มา รายได้ที่เข้ามาจุนเจือครอบครัวก็ล้วนได้มาจากหยาดเงื่อแรงกายของเชิดทั้งสิ้น และตอนนี้เงินเก็บจำนวนน้อยที่สามีหาเอาไว้ให้ก่อนตาย จำปาก็ใช้จ่ายจนหมดลงแล้ว
“เอ็งเป็นยังไงบ้างวะนังจำปา…”
ป้าช้อย เพื่อนบ้านซึ่งรู้จักมักคุ้นกันดีเพราะว่าเช่าบ้านอยู่ติดกัน แกตะโกนถามเสียงดังลั่นมาจากอีกฟากรั้วเตี้ยๆ
“พอทำใจได้บ้างแล้วละป้า…”
คนถูกถามตะโกนตอบเสียงเศร้า
“คนมันก็ตายไปแล้ว ไอ้เชิดมันหมดกรรมไปแล้ว เหลือก็แต่เอ็งกับลูก คิดมากไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วก็ไอ้หนังสือพิมพ์เล่มนั้นน่ะเอ็งจะเก็บเอาไว้หาสากกระเบืออะไรวะ บอกตรงๆ ว่าพอได้เห็นเข้าทีไร ข้าก็พลอยเศร้าไปกับเอ็งด้วย”
พูดจบแล้วแกก็เดินเข้ามาในบ้านของจำปา หย่อนสะโพกลงนั่งข้างๆ หล่อน พร้อมกับคว้าเอาหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งว่า ‘แท็กซี่โชคร้ายโดนฆ่าชิงทรัพย์… โจรใจร้ายเอาหินกระหน่ำทุบหัวเละ’
แกขยำหนังสือพิมพ์ทิ้งลงในขยะ ครั้นแล้วก็หันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ
“จำปา… ฟังข้านะ เอ็งเศร้าโศกเสียใจได้ข้าไม่ว่า แต่อย่าให้เวลากับการเศร้าโศกเสียใจนานจนเกินไป คนตายมันไม่รับไม่รู้อะไรแล้ว แต่คนที่ยังมีลมหายใจอย่างเอ็งก็ต้องสู้ ต้องดิ้นรนต่อไป… นี่อีกไม่กี่วันก็สิ้นเดือนแล้วโว้ย เอ็งคิดบ้างหรือเปล่าว่าจะเอาเงินจากที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ หนี้รายวันของไอ้บัง แล้วไหนยังจะหนี้สินเก่าๆ ที่ผัวเอ็งก่อเอาไว้บานเบอะ”
แกสาธยายออกมาอย่างคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวหันมาส่ายหน้า… น้ำตาจะไหลออกมาเสียให้ได้ มองป้าช้อยด้วยแววตากลัดกลุ้มรันทดหนักเข้าไปอีก
“เวรละอีห่า… ไม่พ้นกูอีก”
ป้าช้อยอุทานอย่างคนปากหนัก
ผู้คนในซอยต่างก็รู้กันดีว่าแกปากร้าย เป็นคนพูดตรงไม่อ้อมค้อม แต่ก็ไม่เคยใจไม้ไส้ระกำกับจำปาเวลาหล่อนเดือดร้อน
ที่ผ่านๆ มาแกเคยช่วยเหลือมาแล้วหลายครั้ง แม้แต่ตอนที่สามีของจำปายังมีชีวิตอยู่ก็เถอะ เดือนไหนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ขับแท็กซี่ได้เงินมาไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้านเพราะบางวันก็เผลอแวะเข้าวงเหล้าเสียก่อน ก็ได้แกนี่แหละที่คอยให้หยิบยืมแก้ขัดเรื่อยมา
“ไม่ต้องกลุ้ม เอางี้… สิ้นเดือนนี้ข้าจะช่วยไปก่อน… แล้วเงินหมื่นกว่าๆ ที่ไอ้เชิดผัวเองเคยติดหนี้ตาเข้มผัวข้าเอาไว้ เดี๋ยวข้าจะไปขอให้ยกให้ บอกตรงๆ ว่าเห็นแล้วเวทนาเองว่ะ”
จำปายกมือไหว้ประหลกๆ ซึ้งในน้ำใจของป้าช้อย
“ไม่ต้องไหว้ข้า เพราะยังไงข้าก็คงช่วยเหลือเอ็งไม่ได้ตลอด ต่อจากนี้ไปเอ็งจะต้องลุกขึ้นมาสู้ด้วยลำแข้งของตัวเอง”
บอกแล้วป้าช้อยก็ถอนใจแรง
“แต่ป้าก็เห็นอยู่ว่าฉันก็ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง”
หล่อนตอบออกมาซื่อๆ
เพราะว่าหลายปีที่ผ่านมา สามีของหล่อนเป็นคนคอยหาเลี้ยงมาโดยตลอด จำปาไม่เคยทำงานหนัก อย่างมากก็แตะงานบ้านเบาๆ เพราะว่าตอนมีชีวิตอยู่ สามีของหล่อนก็ตามอกตามใจจนเสียนิสัย ทุกวันนี้จำปาก็ยังซื้อกับข้าวถุง ไม่เคยหุงหาด้วยตัวเอง เสื้อผ้าก็ส่งซักเป็นรายเดือนทั้งที่ควรจะทำเอง จนทุกวันนี้มือไม้ของหล่อนดูอ้อนแอ้นจนแตะงานหนักไม่ได้แล้ว
“เอ็งน่าจะลองไปหางานทำ”
ป้าช้อยแนะนำด้วยความหวังดี
“แต่ฉันไม่มีวิชาความรู้อะไรเลยนะป้า… และฉันก็ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง” จำปาพูดแล้วก็ถอนใจแรง
ใบหน้าสะสวยของหล่อนแลดูกลัดกลุ้มลงไปอีก เพราะตระหนักดีว่าคนที่เรียนจบแค่ชั้นประถม แถมยังทำงานอะไรไม่เป็นสักอย่าง นายจ้างที่ไหนจะรับเข้าทำงาน
“จริงของเอ็ง…”
ป้าช้อยครุ่นคิด นึกตำหนิสามีที่ตายไปแล้วของจำปา ที่ปล่อยให้หล่อนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำการทำงานอะไรเลย ทั้งที่ก็ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา
ป้าช้อยนิ่งอยู่ในอาการครุ่นคิด ครั้นแล้วก็รำพึงออกมาเบาๆ ว่า
“ผู้หญิงลักษณะอย่างเอ็งเนี่ยนะ…ถ้าจะทำงานมันคงไม่ยาก”
“ทำไมหรือป้า…”
หัวคิ้วของจำปาชิดเข้าหากันด้วยความสงสัย
ป้าช้อยยังไม่ตอบในทันทีทันใด แต่แกขยับออกมายืนมองหล่อน สายตาเพ่งพิศพิจารณาเรือนร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ตรงหน้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“ทำไมมองฉันอย่างนั้นล่ะป้า…”
สายตาของป้าช้อยทำให้จำปารู้สึกประหลาดใจ
“รู้ตัวหรือเปล่าว่าเอ็งเป็นผู้หญิงที่สวยมาก… เอ็งคงไม่รู้สินะว่าผู้ชายในย่านนี้มันอยากจะล่อเอ็งทั้งนั้น”
“ว้าย! บ้าน่ะ… พูดอะไรน่าเกลียด แล้วป้าไปรู้มาได้ยังไงล่ะว่าไอ้ผู้ชายคนไหนมันอยากจะล่อฉันบ้าง”
จำปานึกสงสัย หล่อนไม่ได้ถือสาในความเป็นคนพูดจาตรงๆ ของป้าช้อย
“แหม… เอ็งลืมไปหรือเปล่าว่าบ้านเช่าหลังเล็กๆ สิบกว่าหลังที่ปลูกรวมอยู่ในบริเวณเดียวกัน รั้วเดียวกัน ห่างแค่