เมื่อเจ็ดปีก่อน
"ไอ้ป้องมึงเห็นผู้หญิงผมสั้นๆ ใส่แว่นหนาๆ ตรงนั้นเปล่าวะ" เรย์ชี้ชวนสะกิดไหล่ของป้องณวัฒน์ให้ดูตามมือ ป้องเห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งไว้ผมสั้น สวมแว่นตากลมหนาเตอะ แถมยังดัดฟันด้วยยางจัดฟันหลากสีสด เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตาแบกผู้ชายตัวโตกว่าเอาไว้บนหลังหมดสภาพเมาย่ำแย่ออกไปตรงประตูทางออก
"อ้อ ทำไม..." ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มหรี่มองใบหน้าของเพื่อนอย่างสงสัย
"ถ้ามึงได้ฟันผู้หญิงคนนั้นได้ กู... นายเกริกเกียรติจะยอมแต่งหญิงเดินรอบมหาลัยเลย" เขาพูดขึ้นมาส่งสายตาท้าทาย
"เฮ้ย... มึงเอาจริงนะไอ้เรย์" แมนตบบ่าของเรย์ขอคำมั่น
"เออสิวะ บุรุษพูดแล้วไม่คืนคำ วันก่อนแม่งมึง ผู้หญิงคนนั้นปารองเท้าแตะมากลางวงพวกกูเลย โอ้โห... แถมด่าพวกกูไฟแลบ ปากร้ายโคตรๆ" เรย์ทำท่าขยาด
"เอาดิ... หรือมึงป๊อด..." อ้นยุป้อง
"ก็ได้... คอยดูผลงานกูก็แล้วกัน ระดับเดือน... มีแต่สาวๆ วิ่งหากู ไอ้เรย์มึงเตรียมแต่งหญิงเอาไว้ได้เลย" เพราะการท้าทายและไม่อยากเสียหน้า และหาว่าป๊อด ป้องจึงตกปากรับคำพวกนั้นไป
วันพุธที่ผ่านมา หลังมหาวิทยาลัย..... หน้าร้านขายข้าวของยายวันเพ็ญ
รินดาเดินมาจากมินิมาร์ตหน้าปากซอยกำลังจะกลับเข้าไปในบ้านที่อยู่ยังท้ายซอย และต้องผ่านร้านยายวันเพ็ญอยู่แล้ว
"ป้า กะเพราหมูกรอบราดข้าวหนึ่งกล่อง” รินดาตะโกนสั่งข้าวอยู่ที่หน้าร้าน สายตาของกลุ่มบุรุษหลายหน่อที่เข้าชมรมหมาป่าล่าเนื้อ แต่จริงๆ น่าจะชื่อปากหมาซะมากกว่า
“ทำไปได้ว่าไหมมึง ขาสั้นสีเหลือง รองเท้าแตะสีแดง ถ้าเป็นแถวๆ บ้านกูนะมึง หมาเห่านึกว่าเห็นสัตว์ประหลาด”
“กูว่าน้องเขาก็สวยอยู่นะ” เสียงหนึ่งดังสนับสนุนขึ้น
“สวยอยู่คนเดียว สวยไม่ปรึกษาใคร สวยแบบทำไปได้” เหล่าบรรดากระชายเหล่านั้นก็ส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“รูปร่างก็สูงยาวเข่าดีนะมึง ถ้าไว้ผมยาวกูว่าก็น่าเอาอยู่นะ” อีกคนหนึ่งบอก
“อี๋ย... ไอ้เชี่ย... มึงไม่เห็นยางจัดฟันที่น้องเขาใส่เหรอวะ แม่ง... สี... โอ้โห... เห็นมาตั้งกะไฟแดงหน้ารถไม่กล้าชนนะมึง ต้องเบรกตัวโก่ง เพราะแสงสะท้อนมันเข้าตา” เสียงฮาดังกันขึ้นอีกตรึม
“สี่สิบห้าบาท” ยายวันเพ็ญส่งข้าวกล่องให้กับรินดา เธอรับมันมาถือไว้ ก่อนจะจ่ายเงินในจำนวนที่พอดี
“ขอบใจ...” ยายวันเพ็ญหันหลังให้ เดินกลับเข้าไปที่หลังร้าน
“วี๊ดวิ้ว...” เสียงผิวปากดังขึ้น ตอนที่เธอจะหันหลังกลับ
“น้องสาวผมสั้นครับ ให้พวกพี่ไปส่งข้างในไหมครับ พี่กลัวหมามันจะไล่งับขาน้องนะครับ” คนในกลุ่มนั้นตะโกนแซวขึ้นมา
“ไอ้... เชี่ย... กูได้ยินนะว่าพวกมึงนินทากูอยู่ ไม่มีอะไรทำกันหรือไง กลับไปนั่งวิจารณ์แม่กับน้องมึงที่บ้านไป ไอ้...”
เพล้ง... ตุ๊บ...
เธอถอนรองเท้าของตัวเองโยนเข้าไปกลางวงทั้งสองข้าง ชายหนุ่มสี่ห้าคนนั้นกระโดดแยกกันไปคนละทิศละทาง เธอยังไม่ยอมลดละ เดินตรงเข้าไปยังชายหนุ่มปากดีเหล่านั้น
พวกผู้ชายหน้าหม้อตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนภายในร้าน
รินดาไม่พูดอะไรอีก เธอส่งสายตาระร้ายมองผ่านแว่นกลมๆ หนาเตอะไปยังใบหน้าของหนุ่มๆ ทุกคน เธอหยิบแล้วสะบัดเอาน้ำแกงออกจากรองเท้าของตัวเอง และป้ายไปที่กระเป๋าผ้าของเรย์ที่วางใกล้ที่สุด ก่อนจะเอามันมาใส่ที่เท้าแล้วเดินกลับไปแบบไม่หันกลับมามอง
“เวรแล้ว กระเป๋าน้องเฟิร์นซื้อให้กู” เรย์โอดครวญ ตอนนี้กระเป๋าของเขาเต็มไปด้วยน้ำต้มแซ่บ
“ฝากเอาไว้ก่อนนะยายแว่น” เรย์ยืนมองตามหลังผู้หญิงคนนั้นไป คิดเอาคืน
“เจ้าป้องมันรู้ตัวหรือยังแม่” คุณเปรมถามภรรยาขึ้นมา ตอนนี้เธอยังก้มๆ เงยๆ อยู่กับมือถือของตัวเอง
“ฉันไม่ชอบบังคับลูก พ่อก็รู้” คุณอ่อนตอบออกมาโดยไม่มองหน้าของสามี
“คุณอ่อน” สามีทำเสียงเข้มเข้าใส่
“พ่อไม่ได้พูดเล่นนะ ไปปลุกมัน พ่อจะให้มันบินไปเย็นนี้เลย”
“อะไรกัน อย่ามาหยอกกันแรงขนาดนี้นะ” ภรรยามือถือแทบร่วง
“พ่อจะส่งลูกไปเรียนถึงอังกฤษ จะไม่ให้แม่ทำใจเลยหรือไงคะ" เธอหน้าตาตกใจ ไม่คิดว่าสามีจะทำอะไรรวดเร็วอย่างนี้
ทั้งๆ ที่ปรึกษากันได้ไม่นาน และเธอไม่คิดว่าเขาจะเอาจริง ทำให้เธอไม่ทันได้ตั้งตัว
“ถ้าแม่ยังเห็นเจ้าป้องมันเป็นเด็กอยู่อย่างนี้ พ่อว่าให้อยู่เมืองไทย คงเสียคนในไม่ช้า”
“คุณเปรมจะพูดเกินไปแล้วนะคะ” เธอเริ่มบีบน้ำตา เรียกชื่อสามีเต็มยศ
“ให้ลูกไปเรียนนะแม่ พ่อไม่ได้ให้มันไปตาย”
“คุณ...” เธอเห็นสายตาที่เอาจริง และไม่ได้ล้อเล่น
“เวียนไปปลุกคุณป้อง และกระเป๋าที่ให้จัดเมื่อวาน เวียนให้หวังขึ้นไปเอาลงมา แล้วเอาขึ้นท้ายรถ ฉันจะไปส่งเจ้าป้องมันขึ้นเครื่องเอง” เขาหันไปสั่งคนใช้
คุณเปรมศักดิ์ที่เผด็จการที่สุดในบ้าน และทำอะไรตามใจตัวเองอยู่แล้ว เขาใช้วิธีบังคับให้ลูกชายคนเดียวไปเรียนที่อังกฤษโดยไม่ได้ถามความสมัครใจของเจ้าตัว
“คุณ...” คุณภคมนถึงกลับเข่าอ่อน
“จะไปส่งลูกกับพ่อไหม” เขานั่งลงใกล้ๆ ภรรยา จับมือของเธอขึ้นมาบีบเบาๆ เธอทำน้ำตาร่วง
“ให้ลูกไปเถอะ จะได้โตซะที เรามีความหวังเดียวอยู่ที่มันนะ ยังไงก็อยากให้ลูกได้ไปผจญภัยดูบ้าง”
“เดี๋ยวฮะพ่อ นี่มันอะไรกัน ผมไม่ไปเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาด ผมก็ไม่ไป”
ป้องณวัฒน์ตะโกนโวยวายดังมาจากข้างบน เมื่อมาถึงตรงหน้าพ่อ สายตาที่ดุดันและเอาเรื่องเป็นที่สุด ทำให้เขาหันหลังกลับขึ้นไปข้างบนบ้านอย่างรวดเร็ว
“เร็วๆ นะโว้ย เครื่องจะออก ฉันจะต้องให้แกไปในวันนี้ให้ได้”
“เผด็จการ” ภคมนทำปากมุบมิบ ก่อนจะวิ่งปรู๊ดขึ้นชั้นสองตามหลังลูกชายไปติดๆ
ทุกอย่างถูกนำมาขึ้นรถ รวมทั้งลูกชายที่นั่งหน้าเหม็น เขาถูกยึดโทรศัพท์เอาไว้เรียบร้อย โดยไม่ให้ได้บอกและร่ำลาเพื่อนๆ ป้องณวัฒน์ทำตัวไม่ถูกเอาเหมือนกัน ตอนนี้มีแม่ที่ร้องไห้กระซิกๆ อยู่ข้างๆ
“ตั้งใจเรียน ฉันเสียเงินไปเยอะนะกับแก เรื่องที่จะส่งไปเรียนที่อังกฤษ และต้องทำตัวให้ดีๆ ฉันจะให้เงินแกแค่พอใช้ ดัดนิสัยใช้เงินมือเติบ อยากได้อะไรเป็นพิเศษต้องทำงานเอาเอง และฉันยึดบัตรทุกอย่างของแกคืน และใช้ได้แค่บัตรนี้บัตรเดียว” คุณพ่อยื่นบัตรสีทองให้ ป้องหันไปกอดแม่
“อย่าทำตัวเหลวไหลนะลูก” เธอสอนเหมือนป้องณวัฒน์เป็นเด็กเล็กๆ
“แล้วห้ามมีเมียแหม่ม มีลูก” คุณเปรมศักดิ์กำชับ
คำว่าเมียทำให้เขานึกไปถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาทำมิดีมิร้ายกับเธอเมื่อคืนนี้ แล้วสัญญาที่ว่าจะไปรับไปเรียนในเช้าวันจันทร์
‘ริน’ เขาเอ่ยชื่อเธอในใจ ตอนนี้เรื่องตัวเองก็เอาไม่รอด แล้วจะจัดการกับเรื่องอื่นๆ ได้อย่างไร
“มือถือของผม” เขายังหวงและรู้สึกห่วงใย
“เดี๋ยวไปถึงที่โน่นจะมีคนมารับ ทุกอย่างได้ถูกเตรียมไว้ให้แกเรียบร้อยแล้ว”
“แต่พ่อครับ ในมือถือของผมมีเบอร์ของเพื่อนๆ”
“ไอ้ป้อง...” พ่อทำเสียงเข้ม และลากเสียงเรียกชื่อลูกชาย
“ครับ” เขาก้มหน้าโดยดุษณี พ่อพูดคำไหนก็คำนั้น
“รักษาตัวนะลูก” แม่จุ๊บแก้ม จุ๊บหน้าผากเขาไม่รู้จักเบื่อ
“ร่ำลากันซะให้พอ พ่อไม่อนุญาตให้กลับมาเมืองไทยนะ จนกว่าแกจะเรียนจบ พ่อกับแม่จะบินไปเยี่ยมแกเอง”
“หา!” เขาทำเสียงตกใจ
“ไม่ต้องมาหา... หรือแกอยากมีปัญหากับพ่อ” คุณเปรมทำเสียงขู่ แค่นี้สองแม่ลูกก็หัวหดแล้ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นไปตามใจคุณพ่อ ป้องณวัฒน์เดินทางไปเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อยิ้มร่า ส่วนคุณแม่น้ำตานองหน้า
เช้าวันนั้น
(“ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก”) รินดามองมือถือในมือ ตอนนี้น้ำตาเริ่มคลอเต็มหน่วย
‘อะไรกัน ทำไมทำแบบนี้ เอ๊ะ...หรือว่าเช้าไป’ เธอคิดเข้าข้างตัวเอง ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ‘สายๆ ค่อยโทรอีกทีนะ ถ้ายังไม่เปิดก็เที่ยง หรือค่ำๆ ไปเลย’
เธอสั่งตัวเองไว้ และก็กดโทรศัพท์หาป้องณวัฒน์เป็นสิบๆ ครั้ง ก็ยังได้รับคำตอบเดิม
แล้วเขาก็หายไปไม่ติดต่อกลับมา
เช้าวันจันทร์ รินดารีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็วเพื่อไปมหาวิทยาลัย ตั้งใจจะไปลุยป้องณวัฒน์ และถามให้รู้เรื่อง ว่าเขาฟันเธอแล้วทิ้งใช่ไหม
รินดาก้าวฉับๆ ไปยังคณะบริหาร เห็นหนุ่มๆ ที่คุ้นตาที่เธอเคยเห็นเดินด้วยกันกับป้องณวัฒน์ เธอตรงดิ่งเข้าไปในทันที แต่บทสนทนาที่ได้ยินทำให้เธอต้องหยุดฝีเท้า
“ไอ้เชี่ย แม่งไอ้ป้องไม่ได้เห็นมึงวิ่งรอบมหาลัยอะดิ มันแน่จริงๆ ว่ะ มันเจาะไข่แดงยายเหล็กดัดฟันนั่นจริงๆ” แมนพูดขึ้นมาก่อน
“เฮ้ย... ต้องแต่งนะโว้ย สัญญาลูกผู้ชาย ตระบัดสัตย์แล้วไม่คืนคำ” อ้นพูดขึ้น
“แม่งมันฟันแล้วทิ้งได้สะใจกูจริงๆ ว่ะ มันตั้งใจไหมเนี่ย มันรู้ไหมว่าพ่อมันจะให้มันไปอังกฤษ” เรย์ถามดัง
“ไอ้ป้องมันไม่เคยพูดถึงเลยนะโว้ย”
“นั้นอะสิ หรือว่า... โอ๊ย...คิดไม่ออก แล้วแม่ง...เชี่ย...ติดต่อมันก็ไม่ได้ ใครกล้าไปถามพ่อกับแม่มันที่บ้านบ้างวะ”
“โอ๊ะๆ กูคนหนึ่งละไม่ไป” เรย์ปฏิเสธก่อนใคร
“พ่อดุอย่างกับหมา”
“ไอ้ห่าเรย์ปากมึงนะหมากูว่า พ่อไอ้ป้องคนนะโว้ยไม่ใช่หมา” แมนทำท่าจะตบปากเพื่อน
“ไม่รู้ล่ะ ว่าแต่กูไม่แต่งหญิงก็ได้มั้ง ไอ้ป้องมันไม่รู้หรอก”
“มึงไปท้ามันเอง มันฟันหลอกกินไข่แดงยายเหล็กดัดนั่นได้ มึงต้องแต่งหญิงตามสัญญา กูจะเป็นพยานให้ไอ้ป้องมันเอง”
“ใช่ๆ กูเห็นด้วย” อ้นสนับสนุน
“พวกมึงสองคนเป็นเพื่อนกูหรือเปล่าเนี่ย”
“ก็เป็นเพื่อนมึงทั้งสองคนนั่นแหละ สัญญาต้องเป็นสัญญาโว้ย” แล้วทั้งสองหนุ่มก็หัวเราะขึ้น
สิ่งที่รินดาได้ยินมันทำร้ายจิตใจเธอมาก ผู้ชายพวกนี้เห็นเธอเป็นตัวอะไร เห็นเป็นของเล่นเอามาท้ากันก็ได้เหรอ หญิงสาวกำหมัดแน่น ไม่ขยับเคลื่อนไหวตัว น้ำตาไหลพรากๆ
กริ๊ง... เสียงกริ่งบนอาคารดังลั่น ทั้งสามจึงลุกขึ้นในทันที ได้ยินแค่บทสนทนาที่ว่าใครไปถึงช้าก่อนคนนั้นเลี้ยงข้าว แล้วสามหนุ่มก็แข่งกันวิ่งขึ้นไปบนอาคารเรียนทันที
รินดาทรุดตัวลงไปนั่งร้องไห้โฮอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเข้มๆ ของป้องณวัฒน์ลอยมาเต็มหัวสมอง
‘ฉันจะเกลียดนายให้มากที่สุด ฉันถือว่าสิ่งที่เสียไปฉันถวายให้นาย ชาตินี้ขออย่าให้พบเจอกันอีกเลย’
เจ็ดปีต่อมา
แชตออนไลน์กลุ่มแก๊งแม่มด แม้ว ออ อาย และริน แก๊ง Anti-Playboy ฆ่าให้ตาย
แม้ว (รินทำโปสเตอร์ล็อตใหม่ให้หรือยัง)
ริน (ส่งไปในอีเมลแล้วย่ะ ไม่เห็นหรือ)
แม้ว (ส่งมาเมื่อไร ไม่เห็นจริงๆ)
ริน (บัดนาว)
แม้ว (ว่าแล้ว ก็เช็กอยู่นิ มายเห็น)
ออ (อายกับรินแกกลับมาจากเชียงใหม่หรือยัง)
อาย (ไม?)
ริน (กลับมาแล้ว พรุ่งนี้ฉันไม่อยู่นะ งานด่วนมาก ต้องไปที่หัวหินตั้งแต่
เช้ามืด)
ออ (อยากกินส้มตำ)
อาย (รินแกไปทำไม ไหนว่าพักร้อนอีกสองวัน)
ริน (ค่ะ พี่ต่ออะดิ เบี้ยวงาน หัวหน้าเลยให้ฉันไปลงหน้างานแทน แบบ
ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน แค่ไปวัดๆ ถ่ายรูปอะไรแบบนี้แหละ)
อาย (เหรอ)
แม้ว (ออ อาย แกมาที่ร้านฉันไหม มีร้านส้มตำเปิดข้างๆ อร่อยมาก กลิ่น
ปลาร้าหอมกระจาย)
ออ (กลิ่นแรงมาถึงนี่เลย)
อาย (ปลาร้ามาจากตัวแกหรือเปล่า)
ออ (แรง...มาก ระดับนี้อาบน้ำทุกสามวันย่ะ)
อาย (555++)
แม้ว (ซกมก)
ริน (ฉันนอนก่อนนะพวกแก พรุ่งนี้ต้องขับรถไปเองตั้งแต่เช้า)
อาย (ขับรถดีๆ นะจ๊ะคนสวย ขับขี่ปลอดภัยใช้ถุงด้วย)
ริน (อีบ้า)
อาย (555++)
ออ (กู๊ดไนต์)
แม้ว (ฝันดี Zzz…)
ริน (แทงกิ้ว ไนต์...)
บนถนนกรุงเทพฯ – หัวหิน
“พี่ต่อนะพี่ต่อ ทำไมต้องทำกับน้องนุ่งอย่างนี้” รินดาบ่นไปถึงคนที่สร้างปัญหาให้กับเธอในครั้งนี้ หญิงสาวหยิบแก้วกาแฟร้อนที่วางอยู่ในช่องด้านข้างขึ้นมาดื่ม
“อ้า... ค่อยยังชั่ว ไม่งั้นตาปิด เฮ้อ...” แล้วเธอก็เปิดเพลงเสียงดังลั่น
ระยะทางไม่ใช่ปัญหา รินดาฮัมเพลงร้องคลอตามไปตลอดทาง
กริ๊ง... มือถือของเธอดังขึ้น เธอกดรับโทรศัพท์ที่ต่อบลูทูทเข้ากับลำโพง
“ถึงไหนแล้ว” เสียงพี่บอยผู้จัดการดังขึ้น
“เพิ่งจะถึงเพชรบุรีค่ะ” รินดารายงาน
“โอเค พี่ส่งแผนที่ตามไปให้แล้วนะ เข้าไปที่ไซต์งานได้เลย เก็บมาทุกรายละเอียดนะริน”
“ค่ะบอส ว่าแต่งานนี้... มีอะไรจะแบบว่า จ่ายเป็นพิเศษ คือแบบเป็นวันพักร้อน”
“เยอะนะยายริน” บอสสวนน้ำคำมาทันที เธอจึงส่งเสียงหัวเราะฮึๆ
“เอาแบบนี้ เสร็จงานนี้ฉันจะให้เธอพักยาวอีกเจ็ดวัน”
“อุ้ย บอสพูดแล้วนะ ทำไมใจดีจังเลย”
“ก็พี่เป็นคนดีไง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” รินดาหัวเราะเสียงดัง
“อ้าวๆ ขับรถดีๆ นะ รีบทำงานเลยนะถ้าไปถึงแล้ว อีกอย่างไม่เกินสองทุ่มงานต้องส่งเข้าอีเมลของพี่ ถ้าผ่านก็หยุดต่อได้เลย โอเคไหม เพราะพี่จะส่งให้อีกทีมจัดการให้”
“ค่ะบอส” เธอรับปากแข็งขัน
“นี่คือคำสั่ง” รินดาได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้านายฮึๆ ก่อนที่เขาจะวางสาย
“ยังงี้ก็มีด้วย ด่วน ด่วนที่สุด เห่อเห่อเห่อ” ปากก็บ่นไป สายตาก็จ้องมองถนน ตอนนี้มีหัวหินเป็นจุดหมาย เสียงจากจีพีเอสดังขึ้นมาเป็นระยะ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอขับรถมาเองด้วยสิ
“อย่าพาหลงนะคะ” เธอต่อปากต่อคำกับเสียงที่ดังมาจากจีพีเอส
‘โครงการสีระวัฒนา’
ชื่อโครงการที่สะดุดตา ตัวใหญ่เบ้อเร่อที่ติดอยู่ตรงทางเข้า
‘คุ้นๆ’ ความคิดเกิดขึ้น รินดาเลี้ยวหัวรถเข้าไปในโครงการนั้น สำนักงานตั้งอยู่ไม่ห่างจากปากทางมากนัก
“เหนื่อยยังไง ก็ต้องเริ่มเลยใช่ไหม” เธอถามตัวเอง หยิบกระเป๋าและอุปกรณ์ที่จำเป็น และกล้องถ่ายรูปขนาดกะทัดรัดพอดีมือ ดีกว่าใช้ ไอแพดที่ใหญ่เทอะทะ ไม่ลืมสมุดโน้ต มือถือ และเธอได้หยิบนามบัตรติดมือมาหนึ่งใบ
ตื๊ด... ตื๊ด... เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้า
(“รีบหน่อย เขารออยู่แล้ว”)
“ค่ะบอส” เธออ่านจบก็พูดกับมือถือทันที และส่ายหน้าเบาๆ
ขายาวๆ ของรินดาก้าวฉับๆ เข้าไปในสำนักงานข้างหน้า
“สวัสดีค่ะ ดิฉันรินดามาจาก เอสบี อินทีเรีย ค่ะ” รินดาแนะนำตัวกับประชาสัมพันธ์ที่นั่งอยู่ตรงนั้น
“อ๋อ สวัสดีค่ะคุณรินดา คือว่า เดี๋ยวพายให้คนขับรถไปส่งที่ห้องพักตัวอย่างนะคะ บอสไปรออยู่แล้วค่ะ” หญิงสาวที่เอ่ยชื่อตัวเองว่าพาย กระวีกระวาดออกมาจากเคาน์เตอร์ด้วยอาการรีบเร่ง
“มันก็ไกลน่ะค่ะ” รินดาพูดเหมือนแก้ตัว เพราะเลยเวลานัดมาแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง
“ค่ะ พายเข้าใจ แต่...” เธอไม่พูดต่อ และเดินเร็วไปเรียกคนขับรถ ก่อนจะส่งรินดาให้ขึ้นไปนั่ง สั่งการกับคนขับรถ ว่าให้พารินดาไปที่ไหน
พายยกมือโบกลา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“โชคดีนะคะคุณรินดา” เธออวยพรเสียงเบาๆ ตามหลัง
รถกอล์ฟคันนั้นวิ่งเข้าไปในโครงการผ่านบ้านตั้งหลายหลัง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่มีเนื้อที่และบริเวณมากที่สุด และติดอยู่กับโขดหิน และด้านหน้าเป็นท้องทะเลกว้างใหญ่ หญิงสาวกล่าวขอบคุณคนขับรถเบาๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปตามทางลาดเล็กน้อย
“สวยมากๆ” เธอมองไปรอบๆ ที่เป็นเวิ้งทะเลสุดสายตา สีขาวของคลื่นตีกันเป็นก้อนๆ ส่งแสงประกายระยิบระยับท้าแสงแดดเวลาบ่ายสองโมง
ตื๊ด...ตื๊ด... มือถือในกระเป๋าเสื้อของเธอสั่นขึ้นมาอีกครั้ง
(ยายริน ถึงไหนแล้ว ?) แค่เห็นข้อความเธอก็รีบเร่งฝีเท้า ก้าวขึ้นตามบันไดปูนที่วางหินสีดำกันลื่น
‘ตามอยู่ได้ รู้แล้วค่ะ ถึงแล้วค่ะ’ เธอบ่นกระปอดกระแปด เงยหน้ามองไปที่บ้านหลังนั้น ค้อนไปถึงบอส
‘จะยังไงเนี่ย เร่งจะแย่แล้ว หึ...’ รินดาก็บ่นไปแบบนั้นแหละ แต่ก็ตั้งหน้าและทำใจว่าเธอต้องโดนต่อว่าอยู่แล้ววันนี้
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เธอยกมือขึ้นเคาะประตู รินดาเห็นผู้ชายเดินมาทางประตู และเปิดมันออก
สายตาที่จ้องสบมา เธอไม่เคยลืม รินดาคอแข็งขึ้นมาทันที
ป้องณวัฒน์มองผู้หญิงตรงหน้า เขาไม่เคยลืมสายตาคู่นี้ ผู้หญิงที่เขาเคยได้แล้วทอดทิ้ง
‘รินเหรอ’ เขาถามตัวเองในใจ
สีหน้าแปลกใจเป็นที่สุด รินดาเธอเปลี่ยนไปมาก สวยขึ้น ขาวขึ้น และสดใสขึ้น
‘เส็งเคร็งจริงๆ ไอ้คนเลว...’ เธอด่าเขาในใจ
ตอนนี้ตาที่มองเขาไม่มีความเป็นมิตรเอาเสียเลย เธอเริ่มตัวสั่น และหายใจแรงขึ้น เรื่องราวในอดีตเมื่อเจ็ดปีที่แล้วโผล่เข้ามาในหัว สองมือของรินดากำเข้าหากันแน่น
“คุณมาจาก เอสพี อินทีเรีย ใช่ไหม” เขาเอ่ยปากถามเหมือนจำเธอไม่ได้ ยิ่งทำให้รินดาคอแข็งและกลืนน้ำลายลงคอ ความเจ็บปวดที่ทำท่าจะลืมได้แล้ว กลับเข้ามาตอกย้ำในหัวใจอีกครั้ง
“ค่ะ ใช่ ฉันรินดา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแปร่งๆ
“ผมป้อง ป้องณวัฒน์” เขายื่นส่งมือไปตรงหน้า รินดาใช้หัวไหล่ของตัวเองกระแทกเข้าไปบนตัวเขา และเดินผ่านเข้าไปในห้อง ไม่ไยดีที่จะจับกระชับมือกับเขาเหมือนธรรมเนียมฝรั่ง เขาถึงกับเก้อ
รินดาเธอเปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว ไม่ใช่เด็กสาวที่จะหลงคารมของใครง่ายๆ เจ็บแล้วต้องจำ
“เลว... ฉันอยากจะฆ่านาย” เธอยังสบถคำนี้ออกมาพึมพำ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ในบรรยากาศที่คลุมเครือ
“เริ่มงานเลยนะคะ” เธอหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขา แล้วจ้องสบตาอย่างไม่ลดละ แววตานั้นมองออกมาแบบอาฆาตมาดร้ายอย่างชัดเจน
“สบายดีไหม” เขาถามขึ้น แค่ได้ยินคำถามเธอก็ตัวเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มเยาะที่มุมปาก
“หื้อ....ก็สบายดีค่ะ ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่รู้สึกอะไร และยังไม่ตาย ลมหายใจก็ยังมีอยู่” เธอตอบเขาเป็นชุดเหมือนระบายความอึดอัดบางอย่าง พร้อมกับมองเขาด้วยหางตาแล้วเริ่มขยับปลายเท้าเดินสำรวจไปทั่วห้อง แล้วยกกล้องถ่ายรูปเก็บภาพตามมุมต่างๆ ที่ได้รับคำสั่งมา
“ห้องเดิมๆ เนี่ยมันดูเชยๆ เลยอยากเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” เขาพูดและเดินตามหลังเธอไปรอบๆ รินดาไม่ตอบ เธอเริ่มเดินสำรวจไปทั่วทุกมุม และเริ่มเข้าไปในห้องหับต่างๆ ที่มีอยู่ถึงสามห้อง เขาตามประชิด
รินดาวันนี้ไม่เหมือนเมื่ออดีต วันนี้เธอสูงยาวขาวใส แล้วสีผิวสว่างตัดกับชุดสีดำที่เธอใส่มาในวันนี้ และรองเท้าส้นสูงเกือบสามนิ้ว สีแดงเพลิงเงาวับ ยิ่งตัดกับผิวกาย ผมที่ยาวถึงกลางหลังและเหยียดตรงกระเพื่อมไหวสะบัดเวลาที่เธอเดิน สะโพกพายกลมมนดูมีมัดกล้ามเนื้อมากกว่าเดิม แล้วเธอยังอาจหาญโนบราเสียด้วย แผ่นหลังที่ขาวสะอาดโผล่พ้นเนื้อผ้าเผยความงามจนคนเดินตามต้องกลืนน้ำลาย
“นี่ชุดมาทำงานหรือ” เขาเอ่ยถามเธอ ทำให้คนที่ถูกถามหันหน้ากลับมาดังขวับ
ปึก...
ร่างของเธอชนเข้ากลับแผงหน้าอก ด้วยส้นของรองเท้าที่สูงทำให้เธอสะดุด ป้องณวัฒน์รับร่างของเธอเอาไว้ทันที ตอนนี้รินดาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาเสียแล้ว
เธอยกแขนขึ้นกัน แล้วผลักร่างของชายหนุ่มออกไปให้ห่างจากตัวอย่างแรง
พลั่ก... ก่อนจะตามไปด้วยฝ่ามืออรหันต์
เผียะ เผียะ เผียะ
ดารินฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของป้องณวัฒน์
ใบหน้าที่ถูกกระทบด้วยฝ่ามือแดงเงยขึ้นมาทันที ป้องณวัฒน์ถึงกับยกมือของตัวเองขึ้นมากุมหน้า
“ฉันกับคุณไม่ได้เป็นอะไรกัน จะแต่งตัวยังไง คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์ หรือถามแบบเสียมารยาทแบบนี้” เธอหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธซึ่งทุกสิ่งมันสุมรวมก่อตัวอยู่ก่อนแล้ว
“อืม...” ชายหนุ่มทำเสียง ยกมือขึ้นลูบปลายคางของตัวเอง
ถามว่าเขาโกรธไหม เขาคิดว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของรินดาดีนะ หญิงสาวที่ถูกพรากพรหมจรรย์ แล้วเขาก็ทิ้งเธอทันที ไม่เคยกลับไปพบเจออีกเลย
“มีอะไรต้องให้รายละเอียดดิฉันอีกไหมคะ” เธอถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เพิ่งใช้ฝ่ามือตบหน้าเขาไปเมื่อกี้นี้ เมื่อเขาไม่ตอบเธอก็สะบัดตัวหันหลังกลับไปทำงานเหมือนเดิม
สวบ... อ้อมแขนใหญ่สวมกอดเข้าไปที่ด้านหลังของเธอทันที รั้งรัดร่างของเธอให้เข้ามาหาแนบชิดกาย ก่อนจะจรดปลายจมูกลงไปบนซอกคอขาวเนียน
“อึ...” เธออุทานออกมาด้วยความตกใจ หันหน้ามามองใบหน้าคมเข้มของป้องณวัฒน์ที่อยู่ใกล้ๆ
จุ๊บ... เขาจุ๊บปากของเธอทันที
“ไอ้คนเลว” เธอด่าทอเขาออกไปทันที หมดความอดทนที่จะมาปั้นสีหน้าใส่ว่าไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
รินดากระทืบส้นสูงลงไปบนหลังเท้าของเขาทันที
ปึก...ปึก...ปึก...ผลัวะ
“โอ๊ย...” ป้องณวัฒน์ร้องลั่น
รินดากระทุ้งศอก หันหน้าเข้าหาแล้วจับหัวไหล่ของเขาประเคนเข่า และฟันสันมือของตัวเธอใส่เข้าไปที่ตรงซอกคอของป้องณวัฒน์ดังผลัวะ
“อะ... อึก... อุ... โอะ... โอ๊ย...” ดวงดาวขึ้นมาเต็มท้องฟ้า
“อย่ามาแตะต้องตัวฉันอีก”
เธอผลักร่างของเขาร่วงไปกองที่พื้น ใช้มือตบเข้าหากัน ก่อนจะชี้นิ้วใส่หน้าเขาแบบอารมณ์เสีย