ตอน: ชีวิตที่คล้ายความฝัน
“เอ๋ยๆ อย่าไปเดินเล่นไกลนักนะลูก แม่เป็นห่วง”
“จ้ะแม่”
สาวน้อยวัยสิบสามปีเต็ม หันกลับไปหาแม่ที่กำลังแบกกะละมังปลาหมึกอยู่เต็ม เพื่อเอาออกไปตากตรงราวลวด แล้วส่งยิ้มให้ ก่อนจะก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ไปตามชายหาดขาวสะอาดและเงียบสงบยิ่ง บรรยากาศยามเช้าของเกาะเล็กๆ หนึ่งในหลายๆ เกาะของจังหวัดกระบี่ช่างน่าอยู่ไม่น้อย
ร่างเล็กๆ สูงๆ ผอมๆ กับกางเกงยีนส์ขาสั้นสีเข้ม เสื้อยืดสีขาวมอๆ ก้มลงเก็บเปลือกหอยสีน้ำเงิน ขาว ชมพู ม่วง ใส่ในถุง พลาสติกอย่างเพลิดเพลิน สลับกับก้าวเดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ
กระทั่ง!
ไปถึงโขดหินใหญ่หลายก้อน ตั้งเกาะกลุ่มกันอยู่เป็นโพลง ในนั้นใครบางคนนอนคว่ำหน้าอยู่กับหินเล็กๆ สามสี่ก้อน เพราะความเป็นเด็ก และด้วยความที่ยังไม่เคยพานพบเรื่องน่าตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน
“แม่! พ่อ!” สาวน้อยทิ้งถุงแล้ววิ่งกลับไปยังทิศทางเดิม อย่างไม่คิดชีวิต ปากก็ร้องเรียกไม่เรียกแม่สลับกับเรียกพ่อไป
“พี่ใหญ่!” และเรียกเพื่อนต่างวัยที่บ้านอยู่ติดกันเสียงหลง สองเท้าก็สาววิ่งอย่างเร่งรีบด้วยความหวาดกลัว กับสิ่งที่เพิ่งพบเห็นมา
“มีอะไรเอ๋ย! เป็นอะไรลูก! แล้ววิ่งหนีอะไรมา!” รำไพตกใจไม่น้อย ทิ้งราวปลาหมึกแล้วอ้าแขนรับร่างลูกที่แทบจะกระโจนเข้าหาทันที
“เอ๋ยเห็นคนตายจ้ะแม่!”
“อะไรนะ! เอ๋ยเห็นใคร! แล้วใครตาย!”
รำไพตัวสั่นงันงกตามลูกด้วยความตกใจ แล้วมองไปยังทิศทางที่ลูกชี้นิ้วไป ก่อนจะหันซ้ายแลขวาหาสามี ที่น่าจะกำลังหอบแห หอบอวนออกไปปะชุนอยู่หลังบ้านเป็นแน่
“พี่สิน!” แล้วสองแม่ลูกก็วิ่งไปหลังบ้านด้วยความตกใจ
“อะไรนะ! ใครตาย! แล้วอยู่ตรงไหน! เอ๋ยพาพ่อไปดูซิ!” วสินเองก็ตกใจในคำบอกเล่าของลูกไม่น้อย เลยไม่รอช้า เมื่อเห็นทิศทางที่ลูกชี้ไป ก็ออกวิ่งทันที
“ลุง! รอผมด้วย!”
ธนากรหรือ ‘ใหญ่’ เด็กหนุ่มที่บ้านติดกันก็ร้องเรียก แล้ววิ่งตามไปไม่ห่างเพราะความห่วงและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ทางโน้นจ้ะแม่”
สาวน้อยวรินรำไพรั้งแขนแม่ให้วิ่งตามไปติดๆ ไม่นานภาพที่ทุกคนเห็นก็คือ หนุ่มน้อยในชุดกางเกงขาสั้นเสื้อกล้ามสีขาว หรืออาจจะเคยเป็นสีนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ทั้งดำ ด่าง สกปรกไปหมด
วสินวิ่งเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไร เพราะนี่คือหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวอย่างเขา ที่จะต้องออกหน้าเผชิญกับอะไรก็แล้วแต่ก่อนทุกคน
“ยังไม่ตาย!”
วสินหันไปบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่น้อย หลังเอาหูแนบฟังเสียงการเต้นของหัวใจหนุ่มนิรนามตรงหน้าอก นั่นทำให้ทุกคนค่อยมีสีหน้าดีขั้นมาหน่อย
“ไอ้ใหญ่! มาช่วยลุงแบกทีวะ เจ้าหนุ่มนี่ตัวใหญ่แล้วก็หนักจริง”
“ตามพ่อไปเร็วเข้าเอ๋ย”
รำไพคว้าแขนลูกสาว แล้วก้าวเดินตามหลังสามีไปอย่างเร่งด่วน “อ้าว! แล้วนี่ถุงเปลือกหอยของเอ๋ยใช่มั้ยลูก” แต่ก็เหลือบไปเห็นถุงของลูกก่อน
“จ้ะแม่”
ลูกสาวตอบด้วยสีหน้ายังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่เลย ผู้แม่เลยรีบก้มลงไปคว้าถุงมาถือไว้ ก่อนจะรีบจูงลูกให้ก้าวเดินตามสามีกับใหญ่ ที่ช่วยกันหามร่างไร้สติตรงไปยังบ้านอย่างเร่งรีบ
หนุ่มนิรนามนอนอยู่บนฟูกผืนบางๆ กางเกงเลกับเสื้อกล้ามเก่าๆ ของสินถูกเอามาสวมให้แทนเสื้อผ้าชุดเดิม เขากำลังขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้า ตามด้วยขยับใบหน้าคมคายหล่อเหลา
แม้จะซีดแต่ก็ไม่อาจจะบดบังความเป็นคนหน้าตาดี จากสี่ชีวิตที่กำลังนั่งรอลุ้นอยู่รอบกายไม่ได้ ผิวพรรณก็ขาว แม้ตรงแขนจะเป็นสีแทนแต่ลำตัวขาว บ่งบอกได้ว่าเพิ่งผ่านการอาบแดดมาได้ไม่นาน
‘เฮือก!’
ร่างที่นอนอยู่สะดุ้งสุดชีวิตแล้วดีดตัวขึ้นนั่งทันที ทำเอาทุกคนตกใจตามไปด้วย แล้วต่างฝ่ายต่างก็จ้องมองกัน อย่างสงสัยใคร่อยากรู้ความเป็นไปเป็นมาของกันและกันอยู่บนแคร่ใต้ถุนบ้าน
“พวกคุณเป็นใคร แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ” หนุ่มนิรนามเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน
“แล้วพ่อหนุ่มล่ะ เป็นใคร มาจากไหน ทำยังไงถึงได้มานอนเกยอยู่ฝั่งได้” วสินเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน หลังจากหันไปมองหน้าคนอื่นๆ อยู่ครู่หนึ่ง
คนถูกถามนั่งอึ้ง คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก แม้จะใช้ความพยายามอยู่ครู่ใหญ่ แต่ยังไงก็คิดไม่ออก จนเกิดอาการปวดหัวจี๊ดๆ ขึ้นมา สองมือเลยต้องยกขึ้นกุมขมับอย่างสับสน
“ว่าไงล่ะพ่อหนุ่ม จะตอบพวกเราได้หรือยัง ว่าเป็นใคร มาจากไหน ถึงได้ลอยคอมาถึงเกาะนี้ เรือล่มจากพายุเมื่อคืนหรือเปล่า หรือว่าถูกใครทำร้ายแล้วแบกมาทิ้งที่นี่ แต่ตามเนื้อตัวก็ไม่มีบาดแผลอะไรนะ นอกจากรอยพกช้ำดำเขียวเท่านั้น แต่ตรงท้ายทอยมีรอยช้ำหนักอยู่เหมือนกันนะ แปลว่าต้องมีของแข็งกระแทกใส่แน่ๆ”
วสินเลยย้ำถามอีก เมื่อรอให้หนุ่มนิรนามตอบไม่ไหว “ผมจำไม่ได้ครับ จำอะไรไม่ได้เลย”
สี่ชีวิตหันไปมองหน้ากันเลิกลั่ก แล้วหันไปหาเป้าหมายเดิมอีก “หมายความว่ายังไงจ๊ะที่บอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย พ่อหนุ่มชื่ออะไรจ๊ะ” รำไพเลยส่งเสียงนุ่มนวลพร้อมกับยิ้มบางๆ ไปหา
“ผมไม่รู้ครับ ผมมาอยู่นี่ได้ยังไง ผมเป็นใครมาจากไหน แล้วผมชื่ออะไร”
“...”
อีกครั้งที่สี่ชีวิตหันไปมองหน้ากันอย่างเป็นกังวลกว่าเมื่อครู่มาก โดยเฉพาะ วสินกับรำไพผู้เป็นเจ้าของบ้าน เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับหนุ่มนิรนาม ที่แม้แต่ชื่อตัวเองก็จำไม่ได้
“โอ๊ย! ผมปวดหัวครับ ปวด! ปวด! ปวด!”
เขาส่งสีหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังทุกข์ทรมาน กับการพยายามคิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนให้ทุกคนได้เห็น
“ใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ คิด ตอนนี้พ่อหนุ่มอาจจะยังเหนื่อย ร่างกายบอบช้ำ หรือสมองถูกกระทบกระเทือน จากอะไรสักอย่างเลยยังจำไม่ได้ เอาเป็นว่ากินยาแก้ปวด แล้วนอนพักสักสองสามชั่วโมงก่อนดีกว่า ตื่นขึ้นมาแล้วอาจจะจำได้”
แต่สี่วันล่วงเลยผ่านมาแล้ว หนุ่มนิรนามก็ยังจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อตัวเอง ทั้งๆ ที่ร่างกายก็แข็งแรงดีแทบจะเป็นปกติแล้ว รอยพกช้ำดำเขียวก็เริ่มจืดจางไปบ้างแล้ว
“จะทำยังไงดีล่ะลุง อะไรๆ ก็จำไม่ได้ แล้วเราจะส่งนายนี่กลับบ้านยังไงล่ะ”
ธนากรอดเป็นกังวลแทนไม่ได้ เจ้าของบ้านก็เช่นกัน ต่างนั่งจ้องหน้า ‘พ่อหนุ่ม’ ที่ทุกคนต่างก็ใช้เรียกไปพลางๆ มาสี่วันแล้ว
“ก็รอดูไปเรื่อยๆ แล้วกัน เผื่อจะมีคนมาตามหา หรือเผื่อจะจำอะไรได้บ้าง ระหว่างนี้ก็อยู่กับพวกเราก่อนก็แล้วกันนะพ่อหนุ่ม”
วสินสรุปในที่สุด หลังจากปรึกษาหารือกันมาสักพักแล้ว
“ขอบคุณครับลุง” หนุ่มนิรนามยกมือไหว้อย่างนอบน้อม พร้อมยิ้มน้อยๆ ด้วยความดีใจ
“บ้านลุงไม่ได้ร่ำรวยอะไร ข้าวปลาอาหารก็อย่างที่เห็นนั่นล่ะนะ กินตามมีตามเกิด ระหว่างอยู่นี่พ่อหนุ่มก็ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านลุงไปก่อนก็แล้วกัน”
“ได้ครับ ถ้าลุงอยากให้ผมทำอะไรก็บอกนะครับ”
“ได้เลยพ่อหนุ่ม”
วสินบอกด้วยท่าทีของคนไม่คิดอะไรมาก แต่รำไพกลับครุ่นคิดมากขึ้นมาอีกนิด ก่อนจะหันไปถามสามี
“แล้วเราจะเรียกพ่อหนุ่มนี่ว่าอะไรล่ะพี่สิน วันๆ จะให้เรียกพ่อหนุ่มๆ อยู่อย่างนี้หรือไง แล้วถ้าเกิดยังจำอะไรไม่ได้เป็นเดือนๆ เราจะต้องเรียกแบบนี้ไปเป็นเดือนๆ ด้วยหรือเปล่า”
“จริงด้วยจ้ะพ่อ”
สาวน้อยในชุดมัธยมต้นก็เห็นด้วยกับแม่ ขณะจ้องมอง ‘พ่อหนุ่ม’ ที่ทุกคนเรียกมาหลายวัน ด้วยสายตาสื่อว่าสงสารไม่น้อย วสินเกาหัวแกรกๆ เพราะไม่รู้จะทำยังไงดี
“เอ่อ! ลืมไป งั้นเรามาตั้งชื่อให้พ่อหนุ่มของเราดีกว่า จะได้เอาไว้เรียกไปพลางๆ ก่อน ว่าแต่จะให้ชื่ออะไรดีล่ะไพ”
“ไม่รู้สิพี่! ไพก็คิดไม่ออก เอ๋ยล่ะมีชื่อเหมาะๆ สำหรับพี่เขาหรือเปล่าลูก” รำไพเองก็คิดไม่ออก เลยหันไปหาลูกแทน คนถูกถามเอามือกอดอกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“คิดไม่ออกเหมือนกันจ้ะแม่”
แต่สุดท้ายก็ส่งยิ้มบางๆ ให้แม่อย่างยอมแพ้
“อ้าว! คิดตั้งนาน แม่ก็ดีใจนึกว่าเอ๋ยจะคิดออก” คนเป็นแม่ทำท่าหมั่นไส้ระคนเอ็นดูลูกสาวน้อยๆ แล้วหันไปหาธนากรเพื่อขอความเห็น แต่เขาก็ส่ายหน้าใส่ทันที เพราะไม่รู้จะตั้งชื่ออะไร
“เราไปพบกพ่อหนุ่มนี่ที่โขดหิน นอนก็นอนฟุบอยู่กับก้อนหิน เอาเป็นว่าชื่อหินไปก่อนก็แล้วกันนะ”
สองแม่ลูกหันไปมองวสินเป็นตาเดียวกัน ส่วนหนุ่มนิรนามก็เลิกคิ้วกับชื่อของตัวเองอย่างฉงน เพราะมันทั้งห้วนและตรงเหลือเกิน วสินรู้ว่าความคิดตัวเองไม่เข้าท่า แต่ก็คิดได้แค่นี้
“ถ้าไม่เอาชื่อนี้ แล้วใครมีชื่อดีๆ เพราะๆ กว่านี้มั้ยล่ะ”
“ไม่มีหรอก เอ๋ยล่ะมีมั้ย” รำไพหันไปหาลูกสาว
“ไม่มีจ้ะแม่” ลูกสาวก็หันไปหาแม่แล้วทำหน้าอย่างคนยอมแพ้
“แล้วพ่อหนุ่มล่ะชอบชื่อนี้หรือเปล่า” วสินหันไปจ้องมองหนุ่มหน้าขาวอย่างอยากได้คำตอบ
“เอ่อ! ก็ได้ครับ หินก็หิน” หนุ่มนิรนามจำต้องยอมรับ ธนากรก็เห็นว่าชื่อนี้เข้าท่าไม่น้อย
“ก็เท่ห์อีกแบบนะชื่อนี้ อย่าคิดมากเลย ใช้ๆ ไปก่อน”
“ลุงก็ว่างั้นล่ะใหญ่ งั้นต่อไปนี้เราก็จะเรียกพ่อหนุ่มว่า ‘หิน’ ล่ะนะ ใช้เรียกไปก่อน อีกไม่นานคงจะมีคนมาตาม หรือไม่พ่อหนุ่มอาจจะจำอะไรขึ้นมาได้แล้วเราค่อยว่ากัน”
“ครับ” เจ้าของชื่อรับคำแล้วยิ้มเจื่อนๆ ให้ทุกคน
“หินเอ้ย! ใหญ่เอ้ย! ช่วยยกหลัวปลาหมึกออกไปไว้ให้ป้าตรงราวที วันนี้แดดดีป้าจะได้รีบๆ ตาก”
รำไพกำลังล้างผ้ากับลูกสาวอยู่หลังบ้าน ร้องเรียกสองหนุ่มที่อยู่บนบ้านของ ธนากรเสียงดังลั่น เพราะกลัวจะไม่ได้ยิน แต่ไม่นานทั้งสองก็ลงมาตามบันไดเล็กๆ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงอีกบ้าน แล้วช่วยกันหามหลัวออกไปวางตามคำสั่งของรำไพแล้ว
“เอ๋ยเอาผ้าไปตากคนเดียวนะลูก แม่จะรีบไปตากปลาเดี๋ยวแดดหมด”
“จ้ะแม่”
สาวน้อยในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดสีมอๆ รับคำแม่อย่างไม่เกี่ยงงอน แต่ตะกร้าผ้าก็หนักอึ้งเกินกว่าร่างผอมๆ จะยกไปได้แบบสบายๆ เลยต้องออกแรงเฮือกใหญ่
“พี่ช่วยนะ”
พี่หินคนเก่งเลยรีบเข้าไปอาสาอย่างเต็มอกเต็มใจ แม้เวลาสองอาทิตย์ที่อยู่ร่วมชายคาบ้านนี้ จะไม่ค่อยได้เอ่ยปากพูดคุยกับสาวน้อยขี้อาย พูดน้อย ยิ้มน้อยเท่าไหร่ก็ตาม แต่เขาก็ยินดีช่วยในสิ่งที่ช่วยได้เสมอๆ
“จ้ะ” วรินรำไพรับคำแค่นั้น แล้วเดิมตามร่างผอมสูงที่ยกตะกร้าผ้าไปยังราวเงียบๆ
“พี่ช่วยตาก” หินอาสาอีกครั้ง เพราะเห็นว่ามีเสื้อผ้าของตัวเองรวมอยู่ตะกร้านั้นด้วย
“จ้ะ” สาวน้อยรับคำแล้วยิ้มบางๆ ให้ นี่ถือเป็นยิ้มแรกที่หินได้เห็นก็ว่าได้
“อันนั้นไม่ต้องตากพี่หิน เดี๋ยวเอ๋ยจัดการเองจ้ะ”
สาวน้อยกระโจนไปคว้าชุดชั้นในที่มีทั้งของตัว ของแม่และของยาย จากตะกร้าทันที เมื่อหินกำลังจะก้มไปหยิบขึ้นมาตากอย่างไม่รังเกียจใดๆ
“พี่หินเอาอันนั้นไปตากเอง”
ใบหน้าน้อยๆ บุ้ยไปทางกางเกงในของคนตรงหน้ากับของพ่ออย่างใสซื่อ ตรงไปตรงมา หินไม่ว่าอะไรได้แต่ยิ้มกว้างออกมาแล้วคว้าขึ้นไปตากทันที
“หินๆๆ ตากผ้าช่วยน้องเสร็จแล้ว ก็พากันไปตักน้ำจากบ่อใส่โอ่งไว้ด้วยนะลูก พรุ่งนี้จะออกเรือแล้วเดี๋ยวน้องกับยายไม่มีใช้”
รำไพหันมาเห็นทั้งสองช่วยกันก็ร้องสั่ง จากตอนแรกว่าจะบอกธนากร แต่ก็เห็นวิ่งไปหาวสินที่กำลังปะอวนอยู่ชายหาดแล้ว
“ครับป้า!”
หินรับคำอย่างไม่เกี่ยงงอนใดๆ ไม่ว่างานนั้นจะหนักเบายังไง งานผู้หญิงหรืองานผู้ชายเขาไม่เคยมีคำว่า
‘ไม่’ ให้สองลุงป้าผู้มีพระคุณล้นหัวเลยสักครั้ง และนั่นก็ทำให้ทั้งสองชอบใจที่มีเขามาอยู่ด้วยไม่น้อย
“หินเอ้ย! ยายฝากหิ้วมาใส่โอ่งบ้านยายด้วยนะลูก”
รวมทั้งยายยวงซึ่งเป็นยายแท้ๆ ของธนากรเองก็เอ็นดูเขาไม่น้อย เพราะไหว้วานได้ง่ายกว่าหลานตัวเอง ที่เวลาบอกอะไรแล้วจะรับคำทันที
แต่จะมีคำว่า ‘เดี๋ยวหนูทำให้จ้ะยาย’ ต่อท้ายตามมาด้วยทุกครั้ง และคำว่า ‘เดี๋ยว’ ของหลานนั้นบางทีก็นานเป็นวัน
“ครับยาย”
ยายยวงหันไปมองหินที่รับคำทันที ทั้งๆ ที่ตัวเองยังตากผ้าไม่เสร็จด้วยซ้ำ จากนั้นก็หันไปมองหลานชายตัวเองที่กำลังขมักเขม้นช่วยวสินปะอวนอยู่ไกลออกไปอีกหลายสิบเมตร
แม้หลานจะผลัดวันประกันพรุ่งยังไง แม้หินจะรับคำและทำตามทันทียังไง แต่สุดท้ายยายยวงก็รักและเอ็นดูหลานตัวเองมากมายก่ายกองกว่าอยู่ดี
เพราะเหลือหลานชายเพียงคนเดียวในชีวิตแล้ว เนื่องจากลูกชายกับสะใภ้ถูกทะเลกลืนชีวิตไปทั้งคู่ ในค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ขณะทั้งสองกำลังออกเรือหาปลาอยู่กลางทะเล
แม้แต่ศพก็ไม่มีกลับมาให้ยายยวงเอาไปเผาที่วัดด้วยซ้ำ ครั้นจะเดาว่าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่อาจจะทำได้ เพราะแปดปีล่วงเลยผ่านมาแล้วที่ทั้งสองหายไป
“ไพเอ้ย! ไพ! เสร็จแล้วมาช่วยทางนี้หน่อยนะเดี๋ยวจะไม่ทัน เอาน้ำมาให้พี่กินด้วย” เสียงวสินตะโกนมาจากชายหาดทำเอาทุกคนหันไปมองตามๆ กัน
“จ้าพี่”
รำไพรีบหิ้วหลัวเปล่ากลับใต้ถุนบ้าน แล้วก้าวขึ้นบันไดไปเปิดตู้เย็นเก่าๆ ได้กระบอกน้ำพลาสติกติดมือมาด้วย ก่อนจะออกไปชายหาดก็ไม่วายหันไปหาลูกสาว ที่กำลังหิ้วถังตามหลังหินไปบ่อน้ำไม่ห่างจากบ้านนัก แล้วก็ยิ้มบางๆ ออกมาก่อนตรงไปหาสามี
“พี่สินไม่ไปแจ้งผู้ใหญ่เรื่องเจ้าหินหน่อยเหรอจ้ะ”
“แจ้งทำไมล่ะ”
“อ้าว! เผื่อคนในหมู่บ้านสงสัยว่ามันเป็นใครมาจากไหนล่ะจ๊ะ”
“โอ๊ย! บ้านเราอยู่ห่างจากคนในหมู่บ้านเป็นกิโลๆ ไม่มีใครมาสนใจหรอกว่าจะมีใครมาใครไป รีบมาช่วยพี่ปะอวนดีกว่าน่ะ ตรงใกล้ๆ ไอ้ใหญ่น่ะ รูเบ่อเร่อเลย”
“จ้ะพี่”
วสินชอบใจไม่น้อยที่เมียว่านอนสอนง่ายไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผิดกับธนากรที่ไม่ใคร่จะชอบใจนัก เมื่อมองทะลุใต้ถุนบ้านไปยังบ่อ เห็นวรินรำไพผู้เป็นเพื่อนตัวน้อยๆ เพียงคนเดียวที่เขามีอยู่ กำลังคุยกับไอ้หินมากกว่าวันอื่นที่เคยมีมา
หัวใจหนุ่มวัยสิบแปดย่างสิบเก้ากระตุกว๊าบๆๆ ขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล และหวาดหวั่นว่าหนุ่มในวัยเดียวหรือไล่เลี่ยกันอย่าง
‘ไอ้หิน’ จะมาแบ่งพื้นที่จากเพื่อนตัวน้อยๆ ของตัวเองไปจนหมดสิ้นในอีกไม่ช้าไม่นานนั่นเอง
“ฝากน้องกับยายด้วยนะหิน กลางคืนก็พาน้องขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนยายนะ ลุงกับป้าไปห้าหกวันก็กลับ ไว้คราวหน้าอาจจะให้หินไปช่วยแทนป้าก็ได้ เป็นผู้หญิงไม่ค่อยอยากให้ออกเรือเท่าไหร่ มันงานหนัก”
วสินสั่งทันทีขณะทุกคนนั่งกินมื้อเย็นด้วยกันบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน หินหันไปมองแล้วส่งยิ้มให้วสินอย่างคนอารมณ์ดี ก่อนจะรับคำอย่างยินดีปรีดายิ่ง
“ครับลุง”
“หินนอนนอกห้องนะ ปูฟูกตรงระเบียงบ้านก็ได้ ให้น้องกับยายนอนในห้อง แล้วก็อย่าหลับลึกนัก ให้ฟังเสียงแปลกๆ รอบตัวด้วย”
รำไพอดย้ำเตือนตรงจุดนี้ไม่ได้ เพราะยังไงๆ ลูกตัวเองก็เป็นผู้หญิง แม้อายุเพิ่งสิบสามกว่าก็ตามที แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ เมื่อมีหนุ่มวัยกระเตาะอาศัยร่วมชายคาบ้านด้วย
แม้เวลาจะล่วงเลยถึงสองเดือนเข้ามาแล้วที่หินอยู่ด้วย และแม้จะเห็นว่าหินเป็นคนตรงๆ ซื่อๆ ดูไม่มีพิษมีภัย แต่ยังไงรำไพก็ยังไม่อยากทิ้งไฟไว้ใกล้น้ำมัน โดยไม่ตักเตือนแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ดี
“รีบๆ กินเข้าเถอะต้องเตรียมของอีกมาก มัวแต่สั่งมัวแต่กลัวอยู่นั่นล่ะไพก็”
ทว่าวสินกลับไม่อยากให้เมียแหวกหญ้าให้งูตื่น หรือชี้โพรงให้กระรอก เพราะเขาเองก็ใช่ว่าจะไม่เฝ้าดูลูกสาวกับหินเอาเสียเลย แต่พินิจพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า ไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่ามิตรภาพที่ทั้งสองต่างมีให้กันแบบเด็กๆ เท่านั้น
“จ้ะพี่” รำไพรับคำสามีอย่างว่าง่ายเช่นเคย
“อย่าลืมคอยประคองยายตอนขึ้นลงบันไดด้วยนะเอ๋ย เดี๋ยวยายจะตกเหมือนครั้งก่อนอีก อย่ามัวแต่เล่นจนลืมล่ะ”
ธนากรอดห่วงไม่ได้ อีกทั้งอดห่วงว่าเพื่อนตัวน้อยจะลืมเลือนยายไปเพราะได้เพื่อนใหม่ที่หน้าตาดีกว่าตัวเองหลายโยชน์
“รู้แล้วล่ะน่าพี่ใหญ่ก็ ย้ำจริง! เดี๋ยวเอ๋ยก็ทิ้งยายเลยนี่!”
สาวน้อยเริ่มรำคาญพี่ชายที่ย้ำนักย้ำหนามาตั้งแต่บ่ายแล้ว ทำเอาทุกคนหัวเราะไปตามกันๆ รวมทั้งหินด้วยที่รู้สึกเป็นสุขใจกับอาหารพื้นๆ แบบนี้ไม่น้อย แต่ วสินกลับไม่ค่อยเจริญอาหาร เพราะมีเรื่องให้ต้องทำอีกหลายอย่าง เลยรีบลุกจากแคร่ก่อนใครเพื่อน
“พี่สินอิ่มแล้วเหรอจ้ะ” รำไพเห็นสามีกินไปนิดเดียวเลยรีบถามด้วยความห่วงใย
“ใช่! พี่ไปดูของลงเรือก่อนนะ”
แล้วทุกคนก็ต้องรีบกิน รีบแยกย้ายไปช่วยกันหอบข้าวของไปลงเรือ พอเสร็จสรรพ ตรงฝั่งก็มีเพียงหินกับวรินรำไพเท่านั้น ที่ยืนส่งพ่อแม่และใหญ่ ส่วนยายยวงนั้นไม่ได้มา เพราะปวดหัวเลยกินยาแล้วเข้านอน ตั้งแต่กินมื้อเย็นอิ่มแล้ว