1
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง ภายในห้องมืดสนิทไร้แสงไฟ แม้แต่พระจันทร์ที่เคยส่องแสงทุกค่ำคืน คืนนี้กลับถูกเมฆบดบัง น้ำตาของรุจิเรศไหลรินตั้งแต่ถูกพาตัวมาอยู่ห้องนี้ ในความรู้สึกเธอ มันคล้ายกับคุกมืดในหนังเรื่องหนึ่งที่เคยดูเหลือเกิน มีทั้งกลิ่นอับชื้น แมลงสาบที่ไต่ตามขาและแขนของเธอ เสียงหนูที่ดังไม่หยุด นั่นไม่เท่ากับเสียงตุ๊กแกร้องประสานกันหลายตัว เธอไม่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้อยู่ตรงไหนบ้าง เพราะดวงตาของเธอนั้นมองเห็นอยู่อย่างเดียวคือ ความมืดมิด รุจิเรศจึงเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
เสียงไขกุญแจดังอยู่ตรงประตู ก่อนที่ประตูนั้นจะถูกเปิดออก แสงไฟที่อยู่หน้าห้องส่องกระทบกับดวงหน้าหวาน จนเธอต้องหรี่ตาลงเพื่อลดอาการแสบตา ร่างของบุรุษสูงใหญ่ยืนเด่นตระหง่านอยู่หน้าประตูห้อง จ้องมองมายังร่างสาวไม่ไหวติง ความแค้นเคืองถูกเปล่งประกายวาบวับมาจากดวงตาคู่นั้น
“ป้าพุ่ม เอาตัวคุณหนูสกปรกคนนี้ไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย แล้วพาขึ้นไปหาฉันที่ห้อง”
บุรุษคนนั้นสั่งเสียงเย็นเฉียบ คำพูดที่เย็นเฉียบที่ไหลเข้ามาในหูของเธอนั้น ทำให้หัวใจดวงน้อยเกิดความหนาวเหน็บขึ้นฉับพลัน หนาวลึกลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ยิ่งคำพูดของเขาในประโยคท้าย จุดเยือกแข็งของความหนาวบังเกิดขึ้นในจิตใจของเธอทันที เวลาที่เธอไม่อยากให้มาถึง กำลังคืบคลานเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า พอเขาพูดจบร่างงามสง่าก็หมุนกายเดินออกไปจากหน้าประตูทันที ก่อนที่ร่างของป้าพุ่มจะเดินเข้ามาในห้อง
“ไปค่ะ ไปอาบน้ำ”
ป้าพุ่มหญิงวัยห้าสิบเจ็ดปีเดินเข้ามาหาร่างเล็กที่ใบหน้ามีแต่คราบน้ำตาม เนื้อตัวมีแต่รอยฝุ่น ทำให้บดบังความขาวของสีผิว
“หนูนาไม่อยากไป” รุจิเรศพูดทั้งน้ำตา สะอื้นไห้ราวกับเด็กหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ถูก ใช่ ตอนนี้เออยากกลับบ้านมากที่สุด แม้ว่าที่นั่นจะเป็นนรกสำหรับเธอตั้งแต่เกิดก็ตาม แต่ยังดีกว่าอยู่ที่นี่ อยู่กับคนที่ไม่รู้จัก อยู่กับสถานที่ที่ไม่คุ้น อยู่กับชายร่างใหญ่เจ้าของเสียงดุจน้ำแข็งคนนั้น
“คุณต้องไปค่ะ ถ้าคุณไม่อยากให้พ่อของคุณ หรือว่าคนในครอบครัวของคุณต้องเดือดร้อน”
ป้าพุ่มพูดอย่างใจเย็น น้ำเสียงไม่แข็งกระด้างมากเกินไป แต่ก็ไม่อ่อนหวาน นางพูดด้วยเหตุผล เหตุผลที่จะทำให้รุจิเรศไปกับนางแต่โดยดี
รุจิเรศนึกถึงบิดา นึกถึงครอบครัวที่อีกฝ่ายพูดออกมา ตั้งแต่จำความได้เธอเคยมีคำว่า ครอบครัว กับเขาด้วยหรือ เท่าที่จำได้อ้อมกอดของคนที่เป็นพ่อจะโอบกอดเธอไม่เกินสิบครั้งตั้งแต่เธอเกิดมา พี่สาวฝาแฝดต่างมารดาก็หาได้นับถือว่าเธอเป็นน้องสาวไม่ โขกสับเธอยิ่งกว่าทาสในเรือนเบี้ย โดยที่บิดาไม่เคยห้ามปรามเลยสักครั้งเดียว ดีที่ว่าท่านยังให้ที่พักพิง ส่งเสียให้ร่ำเรียนหนังสือ เธอมีความคิดอย่างหนึ่งว่า การศึกษาจะทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น หาเงินเลี้ยงตัวเอง
คำว่าบุญคุณทีมีต่อผู้ให้กำเนิด ความรักบิดาที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในหัวใจ แม้ว่าเธอจะไม่เคยได้รับความรักนั้นตอบกลับมา ทำให้เธอตัดสินใจจะมาเป็นนางบำเรอ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบิดา เป็นการทดแทนบุญคุณที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“หนูนากลัว” เธอพูดออกไปเสียงสั่นเครือ ยังไม่ยอมลุกไปไหน
“ความกลัวคือสิ่งที่คุณต้องเผชิญเมื่ออยู่ที่นี่ อย่าลืมสิคะ คุณพ่อของคุณตกลงอะไรไว้กับคุณคมน์ ถ้าคุณไม่ลุกก็ไม่มีใครว่านะคะ แต่พ่อและครอบครัวของคุณก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ได้เลย”
ป้าพุ่มไม่พูดต่อว่าบิดาและครอบครัวของรุจิเรศต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะนางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สิ่งที่คมน์จะมอบให้กับคนในตระกูล ธนากรดิรก รวมทั้งสาวร่างเล็กคนนี้เลือดเนื้อเชื้อไขของผู้หญิงที่ชื่ออังคณานั้น ไม่รู้ว่าจะมากมายแค่ไหน สิ่งที่นางสัมผัสได้จากคมน์ก็คือ ความโหดเหี้ยมที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม บวกกับความอาฆาตที่เกาะกินในใจของคมน์มานานนับยี่สิบเอ็ดปี มันมากมายนัก มากเกินกว่าที่ใครจะประมาณได้
รุจิเรศค่อยๆ ชันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า น้ำตาไหลรินออกมาอีกระลอก เสียงสะอื้นหนักขึ้นกว่าเดิม ป้าพุ่มประคองสาวร่างบางที่มีอาการอ่อนเพลีย ออกไปจากห้องเก็บของที่อยู่ชั้นใต้ดินของบ้านราชพฤกษ์ ตัวหญิงสาวไปขัดสีฉวีวรรณ เพื่อที่คืนนี้รุจิเรศจะต้องสังเวยร่างกายให้กระทิงดุผู้บ้าคลั่งในความแค้น พร้อมจะขวิดกระต่ายน้อยที่เขาหมายตาเอาไว้ตั้งแต่เกิด เขารอมาถึงยี่สิบเอ็ดปี รอจนกว่าเนื้อกระต่ายน้อยจะหวานได้ที่ เพื่อที่เขาจะได้ชิมและชำระแค้นอย่างสาสมใจ
<><><><><><><><><>
เท้าเล็กๆ ที่เดินตามร่างของป้าพุ่มค่อนข้างสั่น บางครั้งเธอมีความรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างแทบจะยกไม่ขึ้น ดวงตาเศร้ามองบันไดไม้ขัดเงาเนื้อดีที่ทอดตัวสู่ชั้นที่สองของบ้านด้วยหัวใจสั่นไม่เป็นจังหวะ อยากจะหมุนตัวกลับแล้ววิ่งออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่ใจคิดอีก ภาระที่เธอแบกไว้บนบ่ามันมากมายเกินกว่าจะหันหลังกลีบ มีแต่เผชิญหน้าและยินยอมเท่านั้น
“คุณคมน์ไม่ชอบให้ใครขัดใจโดยเฉพาะผู้หญิง คุณคมน์สั่งให้ทำอะไรก็ทำเข้าใจมั้ย?”
ป้าพุ่มหันมาบอกสาวร่างเล็กที่ยืนมองนางตาแป๊ว ใสซื่อบริสุทธ์จนนางเองอดที่จะสงสารไม่ได้ หากรุจิเรศไม่ใช่สายเลือดของอังคณาก็จะดีไม่น้อย คมน์อาจจะเมตตาปราณีไม่ใจร้ายกับเธอมากเกินไป จนต้องคลานลงเตียงเหมือนกับหญิงสาวบางคนที่เดินเข้ามาในชีวิตของคมน์ ป้าพุ่มสังเวชในใจยิ่งนักเมื่อมองร่างกายที่เล็กแกนของสาวตรงหน้า ไม่รู้ว่าจะทนคมน์ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ช็อกตายในครั้งแรกก็ถือว่าเก่งแล้ว
“คุณคมน์ดุเหรอคะป้า?” น้ำเสียงของคนที่ถามออกจะขลาดๆ
“กับบางคนเท่านั้น ตามป้าขึ้นมาได้แล้วคุณคมน์ไม่ชอบคอยผู้หญิงใครนานด้วย”
เป็นอีกเรื่องที่รุจิเรศต้องรู้เอาไว้ คมน์ไม่ชอบคอยผู้หญิงคนไหนนาน เพราะเขาคิดว่าผู้หญิงที่ซื้อมาได้ด้วยเงิน ต้องตรงต่อเวลาทำงานให้เต็มที่กับเงินที่เขาเสียไป ทางทอดยาวของบันไดที่เธอเดินขึ้นไปนั้น ทำไมมันสั้นเหลือเกินในความรู้สึกของเธอ เออยากให้มันมีสักพันขั้นจะได้ประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด มันไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง บันไดเพียงยี่สิบเก้าขั้นเดินไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ถึงแล้ว
2
“จำเอาไว้นะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอย่าขัดใจหรือว่าเถียงคุณคมน์เข้าใจมั้ย?”
ป้าพุ่มกำชับอีกรอบเมื่อเดินมาหยุดหน้าประตูห้องทางด้านซ้ายมือของชั้นสอง หัวใจของรุจิเรศหวาดกลัวกับการก้าวเดินเข้าไปในห้องตรงหน้าเหลือเกิน ในความรู้สึกของเธอตอนนี้ราวกับว่ากำลังเดินเข้าไปในลานประหาร
“หนูนากลัว หนูนากลัวคุณคมน์”
หยดน้ำตาเม็ดใสๆ คลออยู่ตรงขอบตาของคนที่พูด คนที่มองอยู่แทบจะร้องไห้ตามไปด้วย แต่จะทำอย่างไรได้เล่า จริงอยู่นางเป็นคนเก่าคนแก่ของบิดามารดาของคมน์ แล้วยังเป็นแม่นมของเขาอีกด้วย คมน์เชื่อฟังนางทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาขอนางไว้ เรื่องที่จะแก้แค้นอังคณามารดาของรุจิเรศ
“ป้ารู้ว่าหนูนากลัว แต่หนูนาอย่าลืมนะ หนูนาเลือกที่จะมาที่นี่ มาเพื่อบ้าน เพื่อพ่อแล้วก็เพื่อพี่ หนูนาต้องอดทนไว้แล้วเรื่องร้ายๆ มันก็จะผ่านไปเอง”
ป้าพุ่มพูดให้กำลังใจได้เพียงเท่านี้ ป้าพุ่มเคาะประตูห้องก่อนจะเปิดบานประตูบานใหญ่เข้าไป รุจิเรศหันมามองหน้าป้าพุ่มอีกครั้ง นางพยักหน้าและยิ้มบางๆ เป็นกำลังใจให้ รุจิเรศเดินเข้าไปในห้องอย่างกล้าๆ กลัวๆ มองชายหนุ่มที่นั่งพิงหัวเตียงไม้ฉลุลายวิจิตสวยงาม หัวใจดวงน้อยเต้นแรงมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นว่าร่างกายบึกบึนของเขานั้นสวมเพียงผ้าขนหนูเพียงตัวเดียว คล้ายกับเตรียมพร้อมสำหรับเกมรักที่กำลังจะเกิดขึ้น คงเหมือนเธอ เธอเองก็สวมเพียงเสื้อคลุมผ้าลินินสีชมพูอ่อนเพียงตัวเดียวเท่านั้น ภายใต้เสื้อคลุมคือร่างกายที่เปล่าเปลือยของเธอ
“ปิดประตูแล้วล็อคด้วย”
รุจิเรศสะดุ้งกับน้ำเสียงอันทรงพลังและเย็นเยือกของเขา เธอทำตามคำสั่งแต่โดยดี ก่อนจะก้าวเข้าไปหาคมน์อย่างกริ่งเกรง
คมน์มองสาวน้อยร่างเล็กด้วยสายตาที่น่ากลัว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองไปที่ร่างของเหยื่อสาวนิ่ง ประกายตาคู่นั้นร้อนแรงความร้อนนับพันองศาพุ่งตรงมายังร่างของคนที่ถูกมอง จนเธอแทบละลายหายไปในอากาศ ไม่กล้าก้าวเท้าเดินออกไป
“เดินมานี่สิ” เสียงเข้มๆ ดุๆ เอ่ยสั่ง คนที่สั่งเปลี่ยนอิริยาบถของตัวเองด้วยการเลื่อนมานั่งห้อยขาริมเตียง เท้าเปล่าเปลือยก้าวเดินไปหาคนร่างใหญ่ด้วยขาที่ไม่มั่นคงนัก จนกระทั่งเดินมาหยุดตรงหน้าเขา
“นั่งลง” เขาสั่งอีกครั้ง รุจิเรศก้าวเท้าออกมาสองก้าวเพื่อทรุดตัวนั่งลงเตียง กำลังจะหย่อนบั้นท้ายงามลงบนริมเตียง ทว่าเสียงห้าวดังขึ้นอีกครั้ง
“ตรงนี้” มือใหญ่ตบที่หน้าตักของตัวเองเบาๆ สองสามครั้ง เธอถึงกับทำอะไรไม่ถูกจะไม่ทำตามก็ไม่ได้ จะทำตามก็กลัว
“เร็วสิ” น้ำเสียงเย็นเยือกเร่งอีกครั้ง รุจิเรศตกใจกับเสียงที่ได้ยิน ยิ่งมองเห็นใบหน้าเรียบตึง ดวงตาแข็งกร้าวของเขาด้วยแล้ว เธอรีบทรุดกายนั่งบนตักของเขาทันที
มือใหญ่ยกขึ้นมาวางไว้บนบ่าเล็กลูบไปมาจนเธอต้องเอนกายหนี ทว่าลำแขนอีกข้างรัดร่างของเอาไว้ไม่แน่นมากไม่หลวมนัก รุจิเรศหมดหนทางเบี่ยงลำตัวหนีทันที
“กลัวฉันเหรอ?” เขาเลื่อนริมฝีปากมาถามชิดติดใบหูของคนตัวเล็ก แกล้งเป่าลมออกจากปากให้กระทบกับใบหูของเธอเบาๆ ความอุ่นร้อนของแรงลมเป่ามันทำให้เธอถึงกับตัวแข็งทื่อ นั่งก้มหน้านิ่ง ฝ่ามือที่วางอยู่ตรงบ่าเล็กเลื่อนมาลูบไล้บนท้ายทอยเรื่อยมายังแผ่นหลัง ลูบไปมาเบาๆ พร้อมกับบีบนวดไปด้วย มืออีกข้างจับตรงเชือกที่ผูกอยู่ด้านหน้าเสื้อคลุมกระตุกปมให้คลายออก ก่อนจะแยกสาบเสื้อออกจากกัน
รุจิเรศหลับตาปี๋ ลมหายใจเริ่มติดขัด มือเล็กประสานกันแน่นอย่างคนตื่นกลัว มือใหญ่สอดเข้าไปด้านในของเสื้อคลุมสิ่งแรกที่เขาได้สัมผัสก็คือ เนื้อนวลตรงบริเวณท้อง มือซุกซนเลื่อนขึ้นสูงอีกจนกระทั่งถึงก้อนเนื้อสาวเต่งตึง ความอวบใหญ่ของเต้าทรวงที่เขากอบกุมมันใหญ่เกินตัวจริงๆ เนื้อแน่นยิ่งบีบกระชับยิ่งมันมือ
อาการสั่นของร่างสาวทำให้กระทิงดุยิ้มเหี้ยม มือใหญ่ละจากเต้าอวบมาเชยคางมนของเจ้าของดวงหน้าหวานให้เงยขึ้น บังคับให้หน้าสวยหันมาทางเขา
“เมื่อกี้ฉันถามไม่ได้ยินเหรอ ฉันถามว่าเธอกลัวหรือเปล่า?”
ตอนนี้รุจิเรศหลับตาแน่น จึงไม่รู้ว่าหน้าของเขานั้นชิดหน้าของตัวเองมากแค่ไหน รู้เพียงว่าลมหายใจของเขารินรดกับปลายจมูกของเธอ มันรุ่มร้อนไปทั้งกาย หัวใจสาวเต้นเร็วจนเจ็บทรวงอกไปหมด
“กะ กลัวค่ะ” น้ำเสียงของคนตอบนั้นสั่นและเบา คมน์หัวเราะในลำคอมองกิริยาของกระต่ายน้อยที่กลัวสัตว์ตัวใหญ่อย่างชอบใจ
“ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรต้องกลัว แค่เธอนอนกับฉันแค่นั้นเอง”
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับหญิงสาวนั้นมันเป็นอะไรที่ยากยิ่ง เป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก มากที่สุดในชีวิตสาว จะเดินต่อไปข้างหน้าก็กลัวหนทางที่ไม่รู้จัก จะเดินกลับหลังชีวิตของครอบครัวของเธอก็จะต้องพัง รุจิเรศจำต้องเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่หวาดกลัว ความกลัวที่อัดแน่นในจิตใจมันทำให้สาวร่างเล็กอยากจะร้องไห้
“ลืมตาขึ้นแล้วมองหน้าฉัน”
เขาสั่งเสียงดุ ใช้ปลายลิ้นใหญ่เลียกลีบปากบนและล่างของเธอไปมา รุจิเรศจะหลบก็หลบไม่ได้เพราะท้ายทอยของตัวเองนั้นถูกมือใหญ่จับเอาไว้มั่น สาวน้อยวัยแรกแย้มหายใจร้อนรน ร่างสาวสั่นมากกว่าเดิม ลมหายใจหอมๆ ของกระต่ายน้อยที่เขาได้สูดดมเข้าไปนั้น กระตุ้นฮอร์โมนทางเพศที่มีอยู่ในร่างกายของเขาให้ตื่นตัว เขารู้สึกร้อนผ่าวบริเวณใจกลางร่างกายเป็นอย่างมาก รุจิเรศค่อยๆ ลืมตาตามคำสั่งของคมน์ เธอตกใจไม่น้อยเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นหน้าเขาในระยะประชิด ดวงตาประสานดวงตา ลมหายใจของทั้งคู่เป่ารดซึ่งกันและกัน ริมฝีปากของหนาพร้อมจุมพิตกลีบปากสั่นระริกได้ทุกเมื่อ สีหน้าของคมน์คล้ายจะพอใจกับสถานการณ์นี้มากนัก
3
“อ้าปากแล้วแลบลิ้นออกมา” รุจิเรศไม่รู้ว่าเขาสั่งแบบนี้ทำไม อยากจะทำตามคำสั่งหากแต่ปากของเธอไม่ยอมขยับเหมือนที่ใจคิด
“อ้าปากแล้วแลบลิ้นออกมา”
เขาสั่งอีกรอบ น้ำเสียงหงุดหงิดทำให้สาวน้อยบังคับให้ขากรรไกรของปากทำงาน ค่อยๆ เปิดปากออก แล้วแลบลิ้นออกมาตามคำสั่งของเขา ร่างทั้งร่างของรุจิเรศแข็งดุจดั่งหินทันทีเมื่อลิ้นของเขาแตะสัมผัสที่ปลายลิ้นเล็กๆ ของเธอ ก่อนที่ลิ้นใหญ่จะไล้เลียลิ้นเล็กที่หดร่นเข้าไปในปากของเธอ เขาไม่ปล่อยให้จังหวะดีๆ อย่างนี้หลุดลอยไป ฉกจูบปากอิ่มแสนเย้ายวนทันที
เป็นครั้งแรกที่รุจิเรศได้รู้จักกับรสจูบ มันซาบซ่านหวามหวิวอย่างนี้เองหรือ ปลายลิ้นใหญ่พุ่งล้ำเข้ามาฉกเฉวียนลิ้นเล็กของเธอด้วยความเร่าร้อน สมองของสาวน้อยอ่อนหัดเริ่มงงงวย ยามที่ลิ้นใหญ่แลกรัดเกี่ยวพันลิ้นนุ่ม ดูดดึงเข้าไปในโพรงปากของเขา อาการสั่นประสาทของกระต่ายน้อยเกิดขึ้นในฉับพลัน
มือแกร่งทำงานไปพร้อมกับปากของเขา แยกสาบเสื้อคลุมออกจากกันให้มากกว่าเดิม เพื่อให้มือของเขาบีบเคล้นทรวงอกใหญ่ได้ถนัด ฝ่ามือบีบจับความนุ่มแน่นตึงอย่างเมามัน แบฝ่ามือออกก่อนจะคลึงเคล้าให้ยอดอกของเธอนั้นเสียดสีกับกลางฝ่ามือหนา ปทุมถันห่อตัวเป็นเม็ดสวยรับความเสียวสะท้านที่อาบซ่านไปทั้งกาย ร่างสาวสั่นระริก กลีบปากที่เขายังคงบดเคล้าไม่ห่างนั้นสั่นจนคมน์รู้สึกได้ ดวงตาของสาวน้อยแรกแย้มสะลึมสะลือเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น
“พร้อมแล้วใช่มั้ย”
เขาถามเมื่อละจากปากนุ่มสีทับทิม รุจิเรศอยากจะตอบออกไปเหลือเกินว่า ‘ไม่พร้อม’ ทว่าเขากลับไม่เปิดโอกาสให้เธอตอบ คมน์แนบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง สอดปลายลิ้นสากใหญ่เข้ารัดเกี่ยวพันพัวลิ้นนุ่ม พลิ้วสะบัดอย่างเร่าร้อน บางครั้งดูอ่อนโยน บางคราดุดัน จนเธอบังเกิดความหวามไหวที่รินไหลไปทั่วร่างกาย มนต์สะกดที่เธอได้รับจากการจุมพิต ทำให้สาวน้อยไม่รู้เลยว่าตอนนี้ร่างกายของเธอถูกตวัดให้นอนราบบนที่นอน มารู้ตัวอีกทีเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับความเย็นบนที่นอน โดยมีร่างหนาเกยทับร่างเล็ก
ตาประสานตาด้วยความตั้งใจของเขา ดวงตากลมโตของรุจิเรศเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ประหม่า เปล่งประกายความใสซื่อ ใสซื่ออย่างนั้นหรือ ดวงตาของอังคณาตอนนั้นก็ใสซื่อแบบนี้ แต่แล้วเธอก็จากเขาไปแต่งงานกับคนอื่น ลูกสาวก็คงเหมือนแม่เพราะลูกไม้มันหล่นไม่ไกลต้น แม่ร่านยังไงลูกสาวก็คงไม่ต่างกัน อย่าหลงเสน่ห์เด็ดขาด
ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มของคมน์ที่เธอเห็นนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่ร้อนแรงเหมือนไฟยามที่เธอสบตาครั้งใด เรียกเหงื่อให้ผุดขึ้นตามร่างกาย เนื่องจากมันร้อนราวกับว่าเธอยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ มันแฝงไว้ซึ่งความแค้นที่เดือดปะทุในดวงตาของเขา
ริมฝีปากหนาแทะเล็มไปตามหน้าผากด้วยการจูบเบาๆ ไล้ไปยังดวงตาทั้งสองข้าง จมูกรั้นหยุดนิ่งที่เรียวปากอวบอิ่ม บดจูบอยู่สักพักก่อนจะเลื่อนไปตามลำคอระหง ในขณะที่มือหนาค่อยๆ ถอดชุดคลุมออกจากร่างกายของรุจิเรศ ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้ร่างสาวเกิดความหนาวสั่นแล้วยิ่งสั่นมาขึ้นไปอีก เมื่อมือใหญ่ลูบไล้ไปมาตามร่างเปลือยเปล่าของเธอ
ความนุ่มละมุนของผิวเนื้อที่เขาได้สัมผัส ทั้งเนียนและนุ่มคนที่ลูบไล้เกิดความเพลิดเพลินยิ่งนัก ความหอมจากกลิ่นกายสาวที่คละเคล้ากับความหอมจากครีมอาบน้ำ ทำให้เขาสูดดมกลิ่นหอมจรุงใจเข้าไปเต็มปอด ซุกไซร้ไปรอบลำคอขาว ริมฝีปากและลมหายใจของเขาทำให้ร่างกายสาวร้อนผ่าว ผิวกายขาวนวลแดงเรื่อ ลมหายใจหอบถี่เหมือนตื่นเต้น มือเล็กจับมาผู้ที่นอนไว้แน่นอย่างหวาดกลัว
มือหนาบีบเคล้นทรวงอกตูมเต่งอย่างเมามัน สลับกับเคล้นคลึงทั้งสองข้างเต้า ไม่นานนักริมฝีปากหนาก็เดินทางมาถึงภูเขาสองลูกใหญ่โดยมีเม็ดถันสีแดงอ่อนตั้งชันอย่างสวยงาม ดวงตาของเขาเหมือนจะพร่ามัวไปชั่วขณะ เมื่อได้เห็นความสวยงามตระการตา ความสวยงามที่เขาไม่เคยเห็นบนร่างกายของผู้หญิงคนไหนมาก่อน ลิ้นหนานำล่องทันที ไล้เลียไปตามฐานอกเรื่อยขึ้นสูงจนถึงเม็ดถัน ใช้ลิ้นแตะสัมผัสเบาๆ จนเม็ดถันของเธอสั่น หลังจากนั้นจึงดูดกลืนความสวยงามนั้นเข้าไปในปาก
“อา อือ” เสียงหวานครางออกมาอย่างลืมตัว ความสะท้านเสียวแล่นเข้ามาตามผิวเนื้อแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเธอ อวัยวะทุกส่วนในร่างกายดูจะปั่นป่วน ท้องน้อยเนียนสวยตอบรับความเสียวซ่านจนหดเกร็ง ร่างกายบิดเร้าไปมาเสมือนงูที่คดเคี้ยวไปบนพื้นทราย
คมน์ตอนนี้คล้ายกับเด็กแรกเกิดที่หมายจะดื่มนมมารดาให้อิ่มท้อง เขาละเลงปลายลิ้นไปบนเม็ดถันอย่างสนุกลิ้น บางครั้งดูดกลืนหายเข้าไปในโพรงปากอุ่นร้อนอย่างสนุกปาก หูของเขาได้ฟังเสียงหวานครางกระเส่าไปด้วย ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาไต่ระดับมากยิ่งขึ้น
ร่างกายสาวตอนนี้สั่นราวกับเจ้าเข้าไม่มีผิดเพี้ยน เธอสั่นเพราะอารมณ์ปรารถนากระพือดั่งเปลวไฟที่ลุกไหม้ผืนป่า มันลามไปเรื่อยๆ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จุดที่หนักที่สุดน่าจะเป็นบริเวณช่องท้อง ก่อนจะจมดิ่งไปอยู่บริเวณใจกลางร่างสาว สั่นที่สองก็คือ ไอร้อนบางอย่างที่ดุนดันอยู่บริเวณข้างสะโพกมน สิ่งนั้นอยู่ภายในผ้าขนหนูสีขาวของเขา มันดิ้น
ไปมาคล้ายกับว่าอยากจะออกมาหายใจ แม้ว่าเธอจะไร้เดียงสาในเรื่องเกมรัก แต่ไม่ไร้เดียงสาพอจะไม่รู้ว่า ความร้อนผ่าวที่ดิ้นไปมานั้นคืออะไร
“อือ อืม” เสียงครางครั้งนี้ดูจะมีลมหายใจที่ขาดห้วงระบายออกมาด้วย สาเหตุที่เธอเป็นเช่นนี้ก็เพราะฝ่ามือใหญ่ของเขาทาบวางใจกลางร่างสาวอวบใหญ่เกินตัว ตามสัญชาติญาณของสาวแรกผลิเธอหนีบขาของตัวเองเอาไว้แน่น จนเขาไม่สามารถสัมผัสเนินสวรรค์ของกระต่ายน้อยได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเขาเหมือนกัน
“โอ๊ย” รุจิเรศครางเจ็บเบาๆ เมื่อถูกไรฟันคมกริบกัดที่เม็ดถัน ทำให้ขาที่หนีบเกร็งเอาไว้คลายออก ส่งผลให้เขาใช้ขาที่ก่ายร่างสาวดันขาที่ข้างขวาของเธอให้ออกห่าง ทำให้เขาสามารถลูบไล้เนินอวบได้อย่างถนัดมือ วินาทีนี้สาวน้อยคิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ความเสียวที่ได้รับในครั้งก่อนถูกโถมถับมากยิ่งขึ้นอีกหลายชั้น อาการเกร็งที่มีอยู่ก่อนหน้าดูจะหนักขึ้นกว่าเดิม นิ้วชี้ของคมน์กรีดไปตามร่องดอกไม้ไปมา ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา เสียดสีกับพลอยสีชมพู