“ช่วงเวลาให้ใจเย็นลง” นั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันคือการปิดล้อม
พราวขังตัวเองอยู่ในห้อง แต่ภาคินก็ไม่ยอมแพ้ เขามานั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องเธอเป็นเวลาหลายชั่วโมง เสียงของเขาเป็นเสียงพึมพำอ้อนวอนแผ่วเบา
“พราว ได้โปรด แค่คุยกับผมหน่อย”
เขาส่งของขวัญมาให้ ช่อดอกลิลลี่ ดอกไม้โปรดของเธอ กล่องช็อกโกแลตราคาแพงที่เธอไม่มีกะจิตกะใจจะกินอีกต่อไป หนังสือบทกวีฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่เขารู้ว่าเธอชอบ ของขวัญแต่ละชิ้นคือความทรงจำที่ถูกเลือกมาอย่างดี เป็นอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ใจเธออ่อนลง
ในวันที่สาม เขาสอดโน้ตไว้ใต้ประตู
ผมรู้ว่าคุณโกรธ คุณมีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะโกรธ แต่จูลี่...เธอเปราะบาง แม่ของเธอเสียไปตั้งแต่เธอยังเด็ก และพ่อของคุณก็ยุ่งอยู่เสมอ ผมแค่รู้สึกว่าต้องดูแลเธอ เธอเหมือนน้องสาวของผม แค่นั้นจริงๆ ผมสาบาน
พราวอ่านโน้ตแล้วรู้สึกขยะแขยงจนปั่นป่วนในท้อง จูลี่ผู้เปราะบาง เด็กผู้หญิงที่ยิ้มขณะที่สตูดิโอของพราวกำลังมอดไหม้
จำตอนที่เราอายุสิบขวบได้ไหม? โน้ตอีกฉบับเขียนไว้ คุณตกลงมาจากต้นโอ๊กใหญ่ในสวนหลังบ้านแล้วแขนหัก ผมอุ้มคุณกลับบ้านตลอดทาง ผมบอกคุณตอนนั้นว่าผมจะปกป้องคุณเสมอ
ใช่ เธอจำได้ มันเป็นความทรงจำที่สวยงาม เป็นสิ่งที่เธอทะนุถนอม ความรู้สึกจากแขนเล็กๆ แต่แน่วแน่ของเขาที่โอบรอบตัวเธอ ใบหน้าของเขาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินและน้ำตาขณะที่เขาสัญญาว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาทำร้ายเธอ
ความทรงจำนั้นเป็นเรื่องจริง เด็กผู้ชายที่ให้สัญญานั้นก็เป็นคนจริงๆ
แต่เขาจากไปแล้ว เขาถูกแทนที่ด้วยผู้ชายที่ยืนดูเธอตาย ผู้ชายที่เลือกชู้รักมากกว่าชีวิตของเธอ
อดีตคือบ่อน้ำที่สวยงามแต่อาบยาพิษ การดื่มจากมันตอนนี้มีแต่จะฆ่าเธออีกครั้ง
เธอรู้บางอย่างที่เขาไม่รู้ ในชาติที่แล้ว เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุไฟไหม้ จูลี่ได้ประกาศว่าเธอตั้งท้อง ลูกคนนั้นเป็นลูกของภาคิน น้องสาวต่างแม่ผู้ “เปราะบาง” กำลังอุ้มท้องทายาทของเขาในขณะที่เขายังหมั้นอยู่กับพราว
ความคิดนั้นทำให้เธอกำมือแน่น ไทม์ไลน์นั้นฝังแน่นอยู่ในสมองของเธอ ตอนนี้จูลี่กำลังตั้งท้อง
“พราว ผมรักคุณนะ” เขาตะโกนผ่านประตู เสียงของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ “ผมสาบานต่อชีวิตผม มันเป็นคุณเสมอมา และจะเป็นคุณเสมอไป ผมจะใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลือเพื่อชดเชยเรื่องนี้ให้คุณ”
คำพูดของเขาเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ว่างเปล่า ในที่สุดเธอก็เปิดประตูออก
ภาคินยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความหวัง เขากำลังถือกุหลาบขาวที่สมบูรณ์แบบดอกหนึ่ง สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ช่างน่าขันสิ้นดี
เธอไม่ได้รับดอกกุหลาบนั้น แต่สายตาของเธอกลับเหลือบไปที่ปกเสื้อของเขา
“คุณไปอยู่กับเธอมา” เธอพูด น้ำเสียงราบเรียบ
เขาดูสับสน “อะไรนะ? ไม่ ผมอยู่ตรงนี้ตลอด”
“ตัวคุณมีกลิ่นของเธอ” พราวพูด พลางก้าวเข้าไปใกล้ เธอไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น กลิ่นน้ำหอมมะลิที่หอมหวานจนเลี่ยนของจูลี่ติดตัวเขาไปทั่ว “และมีรอยลิปสติกที่ปกเสื้อคุณด้วย สีของเธอ ‘สีชมพูกลีบกุหลาบ’”
มือของภาคินรีบยกขึ้นไปที่คอ เขาถูรอยสีชมพูจางๆ นั้น ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดและตื่นตระหนก
“มันไม่ใช่...เธอแค่เสียใจ ผมก็เลยปลอบเธอ...”
พราวเพียงแค่จ้องมองเขา ความเงียบของเธอประณามได้รุนแรงกว่าคำกล่าวหาใดๆ
สองสามวันต่อมา ของขวัญเริ่มหรูหราขึ้น สร้อยข้อมือเพชร รถคันใหม่ ตั๋วไปปารีส พราวทิ้งของทั้งหมดไว้ที่โถงทางเดินหน้าห้องของเธอไม่แตะต้อง กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความพยายามที่สิ้นหวังและงุ่มง่ามของเขาในการติดสินบน
ในที่สุด เธอก็ยอมให้เขาเข้ามา เขามีท่าทีโล่งใจ รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
เธอนั่งลงบนขอบเตียง มือประสานกันบนตัก “คุณบอกว่าคุณจะใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อชดเชยให้ฉัน”
“ใช่” เขาพูดอย่างกระตือรือร้น ก้าวเข้ามาหาเธอ “อะไรก็ได้ พราว ผมจะทำทุกอย่าง”
“อะไรก็ได้เหรอ?” เธอทวนคำ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความแข็งกร้าว
“ผมสาบาน”
เธอมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา “ก็ได้ ฉันจะพิจารณาเรื่องหมั้นต่อ โดยมีเงื่อนไขข้อเดียว”
เขาแทบจะทรุดลงด้วยความโล่งอก “บอกมาเลย มันเป็นของคุณ”
“ฉันอยากให้คุณส่งจูลี่ไปไกลๆ” เธอพูด
รอยยิ้มของเขาหายไป “อะไรนะ?”
“ส่งเธอไปไกลๆ” พราวพูดซ้ำ น้ำเสียงของเธอแข็งขึ้น “ไปต่างประเทศ ฉันอยากให้เธอไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้าหรือได้ยินชื่อเธออีก ฉันอยากให้คุณตัดการติดต่อกับเธอทั้งหมด บล็อกเบอร์เธอ ลบเธอออกจากชีวิตคุณไปเลย”
ภาคินจ้องมองเธอ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นทุกข์ใจ “พราว ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เธอ...เธอไม่มีใครเลย เธออ่อนแอมาก เธอจะไปอยู่ที่ไหน?”
พราวยืนขึ้น “เข้าใจแล้ว งั้นคำสัญญาว่า ‘อะไรก็ได้’ ของคุณก็มีขีดจำกัดสินะ”
เธอเดินไปที่ประตู “งั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”
“เดี๋ยว!” เขาคว้าแขนเธอไว้ แรงบีบของเขาแน่นด้วยความตื่นตระหนก “ก็ได้! ก็ได้ ผมจะทำ”
เขามองเข้าไปในดวงตาของเธอ ดวงตาของเขาเบิกกว้างและจริงจัง “ผมจะส่งเธอไป ผมสัญญา ผมสาบานด้วยชีวิตเลยพราว ผมจะกำจัดเธอไปให้พ้น เพื่อคุณ”
เขาดึงเธอเข้าไปกอด แต่เธอยังคงตัวแข็งและเย็นชา เธอไม่เชื่อเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่เธอได้คำสัญญาที่เธอต้องการแล้ว
ภาคินยอมรับเงื่อนไขของเธอด้วยความกระตือรือร้นอย่างสิ้นหวังจนเกือบจะน่าสมเพช
“ผมจะทำเอง พราว ผมจะจัดการให้เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ ชีวิตใหม่ การเริ่มต้นใหม่ เธอจะไปภายในสิ้นเดือนนี้” เขาสัญญา น้ำเสียงจริงจัง
ตลอดสัปดาห์ต่อมา เขาคือคู่หมั้นผู้สำนึกผิดที่สมบูรณ์แบบ เขานำอาหารเช้ามาให้เธอบนเตียง พาเธอไปขับรถเล่นเงียบๆ เลียบชายฝั่ง และนั่งกับเธอในสตูดิโอขณะที่เธอร่างภาพ ไม่เคยผลักไส ไม่เคยเรียกร้อง
สำหรับคนภายนอก มันดูเหมือนการคืนดีกัน พ่อของเธอโล่งใจ แม่เลี้ยงของเธอยกย่องความทุ่มเทของภาคิน “เห็นไหมล่ะ?” เธอบอกกับพราวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “เขารักเธอ มันก็แค่เรื่องเข้าใจผิดโง่ๆ”
พราวรู้ดีกว่านั้น เธอมองเขา หัวใจของเธอเป็นหินที่เย็นและนิ่งเฉยในอก เธอเห็นแววตาของเขาที่เหลือบมองโทรศัพท์ทุกๆ สองสามนาที เธอสังเกตเห็นของขวัญที่เขาเอามาให้เธอ—ผ้าพันคอไหมสีฟ้าเฉดที่จูลี่ชอบ นิยายของนักเขียนที่จูลี่พูดถึงเสมอ เขากำลังพยายามเอาใจพราวด้วยสิ่งที่จูลี่จะพอใจ ผู้ชายคนนี้โง่เง่าสิ้นดี
ละครฉากนี้จบลงในบ่ายวันอังคาร
พราวกำลังทำความสะอาดพู่กันอยู่ในสตูดิโอของเธอ ทันใดนั้นประตูก็พังโครมเข้ามา ภาคินยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาบูดบึ้งราวกับพายุ เขาหายใจหอบหนัก อกกระเพื่อม
“เธอทำอะไรลงไป?” เขาคำราม พุ่งเข้ามาหาเธอ
พราววางพู่กันลงในขวดน้ำมันสนอย่างใจเย็น “ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”
“อย่ามาโกหกฉัน!” เขาตะคอก เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วพื้นที่กว้างขวางโปร่งโล่ง “จูลี่! เธอพูดอะไรกับเธอ?”
เขาคว้าไหล่เธอ นิ้วของเขาจิกลึกลงไปในผิวหนังของเธอ “เธออยู่โรงพยาบาล พราว! เธอพยายามฆ่าตัวตาย! เธอกินยาไปทั้งขวด!”
คำพูดเหล่านั้นลอยอยู่ในอากาศระหว่างพวกเขา จูลี่พยายามฆ่าตัวตาย กลอุบายเดิมๆ ที่น่าเบื่อและเสแสร้ง
พราวไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ตกใจ ไม่สงสาร มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งและเหนื่อยล้า
“เธอกำลังจะตาย พราว” เสียงของภาคินแตกพร่า ความโกรธของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงที่แตกสลายและดิบเถื่อน “และมันเป็นความผิดของเธอ! เธอและความต้องการที่โหดร้ายและอำมหิตของเธอ! เธอผลักดันให้เธอทำแบบนี้”
พราวมองขึ้นไปที่เขา ที่ผู้ชายที่เธอเคยรัก ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโศกเศร้าเพื่อผู้หญิงอีกคน “อย่างนั้นเหรอ?”
ดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่ยังไม่ไหลริน ลุกโชนด้วยความเกลียดชัง “เธอใจดำขนาดนี้ได้ยังไง? เธอเป็นน้องสาวเธอนะ! เธอไม่มีหัวใจเหรอ? เธอเป็นคนหรือเปล่า?”
เขากำลังกล่าวหาว่าเธอใจดำในขณะที่เขาเป็นคนที่ทิ้งให้เธอถูกเผา ความย้อนแย้งนี้น่าทึ่งมาก
“แล้วคุณจะทำยังไง?” พราวถาม น้ำเสียงของเธอเป็นเสียงกระซิบที่ห่างเหินและเย็นชา “คุณจะลงโทษฉันเหรอ?”
“ลงโทษเธอ?” เขาหัวเราะ เป็นเสียงที่หยาบกระด้างและน่าเกลียด “นั่นมันไม่พอหรอก เธอจะต้องชดใช้ เธอจะไปหาเธอ คุกเข่าลง และขอร้องให้เธอยกโทษให้”
เขายังพูดไม่จบ แรงบีบของเขาแน่นขึ้น ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว
“และเธอจะต้องขอร้องต่อไป ทุกวัน ตลอดชีวิตที่เหลือของเธอ นั่นคือราคาสำหรับความเจ็บปวดของเธอ”
ความเจ็บปวดที่แหลมคมและไม่คาดคิดแล่นผ่านหน้าอกของพราว มันเป็นความเจ็บปวดลวง เป็นเงาของความรักที่เธอเคยรู้สึก ทำไม? ทำไมหลังจากทุกสิ่งทุกอย่าง คำพูดของเขายังคงมีพลังทำร้ายเธอได้? เธอตายไปแล้ว เธอเกิดใหม่แล้ว ความเจ็บปวดนี้ควรจะถูกเผาไหม้ไปจากเธอแล้ว
เธอรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ภาพเบลอที่ขอบตา เธอหาคำพูดมาปกป้องตัวเองไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร? เขาก็ไม่เชื่อเธออยู่ดี
“คุณเชื่อใจเธอขนาดนั้นเลยเหรอ?” เธอพยายามกระซิบออกมา คำพูดนั้นมีรสชาติเหมือนเถ้าถ่าน “คุณเชื่อทุกอย่างที่เธอพูดเลยเหรอ?”
“ใช่” เขาพูดโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว น้ำเสียงของเขาก้องกังวานด้วยความเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์ “จูลี่บริสุทธิ์ เธอไร้เดียงสา เธอไม่เคยโกหก ไม่เหมือนเธอ”
ดูเหมือนเขาจะทันรู้ตัว แววตาของเขาฉายแววบางอย่าง—อาจจะเป็นการตระหนักถึงความโหดร้ายของตัวเอง—เขาคลายแรงบีบลงเล็กน้อย “พราว ผม...”
แต่มันสายเกินไปแล้ว
เสียงหัวเราะที่ขมขื่นและแตกสลายผุดขึ้นมาจากอกของพราว มันเริ่มต้นจากการสั่นสะเทือนและเติบโตเป็นเสียงหัวเราะที่ดังลั่นและอาบน้ำตา เสียงนั้นป่าเถื่อนและเสียสติ มันคือเสียงของหัวใจที่แตกสลายเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้าย
ห้องเริ่มหมุน สีสันของภาพวาดบนผนังเบลอเป็นวงวนที่ไร้ความหมาย สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นคือใบหน้าของภาคิน ความโกรธของเขาถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่เริ่มปรากฏขึ้น
แล้วโลกก็ดับมืดลง