ตอน 2

ตอนที่ 2 หยุดร้องไห้ได้แล้ว

โจรหนุ่มกระหน่ำแทงมีดสั้นในมือลงไปที่ท้องน้อยของฉีเล่ยครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ฉีเล่ยก็อาศัยเรี่ยวแรงสุดท้ายที่มี คว้าข้อมือข้างซ้ายของโจรหนุ่มที่กำจี้หยกไว้ พร้อมกับออกแรงง้างฝ่ามือของมันอย่างแรง

และในที่สุด เขาก็สามารถช่วงชิงจี้หยกออกมาจากมือของโจรหนุ่มได้ จากนั้น โจรหนุ่มก็ได้วิ่งหนีไปในทันที!

หลังจากได้สติ เฉินอวี้หลัวก็รีบวิ่งเข้าไปดูฉีเล่ยที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้นทันที เวลานี้ ชายหนุ่มดูเหมือนจะหมดเรี่ยวหมดแรง พร้อมกับใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างปิดแบบแผลที่ท้องของตนไว้ และกำลังรอให้ใครสักคนมาช่วยห้ามเลือดให้กับเขา

ในระหว่างนั้น ฉีเล่ยรู้สึกคล้ายกับว่า ร่างของตนเองเปลี่ยนเป็นเบาหวิววราวกับปุยนุ่น และกำลังล่องลอยไปมาอยู่กลางอากาศ

“อย่าตายนะ! นายต้องไม่เป็นอะไร? ฉันยังไม่อนุญาตให้นายตาย!”

เสียงร้องห่มร้องไห้ บวกกับเสียงร้องตะโกนของเฉินอวี้หลัวดังเข้ามาในโสตประสาทของฉีเล่ย น้ำตาของหญิงสาวไหลนองหน้า

เวลาผ่านมานานมากกว่าแปดปี นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็นฉีเล่ยทำอะไรเช่นนี้ แม้ว่าภายในใจของเธอจะยังคงโกรธแค้นฉีเล่ยอยู่ แต่เมื่อเห็นเขากำลังจะตายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เฉินอวี้หลัวก็อดไม่ได้ที่จะร้องห่มร้องไห้ออกมา และรู้สึกเจ็บปวดคล้ายกับว่าหัวใจจะแหลกสลาย

ฉีเล่ยไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากเพียงแค่ยิ้มให้กับเฉินอวี้หลัวเท่านั้น!

ตลอดเวลาแปดปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีเล่ยรู้สึกว่า ตนเองได้ยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย และเป็นอิสระที่สุด!

‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’

‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’

‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’

หลังจากนั้น ฉีเล่ยก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ

ไม่มีผู้ใดได้เห็นว่า เวลานี้วิญญาณของฉีเล่ยได้ล่องลอยออกจากร่าง ที่กำลังนอนกองอยู่กับพื้นอย่างช้าๆ และค่อยๆล่องลอยขึ้นไปในอากาศ สูงขึ้น และสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันนั้น จี้หยกที่เขากำอยู่ในมือก็ค่อยๆ เปล่งแสงสีทองจางๆออกมา!

วิญญาณที่ล่องลอยออกจากร่างของฉีเล่ยนั้น เวลานี้ได้ถูกแสงสีทองสุกสว่างนั้นดึงดูดเอาไว้ และไม่นานนักแสงสีทองนั้นก็ได้อันตรธานหายไป 

เวลานี้ วิญญาณของฉีเล่ยได้ยืนอยู่บนอากาศ และด้านหน้าของเขานั้น ก็มีชายชราผมขาวผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่

“คุณ.. คุณเป็นใครเหรอครับ? นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ฉีเล่ยร้องถามออกมาด้วยสีหน้า และแววตาตื่นตระหนก

“ข้าคือดวงจิตของบรรพชนตระกูลเฉินที่สิงสถิตอยู่ในจี้หยก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูลเฉิน..”

“ฉีเล่ย.. เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของเจ้าที่มีต่อตระกูลเฉินของข้า อีกทั้งเจ้าเองก็แต่งเข้าเป็นบุตรเขยตระกูลเฉินแล้ว จึงเสมือนทายาทคนหนึ่งของตระกูลเฉินเช่นกัน..”

ชายชราผมขาวโพลนจ้องมองฉีเล่ย พร้อมกับยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า..

“เพื่อเป็นการตอบแทนความทุกข์กายทุกข์ใจตลอดระยะเวลาแปดปีที่เจ้าได้รับ ข้าจะมอบทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศให้แก่เจ้า และจะขอให้เจ้าช่วยนำพาตระกูลเฉินของข้า ให้กลับมายิ่งใหญ่ และสง่างามดังเช่นอดีตอีกครั้ง..”

“แต่เจ้าจะต้องจำให้ขึ้นใจว่า ทักษะวิชาที่ข้าถ่ายทอดให้กับเจ้านั้น หาใช่เพียงเพื่อช่วยกู้ศักดิ์ศรีตระกูลเฉิน แต่ยังเพื่อช่วยเหลือ และสร้างประโยชน์ให้กับโลกใบนี้อีกด้วย!”

หลังจากที่ชายชราผมขาวพูดจบแล้ว ร่างของเขาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่างเจิดจ้า พุ่งเข้าสู่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของฉีเล่ยทันที

ฉีเล่ยรู้สึกราวกับว่าศรีษะของเขานั้นกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง จากนั้น ภาพตรงหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นมืดสนิทขึ้นในทันที

……….

สามชั่วโมงต่อไป ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนานหยาง..

เฉินอวี้หลัวสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่นอกห้อง และกำลังจ้องมองไปทางร่างของฉีเล่ย ที่กำลังนอนหมดสติอยู่บนเตียง

แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไป แต่ในมือของฉีเล่ยก็ยังคงกำจี้หยกนั้นไว้แน่น กระทั่งแพทย์ที่ทำการรักษาพยายามจะแกะจี้หยกออกจากมือของเขา ก็ยังไม่สามารถทำได้

เฉินอวี้หลัวรู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก ระหว่างที่พักกลางวัน เธอจึงได้พยายามเดินออกไปนอกโรงพยาบาล เพื่อหาซื้อของให้จิตใจสงบ

แต่กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะจิตใจของเธอยังคงจดจ่ออยู่กับชายหนุ่มที่เธอโกรธแค้น และเฝ้าข่มเหงรังแกเขามาตลอดระยะเวลาแปดปีว่า จะตายอย่างน่าเวทนาหรือไม่?

เพราะเหตุใดเธอถึงได้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง แล้วก็โศกเศร้าขนาดนี้ เมื่อคิดว่าเขาจะต้องตายไปจริงๆ?

เฉินอวี้หลัวได้แต่ได้แต่สูดลมหายใจเข้า เพื่อให้ความรู้สึกว้าวุ่นสับสนต่างๆ ภายในใจสงบลง แล้วจึงเดินกลับไปที่ห้องตรวจของตนเอง

พยาบาลสาวที่เดินผ่านมาพอดี จึงได้เดินเข้าไปกระซิบถามเฉินอวี้หลัวว่า “คุณหมอคะ นี่สามีของคุณเป็นคนเก็บเศษขยะจริงๆเหรอคะ?”

แม้เพื่อนๆที่ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน จะรู้ว่าเฉินอวี้หลัวแต่งงานแล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าสามีของเธอเป็นใคร และทำงานทำการอะไร?

ฉะนั้น เมื่อทุกคนได้รู้ว่า สามีของเฉินอวี้หลัวนั้น แท้จริงเป็นเพียงแค่คนเก็บเศษขยะตามท้องถนน เพื่อนร่วมงานต่างก็พากันตกอกตกใจไม่น้อย

หลังจากที่เฉินอวี้หลัวเดินจากไปได้ไม่นานนัก ฉีเล่ยก็เริ่มรู้สึกตัว คิ้วทั้งสองบนใบหน้าซีดขาวของเขาขมวดเข้าหากันแน่น หลังจากรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามบาดแผล

แต่แล้วจู่ๆ ฉีเล่ยก็ลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหัน พร้อมกับลืมตาขึ้นในทันที แต่แล้วแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของเขา

ฉีเล่ยหายใจหอบเล็กน้อย ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้น และกดลงไปบนจุดฝังเข็มสองสามแห่งกลางศรีษะของตนเอง ก่อนจะค่อยๆลูบไล้ไปมา จากนั้นอาการวิงเวียนศรีษะรุนแรงของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้งทันที

ภาพของชายชราผมขาวโพลน และภาพการแพทย์ที่ล้ำลึกพลันปรากฏขึ้นในห้วงมโนของฉีเล่ย เขาเริ่มรู้สึกว่า เรื่องราวที่คล้ายกับความฝันก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาจริงๆ

ฉีเล่ยเข้าใจได้ทันทีว่า นับแต่นี้ต่อไป เขาและสกุลเฉินจะไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกแล้ว การปกป้องสกุลเฉินเป็นความปรารถนาสุดท้ายของบรรพชนตระกูลเฉิน และได้กลายมาเป็นภารกิจของเขาเช่นกัน!

ดวงจิตนั้นได้บรรจุความทรงจำ และทักษะทั้งหมดตลอดชีวิตของบรรพชนสกุลเฉินท่านนั้นไว้ ฉีเล่ยรู้สึกราวกับว่า เขากำลังเฝ้ามองบรรพชนสกุลเฉินท่านนั้น กำลังค่อยๆฝึกฝนไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้น จากจุดที่อ่อนแอสุด ค่อยๆเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่ง จนกระทั่งไปถึงจุดสูงสุดได้

ฉีเล่ยสัมผัสได้ว่า สภาพจิตใจของเขาในเวลานี้ แตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง!

เขารับรู้ได้ว่า บาดแผลที่ถูกแทงบริเวณท้องน้อยนั้น ค่อยๆได้รับการรักษาจากวิชาการแพทย์ที่ลี้ลับอยู่อย่างเงียบๆ พร้อมๆกับการที่เขาค่อยๆซึมซับมรดกของบรรพชนสกุลเฉินเข้าไปในร่างด้วย

ไม่เพียงแค่จิตใจเท่านั้นที่เปลี่ยนไป เวลานี้ ฉีเล่ยยังสัมผัสได้ถึงร่างกายของตนที่เริ่มเปลี่ยนไป และแตกต่างจากเดิมมาก เวลานี้ เขารู้สึกว่าร่างกายของตนเองนั้นไม่เพียงแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก แต่ดูเหมือนจะสง่างามขึ้นด้วย

ฉีเล่ยก้าวลงจากเตียงรักษาคนไข้ และเดินออกไปจากห้องด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคง..

‘สิ่งใดที่บรรพชนสกุลเฉินสามารถทำได้ เวลานี้ฉันเองก็สามารถทำได้เหมือนกัน!’

“หลีกทาง! หลีกไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!”

ในระหว่างนั้น เสียงร้องตะโกนก็ดังมาจากด้านหลังของฉีเล่ย ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึงตัง พร้อมกับเปลคนไข้ที่ถูกเข็นเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ฉีเล่ยซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาล ซึ่งกำลังช่วยกันเข็นเปลผู้ป่วยเข้ามานั้น จึงได้แต่หันไปดู พร้อมกับหรี่ตามองอย่างลืมตัว

ดวงไฟสีแดงหน้าห้องฉุกเฉินสว่างขึ้น ทั้งหัวหน้าแพทย์ และหมออีกหลายๆคนในแผนกต่างๆของโรงพยาบาล ต่างก็พากันมายืนล้อมร่างของชายวัยกลางคน ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมที่กำลังยืนอยู่ข้างผู้ป่วยในเปล และใบหน้าของคนอื่นๆ ต่างก็บ่งบอกถึงความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด

ฉีเล่ยเองที่ยังคงอยู่ในชุดคนไข้ของโรงพยาบาล ได้แต่ยืนฟังบุคลากรทางการแพทย์สนทนากัน และในที่สุดก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้ป่วยที่เพิ่งถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉินเวลานี้ ก็คืออาวุโสหวู่ เป็นพ่อของผู้ที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในเมืองหนานหยาง ซึ่งก็คือหวู่เฉินเทียนนั่นเอง และก่อนหน้านี้ครึ่งชั่วโมง ชายชราก็ได้เป็นลมหมดสติไปโดยไม่รู้สาเหตุ..

ชายวัยกลางคนหน้าสี่เหลี่ยมที่ทุกคนต่างก็พากันรุมล้อมอยู่ในเวลานี้ ก็คือเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหนานหยาง ที่ชื่อว่าหวู่เฉินเทียนนั่นเอง!

“คุณหวู่ครับ ไม่ต้องกังวลใจไปครับ! มีคุณหมอหลิวดูแลรักษาให้แบบนี้ รับรองได้ว่าไม่มีอันตรายแน่นอนครับ!”

คนที่กำลังปลอบประโลมหวู่เฉินเทียน ให้คลายความกระวนกระวายร้อนใจอยู่นี้ ก็คือรองประธานหวังนั่นเอง

เวลานี้ประธานของโรงพยาบาลไม่อยู่ เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นภายในโรงพยาบาลเช่นนี้ ในฐานะที่เป็นรองประธานของโรงพยาบาล แน่นอนว่าเขาย่อมต้องออกมารับหน้าแทน

หวู่เฉินเทียนเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป..

…………

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปราวยี่สิบนาทีได้ ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก คุณหมอหลิวเดินออกมาด้วยสีหน้าเศร้าหมอง และเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

“คุณหมอหลิว พ่อของผมเป็นยังไงบ้าง?” หวู่เฉินเทียนพุ่งเข้าไปจับมือคุณหมอหลิวไว้ พร้อมกับร้องถามด้วยสีหน้า และน้ำเสียงกระวนกระวายใจอย่างมาก

“คุณหวู่ครับ.. ผม.. ขอโทษด้วย คือพวกเรา.. พวกเราได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว!”

แต่ยังไม่ทันที่คุณหมอหลิวจะพูดจบประโยคดี หวู่เฉินเทียนก็ได้ผลักร่างของหมอหลิวออก แล้ววิ่งตรงเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที!

รองประธานหวังได้แต่ส่ายหน้าไปมา เขาเกือบจะเข่าทรุด และล้มลงไปกองกับพื้น นั่นเพราะหากทางโรงพยาบาลไม่สามารถช่วยชีวิตอาวุโสหวู่ได้ เขาคงจะไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงที่จะตามมาได้

ไม่ใช่เพียงเพราะว่าหวู่เฉินเทียนเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหนานหยางเท่านั้น แต่ฐานะของอาวุโสหวู่นั้น ใช่ว่าจะมีใครยอมให้เป็นอะไรไปได้ง่ายๆ

“รองประธานครับ ผม.. ผมได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก่อนที่อาวุโสหวู่จะมาถึงโรงพยาบาล ท่าน.. ท่านได้สิ้นลมไปก่อนหน้านั้นแล้ว..” คุณหมอหลิวระล่ำระลักอธิบายให้รองประธาน ที่ยืนหน้าซีดเผือดฟังทันที

“พ่อ…” เสียงกรีดร้องด้วยความเสียอกเสียใจ ดังออกมาจากห้องฉุกเฉิน

หวู่เฉินเทียนคุกเข่าลงข้างเตียงของอาวุโสหวู่ พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาเสียงดังอย่างไม่อายใคร

รองประธานหวังเองก็ได้แต่ยืนส่ายหน้าไปมาพร้อมกับถอนหายใจ เพราะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี หลังจากหันไปมองหน้าหมอหลิว ทั้งคู่ก็ถอนหายใจใส่กันอีกครั้ง

“เอาล่ะ! หยุดร้องไห้ได้แล้ว ขืนคุณยังเอาแต่ร้องไห้อยู่แบบนี้ ชายชราตรงหน้าคงจะต้องตายจริงๆแน่!”

ฉีเล่ยเดินเข้ามาเข้าไปยืนข้างเตียงผู้ป่วย พร้อมกับใช้ปลายนิ้วสัมผัสข้อมือของชายชราที่กำลังนอนแน่นิ่ง ในขณะเดียวกันก็ร้องบอกหวู่เฉินเทียนให้หยุดร้องไห้

ตอน 3

ตอนที่ 3 ทักษะล้ำเลิศ

เวลานี้ ประสบการณ์ และทักษะตลอดชีวิตของบรรพชนสกุลเฉิน ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของฉีเล่ยแล้ว

ฉะนั้น เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดเสียใจของหวู่เฉินเทียน ฉีเล่ยจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ และแม้ว่าน้ำเสียงของฉีเล่ยที่พูดออกไปนั้นจะไม่ได้ดังมาก แต่ก็สามารถทำให้เสียงร้องห่มร้องไห้ภายในห้องฉุกเฉินเงียบลงได้ในทันที

“นี่เธอเป็นใคร? เข้าไปในห้องฉุกเฉินได้ยังไง? นี่มาจากแผนกไหน.. แต่ไม่สิ? นี่เธอยังสวมชุดคนไข้ของโรงพยาบาลอยู่เลย นี่เธอสติไม่ดีหรือเปล่าพ่อหนุ่ม?”

“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหายหัวไปไหนกันหมด? ทำไมยังไม่มาห้ามปรามเขาอีก?”

หวู่เฉินเทียนยังคงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา แต่รองประธานหวังถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด พร้อมกับร้องตะโกนโหวกเหวกด้วยความโมโห เพราะชายหนุ่มคนนั้นถึงกับพูดเพ้อเจ้อว่า อาวุโสหวู่ยังไม่ตาย..

จะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไรกัน? นี่ถ้าหวู่เฉินเทียนไปหลงเชื่อคำพูดของคนแบบนั้นเข้า เขาในฐานะรองประธานของโรงพยาบาล คงต้องถูกไล่ออกแน่ๆ

“นี่มันคนไข้ของใครกัน? ยังไม่รีบมาเอาตัวออกไปอีก! เธอรีบออกไปจากที่นี่ได้แล้วพ่อหนุ่ม!”

รองประธานหวังรีบวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที พร้อมกับคว้าคอเสื้อของฉีเล่ยไว้ และพยายามที่จะลาก และผลักเขาให้ออกจากห้องฉุกเฉินให้ได้

ในระหว่างนั้น เสียงของเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล ต่างก็พากันร้องตะโกนออกไปว่า..

“นั่นมันสามีไม่เอาไหนของเฉินอวี้หลัวไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่ๆ เป็นเขาจริงๆด้วย! เมื่อเช้าที่เขาถูกนำตัวมาส่งโรงพยาบาล ยังแต่งตัวไม่ต่างจากขอทานเลย!”

“คุณหมอเฉิน มัวแต่ยืนเฉยอยู่ได้ ยังไม่รีบไปเอาตัวสามีคุณออกไปอีก! แล้ววันหน้าวันหลังก็ช่วยอบรมสามีหน่อย จะได้ไม่มาพล่ามไร้สาระแบบนี้อีก!”

เฉินอวี้หลัวที่เดินเข้ามาพอดี เมื่อได้เห็นรองประธานจ้องมองมาทางตนเอง และร้องตะโกนออกมาเสียงดังท่ามกลางสาธารณชนแบบนั้น เธอก็ถึงกับหน้าแดงก่ำ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอับอาย หรือว่าโกรธฉีเล่ยกันแน่?

“ตาบ้านี่! นี่นายคิดจะทำอะไร? ที่นี่เป็นโรงพยาบาลนะ ไม่ใช่ที่ที่จะนายมาพล่ามไร้สาระแบบนี้! ออกไปกับฉันเดี๋ยวนี้ แล้วก็หยุดสร้างปัญหาวุ่นวายให้กับฉันซะที!”

ทันทีที่เฉินอวี้หลัววิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินได้ เธอก็ตวาดฉีเล่ยเสียงดัง พร้อมกับพยายามลากแขนของเขาออกมาจากห้องทันที

“นั่นน่ะสิ! รีบๆพาคนไม่เอาไหนแบบนั้นออกไปเร็วเข้า!”

สิ้นเสียงร้องตะโกนออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนดูอยู่ หลายๆคนที่อยู่ในบริเวณนั้น ก็ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่สามารถอดกลั้นได้

รองประธานถึงกับหันไปถลึงตาใส่ทุกคน เป็นการเตือนว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาหัวเราะอย่างสนุกสนาน

สำหรับเฉินอวี้หลัว เพียงแค่ให้ทุกคนในที่ทำงานรู้ว่า สามีของเธอเที่ยวเดินเก็บขยะตามท้องถนน ก็นับว่าอับอายขายหน้ามากแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ กลับยิ่งทำให้หญิงสาวอับอายมากยิ่งขึ้น จนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน และไม่แน่ว่า สิ่งที่ฉีเล่ยกำลังทำอยู่ตอนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของเธอในโรงพยาบาลแห่งนี้ก็ได้..

“อวี้หลัว อาวุโสท่านนี้ยังไม่ตาย! นี่เป็นเพียงการตายปลอมๆเท่านั้น!” ฉีเล่ยหันไปบอกหญิงสาว

“นี่คุณพล่ามไร้สาระอะไร? ตายปลอมอะไรกัน? ถ้าตายปลอม ป่านนี้ผมคงทำให้อาวุโสหวู่ฟื้นขึ้นมาได้ตั้งนานแล้ว..”

คุณหมอหลิวซึ่งเป็นเจ้าของไข้ ถึงกับร้องตะโกนโต้เถียงกลับไปอย่างไม่พอใจ นั่นเพราะคำพูดของฉีเล่ยเท่ากับประกาศว่า เขาเป็นหมอที่ไร้ความสามารถ และขาดความรับผิดชอบ ซึ่งเขาไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อไปได้

เฉินอวี้หลัวแทบอยากฆ่าฉีเล่ยให้ตายคามือ หญิงสาวไม่พูดอะไรอีก และรีบลากแขนฉีเล่ยให้ออกไปจากห้องฉุกเฉินทันที

แต่แล้วจู่ๆ หวู่เฉินเทียนก็ลุกขึ้นยืน และร้องตะโกนห้ามเสียงดัง พร้อมกับจ้องมองฉีเล่ยด้วยสีหน้าแววตาที่มีความหวัง

“หยุดก่อน! ให้เขาได้อธิบายก่อน!”

“คุณหวู่ครับ อย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของคนพรรณนี้เลยครับ! เขาเป็นแค่คนเก็บขยะตามท้องถนนนะครับ..”

รองประธานหวังรีบหันไปบอกหวู่เฉินเทียนทันที แต่เขากลับนิ่งเงียบไม่พูดอะไร และยังคงจ้องมองฉีเล่ยแน่นิ่ง

“คุณหวู่ครับ ตอนนี้ยังพอมีเวลาเหลืออีกราวยี่สิบนาที! ถ้าไม่รีบรักษาภายในเวลานี้ ก็คงยากที่จะช่วยอาวุโสหวู่ได้อีกแล้ว! แต่ถ้าคุณเชื่อใจผม ผมจะทำให้อาวุโสหวู่ฟื้นจากการตายปลอมๆนี้ได้!”

ฉีเล่ยจ้องมองหวู่เฉินเทียน พร้อมกับอธิบายให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็น และเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ

หวู่เฉินเทียนจ้องมองฉีเล่ยแน่นิ่ง ราวกับว่ากำลังต้องการมองทะลุเข้าไปให้เห็นเนื้อในของเขา..

หวู่เฉินเทียนนั้นมีฐานะทางสังคมสูงส่งกว่าฉีเล่ยมาก สายตาที่จ้องมองเขานั้นคมกริบราวกับใบมีด แต่ฉีเล่ยกลับยังคงมีสีหน้านิ่งเรียบ และจ้องมองหวู่เฉินเทียนกลับอย่างไม่เกรงกลัว และยังคงสงบเยือกเย็นเช่นเดิม

“แล้วถ้าเธอทำไม่ได้ล่ะ?” หวู่เฉินเทียนเอ่ยถามฉีเล่ยเพียงแค่สั้นๆ

แต่ฉีเล่ยตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งยิ่งกว่าเดิม “ด้วยฐานะของคุณในเมืองหนานหยาง คุณไม่ควรที่จะถามคำถามแบบนี้ออกมา..”

สิ่งที่ฉีเล่ยได้รับสืบทอดมาจากบรรพชนสกุลเฉินนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ทักษะทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีประสบการณ์ต่างๆ ตลอดทั้งชีวิตที่อาวุโสผู้นั้นพบเจอมาด้วย ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรี หรือความหนักแน่นมั่นคงทางจิตใจในเวลานี้ ทำให้ฉีเล่ยไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้าน เมื่อต้องเผชิญหน้าอยู่กับหวู่เฉินเทียนเลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม หากเป็นฉีเล่ยเมื่อก่อนนี้ หากต้องยืนประจันหน้าอยู่กับหวู่เฉินเทียนเช่นนี้ ป่านนี้เขาคงต้องประหม่า และตระหนกตกใจจนพูดอะไรไม่ออกแน่  แต่ฉีเล่ยในตอนนี้ กลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย!

หวู่เฉินเทียนมั่นใจว่า ฉีเล่ยไม่ได้แกล้งทำเป็นรักษาภาพให้ดูสงบเยือกเย็นแน่ เขาจึงได้แต่ร้องตอบฉีเล่ยไปว่า

“ตกลง!”

หวู่เฉินเทียนพยักหน้า แต่ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวฉีเล่ย แต่เป็นเพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น และจำเป็นต้องเดิมพันเอาว่า จะเชื่อ หรือไม่เชื่อคำพูดของชายหนุ่มคนนี้เท่านั้นเอง!

แต่เมื่อรองประธานหวังที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำท่าจะพูดขัดขึ้นมา หวู่เฉินเทียนก็ได้แต่หันไปมองหน้า ทำให้รองประธานหวังได้แต่นิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไร

“ช่วยให้คนไปนำเข็มสำหรับใช้ในการฝังเข็มมาให้ผมด้วย..”

ฉีเล่ยตบหลังมือของเฉินอวี้หลัวเบาๆ เป็นการปลอบประโลม ในขณะเดียวกันก็หันไปทางสั่งรองประธานหวังที่อยู่ตรงข้าม

ในเมื่อหวู่เฉินเทียนเห็นด้วย และได้ตัดสินใจไปแล้ว รองประธานหวังก็ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้ จึงได้แต่สั่งให้คนไปนำเข็มมาให้กับฉีเล่ยตามที่ร้องขอ

ฉีเล่ยถือเข็มเงินไว้ในมือพร้อมกับพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

“เข็มนี่ไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังพอใช้ได้...”

รองประธานหวังได้แต่แอบกัดฟันกรอด พร้อมกับร้องคำรามอยู่ในใจ ‘ฮึ่ม! ฉันว่าแกต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ! แต่ก็ดีเหมือนกัน ถ้าแกรักษาไม่ได้ หวู่เฉินเทียนจะได้หันไปเล่นงานแกแทนฉัน!’

“อาวุโสได้มาพบผมเข้าโดยบังเอิญแบบนี้ นับเป็นความโชคดีของคุณแล้ว!”

ฉีเล่ยพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมกับใช้ปลายนิ้วทั้งสองสัมผัสที่หน้าผากของอาวุโสหวู่ และก่อนที่จะเขาจะพูดจบ เข็มเงินสองเล่มก็ได้เข้าไปอยู่ในนิ้วทั้งสองของฉีเล่ยแล้ว ก่อนจะปักลงไปบนขมับทั้งสองข้างของชายชราอย่างไม่ลังเล และปลายเข็มก็จมลึกลงไปจนน่าตกใจ

เวลานี้ เสียงร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจดังไปทั่วทั้งห้องฉุกเฉิน นั่นเพราะในบริเวณจุดฝังเข็มซึ่งนับเป็นจุดที่อันตรายที่สุดของมนุษย์ แทบไม่มีแพทย์แผนจีนคนไหน จะกล้าแทงเข็มลงไปในจุดที่อันตรายเช่นนี้ แต่ชายหนุ่มซอมซ่อคนหนึ่ง กลับสามารถปักปลายเข็มลงไปจนลึกเกือบสองนิ้ว โดยแทบไม่ต้องปรายตามอง

แม้แต่หวู่เฉินเทียนเองยังถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขากลั้นหายใจนิ่ง และเกือบจะเผลอยื่นมือออกไปดึงแขนของฉีเล่ยไว้

“หุบปากกันให้หมด!”

หลังจากฝังเข็มทั้งสองเล่มลงไปบนขมับทั้งสองของชายชราแล้ว ฉีเล่ยก็เงยหน้าขึ้นมอง พร้อมกับตวาดเสียงดัง แม้แต่หวู่เฉินเทียนเองยังถึงกับชะงักแน่นิ่งไปเช่นกัน

จากนั้น เข็มเงินเล่มยาวที่สุดหนึ่งเล่ม ก็ถูกปักลงไปที่จุดป่ายฮุ่ย ซึ่งอยู่ตรงกลางกระหม่อมของชายชรา

ตามมาด้วยจุดเทียนเฉวียน จุดชิงหลิง และอีกหลายจุดทั่วศรีษะ..

เข็มสีเงินทั้งเก้าเล่มในมือของฉีเล่ยนั้น ได้ปักลงไปบนจุดฝังเข็มสำคัญต่างๆอย่างราบรื่น ภายในเวลาเพียงแค่สองสามวินาทีเท่านั้น

หลังจากนั้น ฉีเล่ยก็ทำการบิดเข็มแต่ละเล่มไปมาด้วยความชำนิชำนาญ..

หวู่เฉินเทียนซึ่งยืนมองอยู่นั้น ถึงกับมีสีหน้าตกใจอย่างมาก นั่นเพราะวิธีการฝังเข็มของฉีเล่ยนั้น ดูล้ำเลิศแล้วก็ล้ำลึกยิ่งนัก ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง และเริ่มมั่นใจว่าตนเองนั้นตัดสินใจถูกต้องแล้ว เพราะชายหนุ่มคนนี้อาจจะสามารถชุบชีวิตพ่อของเขาให้ฟื้นขึ้นมาได้จริงๆ

ฉีเล่ยส่ายหน้าไปมาอย่างไม่พอใจกับสภาพของตนเองในเวลานี้นัก นั่นเพราะหากเขาสามารถควบคุมพลังปราณภายในร่างได้ดีกว่านี้ การรักษาคงจะเป็นไปได้ราบรื่นกว่านี้มาก

ผ่านไปราวสิบกว่านาที ฉีเล่ยจึงได้ยกมือขึ้นสัมผัสหน้าผากของอาวุโสหวู่ เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือไปมา แล้วเข็มเงินทั้งเก้าเล่มก็ถูกถอนออกอย่างรวดเร็ว

“พ่อหนุ่ม พ่อของฉัน..”

หวู่เฉินเทียนรีบหันไปถามฉีเล่ยด้วยท่าทีระมัดระวัง แม้แต่ตัวเขาเองก็เพิ่งรู้ตัวว่า เขาไม่เคยพูดกับใครด้วยท่าทางระมัดระวังตัวแบบนี้มานานแล้ว

ฉีเล่ยยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่หน้าผากของตนเอง พร้อมกับพูดขึ้นว่า “อีกราวห้านาที อาวุโสก็คงจะฟื้นคืนสติแล้วล่ะ! ส่วนเครื่องหอมภายในบ้าน ก็ควรต้องมีการปรับเปลี่ยน..”

ฉีเล่ยเข้าใจกระจ่างแจ้งว่า ลักษณะการตายปลอมของอาวุโสหวู่นั้น เกิดจากการที่จิตวิญญาณของเขาถูกผนึกไว้ภายในร่าง ฉะนั้น ต่อให้ร่างกายถูกช้อตด้วยไฟฟ้า ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เขาตื่นขึ้นมาได้

“จะฟื้นขึ้นมาได้ยังไงกัน? มันเป็นไปไม่ได้! ดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่หน้าจอสิ ยังคงเป็นเส้นตรงอยู่เลย..” คุณหมอหลิวเบะปาก พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“หุบปากได้แล้ว!”

รองประธานหวังหันไปตวาดคุณหมอหลิวทันที นั่นเพราะเขาเข้าใจดีว่า ขืนทั้งเขา และหมอหลิวยังคงต่อต้านฉีเล่ยแบบนี้ ก็เท่ากับเป็นปรปักษ์กับหวู่เฉินเทียนไปด้วย และแน่นอนว่า พวกเขาทั้งสองคงไม่อาจรับผลที่จะตามมาได้

แต่หลังจากผ่านห้านาทีไปแล้ว หากอาวุโสหวู่ไม่ฟื้นขึ้นมาจริงๆ ฉีเล่ยต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายรองรับอารมณ์โกรธของหวู่เฉิงเทียนแทนเขา

การปลุกคนที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีพ เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นพ่อของหวู่เฉินเทียนก็ตาม รองประธานหวังได้แต่คิดในใจว่า

‘พ่อหนุ่ม เธอโชคร้ายแน่!’

เวลาค่อยๆเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ในขณะนั้น คุณหมอหลิวก็ได้แต่พึมพำออกมาว่า “หึ! ใกล้ถึงเวลาแล้ว ถ้าอาวุโสหวู่ฟื้นขึ้นมาจริงๆ ฉันจะยอมกินอุจจาระ..”

ในขณะที่ สีหน้าของหวู่เฉินเทียนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อย..

“คุณพูดเองนะคุณหมอหลิว!”

ฉีเล่ยหันไปพูดกับหมอหลิวที่กำลังหัวเราะหึๆ ก่อนจะใช้นิ้วชี้เคาะลงไปบนเตียงผู้ป่วย ในส่วนที่เป็นโลหะ จนเกิดเสียงดัง ‘เคร้ง’ ขึ้น พร้อมกับร้องบอกชายชราที่กำลังนอนหลับไหลอยู่

“ตื่นได้แล้ว!”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED