“เสร็จพิธีแล้ว ผมขอเชิญทุกท่านทานอาหารมื้อนี้ให้เอร็ดอร่อย พร้อมกับบทเพลงจากนักดนตรีที่จะมาสร้างเสียงเพลงในค่ำคืนนี้ ก่อนที่ผมจะลงจากเวที ผมขอเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ห้องหอด้วยนะครับ ส่วนญาติ ๆ ท่านไหน หรือเพื่อนท่านไหนอยากจะพักผ่อน ทางเจ้าบ่าวและทางเจ้าสาวได้จัดเตรียมห้องนอนให้กับทุกท่านแล้วนะครับ สามารถรับกุญแจห้องได้ที่พนักงานหน้าฟร้อนได้เลยนะครับ” กล่าวจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้น ก่อนที่จะเปลี่ยนให้นักดนตรีได้ขึ้นมาเล่น พร้อมกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งห้องโถง
หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้ส่งตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้า ห้องหอกันแล้ว พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนในห้องของตน
“คืนนี้เรายังไม่ต้องนอนกันก็ได้นะคะ พี่นิลไปสนุกกับเพื่อน ๆ เถอะ นาน ๆ เพื่อน ๆ จะได้ลางานมาสักครั้ง” หญิงสาวกล่าวพลาง ในขณะที่ลุกออกจากเตียงนอนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดง
“แล้วหยกรอพี่ในห้องได้เหรอ” เขาหยักคิ้วขึ้นเชิงเป็นคำถาม ก่อนจะปลดเนกไทพร้อมกับกระดุมที่ข้อมือออก
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหยกก็จะไปสนุกกับเพื่อน ๆ เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
สำหรับผู้หญิงแล้วการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก มันคือความฝันของผู้หญิงทุก ๆ คน ที่อยากจะใส่ชุดแต่งงาน และภาพถ่ายพรีเวดดิ้งต่าง ๆ ที่พวกเขาอยากมี
โสธิยาหรือหยก เป็นหญิงสาววัยสามสิบสองปี ผิวขาวธรรมชาติรูปร่างสูงใหญ่ อวบอั๋น แต่เป็นผู้หญิงที่สวยงามเลยทีเดียว แถมยังเป็นผู้หญิงที่มีผู้ชายอยากได้เธอมาเป็นคู่ครอง และยังมีงานการที่ดี เป็นถึงระดับหัวหน้าแผนกที่ดูแลพนักงานหลายสิบคน
ส่วนเขา จิรณัฐหรือนิล เป็นชายหนุ่มอายุสามสิบห้าปี เป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยเอาอ่าวสักเท่าไหร่ แต่ดีเสียหน่อยที่เขารวย งานแต่งจึงออกมาดี และยังเป็นคู่รักของโสธิยาที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ถึงแม้ว่าคนทั้งสองเคยทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่เป็นคู่รักหรือคบหาศึกษาดูใจกัน จนพวกเขาทั้งสองตัดสินใจที่จะแต่งงานอยู่กินกันอย่างเปิดเผย
จิรณัฐจึงได้เปิดปากกล่าวกับบิดาและมารดาว่าเขาจะขอโสธิยาแต่งงาน จึงอยากขอให้ผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นคนไปสู่ขอหญิงสาวจากบิดาและมารดาของเธอ จนได้มีงานแต่งกันในวันนี้
“งั้นพี่ไปห้องโถงก่อนนะ มีอะไรก็ค่อยโทรหาพี่ละกัน” อีกฝ่ายกล่าวพลางโบกไม้โบยมือโดยที่ในมือของเขาถือโทรศัพท์เอาไว้
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ พร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า เมื่อเจ้าบ่าวเดินออกจากห้องหอไป เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“หวังว่าในคืนวันแต่งงาน จะทำให้ฉันมีความสุขเหมือนผู้หญิง คนอื่น ๆ กับเขาบ้างนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัว ในขณะที่เธอนั่งอยู่หน้ากระจกเครื่องแป้ง แววตาดูโศกเศร้า น้ำเสียงดูกังวล
แค่เพียงไม่นานโสธิยาก็ได้ย้ายร่างลงมาอยู่ในห้องโถงที่ยังมีเสียงเฮฮาของเหล่าเพื่อน ๆ เจ้าบ่าวและเจ้าสาว รวมไปถึงญาติพี่น้องที่นั่งคุยสัพเพเหระกันอย่างสนุกสนาน
“ว่าไงยะ ว่าที่เจ้าสาวป้ายแดง” เมื่อหญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ เพื่อนสนิทสมัยเรียนของโสธิยาเอ่ยขึ้น พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มแดงด้วยฤทธิ์น้ำเมาที่อยู่ในแก้ว
“ไอ้น้ำ ไอ้บัวมันดื่มไปกี่แก้วแล้ววะ” เธอเอ่ยปากถามเพื่อนสาว อีกคนที่นั่งถัดออกไป ด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปม
“ช่วงนี้มันช้ำรักเว้ย เพิ่งโดนผู้ชายนอกใจมา” คนที่ชื่อน้ำตอบกลับมา ด้วยใบหน้าสะลึมสะลือไม่ต่างกัน
“แกอย่าเสียใจไป อย่างน้อยก็ยังมีพวกฉันนะเว้ย” ว่าแล้วหญิงสาวก็กอดคอเพื่อน พลางยกของมึนเมาขึ้นดื่ม พร้อมกับเสียงเฮฮาที่ดังมาเป็นระลอก ๆ เช่นเดียวกับกลุ่มเจ้าบ่าว ที่นั่งหัวเราะเฮฮาตามประสาเพื่อนฝูง
แต่ละคนมาเป็นคู่ ต่างก็กอดคอคู่ของตนเองอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พลางยกแก้วแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มอย่างสนุกสนาน โดยที่หนึ่งในนั้น มีจิรณัฐร่วมด้วย ซึ่งเขาเริ่มปลดกระดุมสองถึงสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอก ที่ซ่อนอยู่ด้านใน
“ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เพื่อนสาวในกลุ่มกล่าวบอก เพื่อน ๆ ก่อนจะลุกออกจากวงเพื่อไปยังห้องน้ำที่อยู่ไกลออกไป
“กูปวดท้องวะ ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะเว้ย” ว่าแล้ว จิรณัฐก็เอามือกุมหน้าท้องเอาไว้ ด้วยใบหน้าไม่สู้ดี
“เออ ๆ อะไรของพวกมึงเนี่ย นาน ๆ พวกกูจะลางานมาได้ เดี๋ยวคนนั้นปวดฉี่ เดี๋ยวคนนี้ก็ปวดขี้ รีบ ๆ ไปเลยนะมึง ก่อนกูจะเปลี่ยนใจ” เพื่อนชายของเขาโอดครวญ ก่อนจะรีบไล่เขาให้รีบไปเข้าห้องน้ำ
จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร เจ้าสาวสังเกตว่าโต๊ะของเพื่อนเจ้าบ่าวทำไมถึงไม่มีจิรณัฐ เธอจึงคิดว่าเขาไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวก็คงจะมา จนเธอเหลือบไปเห็นว่านี่เกือบจะเที่ยงคืนของคืนแต่งงาน ก็ยังไม่เห็นเงาของสามี
หญิงสาวรู้สึกใจคอไม่ดี จึงลุกพรวดออกเจ้าเก้าอี้ จนเพื่อน ๆ ในโต๊ะตกใจ จึงเอ่ยปากถาม
“มะ มองหาครายยยเหรอยายหยกกก” น้ำเสียงยานของเพื่อนสาวอย่างบัว ในขณะที่ใบหน้าของเธอฟุบลงบนโต๊ะตัวกลมที่มีแก้วน้ำสีอำพันอยู่ด้านหน้า
“เดี๋ยวฉันมานะ” น้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปอย่างไว จนเพื่อน ๆ ส่งสายตามองกันไปมาว่าเจ้าสาวของงานเป็นอะไร
ในเวลานี้แขกเรือนญาติผู้ใหญ่ก็ได้ขึ้นห้องไปพักผ่อนกันเกือบหมด เหลือแค่เพื่อนของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ยังดื่มแอลกอฮอล์อย่างสนุก โดยที่มีพนักงานของโรงแรมกำลังเก็บอาหาร โต๊ะ เก้าอี้ พร้อมกับ ทำความสะอาดห้องโถงให้เรียบร้อย
โสธิยาสาวเท้าไปรอบ ๆ โรงแรม พยายามหาเจ้าบ่าวของตนเองว่าไปอยู่ไหน ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือทั้งสองข้างยกชายกระโปรงขึ้น เพื่อที่จะเดินได้สะดวก โดยที่เธอยังใส่รองเท้าส้นสูง
หญิงสาวเข้าห้องน้ำเกือบทุกชั้นในตึก ก่อนจะมายืนหอบหายใจอยู่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน เธอเหนื่อยจนแทบขาดใจ กลัวว่าสิ่งที่ตนเองกลัวมาตลอดจะเกิดขึ้นในวันนี้
ทว่ามีเสียงดังกล่าวแว่วเข้ามา ในขณะที่เธอกำลังยืนพัก พร้อมกับลมหายใจอย่างรวยริน โสธิยาจึงค่อย ๆ สาวเท้าเดินไปตามเสียงดังกล่าวอย่างระแวดระวัง หัวใจที่เต้นอยู่ในอกข้างซ้ายดังโครมคราม จนหญิงสาวเกือบลืมหายใจไปชั่วขณะ
ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือทั้งสองข้างที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ มือไม้สั่นไหว ได้นำมาป้องปากเอาไว้ โดยที่เสียงดังกล่าวยังคงดังออกมาเป็นระยะ ๆ แต่ทว่าเธอสาวเท้าเข้าไปใกล้เสียงนั้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เธอใจคอไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น
ดวงตาทั้งสองข้าง เริ่มมีน้ำใส ๆ คลออยู่ที่เบ้าตา พร้อมกับภาพตรงหน้าที่ทำให้หัวใจของเธอแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ไม่มีชิ้นดี เพราะภาพที่เธอเห็น คือภาพชายคนรักที่เพิ่งจะแต่งงานกับเธอไปหมาด ๆ กำลังเสพสุขกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่เธอ
หล่อนคือผู้หญิงที่ได้ช่อดอกไม้จากในงานแต่งของโสธิยาที่กำลังครวญครางอย่างมีความสุข ในขณะที่หล่อนกำลังนั่งโยกอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อน พร้อมกับเสียงครางของชายหนุ่มที่เธอจำได้ว่านี่คือเสียงของสามีของตน ที่กำลังซุกใบหน้าอยู่ที่ทรวงอกของหล่อนอย่างหื่นกระหาย
โสธิยาร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ เสียความรู้สึกที่สามีของเธอมาแอบได้เสียกับผู้หญิงซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเอง และที่น่าเสียใจกว่านั้น วันนี้มันคืองานแต่งงานของเธอ เธอควรจะมีความสุขกับสามีของตน ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น
โสธิยาเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งออกจากลานจอดรถ ด้วยใบหน้าที่มีน้ำตานองหน้า เธอผุดลุกนั่งอยู่บนพื้น เมื่อเหยียบชายกระโปรงของตนเอง จนล้มหน้าคะมำ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งไปยังทางบันไดหนีไฟ เพื่อจะหาสถานที่ที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุด และสามารถเป็นที่ที่ระบายความเสียใจ ความเจ็บปวดของเธอได้
ปัง!
เสียงประตูบนดาดฟ้าดังขึ้น ก่อนที่ลมจากด้านนอกปะทะใบหน้าของเธอ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ยังคงไหลรินไม่ขาดสาย
ไม่รู้เพราะความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ประตูบนดาดฟ้าไม่มีกุญแจล๊อก หรือเพราะความสะเพร่าของพนักงานกันแน่
แต่ที่แน่ ๆ คงจะเป็นสถานที่ที่จะทำให้หญิงสาวสบายใจมากที่สุด ในขณะที่เธอสาวเท้าออกไปอย่างเชื่องช้า พร้อมกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา ทำให้ชุดเจ้าสาวและเส้นผมปลิวไสวไปตามแรงลม
“หะ หากย้อนเวลากลับไปได้ ฮึก! ฉะ ฉันจะไม่ขอมีแฟนแบบนี้อีก” หญิงสาวพึมพำมันออกมาด้วยน้ำเสียงสะอื้น ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนระเบียงของโรงแรมซึ่งอยู่บนดาดฟ้า ทิวทัศน์รอบ ๆ เต็มไปด้วยแสงไฟตามอาคารบ้านเรือน หรือร้านอาหารที่เปิดขายกลางคืน
เช่นเดียวกับสายลมยังคงพัดผ่านร่างของหญิงสาว จนเธอเกือบจะปลิวไปตามแรงลม เปลือกตาค่อย ๆ ปิดเข้าหากันอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากที่ขบเม้มเข้าหากันเพื่อที่จะกลั่นเสียงสะอื้น แต่ยังคงมีหยาดน้ำตาไหลรินอาบข้างแก้ม
ว้ายยยยย!
จู่ ๆ ร่างของเธอก็ร่วงหล่นจากตึกสูงซึ่งมีขนาดสามสิบชั้น โดยที่แขนและขาแหวกว่ายไปตามอากาศ พร้อมกับเสียงร้องโหวกเหวกโวยด้วยความตกใจและตื่นกลัว
“ม้ายยยย ฉานยางม่ายอยากตาย อ๊ายยยย” เสียงของโสธิยายังคงดังออกมาจากลำคอที่กำลังดิ่งลงบนพื้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
หญิงสาวได้แต่หลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะมองว่าภาพเบื้องหน้ามันน่ากลัวขนาดไหน
แต่แล้วจู่ ๆ กับมีแสงสีขาววาบเข้าใบหน้าของโสธิยา จนเธอต้องเปิดเปลือกตาขึ้น ว่ามันคือแสงอะไรที่สาดเข้ามา
“ว้ายยยยย” และเป็นอีกครั้งที่หญิงสาวร้องเสียงหลงเมื่อร่างถูกดูดเข้าไปหาแสงสีขาวดังกล่าวซึ่งมองไม่เห็นด้านใน และไม่แน่ใจว่ามันคือพื้นดินหรือไม่
ตุบ!
ร่างของหญิงสาวร่วงหล่นลงบนพื้นหญ้าเข้าอย่างจัง ซึ่งกำลังสลบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์บวกกับเหตุการณ์ที่เธอเพิ่งจะเจอเมื่อสักครู่
“พี่ปืน ทำไมมีผู้หญิงใส่ชุดแปลก ๆ มานอนตรงนี้ได้ล่ะ” เสียง แจ้ว ๆ จากเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ที่กำลังเอากิ่งไม้เขี่ย ๆ ร่างของโสธิยาที่กำลังนอนคว่ำหน้าไม่ได้สติอยู่ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าแต่ป้าคนนี้ใช่คนแถวนี้แน่เหรอ” คิ้วขมวดของเด็กชายวัยหกขวบเศษ ที่กำลังนั่งยองพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปหาผู้หญิงปริศนาที่มานอนอยู่ตรงนี้
เสียงของเด็กน้อยทั้งสองดังแว่วเข้าไปในหูของโสธิยา ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ ขยับตัว จนทำให้เด็กทั้งสองวิ่งไปหลบอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ แถวนั้น
“โอ๊ย! เจ็บ ๆ นี่ฉันตายแล้วเหรอ ไม่นะ! แล้วแบบนี้คุณพ่อกับคุณแม่จะอยู่ยังไง” เธอพรรณนาออกมาด้วยความตกใจ เพราะคิดว่าตัวเองคงตายแล้วอยู่บนสวรรค์
สองมือทั้งหยิกทั้งตีร่างกายว่าเธอตายไปแล้วหรือยัง รวมทั้งตบหน้าของตนเองจนเกิดรอยแดง และพบว่าตัวเองไม่ได้ฝันไปและยังไม่ตาย
ก่อนจะหันมานั่งกอดเข่าอีกครั้ง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเกิดอะไรกับตัวเอง หยาดน้ำตาก็ค่อย ๆ ไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากลำคอ จนเด็กน้อยทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ ก่อนที่จะค่อย ๆ ย่องเข้าไปหาผู้หญิงแปลกหน้า ที่ตื่นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้
“ป้า ร้องไห้ทำไม” เสียงเด็กชายกล่าวถามอย่างสงสัย ซึ่งยืนกอดอกอยู่ด้านหน้า
โสธิยาจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยที่เธอเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีพวกเขาอยู่ตรงนี้