ตอน 1

‘ใครให้คำนิยาม ว่าการแต่งงานคือตอนจบ

การแต่งงานต่างหากละ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด’

‘หากมนุษย์เราสามารถย้อนอดีตไปได้

แล้วแก้ไขเรื่องราวในอดีต

จะทำให้อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไหม’

.

.

.

.

“กราบเรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ วันนี้เป็นวันมงคลสมรสระหว่าง นางสาว โสธิยา กับ นาย จิรณัฐ หรือคุณหยกและคุณนิล กระผมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเจ้าบ่าว อยากจะกล่าวคำอวยพรกับพวกเขาสักนิด” สายตาของผู้ที่ยืนอยู่บนเวที ของเขามองไปยังเจ้าบ่าวที่ประสานมือกับเจ้าสาวไว้แน่นด้านล่างของเวที

“ผมขอแสดงความยินดีกับเจ้าสาวและเพื่อนของผม ที่เป็นฝั่ง เป็นฝากะเพื่อนเขาได้เสียที” พิธีกรของงาน หันหน้ามาทางเจ้าบ่าวอีกครั้ง “ไอ้นิลกูขอให้มึงมีความสุขกับน้องหยก มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง จบงานแล้วรีบทำหลานให้กูนะเว้ย” สายตากรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายกล่าวทีเล่นทีจริง แต่สามารถเรียกเสียงเฮฮาจากแขกได้เป็นอย่างดี

แต่ชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าบ่าว กล่าวออกมาเบา ๆ ด้วยคำว่า ‘เชี่ย’ จนเพื่อนของเขาหยักคิ้วกลับสองถึงสามครั้ง ก่อนจะกล่าวใส่ไมค์

“เอาละครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวขึ้นมากล่าวขอบคุณกับแขกครับ” พูดจบ เขาก็ผายมือให้เจ้าของงานขึ้นมาด้านบน

เมื่อทั้งสองได้สาวเท้าขึ้นมาบนเวที เป็นจิรณัฐที่เป็นฝ่ายรับไมค์มาจากเพื่อนชายหรือพิธีกร ก่อนที่จะปลีกตัวเองยืนข้าง ๆ เวที

“อะ เอ่อคือ...ผมอยากจะกล่าวขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงานของผมในคืนนี้ ขอบคุณญาติพี่น้องของผมที่มางานให้เกียรติผมและภรรยา ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ยอมสละงานสละเวลาเพื่อมางานแต่งของเพื่อนที่ไม่เอาไหน และผมขอขอบพระคุณ ผู้มีพระคุณของผมและเจ้าสาวที่ยอมรับในตัวผู้ชายคนนี้” จิรณัฐยกมือไหว้กล่าวขอบคุณแขกที่มาในงาน รวมไปถึงบิดาและมารดาของเขากับของโสธิยา ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านข้าง

หลังจากที่จิรณัฐกล่าวจบเสียงปรบมือก็ดังกระหึ่มไปทั่วห้องโถงก่อนจะยื่นไมค์ให้กับเจ้าสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“หยกขอขอบพระคุณทุกท่านเช่นกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแม่งานที่จัดหาสถานที่ จัดหาชุดงานแต่งที่เหมาะสมกับพวกเราทั้งสอง รวมไปถึงการถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง และหยกขอขอบพระคุณแขกในงานทุกท่านนะคะ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องของหยก เพื่อน ๆ ที่ยอมมางานแต่งของหยก ถึงแม้ว่าบางท่านไม่สะดวกมาก็ตาม และหยกขอขอบพระคุณคุณพ่อ  คุณแม่ของพี่นิล และคุณพ่อคุณแม่ของหยก ที่ให้พวกเราได้อยู่กันฉันสามีภรรยา” ในระหว่างที่เธอกล่าว ก็ได้พนมมือขึ้นมาพร้อมกับขอบคุณทุก ๆ คนที่มาในงานของพวกเขา

เมื่อหญิงสาวกล่าวจบก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นมาอีกครั้งจากแขกที่มาร่วมงาน พิธีกรอย่างธราธิปที่อยู่ข้างเวที ก็ได้สาวเท้าเข้ามา โสธิยาจึงได้ยื่นไมค์ให้เขา

“เจ้าสาวและเจ้าบ่าวได้กล่าวไปแล้ว เรามาฟังฝ่ายญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองกันบ้างนะครับ ผมขอเรียนเชิญคุณพ่อคุณแม่ของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวกล่าวมาอวยพรบนเวทีสักหน่อยนะครับ” เมื่อพิธีกรกล่าวจบ    เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเขาที่ผายมือให้ผู้ใหญ่ทั้งสองขึ้นมายังบนเวที

ผู้ใหญ่ทั้งสี่ก็ได้สาวเท้าขึ้นมาทีละคู่ พร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า ก่อนที่บิดาของฝ่ายเจ้าบ่าวได้ยื่นมือไปรับไมค์ด้วย ในขณะที่มือของเขาประสานมือภรรยาของตนที่อยู่ข้าง ๆ

“พ่อกับแม่ก็ขอให้ลูกทั้งสองมีความสุข หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุขขอให้ลูกทั้งสองอยู่เคียงข้างกันไปจน     แก่เฒ่าเหมือนอย่างพ่อและแม่” บิดากล่าวจบ เสียงโห่ร้องของญาติพี่น้อง พร้อมกับเสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะยื่นไมค์ให้กับอีกฝ่าย

“แม่กับพ่อดีใจที่ลูกของแม่ได้มีครอบครัว มีคู่ชีวิตที่ดี ที่คอยอยู่ข้าง ๆ ในวันที่ลูกลำบาก หากเมื่อไหร่ที่ลูกทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกัน    แม่อยากให้นึกถึงวันที่เรามีความสุข มีเรื่องอะไรโกรธเคืองกันก็หันหน้าปรับความเข้าใจให้เร็ว และเป็นสามีภรรยาที่มีความสุขให้ชาวบ้านเขาอิจฉา แล้วรีบมีหลานให้แม่ไว ๆ นะ” มารดาของโสธิยาแอบกระซิบเบา ๆ เรียกเสียงหัวเราะและเสียงโห่จากแขกในงานได้ดี

“เอาละครับ เมื่อได้ยินเหล่าคุณพ่อและคุณแม่กล่าวเช่นนี้ ผมขอเรียนเชิญพวกท่านให้ไปพักผ่อนทานอาหารด้านล่างกันต่อนะครับ” ว่าแล้วธราธิปก็ได้ผายมือไปยังผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ให้เชิญไปที่โต๊ะตามเดิม “มีสาว ๆ คนไหนที่ยังโสด ยังไม่มีแฟน หรือสาว ๆ ที่มีแฟนแล้วเชิญมายืนรอหน้าเวทีนะครับ ตอนนี้ถึงช่วงที่เจ้าสาวจะต้องโยนช่อดอกไม้แล้วครับ” เขายังคงกล่าวต่อไป ก่อนจะผายมือให้เจ้าสาวอย่างโสธิยาให้มาด้านหน้าเวที ในมือที่ถือดอกไม้ช่อใหญ่พร้อมกับหันหลังให้แขกที่มาในงาน

“ผมจะเริ่มนับถอยหลังแล้วนะครับ” เขาบอกหญิงสาวที่มาออกันหน้าเวทีอยู่หลายสิบคน มีทั้งสาวใหญ่ สาวแก่ แล้วสาวจริง ๆ มาร่วมสนุกกันขำ ๆ

“สาม” ธราธิปเริ่มนับถอยหลัง ในขณะที่โสธิยาค่อย ๆ ขยับแขนแกว่งไปมา

“สอง” เสียงนับถอยหลังยังคงดังอยู่เป็นระยะ

“หนึ่ง” เมื่อสิ้นเสียงพิธีกร โสธิยาจึงได้โยนช่อดอกไม้จนสุดแขน เสียงเชียร์จากแขกในงาน พร้อมกับเสียงกรีดร้องวี๊ดว๊ายของสาว ๆ หน้าเวที แค่เพียงชั่วครู่ก็พบว่าช่อดอกไม้ช่อนั้นไปอยู่ในมือของผู้หญิงที่มาร่วมงาน ซึ่งเป็นเพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าว พร้อมกับโยกช่อดอกไม้ในมือว่าเธอเป็นคนได้มันไป

“แสดงความยินดีกับผู้ที่ได้ช่อดอกไม้นะครับ หากคุณสาว ๆ ยัง ไม่มีแฟน ผมสามารถเป็นคู่ให้ควงได้นะครับ” ใบหน้ายิ้มแย้มของพิธีกร พร้อมกับเสียงโห่ร้องจากเพื่อน ๆ ที่นั่งมองพวกเขา

ตอน 2

“เสร็จพิธีแล้ว ผมขอเชิญทุกท่านทานอาหารมื้อนี้ให้เอร็ดอร่อย พร้อมกับบทเพลงจากนักดนตรีที่จะมาสร้างเสียงเพลงในค่ำคืนนี้ ก่อนที่ผมจะลงจากเวที ผมขอเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ห้องหอด้วยนะครับ  ส่วนญาติ ๆ ท่านไหน หรือเพื่อนท่านไหนอยากจะพักผ่อน ทางเจ้าบ่าวและทางเจ้าสาวได้จัดเตรียมห้องนอนให้กับทุกท่านแล้วนะครับ สามารถรับกุญแจห้องได้ที่พนักงานหน้าฟร้อนได้เลยนะครับ” กล่าวจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้น ก่อนที่จะเปลี่ยนให้นักดนตรีได้ขึ้นมาเล่น พร้อมกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งห้องโถง

หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้ส่งตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้า ห้องหอกันแล้ว พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนในห้องของตน

“คืนนี้เรายังไม่ต้องนอนกันก็ได้นะคะ พี่นิลไปสนุกกับเพื่อน ๆ เถอะ นาน ๆ เพื่อน ๆ จะได้ลางานมาสักครั้ง” หญิงสาวกล่าวพลาง ในขณะที่ลุกออกจากเตียงนอนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดง

“แล้วหยกรอพี่ในห้องได้เหรอ” เขาหยักคิ้วขึ้นเชิงเป็นคำถาม  ก่อนจะปลดเนกไทพร้อมกับกระดุมที่ข้อมือออก

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหยกก็จะไปสนุกกับเพื่อน ๆ เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

สำหรับผู้หญิงแล้วการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก มันคือความฝันของผู้หญิงทุก ๆ คน ที่อยากจะใส่ชุดแต่งงาน และภาพถ่ายพรีเวดดิ้งต่าง ๆ ที่พวกเขาอยากมี

โสธิยาหรือหยก เป็นหญิงสาววัยสามสิบสองปี ผิวขาวธรรมชาติรูปร่างสูงใหญ่ อวบอั๋น แต่เป็นผู้หญิงที่สวยงามเลยทีเดียว แถมยังเป็นผู้หญิงที่มีผู้ชายอยากได้เธอมาเป็นคู่ครอง และยังมีงานการที่ดี เป็นถึงระดับหัวหน้าแผนกที่ดูแลพนักงานหลายสิบคน

ส่วนเขา จิรณัฐหรือนิล เป็นชายหนุ่มอายุสามสิบห้าปี เป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยเอาอ่าวสักเท่าไหร่ แต่ดีเสียหน่อยที่เขารวย งานแต่งจึงออกมาดี และยังเป็นคู่รักของโสธิยาที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ถึงแม้ว่าคนทั้งสองเคยทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่เป็นคู่รักหรือคบหาศึกษาดูใจกัน จนพวกเขาทั้งสองตัดสินใจที่จะแต่งงานอยู่กินกันอย่างเปิดเผย

จิรณัฐจึงได้เปิดปากกล่าวกับบิดาและมารดาว่าเขาจะขอโสธิยาแต่งงาน จึงอยากขอให้ผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นคนไปสู่ขอหญิงสาวจากบิดาและมารดาของเธอ จนได้มีงานแต่งกันในวันนี้

“งั้นพี่ไปห้องโถงก่อนนะ มีอะไรก็ค่อยโทรหาพี่ละกัน” อีกฝ่ายกล่าวพลางโบกไม้โบยมือโดยที่ในมือของเขาถือโทรศัพท์เอาไว้

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ พร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า  เมื่อเจ้าบ่าวเดินออกจากห้องหอไป เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“หวังว่าในคืนวันแต่งงาน จะทำให้ฉันมีความสุขเหมือนผู้หญิง คนอื่น ๆ กับเขาบ้างนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัว ในขณะที่เธอนั่งอยู่หน้ากระจกเครื่องแป้ง แววตาดูโศกเศร้า น้ำเสียงดูกังวล

แค่เพียงไม่นานโสธิยาก็ได้ย้ายร่างลงมาอยู่ในห้องโถงที่ยังมีเสียงเฮฮาของเหล่าเพื่อน ๆ เจ้าบ่าวและเจ้าสาว รวมไปถึงญาติพี่น้องที่นั่งคุยสัพเพเหระกันอย่างสนุกสนาน

“ว่าไงยะ ว่าที่เจ้าสาวป้ายแดง” เมื่อหญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ เพื่อนสนิทสมัยเรียนของโสธิยาเอ่ยขึ้น พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มแดงด้วยฤทธิ์น้ำเมาที่อยู่ในแก้ว

“ไอ้น้ำ ไอ้บัวมันดื่มไปกี่แก้วแล้ววะ” เธอเอ่ยปากถามเพื่อนสาว อีกคนที่นั่งถัดออกไป ด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปม

“ช่วงนี้มันช้ำรักเว้ย เพิ่งโดนผู้ชายนอกใจมา” คนที่ชื่อน้ำตอบกลับมา ด้วยใบหน้าสะลึมสะลือไม่ต่างกัน

“แกอย่าเสียใจไป อย่างน้อยก็ยังมีพวกฉันนะเว้ย” ว่าแล้วหญิงสาวก็กอดคอเพื่อน พลางยกของมึนเมาขึ้นดื่ม พร้อมกับเสียงเฮฮาที่ดังมาเป็นระลอก ๆ เช่นเดียวกับกลุ่มเจ้าบ่าว ที่นั่งหัวเราะเฮฮาตามประสาเพื่อนฝูง

แต่ละคนมาเป็นคู่ ต่างก็กอดคอคู่ของตนเองอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พลางยกแก้วแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มอย่างสนุกสนาน โดยที่หนึ่งในนั้น มีจิรณัฐร่วมด้วย ซึ่งเขาเริ่มปลดกระดุมสองถึงสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอก ที่ซ่อนอยู่ด้านใน

“ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เพื่อนสาวในกลุ่มกล่าวบอก เพื่อน ๆ ก่อนจะลุกออกจากวงเพื่อไปยังห้องน้ำที่อยู่ไกลออกไป

“กูปวดท้องวะ ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะเว้ย” ว่าแล้ว จิรณัฐก็เอามือกุมหน้าท้องเอาไว้ ด้วยใบหน้าไม่สู้ดี

“เออ ๆ อะไรของพวกมึงเนี่ย นาน ๆ พวกกูจะลางานมาได้ เดี๋ยวคนนั้นปวดฉี่ เดี๋ยวคนนี้ก็ปวดขี้ รีบ ๆ ไปเลยนะมึง ก่อนกูจะเปลี่ยนใจ” เพื่อนชายของเขาโอดครวญ ก่อนจะรีบไล่เขาให้รีบไปเข้าห้องน้ำ

จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร เจ้าสาวสังเกตว่าโต๊ะของเพื่อนเจ้าบ่าวทำไมถึงไม่มีจิรณัฐ เธอจึงคิดว่าเขาไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวก็คงจะมา จนเธอเหลือบไปเห็นว่านี่เกือบจะเที่ยงคืนของคืนแต่งงาน ก็ยังไม่เห็นเงาของสามี

หญิงสาวรู้สึกใจคอไม่ดี จึงลุกพรวดออกเจ้าเก้าอี้ จนเพื่อน ๆ ในโต๊ะตกใจ จึงเอ่ยปากถาม

“มะ มองหาครายยยเหรอยายหยกกก” น้ำเสียงยานของเพื่อนสาวอย่างบัว ในขณะที่ใบหน้าของเธอฟุบลงบนโต๊ะตัวกลมที่มีแก้วน้ำสีอำพันอยู่ด้านหน้า

“เดี๋ยวฉันมานะ” น้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปอย่างไว จนเพื่อน ๆ ส่งสายตามองกันไปมาว่าเจ้าสาวของงานเป็นอะไร

ในเวลานี้แขกเรือนญาติผู้ใหญ่ก็ได้ขึ้นห้องไปพักผ่อนกันเกือบหมด เหลือแค่เพื่อนของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ยังดื่มแอลกอฮอล์อย่างสนุก โดยที่มีพนักงานของโรงแรมกำลังเก็บอาหาร โต๊ะ เก้าอี้ พร้อมกับ  ทำความสะอาดห้องโถงให้เรียบร้อย

ตอน 3

โสธิยาสาวเท้าไปรอบ ๆ โรงแรม พยายามหาเจ้าบ่าวของตนเองว่าไปอยู่ไหน ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือทั้งสองข้างยกชายกระโปรงขึ้น เพื่อที่จะเดินได้สะดวก โดยที่เธอยังใส่รองเท้าส้นสูง

หญิงสาวเข้าห้องน้ำเกือบทุกชั้นในตึก ก่อนจะมายืนหอบหายใจอยู่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน เธอเหนื่อยจนแทบขาดใจ กลัวว่าสิ่งที่ตนเองกลัวมาตลอดจะเกิดขึ้นในวันนี้

ทว่ามีเสียงดังกล่าวแว่วเข้ามา ในขณะที่เธอกำลังยืนพัก พร้อมกับลมหายใจอย่างรวยริน โสธิยาจึงค่อย ๆ สาวเท้าเดินไปตามเสียงดังกล่าวอย่างระแวดระวัง หัวใจที่เต้นอยู่ในอกข้างซ้ายดังโครมคราม จนหญิงสาวเกือบลืมหายใจไปชั่วขณะ

ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือทั้งสองข้างที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ มือไม้สั่นไหว ได้นำมาป้องปากเอาไว้ โดยที่เสียงดังกล่าวยังคงดังออกมาเป็นระยะ ๆ แต่ทว่าเธอสาวเท้าเข้าไปใกล้เสียงนั้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เธอใจคอไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น

ดวงตาทั้งสองข้าง เริ่มมีน้ำใส ๆ คลออยู่ที่เบ้าตา พร้อมกับภาพตรงหน้าที่ทำให้หัวใจของเธอแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ไม่มีชิ้นดี เพราะภาพที่เธอเห็น คือภาพชายคนรักที่เพิ่งจะแต่งงานกับเธอไปหมาด ๆ กำลังเสพสุขกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่เธอ

หล่อนคือผู้หญิงที่ได้ช่อดอกไม้จากในงานแต่งของโสธิยาที่กำลังครวญครางอย่างมีความสุข ในขณะที่หล่อนกำลังนั่งโยกอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อน พร้อมกับเสียงครางของชายหนุ่มที่เธอจำได้ว่านี่คือเสียงของสามีของตน ที่กำลังซุกใบหน้าอยู่ที่ทรวงอกของหล่อนอย่างหื่นกระหาย

โสธิยาร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ เสียความรู้สึกที่สามีของเธอมาแอบได้เสียกับผู้หญิงซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเอง และที่น่าเสียใจกว่านั้น วันนี้มันคืองานแต่งงานของเธอ เธอควรจะมีความสุขกับสามีของตน ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น

โสธิยาเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งออกจากลานจอดรถ ด้วยใบหน้าที่มีน้ำตานองหน้า เธอผุดลุกนั่งอยู่บนพื้น เมื่อเหยียบชายกระโปรงของตนเอง จนล้มหน้าคะมำ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งไปยังทางบันไดหนีไฟ เพื่อจะหาสถานที่ที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุด และสามารถเป็นที่ที่ระบายความเสียใจ ความเจ็บปวดของเธอได้

ปัง!

เสียงประตูบนดาดฟ้าดังขึ้น ก่อนที่ลมจากด้านนอกปะทะใบหน้าของเธอ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ยังคงไหลรินไม่ขาดสาย

ไม่รู้เพราะความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ประตูบนดาดฟ้าไม่มีกุญแจล๊อก หรือเพราะความสะเพร่าของพนักงานกันแน่

แต่ที่แน่ ๆ คงจะเป็นสถานที่ที่จะทำให้หญิงสาวสบายใจมากที่สุด ในขณะที่เธอสาวเท้าออกไปอย่างเชื่องช้า พร้อมกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา ทำให้ชุดเจ้าสาวและเส้นผมปลิวไสวไปตามแรงลม

“หะ หากย้อนเวลากลับไปได้ ฮึก! ฉะ ฉันจะไม่ขอมีแฟนแบบนี้อีก” หญิงสาวพึมพำมันออกมาด้วยน้ำเสียงสะอื้น ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนระเบียงของโรงแรมซึ่งอยู่บนดาดฟ้า ทิวทัศน์รอบ ๆ เต็มไปด้วยแสงไฟตามอาคารบ้านเรือน หรือร้านอาหารที่เปิดขายกลางคืน

เช่นเดียวกับสายลมยังคงพัดผ่านร่างของหญิงสาว จนเธอเกือบจะปลิวไปตามแรงลม เปลือกตาค่อย ๆ ปิดเข้าหากันอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากที่ขบเม้มเข้าหากันเพื่อที่จะกลั่นเสียงสะอื้น แต่ยังคงมีหยาดน้ำตาไหลรินอาบข้างแก้ม

ว้ายยยยย!

จู่ ๆ ร่างของเธอก็ร่วงหล่นจากตึกสูงซึ่งมีขนาดสามสิบชั้น โดยที่แขนและขาแหวกว่ายไปตามอากาศ พร้อมกับเสียงร้องโหวกเหวกโวยด้วยความตกใจและตื่นกลัว

“ม้ายยยย ฉานยางม่ายอยากตาย อ๊ายยยย” เสียงของโสธิยายังคงดังออกมาจากลำคอที่กำลังดิ่งลงบนพื้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

หญิงสาวได้แต่หลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะมองว่าภาพเบื้องหน้ามันน่ากลัวขนาดไหน

แต่แล้วจู่ ๆ กับมีแสงสีขาววาบเข้าใบหน้าของโสธิยา จนเธอต้องเปิดเปลือกตาขึ้น ว่ามันคือแสงอะไรที่สาดเข้ามา

“ว้ายยยยย” และเป็นอีกครั้งที่หญิงสาวร้องเสียงหลงเมื่อร่างถูกดูดเข้าไปหาแสงสีขาวดังกล่าวซึ่งมองไม่เห็นด้านใน และไม่แน่ใจว่ามันคือพื้นดินหรือไม่

ตุบ!

ร่างของหญิงสาวร่วงหล่นลงบนพื้นหญ้าเข้าอย่างจัง ซึ่งกำลังสลบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์บวกกับเหตุการณ์ที่เธอเพิ่งจะเจอเมื่อสักครู่

“พี่ปืน ทำไมมีผู้หญิงใส่ชุดแปลก ๆ มานอนตรงนี้ได้ล่ะ” เสียง แจ้ว ๆ จากเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ที่กำลังเอากิ่งไม้เขี่ย ๆ ร่างของโสธิยาที่กำลังนอนคว่ำหน้าไม่ได้สติอยู่ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าแต่ป้าคนนี้ใช่คนแถวนี้แน่เหรอ” คิ้วขมวดของเด็กชายวัยหกขวบเศษ ที่กำลังนั่งยองพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปหาผู้หญิงปริศนาที่มานอนอยู่ตรงนี้

เสียงของเด็กน้อยทั้งสองดังแว่วเข้าไปในหูของโสธิยา ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ ขยับตัว จนทำให้เด็กทั้งสองวิ่งไปหลบอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ แถวนั้น

“โอ๊ย! เจ็บ ๆ นี่ฉันตายแล้วเหรอ ไม่นะ! แล้วแบบนี้คุณพ่อกับคุณแม่จะอยู่ยังไง” เธอพรรณนาออกมาด้วยความตกใจ เพราะคิดว่าตัวเองคงตายแล้วอยู่บนสวรรค์

สองมือทั้งหยิกทั้งตีร่างกายว่าเธอตายไปแล้วหรือยัง รวมทั้งตบหน้าของตนเองจนเกิดรอยแดง และพบว่าตัวเองไม่ได้ฝันไปและยังไม่ตาย

ก่อนจะหันมานั่งกอดเข่าอีกครั้ง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเกิดอะไรกับตัวเอง หยาดน้ำตาก็ค่อย ๆ ไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากลำคอ จนเด็กน้อยทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ ก่อนที่จะค่อย ๆ ย่องเข้าไปหาผู้หญิงแปลกหน้า ที่ตื่นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้

“ป้า ร้องไห้ทำไม” เสียงเด็กชายกล่าวถามอย่างสงสัย ซึ่งยืนกอดอกอยู่ด้านหน้า

โสธิยาจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยที่เธอเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีพวกเขาอยู่ตรงนี้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED