แต่งงาน คำนี้มันยอกแสลง! แม้จะเป็นเพียงการพูดเล่น
“กูไม่อยากแต่ง แต่ละคนที่แม่ติดต่อมาให้ ไม่หมวยเกี๊ยะ ก็คุณหนูจ๋า เรื่องเมียกูหาเองได้ ผู้หญิงของกูมันต้องตามใจกูเปล่าวะ?”
“ก็ถ้าลองตามใจมึง ก็คงได้แบบอีเด็กเมย์นั่น มึงรู้ไหมวันก่อนมันตามมากรีดกระเป๋าฟ้า ดีกูไปทัน ไม่งั้นมันลากน้องกูไปตบข้อหาสนิทสนมกับมึงเกินหน้าเกินตา”
คีรินเงียบไป ลืมตาขึ้นมองเพดาน กับเด็กเมย์นั่นมันเป็นความคะนอง เล่นปีนหน้าต่างหอพักชายล้วนขึ้นมา หวังจะเคลมเขาตอนเมาหลับ ถ้าเขาไม่ช่วยเอาหล่อนซ่อนจากอาจารย์ผู้คุมหอ
นอกจากจะโดนภาคทัณฑ์ ก็คงจะโดนสั่งพักการเรียน จบช้าเข้าไปอีก
ปีนี้เขาเรียนจบแล้วแม้จะอยากตามตื๊อเขาแค่ไหน แค่ไม่อ่านไลน์ ไม่โทรกลับ บล็อกเบอร์ไปก็จบ
เรือนผมสีดำสนิทเหมือนท้องฟ้ายามราตรี คีรินยกมือขึ้นขยี้เส้นผมตัวเองแรง ๆ
“ฟ้า เป็นไงบ้างล่ะ ตกใจไหม?”
“ตกใจเหรอ น้องกูมันพวกขวัญอ่อน แค่โดนกรีดกระเป๋าก็ร้องแล้ว ไอ้ที่จะเป็นเรื่อง คงจะมีแต่ทัพหน้าสามสาวพาวเวอร์พัฟเกิร์ลเถอะ”
รักษิตา (น้ำหวาน) จันทิรา (จินนี่) สุดธิดา (ทราย)
สามแสบแก๊งโลกแตก ไอ้ที่ช่วยดามก็รู้สึกขอบอกขอบใจ แต่ไอ้ที่จะชวนน้องเขาไปเป็นพยานเพื่อให้พวกนาง ๆ ทั้งหลายได้สลายความแค้น นวดศัตรูด้วยฝ่ามือนี่สิ ดามแทบจะกัดลิ้นตัวเองตาย ถ้าไปไม่ทันสงสัยน้องสาวคนเดียว คงได้โดนโยงเข้ากลุ่มไปด้วยเป็นแน่
“ไอ้คี มึงลืมบอกฟ้าหรือยัง เรื่องจะไปเรียนต่อ”
คีรินเงียบหนักกว่าเดิม นอนเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พ่อของเขาคาดหวังในตัวเขามากเกินไป อันที่จริงแม้จะเป็นเด็กรักเที่ยว แต่ก็เพราะอยู่ในวัยคะนอง
แต่ถึงเที่ยวเตร่เกรดเฉลี่ยของคีรินไม่เคยตกไปจากระดับดีเด่น เขาไม่ได้อยากไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ก็ไม่น่าอยู่เท่าที่เมืองไทย วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ภาษา หรือแม้แต่รอยยิ้มของใครบางคน มันฝังใจ
ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ประตูถูกบิดลูกบิดแล้วผลักเข้ามา ใบหน้าเล็กน่ารักแย้มยิ้มโผล่หัว คีรินหลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับ แต่ดามพงษ์ทราบดีว่าไม่มีใครอื่นที่กล้ารุกล้ำเข้ามาในห้องส่วนตัว หากไม่ใช่น้องสาวเพียงคนเดียว
“ผู้ชายเขาอยู่กันเต็มห้อง จะเข้ามาทำไม?”
ออกอาการหวงน้องทางน้ำเสียง เธอพยายามแล้วที่จะห้ามใจไม่ให้เดินมาเคาะประตู แต่ไอ้ผนังห้องที่มันสร้างดีเกินไป หนาเสียจนฟังอะไรแทบไม่ได้ยิน
ดอกฟ้าเลยตัดสินใจหน้าด้านตากหน้าเข้ามาเคาะประตู ใบหน้าเล็กรูปหัวใจกับเรือนผมสีดำยาวสยายจนถึงสะโพก ยิ่งช่วยห่อหุ้มร่างเล็กบอบบางของเธอให้ดูเปราะบางชวนถนอมยิ่งขึ้น
“ก็มันอ่านหนังสือไม่เข้าใจ จะสอบแล้วด้วย คะแนนก็ไม่ค่อยดี”
ดอกฟ้าแสร้งทำหน้าเศร้า หากมีหูบนศีรษะคงเหมือนลูกหมาตัวเล็ก ๆ ที่กระดิกหู กระดิกหาง ทำหน้าตาน่าสงสาร
“เอ... วิชานี้ไม่เคยเห็นเราสอบตกนี่ แต่เอาเถอะเดี๋ยวพี่เขียนแปลนเสร็จก่อนนะ แล้วจะไปสอนให้”
ผู้เป็นน้องสาวยังคงเหลือบสายตาไปมองคนร่างสูงที่ยังนอนสงบคล้ายไม่ได้ยินสิ่งที่ตนพูดออกไป เขาเย็นชาใส่เธอจนชวนท้อใจ
“เดี๋ยวหนูไปให้พวกยายทรายช่วยติวให้ก็ได้ ไม่กวนพี่ดามหรอกจ้ะ” และยิ้มแห้ง
“เอาอย่างงั้นนะ ก็ดี พี่ก็กำลังเร่งงานเหมือนกัน เรียนจบแล้วแท้ ๆ ยังต้องมานั่งทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนต่อโทอีก ปวดหัวชะมัดเลย ไม่รู้คิดถูก หรือว่าคิดผิดที่เลือกเรียนต่อ” บ่นไปตามประสาคนพูดมาก
“พี่อยากจะเรียนเองนี่นา ใครก็ไม่ได้บังคับ ฟ้าบอกแล้วให้รีบแต่งงานหาพี่สะใภ้ไว ๆ พวกคุณอาเขาจะได้สบายใจเสียที”
“หา!” เสียงหลุดกลั้นขำออกมาจากผู้ชายร่างสูงที่นอนนิ่งอยู่ คีรินลืมตาขึ้นเบนมามองทางหญิงสาว ที่กำลังหน้ามุ่ยอยู่ตรงประตู เขายกขาสองข้างขึ้นสูงแล้วเด้งตัวขึ้น
คีรินแกล้งถีบเข้าที่หลังของดามไปที
“ไปสิ ไปห้องฟ้ากัน พี่จะสอนให้”
“ไอ้คี มึงไม่ต้องเลย เดี๋ยวกูสอนน้องกูเอง!” คีรินยกขาขึ้นเขี่ยเก้าอี้ที่ดามนั่งอยู่แล้วออกแรงยันแรง จนดามแทบหล่นจากเก้าอี้
“ไอ้เวร แกล้งกูอีกจนได้!”
“มึงนั่งทำงานอาจารย์วิสิทธิ์ให้เสร็จเหอะ ถ้ามึงทำเสร็จไอ้ที่อาจารย์รับปากจะช่วยมึงเรื่องเข้าบริษัทที่มึงอยากทำงานจะได้เรียบร้อยเร็วขึ้น จริงไหม”
เมื่อไม่มีพ่อแม่ แม้จะมีอาและอาเขยช่วยผลักดันดูแล แต่อาหญิงเป็นเพียงผู้หญิงอยู่กับบ้านทำขนมขาย จะไปช่วยสนับสนุนให้ดามได้พบเจอเส้นทางสายงานที่ตนถนัดคงเป็นไปไม่ได้ เมื่อต้องเรียนรู้การมีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด ดามมองเห็นอนาคตที่ตนต้องไขว่คว้า เพราะไม่ใช่มีแค่ตนเอง แต่ยังมีน้องสาวอีกคนที่เขาต้องดูแล
คีรินเดินผ่านร่างเล็กบอบบางของฟ้า แต่ก่อนจะเดินผ่านดวงตาคมกริบกวาดลงมอง
“มาสิ เวลามีน้อย รีบมาติวกันให้มันจบ ๆ ไป”
แค่ได้ยินเสียงทุ้มต่ำเรียก ร่างทั้งร่างยังร้อนผ่าว รู้สึกได้เลยว่าแก้มทั้งสองข้างร้อนกว่าส่วนอื่น สองแขนกอดตำราแนบอกแน่น เหมือนจะกดให้มันจมลงไปฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นอย่างกับกลองรัว
คีรินเข้ามาในห้องนอนของฟ้า บรรยากาศก็เป็นห้องนอนของเด็กผู้หญิง ทุกอย่างเป็นระเบียบสะอาดสะอ้าน ไม่เหมือนห้องของเพื่อนเวร รกเกะกะอย่างกับป่าทึบ เมื่อเช้าตอนเข้าไปยังต้องเอาเท้าเขี่ยกางเกงบอกเซอร์ที่ใส่แล้วทิ้งลงไปข้างเตียง
“มาสิ”
“พี่จะให้หนูนั่งตรงไหนคะ” พวงหน้าแดงจนปิดไม่มิด
“ตรงไหน ถามแบบนี้ หรือคิดจะมานั่งบนตักพี่หรือยังไงกัน ฮึ...” มองแบบช้อนสายตา ดูอย่างไรก็ไม่ได้กรุ้มกริ่ม แต่ทว่าร่างเล็กสะดุ้งวาบแก้มแดงจัดขึ้นกว่าเดิม เธอรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ ฟ้าไม่ได้หมายถึงแบบนั้นค่ะ”
“โธ่เอ๊ย! แค่ล้อเล่นน่ะ ทำไมต้องจริงจังด้วย มานี่นั่งลงตรงนี้” มือกว้างตบลงบนเตียง
ปกติมันต้องเป็นโต๊ะนั่งอ่านหนังสือ กลายเป็นว่าตำราถูกวางบนเตียง ปลายนิ้วเรียวใช้ต่างไม้บรรทัด
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยเตะปลายจมูกเร้ากระตุ้นหัวใจ แก้มสองข้างแดงจัดสม่ำเสมอ สายตามองตามปลายนิ้วของคีริน แต่หัวใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ จะมีใครเข้าใจในความรู้สึกแอบรักฝังลึกนี้
เธอจดจำทุกสิ่งที่เป็นเขาได้อย่างตราตรึง หัวใจดวงนี้มีเพียงชายหนุ่มข้างกายคนนี้มาตั้งแต่เด็ก เฝ้ารอเวลา หวังให้สายใยที่มีมานานเป็นดั่งตัวเชื่อมให้ใจตรงกัน
“มีสมาธิหน่อย อยากให้มีคนสอนก็สอนให้แล้ว” ทำดุ
“พี่คีรู้ได้ยังไงว่าฟ้าไม่ตั้งใจเรียน” เสียงอ่อย ใครจะเรียนรู้เรื่องกันเล่า
“ก็เอาแต่มองตามนิ้วพี่ รู้บ้างไหมว่าที่พี่ชี้ไป กับที่อธิบายมันคนละเรื่องกัน แต่เราไม่เห็นท้วงพี่สักคำ”
เธอก้มหน้าลงต่ำกว่าเก่า สองแก้มแดงปลั่ง ร้อนผ่าวจนลามถึงใบหูและลำคอ ผิวขาวละมุนอมชมพูเหมือนผิวเด็กแรกเกิด การเปลี่ยนแปลงกะทันหันไม่เคยรอดสายตาเขา ผิวนุ่มละมุนตรึงสายตาหัวใจของเธอเต้นแรง
วันนี้เป็นวันที่ตนตั้งใจจะสารภาพรัก เพราะได้ข่าวจากพี่ชายว่า เขาได้เป็นนักเรียนทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หากไม่ใช้โอกาสนี้สารภาพความในใจ เชื่อว่าโลกกว้างอาจทำให้เขาเปลี่ยนไป ดอกฟ้าเฝ้ารอมาจนถึงจังหวะนี้ ใบหน้าเล็กเงยขึ้นอย่างช้า ๆ รวบรวมความกล้ามองใบหน้าหล่อเหลาของคีรินเต็มสายตา รวบรวมแรงฮึดกำมือแน่นจนกลางฝ่ามือเจ็บจนชา
ดวงตาทั้งคู่สบกันนิ่งกระทั่งได้ยินเสียงของหัวใจเต้นชัด
“พะ พี่คีคะ คือหนู หนูชอบพี่ค่ะ”
คำสารภาพของเด็กสาวหลุดออกไป บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดยิ่งกว่าเมื่อครู่ ใบหน้าของคีรินชะงักค้างในแววตาของชายหนุ่ม เธออ่านมันไม่ออก ชายหนุ่มพ่นลมสั้น ๆ พร้อมส่ายหน้า
“พี่รับรักใครไม่ได้หรอกนะ เพราะเรื่องมีแฟนหรือแต่งงานยังไม่เคยอยู่ในหัวของพี่เลย เอาเป็นว่าถ้าฟ้าจะมาขอให้พี่ช่วยติวหนังสือให้ แล้วมาพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ละก็ พี่ขอตัวก่อนละกัน” ดอกฟ้าสังเกตว่าคีรินหน้าแดงก่ำ
คีรินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไม่มองดอกฟ้าที่ยังนั่งหน้าซีดจางอยู่บนพื้นเลย แม้เพียงหางตาไม่แม้แต่จะชายมองหน้าเธอด้วยซ้ำ
ร่างเล็กสั่นระริก น้ำตาไหลร่วงลงมา มันทั้งอับอายขายขี้หน้า ทั้งเสียใจ ที่หน่วงที่สุดคือดอกฟ้ารู้สึกไร้ค่า คำว่ารักของเธอไม่มีค่าพอสำหรับเขา
ประตูห้องถูกปิดลงพร้อมความหวังพังทลาย ดอกฟ้าทิ้งศีรษะที่ด้านในร้อนระอุราวกับมีใครยัดก้อนถ่านร้อน ๆ เข้าไป
ในหัวร้อนระอุ แต่ร่างทั้งร่างชาไปหมด แม้แต่หัวใจยังเจ็บจนหนึบ เธอได้ยินข่าวลือหนาหูว่า พี่เมย์มาริสาที่เป็นดาวคณะเป็นคู่ควงคนปัจจุบันของคีริน แต่ไม่ทราบเพราะเหตุผลอะไร คีรินจึงไม่ยอมรับว่า มาริสาเป็นแฟน หรือนั่นแค่คู่ควง
‘เรื่องไร้สาระ’ คำนี้มันติดอยู่ในหัว!
มาริสาเป็นดาวคณะที่ขึ้นชื่อเรื่องความเซ็กซี่ มองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ดอกฟ้ายิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม
วัน ๆ ทำผมอย่างมากก็แค่ถักเปีย ทาแป้งฝุ่นเด็ก กับทาลิปกลอส ลิปสติกสีสดกับสไตล์การแต่งตัวร้อนแรง ตัวเธอเองนั้นไม่เคยคิดแม้แต่จะสนใจการแต่งเนื้อแต่งตัว ยิ่งเรื่องสัดส่วนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทางนั้นเนื้อนมไข่ล้วน ๆ แต่เธอก็ไม่ได้เป็นจอแบน ใครจะชอบใส่เสื้อผ้าเปิดเนื้อหนังโชว์ให้ใครเห็น
กริ๊ง... กริ๊ง... เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้น ดอกฟ้าเลื่อนสายตาไปมองด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ชื่อที่บันทึกไว้เป็น ‘ทราย’ ปลายนิ้วเลื่อนสไลด์รับสายอย่างเหม่อลอย
“เป็นไงบ้างมึง วันนี้เงียบไปเลยนะ แผนอ้อนพี่คีติวหนังสือเด็ดเปล่า สำเร็จผลไหม แล้วแกสารภาพรักไปหรือยัง”
ถ้าจะโทษใครสักคนก็คงต้องโทษเพื่อนรักนี่แหละ ที่ชอบยุนัก ‘ยายทรายเธอมันผิด’
ได้คนมารับผิดแล้วหนึ่ง เพราะตอนที่คีรินมาถึงห้องพี่ชาย ดอกฟ้ากำลังคุยแชตกับทรายอยู่ สุดธิดาเป็นเพื่อนสนิทที่เข้าอกเข้าใจดอกฟ้าดี ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ดอกฟ้าขี้อายขนาดไหน ทรายจึงเสนอแผนสารภาพความในใจ ก่อนที่คีรินจะบินไปเรียนต่อที่อเมริกา
“เด็ดสิ เด็ดมาก โดนเด็ดหัวเลย พี่คีน่ะเขา...” ดอกฟ้ากลั้นสะอื้น ไม่สามารถพูดต่อไปได้อีกแล้ว
“พี่คีเขาไม่มองหน้าฉันเลยด้วยซ้ำไป พอได้ยินว่าฉันชอบเขาพี่คีเขาก็รีบปฏิเสธเลย” ดอกฟ้าเริ่มเปล่งเสียงร้องไห้ออกมา สุดธิดาใจหายแวบ เพราะเข้าใจดีว่า คนถูกปฏิเสธนั้น หัวใจจะแหลกสลายเพียงใด
คีรินเป็นรักแรกของดอกฟ้า
เธอเป็นแค่เด็กเรียนขี้อายทำตัวอยู่ในกรอบเรื่อยมา ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง แถมเรียนดีขนาดเป็นตัวเก็งเกียรตินิยมอีกด้วย แต่กลับไม่สามารถทำให้ผู้ชายที่ชอบรับรักได้
“หรือว่าพี่คีเขาชอบพี่เมย์วะ”
“อื้อ... คงใช่มั้ง ขาวสวยหมวยเซ็กซ์ขนาดนั้น ฉันจะไปเทียบกับพี่เมย์ได้ยังไง” ดอกฟ้าก้มมองดูตัวเองแล้วใจหดหู่
“ฉันก็ได้ข่าวมาเหมือนกัน แต่แกอย่าเครียดนะ อย่าร้องไห้มากด้วยล่ะ ตาจะบวม ยิ่งขี้เหร่อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” ปากจัด สุดธิดาว่าเพื่อนไปหนึ่งกรุบ
“ยายทราย แกยังจะมาซ้ำเติมฉันอีก แกควรที่จะปลอบใจฉันสิ” ร้องไห้ก็ร้อง แต่ก็ค้อนเพื่อนปลก ๆ ทั้งที่ไม่เห็นหน้ากัน
“เอาเหอะ เดี๋ยวค่ำ ๆ ฉันจะออกไปรับแก หยุดร้องไห้ ได้แล้ว และลุกขึ้นมาล้างตา มาส์กหน้า ตอนเย็นนี้ เราจะไปปาร์ตี้กันหน่อยนะ จำได้ไหม หรือว่าลืมไปแล้วว่า พวกเรานัดกัน”
จริงด้วยสิ ดอกฟ้าเธอลืมไปเสียสนิทว่า มีนัดกับชาวแก๊ง เนื่องจากต้องเลี้ยงส่งเพื่อนอีกคนในกลุ่ม นางจะกลับไปเรียนต่อต่างจังหวัดกลับบ้านเกิด จันทิราจึงตั้งตัวเป็นเจ้ามือเลี้ยงกันที่คลับย่านทองหล่อ