ปีพุทธศักราช 2520
พราวนารี เด็กหญิงผู้มีชื่อไพเราะเพราะพริ้งราวกับว่าเธอนั้นได้กำเนิดเกิดมาในครอบครัวของพวกผู้ดีมีสกุล แต่กลับกัน เธอนั้นได้กำเนิดเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน บิดาและมารดาของเธอเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น แต่ทว่าการกำเนิดเกิดมาของเด็กหญิงในครั้งนี้กลับสร้างความยินดีให้กับครอบครัวยิ่งนัก เพราะถึงแม้จะจนแต่ถ้ามีบุตรสักคนไว้ส่งเสริม ฝากผีฝากไข้ในยามแก่ยามเฒ่าก็คงจะดีไม่น้อย
“อุแว๊…..อุแว๊……”
เสียงเด็กน้อยร้องจ้าอยู่ในผ้าอ้อมที่หมอตำแยเพิ่งจะทำคลอดให้ เนื่องจากบ้านของดำรงนั้นอยู่ไกลจากโรงพยาบาล ถึงแม้การเดินทางจะสะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ทว่าการให้คนแก่ที่เคยทำคลอดมาทำให้ก็น่าจะปลอดภัยเช่นกัน
“โอ๋ๆๆ ลูกพ่อไม่ร้องนะคะ แม่เค้าเจ็บแผลอยู่นะลูก” เสียงทุ้มของผู้เป็นบิดาปลอบโยนบุตรสาวที่อ้อมแขน
“อุแว๊….อุแว๊……”
เด็กหญิงพราวนารียังคงร้องไห้ไม่หยุด เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะว่าเธอน่ะกำลังหิวโดยที่บิดาที่เพิ่งเคยมีลูกยังไม่เข้าใจนั่นเอง ปากน้อยๆ ขมุบขมิบเข้าหาอกหนั่นแน่นของบิดาเขาถึงเข้าใจว่าลูกหิวนม
“เมียพี่….ลูกของเราหิวนมแล้วจ้ะ”
เขาบอกภรรยาเสียงนุ่มพร้อมทั้งพาทารกน้อยไปใกล้กับมารดาที่นอนหมดเรี่ยวหมดแรงจากการเบ่งอยู่ สัญชาตญาณของความเป็นแม่รีบเปิดเต้าให้ลูกน้อยได้ดูดนมของเธอทันที ปากน้อยพอรับรู้ถึงแหล่งอาหารก็ไม่รอช้าอ้างับลงบนฐานถันสีชมพูของผู้เป็นมารดาทันที ครั้งแรกอารีรู้สึกไม่ชินกับการให้ลูกดูดนม แต่พอลูกดูดจนน้ำนมไหลออกมาคนเป็นแม่ก็น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม วันนี้เธอได้สัมผัสและรู้ซึ้งถึงความเป็นแม่แล้ว
ดำรงเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ภรรยาสาว เขารู้ว่าเขาเป็นสามีที่ไม่เอาไหน แต่หลังจากนี้เขาจะเป็นพ่อที่ดีให้ลูกสาวคนเดียว สองสามีภรรยาตกลงกันเอาไว้ว่าจะมีทายาทเพียงคนเดียวเท่านั้นด้วยฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน การที่จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ก่อนที่จะมีบุตรสาวคนนี้ เขากับภรรยาก็ต้องพูดคุยและตกลงกันอยู่นานจนได้ข้อสรุป
ห้าปีต่อมา
เด็กหญิงพราวนารีในวัยห้าขวบเริ่มหัดอ่านหัดเขียน และมีแววในด้านภาษาต่างประเทศ เธอสามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องภาษาได้เป็นอย่างดี แต่ทว่าครอบครัวมีฐานะยากจน แพรวนารีตอนเป็นเด็กนั้นมักจะมีบุคลิกทโมนเหมือนกับเด็กผู้ชาย และเพื่อนที่เธอเล่นด้วยก็มีแต่พวกผู้ชาย ดำรงและอารี สองสามีภรรยามีอาชีพทำนา ทุกเช้าหลังจากส่งเด็กหญิงไปโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ใกล้บ้านเสร็จ อารีจะเข้าไปช่วยสามีทำนา และกิจวัตรประจำวันของสองสามีภรรยาก็วนลูบเป็นแบบนี้ไปทุกวัน
“แม่จ๋า…… เพื่อนที่โรงเรียนมีขนมไปกินตอนเช้าทุกวันเลย หนูอยากมีไปกินเหมือนเพื่อนบ้าง”
เย็นวันหนึ่งหลังจากที่อารีไปรับลูกสาวตัวน้อยกลับมาจากโรงเรียนเธอก็ได้ยินคำพูดของลูกที่ฟังแล้วจุกอก
“น้องพราวคะ ช่วงนี้ที่บ้านเราไม่ค่อยมีเงินใช้นะลูก พวกแมลงก็ลงข้าว พ่อเขาต้องซื้อยาฆ่าแมลงกับปุ๋ยมาบำรุงต้นข้าว เวลาเก็บเกี่ยวแล้วเราจะได้มีเงินมาซื้อกินซื้อใช้กันเยอะๆ ยังไงล่ะจ๊ะ”
เด็กหญิงตัวน้อยนั่งฟังมารดาอธิบายตาแป๋ว เธอที่วัยเพียงห้าขวบยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่ทว่าเธอก็รู้ดีว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท บิดามารดาของเธอต้องออกจากบ้านแต่เช้า กว่าจะกลับก็เกือบค่ำมืด
“น้องพราวเข้าใจค่ะ น้องพราวจะพยายามไม่มองเวลาที่เพื่อนกินขนมก็แล้วกันค่ะ”
ความไร้เดียงสาของบุตรสาวทำให้คนเป็นมารดาอดที่จะสงสารลูกน้อยไม่ได้ มีลูกคนเดียวแท้ๆ แต่กลับมอบความสุขให้ลูกไม่ได้เลย มือบางที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่สมัยเป็นสาวๆ ยื่นไปลูบผมยาวสลวยของบุตรสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู
สามปีต่อมา
เด็กหญิงพราวนารีเป็นนักดนตรีของโรงเรียนตั้งแต่ขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่สอง ในวัยแปดปีเด็กหญิงได้ไปร่วมแสดงดนตรีหลายต่อหลายงาน พรสวรรค์ที่เด็กหญิงตัวน้อยมีทำให้บิดาและมารดาภูมิใจในตัวเธอ
เด็กหญิงแพรวนารีเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย แต่บิดาที่เคยแสนดีกลับติดเหล้าเพราะความเครียดจากการทำนาแล้วไม่ได้ผลผลิตตามที่ควร ทุกๆ เย็นเด็กหญิงตัวน้อยจะได้ยินคำด่าทอของบิดาที่มีต่อมารดาไม่ขาดปาก เธอรู้สึกไม่มีความสุข ยิ่งวันไหนที่บิดาลงไม้ลงมือกับมารดา วันนั้นจะเป็นวันที่เด็กหญิงร้องไห้เสียใจเป็นที่สุด
และแล้วเด็กหญิงพราวนารีในวัยแปดขวบต้องเศร้าเสียใจอีกครั้ง เพราะบิดามารดาตัดสินใจไปหางานทำที่กรุงเทพฯโดยจะฝากเธอไว้กับผู้เป็นอา น้องสาวของบิดา การจากลาที่ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ทำให้เด็กหญิงรู้สึกเศร้าสร้อย ก่อนมารดาจะไปเด็กหญิงจึงพยายามโน้มน้าวให้มารดาเปลี่ยนใจ
"แม่จ๋า... แม่ไม่ไปได้ไหมจ๊ะ" เด็กหญิงเอ่ยถามมารดาอีกครั้ง
"แม่ต้องไปหาเงินมาใช้หนี้ค่าปุ๋ย ค่ายาที่เราไปติดเขามาตอนทำนายังไงล่ะลูก ที่สำคัญแม่กับพ่อต้องไปหาเงินมาส่งหนูเรียนให้สูงๆ ยังไงล่ะจ๊ะ" นางอารีบอกกับบุตรสาว
"แล้วเมื่อไหร่แม่กับพ่อจะกลับมาอยู่กับหนูล่ะจ๊ะ" เด็กหญิงพราวนารีเอ่ยถามมารดา
"เมื่อครอบครัวเราไม่มีหนี้ และเมื่อพ่อกับแม่มีเงินมากพอที่จะเอามาลงทุนทำอะไรสักอย่างอยู่ที่บ้านเรายังไงล่ะลูก" ดำรงตอบบุตรสาวแทนภรรยาที่อ้ำอึ้งอยู่
"หนูต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของอา และที่สำคัญอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ช่วยอาเขาทำงานบ้านบ้างนะลูก"
อารีอดที่จะเป็นห่วงบุตรสาวคนเดียวไม่ได้ ถึงแม้ว่าคนเป็นอาจะรักหลานแต่ก็คงไม่มากไปกว่าลูกสาวที่อายุมากกว่าพราวนารีไปเพียงสองปี
"จ้ะแม่ หนูจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของอา และจะช่วยอาทำงานบ้าน"
เด็กน้อยในวัยไร้เดียงสาตอบมารดาด้วยวาจาฉะฉาน
และจากวันนั้น ดำรงและอารีก็ไม่ได้กลับมาเยี่ยมบุตรสาวอีกเลย เพราะงานที่ไปทำคืองานก่อสร้าง พอหัวถึงหมอนก็พากันหลับใหล เขาและเธอเลือกที่จะส่งเงินกลับมาให้ผู้เป็นน้องสาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของบุตรสาวที่ให้ไปอาศัยอยู่กับเธอแทน นานๆ ทีถึงจะโทรศัพท์มาหา
เด็กหญิงใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของอามาอย่างราบรื่น แต่ก็มีบ้างบางครั้งบางคราที่เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกถึงความไม่ชอบธรรม อย่างเช่นการทำงานบ้าน เธอช่วยผู้เป็นอาทั้งล้างจาน ทั้งกวาดบ้านถูบ้าน บางทีก็มีซักผ้าให้อีกด้วย แต่ทว่าพี่สาวซึ่งเป็นลูกสาวของอากลับไม่หยิบจับอะไรเลย บางทีเด็กหญิงก็รู้สึกน้อยใจจวบจนอายุได้เก้าขวบ
การอยู่กับครอบครัวของอาเริ่มไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อน พี่สาวที่เป็นลูกสาวของอาเริ่มออกเที่ยวเตร่และติดเพื่อน บางทีเด็กหญิงวัยเก้าขวบจึงต้องติดตามผู้เป็นพี่ไปด้วย ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดในการต้องมาเห็นและรับรู้ในเรื่องที่เด็กไม่สมควรจะรู้ เธอจึงตัดสินใจโทรบอกบิดาและมารดา
ดำรงและอารีตัดสินใจย้ายโรงเรียนให้เด็กหญิงพราวนารีในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า เด็กหญิงดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้หลีกหนีสถานการณ์ที่อึดอัดเต็มที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพี่สาวลูกของอาที่กำลังติดเพื่อนผู้ชายจนบางครั้งก็พาเธอไปด้วยแบบไม่เต็มใจ รวมไปถึงการที่ต้องแบกรับหน้าที่เกินวัยมันทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจมันเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กอย่างเธอ
ความเสียใจเพียงอย่างเดียวของเด็กหญิงพราวนารีในการย้ายโรงเรียนนั่นก็คือเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของเธอที่คบกันมาตั้งแต่วัยอนุบาล
"พราว พราวจะไปเรียนที่กรุงเทพฯจริงๆ น่ะเหรอ"
เด็กหญิงสุนารีเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน เนื่องจากเมื่อก่อนบ้านทั้งสองอยู่ติดกัน จนกระทั่งบิดามารดาของเพื่อนสนิทพาไปอยู่ที่บ้านของอา ทั้งสองจึงไม่ค่อยได้เจอกันนอกจากที่โรงเรียน
"จ้ะสุ พราวไปไม่นาน เดี๋ยวพราวก็กลับมา ไว้เรามาเป็นเพื่อนรักกันใหม่นะ" เด็กหญิงเอ่ยออกมาอย่างไรก็เดียงสา
"ยัยพราวบ๊อง เราจะเป็นเพื่อนสนิทกันตลอดไปนั่นแหละ"
เด็กหญิงสุนารียิ้มออกมา ซึ่งเด็กหญิงพราวนารีก็ยิ้มตอบเช่นกัน เด็กน้อยทั้งสองกอดลากันในวันสุดท้ายของภาคเรียน
คนเป็นอารู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะอนาคตของพราวนารีที่โรงเรียนแห่งนี้เธอเป็นเด็กกิจกรรม และเธอก็เป็นนักดนตรีของโรงเรียน แต่ในเมื่อหลานได้ตัดสินใจที่จะไปกับพี่ชายของเธอแล้ว เธอจึงไม่ห้ามอะไร เพราะเธอก็รู้ดีว่าเธอเองก็ไม่มีเวลาดูแลเด็กๆ เหมือนกัน เพราะอาสาวก็มีอาชีพ ทำไร่ทำนาไม่ต่างจากบิดามารดาของพราวนารีในอดีต แต่ทว่าเธอทำมันได้ประสบความสำเร็จมากกว่า บวกกับมีที่นาเป็นของตนเองจึงไม่ต้องไปเช่าที่นาใครเหมือนกับครอบครัวของดำรง ผู้เป็นพี่ชาย
เด็กหญิงพราวนารีกราบลาผู้เป็นอาที่ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่พักอาศัยตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยลืมพระคุณและคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องมีโอกาสได้กลับมาตอบแทนอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะให้เธออยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด เธอไม่สามารถอยู่ได้จริงๆ หลังจากที่ร่ำลากันเสร็จเด็กหญิงวัยเก้าขวบก็มุ่งสู่เมืองหลวงของไทยกับบิดามารดาเพื่อไปเรียนต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าที่โรงเรียนใกล้ที่พักของบิดามารดา เด็กหญิงไม่รู้เลยว่าชีวิตวันข้างหน้าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่เธอคิดเอาไว้แล้วว่ามันต้องมีความสุขอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยก็เพราะได้อยู่กับคนที่เธอรัก
เด็กหญิงพราวนารีได้ย้ายมาเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของบิดาและมารดา เด็กหญิงวัยเก้าขวบได้มาพักอาศัยอยู่กับบิดามารดาอีกครั้งทำให้เธอรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวสักที
"แม่จ๋า.... หนูดีใจที่สุดเลยจ้ะ ที่ได้มาอยู่กับพ่อกับแม่"
เด็กหญิงตัวน้อยบอกความรู้สึกของเธอให้มารดาได้รับรู้ขณะที่นอนกอดกับมารดาอยู่ในค่ำคืนแรกด้วยความคิดถึง
"แต่การมาอยู่ที่นี่ มันไม่ได้สบายนักหรอกนะลูก หนูเห็นที่พักของเราไหม ข้างล่างนั่นมันไม่ต่างจากน้ำเน่าเลยสักนิด"
ที่อารีบอกบุตรสาวนั้นไม่ผิด ข้างล่างของบ้านพักที่เธอและคนงานก่อสร้างอีกเกือบสิบชีวิตพักอาศัยอยู่นั้น ด้านล่างมันคือน้ำเน่าจริงๆ น้ำเน่าซึ่งเกิดจากการทิ้งสิ่งปฏิกูลและขยะลงไปในน้ำ ทำให้เกิดการเน่าเสีย
"ไม่เป็นไรจ้ะแม่ พ่อกับแม่ยังอยู่ได้ แล้วทำไมหนูจะอยู่ไม่ได้ล่ะ"
คำตอบของเด็กหญิงทำให้มารดาฉีกยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู บุตรสาวของเธอที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเพียงสองปี แต่ทว่าเธอนั้นยังคงเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่ายเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด
“ถ้าอย่างนั้นหนูก็มาอยู่ที่นี่ให้มีความสุข มีแต่คนรักคนเอ็นดูนะลูก”
เด็กหญิงยิ้มรับกับคำกล่าวต้อนรับของมารดา 'ที่ไหนก็อยู่ได้ขอแค่มีพ่อกับแม่' ที่นั่นคือความสุขของเธอ
เด็กหญิงเข้ากับเพื่อนๆ ที่พักอยู่บริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี และดูเหมือนว่าเธอจะเป็นผู้นำเอาการละเล่นพื้นบ้านของต่างจังหวัดไปเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ที่นั่นได้เล่นกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโดดหนังยาง เดินกะลา หรือแม้แต่ลิงลม เด็กๆ หลายคนต่างชื่นชอบมาเล่นกับเธอจนเธอสนิทกับทุกคนเพียงเวลาไม่นาน
“พี่พราว พี่พราวเรียนที่ไหนจ๊ะ” น้องมิ้นเด็กแถวนั้นเอ่ยถามเด็กหญิงผู้มาใหม่
“แม่พี่ยังไม่ได้พาไปเลยจ้ะ เห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ แล้วน้องมิ้นล่ะจ้ะ เรียนอยู่ที่ไหน” พราวนารีตอบก่อนที่จะเอ่ยถามเด็กหญิงกลับบ้าง
“หนูเรียน……………..จ้ะ" มิ้นบอกชื่อโรงเรียนที่พราวนารีเองก็ไม่รู้จักอยู่ดีเพราะเธอเพิ่งจะมาอยู่ที่จังหวัดนี้
สองสัปดาห์ต่อมา
เด็กหญิงพราวนารีในชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมถูกพาไปรายงานตัวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากที่พักของเธอมากเท่าไหร่ แต่ก็ดูจะไกลกว่าโรงเรียนของน้องมิ้นอยู่ดี เพื่อนใหม่ของพราวนารีที่มาเข้าเรียนพร้อมกันนั้นนิสัยค่อนข้างดี แต่เพื่อนที่เรียนอยู่ก่อนแล้วค่อนข้างที่จะหัวรั้นและไม่ค่อยชอบเด็กใหม่แบบพวกเธอ การเข้าเรียนที่คิดว่าสนุกจึงเปลี่ยนไป พราวนารีโดนเพื่อนแกล้งในช่วงสัปดาห์แรกจนเธอเกลียดการไปโรงเรียน
ด้วยความที่เป็นคนเงียบๆ และดูไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใครจึงเป็นจุดสนใจของพวกนิสัยไม่ดี เด็กหญิงไม่อยากไปโรงเรียนจนบิดาอดทนไม่ได้ เขาเตะเธอเพียงเพราะเธอไม่อยากไปโรงเรียนในวันหนึ่งที่เธอถูกแกล้งหนักๆ เด็กหญิงไม่เคยปริปากบอกบิดามารดาเรื่องที่ถูกแกล้งตอนอยู่โรงเรียนเลยสักครั้ง และนั่นทำให้บิดาเข้าใจผิดคิดว่าเธอไม่รักเรียน
“ฮือๆๆ หนูไม่อยากไปโรงเรียน ไปก็โดนแกล้ง หนูไม่สนุก”
และแล้วเด็กหญิงก็ยอมบอกความจริงกับบิดามารดา ดำรงที่ลงไม้ลงมือกับลูกเพราะคิดว่าลูกไม่รักเรียนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว เขาขอโทษบุตรสาวตัวน้อยที่กระทำรุนแรงกับเธอเพราะความโมโหที่เขาและภรรยาตรากตรำทำงานหนักก็เพื่อให้เธอได้เรียนหนังสือจบมาจะได้พึ่งพาในยามแก่เฒ่า
“พ่อขอโทษนะลูก ที่พ่อไม่ถามลูกก่อน แล้วทำไมหนูไม่บอกแม่เวลาที่แม่ไปรับว่าหนูโดนเพื่อนแกล้ง เดี๋ยวพ่อให้แม่เค้าไปบอกคุณครูที่โรงเรียนให้จัดการให้ ต่อไปหนูมีเรื่องอะไรไม่สบายใจให้บอกพ่อกับแม่เข้าใจไหม” ดำรงบอกบุตรสาว เด็กหญิงพยักหน้าขึ้นลงทั้งน้ำตา มารดากอดเธอเอาไว้
วันต่อมาอารีจึงไปส่งบุตรสาวถึงห้องเรียนและแจ้งกับคุณครูประจำชั้นว่าเด็กหญิงแพรวนารีถูกเพื่อนที่อยู่ในห้องเดียวกันแกล้งจนลูกสาวของเธอไม่อยากมาโรงเรียน วันนั้นคุณครูจึงเรียกเด็กพวกนั้นเข้าไปคุยว่าถ้าแกล้งเพื่อนอีกจะให้ย้ายโรงเรียน ถึงจะเป็นเด็กหัวรั้น แต่เด็กพวกนั้นก็กลัวบิดามารดาจะลงโทษถ้าคุณครูเรียกผู้ปกครองมาพบ ทุกคนจึงรับปากว่าจะไม่แกล้งเพื่อนอีก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กหญิงพราวนารีก็ไปเรียนได้อย่างสบายใจและเริ่มเรียนสนุกขึ้นเมื่อได้มีเพื่อนในห้อง
“พราว อันนี้ทำยังไงอะ” วิว เพื่อนใหม่ของเด็กหญิงเอ่ยถามคณิตศาสตร์ข้อหนึ่งที่ไม่มีใครทำได้
“วิว ทำแบบนี้นะ”
เด็กหญิงพราวนารีเริ่มอธิบายให้เพื่อนฟังอย่างคล่องแคล่ว เธอไม่ใช่คนเก่งแต่เธอนั้นพยายามและหมั่นทบทวนบทเรียนอยู่เสมอ ทำให้เธอเข้าใจแทบจะทุกวิชาที่คุณครูสอน
“ขอบใจนะพราว ถ้าไม่ได้เธอการบ้านข้อนี้ววทำไม่เสร็จแน่” เพื่อนสนิทเอ่ยขอบคุณพราวนารีจากใจ
“ยินดีจ้ะ ช่วยๆ กันเน๊อะ อันไหนเราไม่เข้าใจเดี๋ยวเราจะถามเธอก็แล้วกัน”
เด็กหญิงพราวนารีเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม ที่เขาบอกว่าคนต่างจังหวัดมักจะใช้ใจคบกันมันเรื่องจริง เพราะวิวก็เป็นเด็กที่เพิ่งย้ายมาจากต่างจังหวัดเช่นเดียวกับเธอ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเด็กใหม่ในวันนั้นตอนนี้เด็กหญิงพราวนารีเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้มาจนกลางเทอมแล้ว และเป็นการสอบครั้งแรกของภาคเรียนที่หนึ่ง ก่อนหน้าที่จะสอบสองสัปดาห์เด็กหญิงขอเงินจากมารดาเพื่อไปซื้อหนังสือแบบฝึกหัดที่มีเฉลยมาหัดทำทุกวันจนเธอจำได้ขึ้นใจ เธอทำมันเป็นประจำทุกวัน ขยันทบทวนบทเรียน เมื่อถึงเวลาสอบเด็กหญิงก็พบว่าแบบฝึกหัดที่เธอซื้อมาฝึกทำนั้นมีข้อสอบที่คุณครูเอามาใช้ออกเป็นข้อสอบกลางภาคเกือบทั้งหมด เด็กหญิงสามารถทำได้อย่างง่ายดายและผ่านฉลุย
ผลการเรียนในภาคเรียนที่หนึ่งออกมา ปรากฏว่าเด็กหญิงสามารถเบียดลำดับที่หนึ่งของทุกปีตกระดับเป็นที่สองและที่สาม เพื่อนๆ ต่างมาแสดงความยินดีกับเธอ รวมไปถึงคุณครูประจำชั้นด้วย ภาคเรียนที่หนึ่งเด็กหญิงพราวนารีสอบได้ที่หนึ่ง สร้างความภูมิใจให้กับบิดามารดาได้เป็นอย่างดี หัวหน้าของบิดามารดาถึงกับให้ของขวัญเด็กหญิงเป็นเงินจำนวนหนึ่งซึ่งทำให้พราวนารีรู้สึกมีความสุขมาก ผลจากความขยันไม่ทำให้ใครไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ
“ดีใจด้วยนะพราว เราไม่คิดว่าเธอจะเรียนเก่งขนาดนี้”
เพื่อนชายในห้องคนที่เคยได้ที่หนึ่งมาโดยตลอดเอ่ยอวยพรกับเพื่อนใหม่จากใจจริง
“ขอบใจนะตี๋ เราไม่ได้เรียนเก่งเหมือนตี๋หรอก แต่เราอาศัยความขยันและความพยายามต่างหาก” เด็กหญิงวัยสิบขวบเอ่ยขอบคุณเพื่อนพร้อมทั้งเอ่ยออกมา
“แต่ถึงยังไงเราก็ไม่คิดว่าคนไม่เก่งแค่ขยันและพยายามจะสอบได้ที่หนึ่งได้ อย่าถ่อมตัวไปเลย” ตี๋เอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวถ่อมตัว
“เราอาจจะมีพื้นฐานดีมาจากโรงเรียนเดิม เลยต่อยอดมาถึงตอนนี้ล่ะมั้ง”
พราวนารีไม่รู้จะพูดอย่างไรในเมื่อเพื่อนคิดว่าเธอเก่ง เธอก็จะให้เพื่อนเข้าใจว่าเป็นแบบนั้น แต่ความจริงเธอนั้นอาศัยความขยันและความพยายามในการทบทวนบทเรียนล้วนๆ
เมื่อปิดภาคเรียนที่หนึ่ง เด็กหญิงพราวนารีก็อาสาไปทำงานกับบิดาและมารดา มีบ้างที่เด็กหญิงวัยสิบขวบจะช่วยยกถังปูนเล็กๆ ที่มีปูนผสมแล้วให้กับมารดา เจ้านายใจดีของดำรงและอารีนั้นเอ็นดูเด็กหญิงพราวนารีอยู่ไม่น้อยจึงจ่ายค่าแรงให้เด็กหญิงหนึ่งร้อยบาท เด็กหญิงดีใจที่ตนเองหาเงินได้เยอะเพราะตอนอยู่บ้านกับอาเธอรับจ้างตัดเหล็กได้เพียงสี่สิบบาท เก็บขวดตามข้างถนนไปขายก็ได้ไม่เกินห้าสิบ ถือว่าการมาช่วยงานบิดามารดาเธอได้เงินเป็นจำนวนที่มากทีเดียว เด็กหญิงไปทำงานกับบิดามารดาตลอดปิดภาคเรียนที่หนึ่งจนเปิดภาคเรียนที่สองเด็กหญิงจึงต้องกลับไปทำหน้าที่เรียนหนังสือเช่นเดิม
“เทอมนี้จะเอาที่อะไรดีคิกๆๆ” วิวเอ่ยแซวเธออย่างไม่จริงจังนัก
“ที่อะไรก็ได้จ้ะ พราวไม่ได้ยึดติดกับตัวเลขและลำดับ"
เด็กหญิงตอบเพื่อนสนิทราวกับเป็นผู้ใหญ่ เธอเป็นเด็กก็จริงแต่บางมุมเธอก็เงียบขรึม ดูมีความคิดคล้ายผู้ใหญ่
ชีวิตของเด็กหญิงพราวนารีในเมืองใหญ่นั้นเป็นไปอย่างราบรื่นจนเมื่อโรงเรียนใกล้จะปิดภาคเรียนที่สอง นั่นก็หมายถึงว่าเด็กหญิงกำลังจะได้เลื่อนระดับชั้นไปเป็นประถมหก ความกังวลในหลายๆ อย่างเกิดขึ้น ครอบครัวจึงนั่งปรึกษากันหลังจากมื้ออาหารเย็นเสร็จ
“เรียนที่นี่มันต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ที่นี่นะพี่”
อารีเอ่ยขึ้นกับสามี คนสมัยก่อนไม่ค่อยเข้าใจกับการศึกษาในต่างถิ่นนัก นี่คือความเข้าใจของเธอว่าถ้าบุตรสาวจะเรียนต่อที่จังหวัดนี้ต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ที่นี่
“งั้นหรือ แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ในเมื่อเราเป็นคนต่างถิ่น” ดำรงบอกภรรยาก่อนที่จะนึกขึ้นได้
“เอาอย่างนี้ดีไหม ให้ลูกกลับไปเรียนต่อที่บ้านเรานั่นแหละ ให้กลับไปอยู่กับอาเหมือนเดิม” ดำรงเสนอออกมา
“เอาอย่างนั้นก็ได้มั้งพี่ อีกอย่างเราใกล้จะได้ย้ายที่ทำงานอีกแล้ว ถ้าเราย้ายลูกก็จะเดือดร้อนเรื่องที่เรียนอีก ฉันไม่อยากให้ลูกย้ายโรงเรียนบ่อยๆ กลัวลูกเรียนไม่ทันเพื่อน” อารีบอกสามี
“พราว พอสอบเสร็จพ่อจะย้ายหนูกลับไปอยู่กับอาเหมือนเดิมนะลูก จบปอหกแล้วค่อยว่ากันใหม่ เดี๋ยวพ่อกับแม่ต้องย้ายงานไปทำอีกจังหวัดมันจะยุ่งเรื่องโรงเรียนของหนู” ดำรงหันไปคุยกับบุตรสาวที่รอการตัดสินใจของบิดามารดาอยู่
‘นี่เธอจะต้องย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวของอาอีกแล้วสินะ’ เด็กหญิงคิดในใจก่อนที่จะผ่อนลมหายใจออกมา
“เอาแบบนั้นก็ได้จ้ะ หนูก็ไม่อยากจะย้ายโรงเรียนบ่อยๆ เพราะกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนได้มันยาก” เด็กหญิงวัยสิบขวบตอบบิดามารดา
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้แล้วกันนะ” ผลสรุปก็เป็นไปตามที่บิดาและมารดาลงตัดสินใจความเห็นกัน
หลังจากสอบเสร็จดำรงกับอารีก็เดินทางกลับมาส่งบุตรสาวให้อยู่กับผู้เป็นอาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เด็กหญิงพราวนารีอาศัยและไปโรงเรียนที่นี่ได้เพียงสัปดาห์เดียว น้าสาวที่เป็นญาติทางมารดาก็ติดต่อไปหามารดาและอาสาที่จะรับพราวนารีไปดูแลแทนด้วยกลัวว่าอาจะไม่มีเวลาดูแลจนหลานสาวออกนอกลู่นอกทาง เด็กหญิงตัวน้อยตัดสินใจไปอยู่กับน้าอย่างง่ายดายด้วยไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึดอัด เธอยังอยากมีอนาคตที่ดีด้วยการไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือกับครอบครัวของน้าที่ยังมีตาและยายอยู่ด้วย
เด็กหญิงพราวนารีเดินทางมาภาคเหนือของประเทศไทยเพียงลำพังกับกระเป๋าเป้เพียงหนึ่งใบ ผู้เป็นอาไม่ขัดข้องเพราะรู้ว่าเธอก็ไม่มีเวลาที่จะมาดูแลหลานสาวขนาดบุตรสาวเธอยังไม่มีความสามารถที่จะให้เวลาและความอบอุ่นได้เลยเธอจึงยอมปล่อยให้หลานไปสู่ครอบครัวของตาและยายของพี่สะใภ้แทน น้าอรดี หรือน้าอรมารอรับหลานสาวที่ท่ารถจนร่างเล็กลงมาจากรถเมล์ มือเล็กยกขึ้นมากระพุ่มไหว้ทักทายผู้เป็นน้าที่รอรับเธออยู่ด้วยรอยยิ้ม
“อาขอต้อนรับมาอยู่กับอาเน้อน้อง”
ภาษาเหนือที่พราวนารีพูดไม่ได้แต่ฟังรู้เรื่องดังออกมาจากปากของผู้เป็นน้า ถ้าตามลำดับญาติแล้วเธอต้องเรียกอรดีว่าน้า แต่น้าสาวให้เธอเรียกอา เธอจึงเรียกอาไปตามนั้น
“ขอบคุณค่ะอาอร” เด็กหญิงเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม น้าของเธอใจดีไม่ต่างจากอาน้องของบิดาเลย
สองอาหลานพากันกลับบ้านอีกอำเภอหนึ่งด้วยรถจักรยานยนต์คันเก่า พราวนารีตื่นตาตื่นใจกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือเป็นอย่างมาก ธรรมชาติทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ใช้เวลาในการนั่งรถจักรยานยนต์มากับน้าสาวเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงหมู่บ้านที่เธอต้องมาอยู่อาศัยในวัยย่างสิบสองปี
“มาแล้วกา…. อีน้อง” ยายอิ่มเอ่ยทักทายหลานสาว
“หลานมาแล้วกะยาย”
ตาบุญมีเอ่ยถามคู่ชีวิตขึ้นมาก่อนที่จะมองไปยังร่างเล็กของเด็กหญิงที่มาใหม่ ผู้สูงวัยทั้งสองยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สายตาก็ยังคงปรกติดีอยู่ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสองตายาย
“สวัสดีค่ะตามียายอิ่ม หนูมาแล้วจ้ะ” พราวนารียกมือไหว้ชายหญิงสูงวัยก่อนที่จะวางกระเป๋าเดินทางของตนลง
“มาอยู่นี่หื้อสบายใจ๋เต๊อะเน้อลูก ปล่อยหื้อป้อกับแม่เปิ้นยะก๋านไป”
ภาษาเหนือทุกประโยคเด็กหญิงเข้าใจดี เธอซาบซึ้งที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวตายายและน้าสาว น้าของเธอมีบุตรสาวอยู่หนึ่งคน แต่อายุห่างจากเธอไปถึงแปดปี เพราะฉะนั้นบุตรสาวของน้าจึงมีอายุเพียงสามปีย่างสี่ปีเท่านั้น
น้าอรพาเธอไปติดต่อที่โรงเรียนในหมู่บ้านซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กแต่เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม เด็กหญิงเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนแห่งนั้นในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หก ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่ว่าจะโรงเรียนที่ไหนก็มักจะมีการกลั่นแกล้งเด็กใหม่อยู่เสมอ คราวนี้เด็กหญิงที่เคยเงียบและยอมคนกลับลุกขึ้นสู้จนเพื่อนคนนั้นไม่กล้าที่จะแกล้งเธออีก
ความสามารถที่โดดเด่นด้านภาษาและการแต่งคำประพันธ์ดีเยี่ยมทำให้เด็กหญิงได้รับรางวัลมากมายจากการประกวดในกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ ของโรงเรียน เรียกได้ว่าเธอเป็นเด็กเรียนดีกิจกรรมเด่นก็ไม่ผิด ยกเว้นเพียงแค่กีฬาก็เท่านั้นที่เด็กหญิงคิดว่ามันไม่ใช่ทางของเธอ พอนานวันเข้าเธอก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันถึงแม้ว่ากลุ่มนั้นจะไม่ใช่กลุ่มเด็กเรียนเก่งแต่เด็กหญิงก็ไม่ติด ขอแค่คบด้วยแล้วสบายใจก็พอ
“พราว…ตั๋วได้ที่หนึ่งเรียงความวันแม่อีกแล้วก๊ะ ว่าแต่วันแม่นี้ไผมาหื้อน่ะ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามเธอ
“อืม… ถ้าไม่ใช่อาก็คงเป็นยายแหละที่มาอะ”
เด็กหญิงพราวนารีพูดภาษากลางกับเพื่อนแต่เพื่อนนั้นพูดกับเธอเป็นภาษาถิ่น แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเด็กที่มีมารดาเป็นคนที่นี่โดยกำเนิด มารดาของเธอมักจะพูดเป็นภาษาถิ่นกำเนิดของมารดากับเธออยู่เป็นประจำ เรียกได้ว่าฟังรู้เรื่องทุกประโยค เพียงแต่พูดออกมาให้เป็นสำเนียงของคนเหนือยังไม่ได้เท่านั้นเอง
“แม่เราทำงานอยู่กรุงเทพฯน่ะ มาไม่ได้หรอก เสียเวลาหาเงิน”
เด็กหญิงบอกเพื่อนยิ้มๆ โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เธอที่ไม่ได้อยู่กับบิดามารดา แต่ยังมีเด็กอีกมากมายที่บิดามารดาต้องจากถิ่นฐานถิ่นกำเนิดเข้าเมืองกรุงไปหาเงินเพื่อให้พอกับค่าใช้จ่ายและหนี้สินในครัวเรือน
สามปีต่อมา
นายดำรงและนางอารีไม่เคยได้กลับมาเยี่ยมบุตรสาวเลยสักครั้ง สองสามีภรรยานั้นเตร็ดเตร่เร่ร่อนไปหลายจังหวัด การทำงานก่อสร้างไม่ได้ดีแบบที่คิด เจอทั้งผู้รับเหมาโกงค่าแรง เจอทั้งคนงานด้วยกันเอารัดเอาเปรียบ แต่สองสามีภรรยาก็อดทนเพื่อหาเงินส่งเสียให้กับบุตรสาวเพียงคนเดียวได้ร่ำเรียนหนังสือ ความห่างไกลครอบครัวทำให้เด็กหญิงที่กำลังกลายมาเป็นวัยรุ่นเริ่มที่จะเหงา เธอจึงเริ่มมีแฟนจากโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่บิดาส่งมาให้ และนั่นก็เป็นก้าวแรกที่ทำให้ชีวิตของพราวนารีนั้นเปลี่ยนไป
เธอได้รับทุนการศึกษาจากโรงเรียนเทคโนแห่งหนึ่งในตัวเมืองลำปาง เรียกว่าโควตาสำหรับเด็กเรียนดีก็ไม่ผิด เธอได้โควตาเข้าเรียนในโรงเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพแห่งนั้นพร้อมกับเพื่อนในกลุ่มอีกสองคน แต่ทั้งสองคนเลือกเรียนคนละคณะกัน โดยนางสาวพราวนารีนั้นเลือกเรียนคณะบัญชีด้วยคิดว่าคนที่เรียนจบอาชีพนี้มามักจะมีหน้าที่การงานและมีเงินเดือนดี เธอไม่ได้เลือกเรียนตามความชอบของตนเองเลยสักนิด
ชีวิตในรั้วโรงเรียนของนางสาวพราวนารีเป็นไปอย่างราบรื่น ในช่วงปีที่หนึ่งเธอนั้นตั้งใจเรียนอย่างเช่นทุกครั้ง และแล้วเธอก็เลิกรากับแฟนคนแรก พอโสดมาได้สักพักเธอก็มีคนใหม่เข้ามาคุย ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนสะสวยอะไรจนถึงขั้นเป็นที่สะดุดตาแต่ทว่าความน่ารักสดใสของเธอก็โดนใจทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกัน มีหนุ่มๆ ขายขนมจีบให้เธอ และแน่นอนว่าคนที่ขาดความรักความอบอุ่นอย่างเธอก็มักจะโหยหาความรักความอบอุ่นจากใครสักคน
“น้องพราวมีแฟนแล้วกา…. เป็นแฟนอ้ายบ๋อ….”
นี่มักจะเป็นคำแซวที่เธอได้ยินเป็นประจำตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่เธอเข้าเรียนในปีแรก เธอยังไม่ได้สนใจใครจริงๆ เพราะหลังจากเลิกกับแฟนคนที่สองเธอก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่มีแฟนแล้วต้องมาคอยระแวง หึงหวงหรือทะเลาะกัน เธอเหนื่อย ยิ่งการเรียนในระดับชั้นใหม่มันทำให้เธอโสดอยู่เกือบหนึ่งปีเต็มๆ
ในปีที่สองเธอย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองเพื่อสะดวกในการเดินทางไปโรงเรียน เธอเช่าหอเดือนละหนึ่งพันอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวยังคงรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ ถึงแม้ว่าจะเคยมีแฟนมาก่อนหน้านี้สองสามคน แต่นั่นก็เป็นความรักของวัยเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น นางสาวพราวนารีในวัยสิบเจ็ดปีเริ่มออกนอกลู่นอกทาง การเรียนที่จัดอยู่ว่าดีก็เริ่มที่จะมีผลกระทบขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่เธอไม่เคยขาดเรียนหรือโดดเรียน ตอนนี้เธอมีสังคมเพื่อนและแน่นอนว่าเธอมีแฟนใหม่ที่รู้จักกันผ่านทางโซเชียล ยุคที่โทรศัพท์กำลังเข้ามามีอิทธิพลแทนการเขียนจดหมายมันทำให้การติดต่อและการนอกใจกันง่ายขึ้น
อยู่มาวันหนึ่งแฟนหนุ่มที่เรียนอยู่ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงจากวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองลำปางเช่นกันหลอกล่อให้เธอพาไปเอารายงานที่หอของเพื่อนเป็นเพื่อนเขา โดยนางสาวพราวนารีไม่ได้รู้เลยว่านั่นมันคืออุบาย เธอสูญเสียความบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก เสียให้กับแฟนที่เพิ่งคบกันเพียงไม่นาน… จากการรู้จักกันผ่านทางโซเชียล นางสาวพราวนารีไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ทางครอบครัวของเธอหรือครอบครัวของอาฟัง เธอนึกเสียใจอยู่ไม่น้อยที่ใจง่ายยอมโอนอ่อนไปกับแฟนหนุ่ม ยังดีที่ครั้งแรกเขานั้นป้องกัน แต่มีหรือว่ามีครั้งแรกจะไม่มีครั้งต่อไป เขาทำให้เธอเชื่อใจด้วยการพาไปแนะนำให้ทางบ้านรู้จัก พ่อแม่ของเขาใจดีและต้อนรับเธอเป็นอย่างดี
ความรักที่คิดว่าใช่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อแฟนหนุ่มเรียนจบ และเขาก็มาบอกเธอว่าเขากำลังจะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่จังหวัดเชียงใหม่ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาติดต่อกับเธอ แน่นอนว่าเธอเสียทั้งความสาวและเสียใจในวัยเพียงสิบเจ็ดปี นางสาวพราวนารีเสียใจอยู่ไม่นานเธอก็สามารถเดินออกมาจากจุดนั้นได้ด้วยการมีคนใหม่เข้ามาดามใจ ผู้ชายที่เข้ามานั้นเธอก็รู้จักเขาผ่านทางรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เพราะชายหนุ่มเป็นเพื่อนกับแฟนของรุ่นพี่สาวคนนั้น แน่นอนว่าการเป็นแฟนกันเรื่องมีอะไรกันมันก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ศักดิ์ศรีที่เคยมีมันหายไปเพราะเธอโหยหาความรักความอบอุ่น
เธอคบกับเพื่อนของแฟนรุ่นพี่เป็นระยะเพียงสั้นๆ เพราะฝ่ายชายดูไม่รักและไม่สนใจเธอ เขาเย็นชาหลังจากที่เขาเบื่อในรสชาติบนเตียง เขาเบื่อเธอ และสุดท้ายทั้งสองคนก็เลิกกัน ตอนนั้นเธอร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่หลายวัน แต่แล้วความคิดถึงอนาคตตนเองก็ทำให้เธอเข้มแข็ง ใครไม่รักเธอไม่เป็นไร เธอจะรักตัวเอง แต่แล้วความตั้งใจที่จะไม่มีแฟนก็จบลงเมื่อเธอได้เพื่อนของแฟนเพื่อนสนิทที่เข้ามาดามใจ เธอกับเขาบังเอิญรู้จักกันผ่านโซเชียล และเริ่มนัดเจอกันหลังเลิกเรียน ชายหนุ่มเรียนอยู่วิทยาลัยนอกเมืองลำปางแต่เขาก็ดั้นด้นมาพบเธอจนสองหนุ่มสาวเริ่มสานสัมพันธ์กันเรื่อยมา
การคบกันครั้งนี้ใครเลยจะไปรู้ว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปทั้งชีวิต พราวนารีในวัยสิบแปดปีกับการคบหากับแฟนหนุ่มคนนี้มานานเกือบปี และมีอะไรลึกซึ้งกันบ่อยครั้งทั้งแบบป้องกันและไม่ป้องกันทำให้หญิงสาววัยใสที่กำลังจะมีอนาคตที่ดีตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว พราวนารีไปนอนที่บ้านของแฟนหนุ่มบ่อยครั้งและเธอมีอาชีพหนึ่งที่สมัยนั้นสามารถหารายได้ระหว่างเรียนได้นั่นก็คือ สาวรำวงและแดนเซอร์ งานทั้งสองอย่างนี้เป็นการหาเงินได้ดีเยี่ยม และไม่ได้เป็นการเสียหายใดๆ เพราะคนที่มาเต้นด้วยก็ได้แค่สัมผัสเท่านั้น
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ในครรภ์ของเธอกำลังมีชีวิตน้อยๆ อยู่ข้างในนั้นเพราะช่วงก่อนเธอนั้นยุ่งอยู่กับการหาเงิน พราวนารียังคงไปเรียนในช่วงชั้นปีที่สามของระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่หกตามปรกติ จนเธอเริ่มสังเกตอาการของตนเองที่กำลังเปลี่ยนไป เธอง่วงนอนและปัสสาวะบ่อยจนเป็นที่แปลกใจของอาจารย์และเพื่อนๆ เพราะตั้งแต่ทุกคนรู้จักกับเธอมา เธอไม่เคยเลยที่จะขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำระหว่างที่อาจารย์สอนอยู่ แต่ช่วงนี้มันเริ่มแปลกไป อาจารย์จึงเรียกเธอไปคุยในห้องปกครอง พอฟังอาจารย์พูดเธอถึงกับตกใจ เธอไม่แน่ใจว่าที่อาจารย์สงสัยจะเป็นจริงไหม แต่เธอก็ลองกลับไปตรวจดูจนเมื่อได้เห็นผลที่ตรวจออกมากับตา
มือบางสั่นเทาน้ำตาคลอเบ้า หมดแล้วความหวังของพ่อแม่ หมดแล้วอนาคตของเธอ เพราะตัวเธอเองแท้ๆ เรื่องนี้เธอไม่โทษใครเลยนอกจากความลุ่มหลงและไม่ระมัดระวังตัวของตนเอง เธอถูกพักการเรียนทันทีหลังปิดภาคเรียนที่หนึ่งเพราะเธอตั้งครรภ์ บิดามารดาที่ทราบเรื่องก็รีบเดินทางมาหาเธอ ทั้งสองท่านร้องไห้เสียใจกับการกระทำของเธอและดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอได้เจอกับบิดาและมารดาพร้อมหน้ากัน มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยสักนิด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยและตกลงกันให้เธอกับแฟนหนุ่มผูกข้อไม้ข้อมือกันตามประเพณี ยกเว้นการจดทะเบียนสมรสเพราะอายุยังน้อยอยู่ด้วยกันทั้งคู่ และเธอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของแฟนหนุ่ม โดยที่ไม่รู้เลยว่าอนาคตจะต้องพบเจอกับเรื่องอะไรอีก