ตอน 2

ตอนที่ 2  เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (2)

หลินจิงซูรู้สึกได้เลย เลือดลมในกายเธอกำลังเดือดพล่านไปหมด ทันทีที่ได้ยินเสียงของคนทั้งสองดังขึ้น นี่จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากอู๋ซิ่วเหลียนป้ารองของเธอ ส่วนอีกคนก็คือย่าอู๋ คุณย่าของเธอนั่นเอง!

ในชีวิตก่อนหน้า ตัวตั้งตัวตีหลักคือป้ารองที่ชี้หน้าใส่ร้ายว่า แม่ของเธอแอบมีสัมพันธ์สวาทกับผู้ชายคนอื่น ทันทีที่แจ้งเรื่องนี้ให้ย่าอู๋รู้เท่านั้น ทั้งคู่ก็ ‘บังเอิญ’ มาพบเจอกับภาพฉากนี้เข้าอย่างเหลือเชื่อ

ทั้งสองมาถึงจุดเกิดเหตุพร้อมกับเสียงโวยวายลั่น ชักนำเพื่อนบ้านกลุ่มใหญ่ให้ต้องออกมามุงดูอย่างสนอกสนใจ บ้างก็บอกจะช่วยตระกูลหลินจับชู้และเอาผิดผู้หญิงไม่รักดี เห็นถึงความกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ อู๋ซิ่วเหลียนก็ได้แต่แอบกระหยิ่มยิ้มกับตัวเองอย่างพึงพอใจ

ถ้าทุกคนได้เห็นมันจะน่าสนุกมากขนาดไหน!

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เธอต้องการเล่นงานติงเสวี่ยเหม่ยถึงตาย!

ชื่อเสียงและหน้าตาสำหรับผู้หญิงยุคนี้นั้นสำคัญขนาดไหน ใครบ้างจะไม่รู้?

พูดง่ายๆก็คือ การฉีกหน้าทำลายชื่อเสียงของใครสักคนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการฆ่ากันให้ตายทั้งเป็น!

ย่าอู๋เดินปรี่เข้ามาพร้อมกับเสียงก่นด่าสาปแช่งที่ดังมาแต่ไกล จ้องมองเข้าไปด้านในก็พบหลินจิงซูกำลังยืนอยู่อยู่ข้างกายติงเสวี่ยเหม่ย อีกทั้งยังมีแอ่งเลือดสีแดงฉานกองโตเจิ่งนองอยู่บนพื้นด้วย

“ชายชู้ของแกอยู่ที่ไหน?”

คำแรกที่ย่าอู๋พ่นออกมาจากปากคือเสียงตะคอกถามอย่างไม่ไยดี

อู๋ซิ่วเหลียนเดินตามมาติดๆ แต่ทันทีที่เห็นว่าติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่ถูกข่มขืนก็ถึงกับประหลาดใจอย่างมาก เกิดคำถามมากมายผุดขึ้นภายในใจอย่างต่อเนื่อง ทำไมติงเสวี่ยวเหม่ยยังยืนเฉยอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ? ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ไม่ใช่เหรอ? อย่างน้อยเธอก็ไม่ควรมีสภาพที่ดูเรียบร้อยได้ขนาดนี้นี่นา? มีแต่คอเสื้อเท่านั้นที่ถูกฉีกจนขาดวิ่นประมาณหนึ่ง แต่ส่วนอื่นๆทั่วร่างกายของเธอกลับดูเป็นปกติดี

แต่ถึงอย่างนั้น อู่ซิ่วเหลียนก็ไม่มีเวลามานั่งคิดอะไร และรีบหันไปพูดกับย่าอู๋ว่า

“แม่คะ ฉันคิดว่าชายชู้น่าจะหนีไปแล้วล่ะค่ะ คงเพราะได้ยินเสียงเราเมื่อกี้!”

ติงเสวี่ยเหม่ยผู้มีอารมณ์อ่อนไหวเป็นทุนเดิม เผชิญพบกับเหตุการณ์ย่ำแย่ยังไม่พอ แต่ยังถูกรุมใส่ความเสียหายเช่นนี้อีก ท้ายที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวจนถึงกับต้องหลั่งน้ำตาออกมา

หลินจิงซูตบเท้าขึ้นเผชิญหน้า ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว

“ป้ารอง ในปากเลี้ยงสุนัขไว้กี่ตัวเหรอคะ? ถึงได้กล่าวหาแม่หนูว่ามีชู้? เมื่อครู่แม่เกือบจะถูกโจรปล้นทรัพย์ฆ่าทิ้ง กองเลือดก็อยู่ตรงหน้า แทบจะทิ่มตาบอดอยู่แล้ว!”

“ฉันไม่เชื่อ! ก็เห็นอยู่ว่าเธอกำลังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งอยู่กับชู้… ฉัน…”

อู๋ซิ่วเหลียนไม่สามารถแถไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ท้ายที่สุด จึงต้องงัดไม้เด็ดบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ หันไปพูดเสียงอ่อนเสียงอ้อนกับย่าอู๋ ดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก

“แม่คะ! แม่ต้องทวงความเป็นธรรมให้ฉันนะคะ!”

ย่าอู๋เห็นอู๋ซิ่วเหลียนร้องไห้น้ำตาแตกพลั่กเช่นนั้นพลันรู้สึกปวดใจ เธอชี้หน้าด่าหลินจิงซูพร้อมพ่นคำหยาบสาปแช่งใส่ไม่หยุด

“นังเด็กไม่มีสัมมาคาราวะ! ใครสั่งใครสอนให้พูดจาน่ารังเกียจแบบนี้! เธอเป็นป้ารองของแกนะ อุตส่าห์ส่งไปร่ำไปเรียน มันเข้าสมองโง่ๆของแกบ้างมั้ย? ทุเรศสิ้นดี!”

อู๋ซิ่วเหลียนเป็นญาติห่างๆของย่าอู๋ ซึ่งเกิดในครอบครัวลำดับที่ห้าของตระกูลอู๋ ไม่นานหลังจากที่อู๋ซิ่วเหลียนแต่งงานออกเรือนไป สามีของเธอที่สุขภาพไม่สู้จะดีมาตั้งแต่เด็ก ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยโรครุมเร้า ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวอย่างที่เห็น

ย่าอู๋มักจะให้ท้ายเห็นดีเห็นงามกับป้ารองอยู่เสมอ แต่กับติงเสวี่ยเหม่ยนั้น ย่าอู๋แทบจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนไม่ใช่มนุษย์! ทั้งหมดเพราะป้ารองมีศักดิ์เป็นเครือญาติห่างๆ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากที่ติงเสวี่ยเหม่ยคลอดหลินจิงซูออกมา สภาพร่างกายของเธอก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก การจะตั้งครรภ์มีลูกคนที่สองในอนาคตจึงนับเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว

แม้ในปี 1990 นโยบายการเพิ่มสมาชิกครอบครัวจะเริ่มมีการคุมเข้มแล้วก็ตาม แต่ย่าอู๋ก็ยังอยากมีหลานชายและยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่ทว่าน่าเสียดายนัก ที่ติงเสวี่ยเหม่ยกลับเป็นเพียงเพศเมียที่ตั้งครรภ์ไม่ได้อีกแล้ว!

หลินจิงซูตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ก็ป้ารองกล่าวหาแม่หนูเสียๆหายๆก่อนนี่คะ หลักฐานก็ไม่มี มีดีแต่ขี้ปาก! แล้วคนเป็นลูกอย่างหนูยังจะทนเงียบอยู่ได้ยังไง? ป้าผางที่อยู่ตรงนั้น ป้าว่าจริงมั้ยคะ? หนูขอถามกลับหน่อยเถอะ ถ้าป้าถูกคนใส่ร้ายว่ามีชู้กับชายอื่น แต่ลูกตัวเองกลับยืนเงียบเป็นเป่าสาก ปล่อยให้แม่ตัวเองถูกด่าอยู่แบบนั้น ป้าจะทนได้มั้ยคะ?”

ป้าผางที่จู่ๆก็ถูกลากเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครครั้งนี้ ใบหน้าถึงกับเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ เอ่ยตอบเสียงอ่อนปนละอายใจว่า

“ไม่ได้แน่นอนจ้ะ ถ้าลูกสาวป้าไม่พูดอะไรเลยสักคำ ป้าคงหยิบไม้ขนไก่ขึ้นมาฟาดให้ตายไปข้างแน่”

เพื่อนบ้านคนอื่นๆต่างก็เริ่มพยักหน้าคล้อยตามเช่นกัน

“ก็ถูกของเธอ จิงซูน้อยไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ”

อู๋ซิ่วเหลียนเห็นว่าเพื่อนบ้านกลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนข้าง หันไปเห็นใจติงเสวี่ยเหม่ยและลูกสาวของมันแทน เธอก็รีบโพล่งแทรกขึ้นทันควัน

“แต่ฉันเห็นจริงๆนะ! พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยกำลังนัวเนียอยู่กับใครบางคน! ทั้งคู่กอดกันกลมแบบนั้น! ใครเห็นก็ต้องคิดเหมือนฉันทั้งนั้น!”

ได้ยินคำพูดประโยคนี้เข้า ย่าอู๋ก็ยิ่งเดือดดาลจัดจนเลือดขึ้นหน้า ตรงดิ่งเข้าไปหาติงเสวี่ยเหม่ยพร้อมชี้หน้าก่นด่าสาปแช่งด้วยความโกรธเกรี้ยว

“นังโสเภณี! พูดความจริงออกมาเดี๋ยวนี้! แกกับนังลูกสาวตัวดีวางแผนสมรู้ร่วมคิดกันใช่มั้ย!? ฉันจะบอกทุกคนให้หมด! แล้วจะฟ้องลูกชายฉันด้วย!!”

เวลานี้ ติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่ฟื้นสติจากเหตุการณ์เขย่าขวัญเมื่อครู่ดีนัก เนื้อตัวของเธอยังคงสั่นเทาไปหมด

แผ่นหลังของหลินจิงซูเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ลำพังเพียงแค่คำพูดของเธอคงไม่มีทางช่วยให้แม่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้แน่นอน คิดได้เช่นนั้น เธอจึงแอบขยิบตาให้ติงเสวี่ยเหม่ยโดยเร็ว ทางด้านติงเสวี่ยเหม่ยเองก็คล้ายจะเข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่างได้เช่นกัน น้ำเสียงคำพูดของเธอจึงแปรเปลี่ยนดูมีพลังขึ้นในทันที

“ฉันถูกโจรผู้ชายปล้นค่ะ! มันชิงเงินเก็บที่ฉันเตรียมไว้ซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวซิ่วเหลียนไปด้วย! ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน! ถ้าไม่มีเงินก้อนนั้น ฉันจะซื้อของขวัญสำหรับงานวันเกิดบรรลุนิติภาวะของเธอได้ยังไง!”

พูดไปติงเสวี่ยเหม่ยก็ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจใปด้วยเช่นกัน เธอดูเศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากจริงๆ 

หลินจิงซูคาดไม่ถึงเลยว่า ทักษะการเล่นละครตบตาของแม่เธอจะเยี่ยมยอดขนาดนี้ ปล่อยใจให้ไหลไปตามน้ำ ยังรู้สึกได้ถึงมวลอารมณ์ความขมขื่นจุกล้นขึ้นในใจแทนจริงๆ

ทุกคนในละแวกนั้นต่างหายใจหายคอกันไม่ออกกันเป็นแถบ พี่ชายคนโตตระกูลหลินนี่มันยังไง? ใจป้ำถึงขนาดซื้อสร้อยทองให้หลานสาวตัวเองในวันเกิดเชียวเหรอ!

แทบจะในพริบตาต่อมา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่อู๋ซิ่วเหลียนเป็นตาเดียว แต่ละคนเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจระคนดูแคลนอย่างมาก ทั้งที่ครอบครัวของสองแม่ลูกคู่นี้ใจดีเอื้อเฟื้อกับลูกสาวของตัวเองถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่เธอก็ยังมีหน้ากล่าวหาคนอื่นว่าคบชู้งั้นเหรอ!?

ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินว่าเงินที่จะนำไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวของเธอถูกปล้นไป อาการแน่นหน้าอกอึดอัดก็ตีปะทุขึ้นทันที เธอทุบหน้าอกตัวเองอยู่สองสามครั้ง ริมฝีปากซีดขาวสั่นระริกในทันใด สภาพของเธอในเวลานี้ดูไม่ต่างจากคนป่วยเลยแม้แต่น้อย

ต่อมา เธอก็ชี้นิ้วใส่หน้าหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ย และตะคอกก่นด่าเสียงดังว่า

“โกหก! พวกแกสองแม่ลูกโกหกทั้งคู่! หลินจิงซู ตอนนี้แกควรจะต้องอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมจู่ๆถึงได้มาโผล่หัวอยู่ที่นี่ได้? อธิบายมาสิอินังสารเลว!!”

ตอน 3

ตอนที่ 3 ป้ารองให้ร้าย (1)

หลินจิงซูอธิบายด้วยท่าทีใจเย็น

“ความจริงหนูก็ควรอยู่ที่โรงเรียนนั่นแหละค่ะ แต่เพราะแม่ค่อนข้างวิตกกังวลกับเรื่องที่ว่าจะเลือกสร้อยทองแบบไหนให้หลานสาวดี แม่ก็เลยชวนหนูออกมาเลือกซื้อด้วยกัน คงเห็นว่ารุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะชอบอะไรเหมือนๆกันก็แค่นั้น”

“แล้วทำไมต้องมาเดินในตรอกเปลี่ยวๆแบบนี้ด้วยล่ะ? แทนที่จะเลือกไปตามเส้นทางปกติ?”

อู๋ซิ่วเหลียนยังคงยืนกรานไม่ยอมแพ้

ขณะที่ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังจะปริปากอธิบาย จู่ๆหลินจิงซูก็โบกมือห้าม และอาสาเป็นคนตอบเอง

“คนมันจะปล้นต่อให้เดินกลางถนนมันก็ปล้นอยู่ดี ถ้าเลือกได้ หนูกับแม่ก็ไม่อยากเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ เงินก็ถูกฉกไปต่อหน้าต่อตา แล้วแบบนี้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อสร้อยทองให้พี่สาวได้ล่ะ ตอนนี้ควรหาวิธีเอาเงินคืนมาก่อนเถอะ”

หลินจิงซูตระหนักดีว่า หากติงเสวี่ยเหม่ยตอบไปตามตรงเรื่องที่อู๋ซินเหลียนเป็นคนแนะนำให้เธอมาเส้นทางนี้ แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะมีช่องทางตอบโต้กลับคืนได้

อู๋เสวี่ยเหม่ยแอบตะลึงงันชั่วขณะ ไม่คิดไม่ฝันว่าหลินจิงซูจะพูดออกมาอย่างนั้น

ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่านังเด็กนี่เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ?

“อู๋ซิ่วเหลียน ช่วยดูสภาพของเสวี่ยเหม่ยกับจิงซูน้อยหน่อยเถอะ เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยเลือดขนาดนี้ ทั้งคู่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตเพื่อไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวเธอนะ ทำไมถึงได้พูดจาเหมือนคนใจจืดใจดำได้ขนาดนี้นะ? ไม่ไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยรึไง?”

“ดูยังไงเสวี่ยเหม่ยก็เพิ่งถูกโจรปล้นชัดๆ ไม่เห็นจะเหมือนคนลอบมาหาชู้เลยสักนิด”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เสวี่ยเหม่ยเป็นผู้หญิงใสซื่อจิตใจงามจะตายใครๆก็รู้ อย่างเธอน่ะเหรอจะกล้าคบชู้ได้?”

“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันไปแจ้งตำรวจให้เองแล้วกัน”

พริบตาที่ได้ยินว่าใครบางคนกำลังจะไปแจ้งตำรวจ อู๋ซิ่วเหลียนก็รีบร้องตะโกนลั่นด้วยความหงุดหงิดขึ้นว่า “ไม่ต้อง” สีหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคืองใจ จะไม่ให้เธอรู้สึกโกรธได้ยังไงล่ะ? เธอเพิ่งจะประกาศปาวๆว่าติงเสวี่ยเหม่ยนัดชู้มาพบที่นี่ แต่คนเหล่านี้กลับทำให้เธอต้องหน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บ!

“ซิ่วเหลียน มีโจรปล้นเงินไปก็ต้องไปแจ้งตำรวจสิ แปลกตรงไหน? ไม่แน่ว่าถ้าตำรวจตามตัวคนร้ายพบได้เร็ว บางทียังอาจมีโอกาสได้เงินคืนบ้าง!”

ป้าผาง เพื่อนข้างบ้านพยายามอธิบาย

อู๋ซิ่วเหลียนมีสีหน้าท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตอบโต้กลับไปว่า

“ใครจะไปรู้ล่ะว่า พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยถูกโจรปล้นเงินไปจริงๆรึเปล่า? และที่สำคัญ ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงตำรวจขึ้นมาจริงๆ นี่ไม่เท่ากับทำให้ตระกูลหลินของเราต้องอับอายขายขี้หน้างั้นเหรอ?”

หลินจิงซูแทบอยากจะหัวเราะเยาะกับคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆของอู๋ซิ่วเหลียนซะเหลือกิน เหตุผลที่ทำให้เธอดูร้อนใจมากเมื่อมีคนจะแจ้งตำรวจก็ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นเพราะเธอเป็นพวกเดียวกับคนร้ายยังไงล่ะ

หลินจิงซูยิ้มเยาะ แล้วเอ่ยตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ป้ารอง แม่หนูจะโกหกทำไมกัน ในเมื่อเรื่องนี้แม่มีแต่เสียกับเสีย? และเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แม่จะไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ ที่สำคัญ เงินนั่นเป็นของพ่อกับแม่ที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบกันมา ใครจะบ้าจัดฉากขโมยเงินตัวเองได้? บ้ารึเปล่า?”

“ไม่มีใครอยากให้เรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองหรอก ทั้งหนูทั้งแม่เพิ่งจะเสียเงินที่อุตส่าห์เก็บออมกันมา ทางที่ดีควรแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ จะหาเงินที่ไหนไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวป้าได้จริงมั้ยคะ?”

ผู้คนรอบข้างต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ถูกต้องแล้ว ที่จิงซูน้อยพูดมาล้วนมีเหตุมีผล”

“เสวี่ยเหม่ยจะขโมยเงินตัวเองไปเพื่ออะไรกัน?”

ป้าผาง เพื่อนบ้านมือวางอันดับหนึ่งในเรื่องการนินทาประจำหมู่บ้าน เธอชักจะรู้สึกคันปากหยุบหยิบจนเกินควบคุมแล้วตอนนี้ ท้ายที่สุด ก็อดพูดจาไร้สาระแสดงความเห็นออกมาไม่ได้

“นี่ นี่ อย่าหาว่าพี่อย่างโน้นอย่างงี้เลยนะ ถ้าจะพูดถึงเรื่องคาวๆแบบนี้ ฉันว่าผู้ชายอย่างคุณหลินเองนั่นแหละที่ดูมีแนวโน้มจะคบชู้มากกว่าอีก ก็ว่าไม่ได้นะ เขาหน้าตาหล่อเหลาเอาการขนาดนั้น แถมคารมในเรื่องผู้หญิงก็ใช่ย่อยซะด้วย ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลยสิ ควรเป็นเสวี่ยเหม่ยมากกว่าที่ต้องกังวล!”

ได้ยินป้าผางนินทาไฟแลบต่อหน้าเช่นนี้ กลับกลายเป็นอู๋ซิ่วเหลียนที่หน้าถอดสีซีดเผือด ริมฝีปากแข็งทื่อหยุดขยับกะทันหัน ยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆอยู่ครู่ใหญ่

หลินจิงซูเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นปฏิกิริยานี้ของอู๋ซิ่วเหลียน เธอหรี่ตาเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง

เพราะอะไรกันอู๋ซิ่วเหลียนจึงต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ด้วย จู่ๆเธอก็ดูไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อได้ยินป้าผางพูดถึงเรื่องหลินชิงอี้พ่อของเธอ?

หรือเป็นไปได้ไหมที่พวกเขาทั้งคู่จะ…

เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้สักทีเดียว!

นึกถึงเรื่องพ่อ ในชีวิตก่อนหน้าของหลินจิงซู เขามักจะถูกอู๋ซิ่วเหลียนเป่าหูและชอบทำตัวสองมาตรฐาน ปฏิบัติต่อหลานสาวดีกว่าลูกแท้ๆของตัวเองเสียอีก! ถ้านำความเป็นไปได้ข้อนี้เข้ามาประกอบรวมกัน ก็ดูจะยิ่งชัดเจน

เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของคนทั้งสองเกินกว่าใครจะจินตนาการหยั่งถึงได้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะใจดีกับพี่สะใภ้และหลานสาวมากเสียยิ่งกว่าภรรยาและลูกของตัวเองอีก!

ในชาติที่แล้ว หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด หลินจิงซูต้องไปทำงานอยู่ในโรงงานผลิตอาหารแมวกระป๋อง ต่อมา ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ขาของเธอเข้าไปติดในเครื่องจักรจึงส่งผลให้เธอพิการ

หลินจิงซูต้องใช้ชีวิตที่เหลือซุกหัวนอนอยู่ในห้องเช่ารูหนู ฝ่ายคนเป็นพ่อน่ะเหรอ ไม่เคยมาหาหรือมาเยี่ยมเยียนเธอเลยสักครั้ง จนเธอแทบจะลืมหน้าพ่อตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการดูแลประคบประหงมหลานสาวคนนั้นยังไงล่ะ

หลินจิงซูเข้าใจมาโดยตลอดว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่พ่อเธอชอบมีอคติต่อเธอและแม่ ล้วนมาจากคำยุยงเป่าหูของอู๋ซิ่วเหลียนและลูกสาวของเธอ

ซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า ผู้ชายคนนั้นจะถึงกับเชื่อใจและรักใคร่คนนอกทั้งสองนั้นมากกว่าภรรยาและลูกสาวแท้ๆของตัวเอง!

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่แม่ของเธอถูกใส่ร้ายว่าเป็นชู้กับชายอื่น ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่พ่อเธอจะคิดออกหน้ามาปกป้องใดๆ

และเมื่อครั้งที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องรูหนูอันโสมม ในที่สุดหลินจิงซูก็เริ่มคิดได้ ‘ท่ามกลางความสิ้นหวัง คงมีแต่ความตายคือทางออก’ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอก็ไม่สามารถยกโทษให้พ่อสารเลวคนนี้ได้ ไม่แม้แต่จะอโหสิกรรม…

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED