ตอน 2

สิ่งที่ใช้ตัดสินผลการแข่งมีทั้งหมดสี่อย่าง หนึ่งคือการประลองแบบแพ้คัดออกในวันแรก สมุนไพรและป้ายชื่อในวันที่สอง และการแข่งวันสุดท้ายซึ่งนางก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน

ฉินหลิวซีมองบริเวณรอบตัวเพื่อหาอะไรให้พวกเขาทำก่อนจะจิตตกไปมากกว่านี้

"ดอกไม้สีแดงตรงนี้ก็มีฤทธิ์เป็นสมุนไพร แม้คะแนนจะไม่ได้เยอะ ถ้ารวมกันมาก ๆ เข้าก็อาจช่วยพลิกสถานการณ์ของเราได้"

"โอ้ จริงหรือ!"

พอได้นางหว่านล้อมบ่อยเข้าพวกเขาก็คล้อยตาม หลังจากให้หลี่เจิ้นหัวกับฉินหลิวซีไปเก็บสมุนไพรที่ทุ่งหญ้า พวกตนก็ช่วยกันเก็บดอกไม้สีแดงนั่นมาเช่นกัน เวลาให้ลอยชายมีไม่มากเมื่อหงส์แดงเพลิงร้องเตือนจากภายในมิติว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้

ฉินหลิวซีลุกพรวด พอดีกับที่โสตประสาทของหลี่เจิ้นหัวได้ยินเสียงมาจากทางข้างหน้า เขารีบวิ่งกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่น ๆ

สตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มถอยหลังไปยืนอยู่รั้งท้าย ปฏิกิริยาของนางทำให้คนในกลุ่มที่เหลือตั้งท่าเตรียมสู้

ไม่นานพุ่มไม้เบื้องหน้าก็บังเกิดเสียงซอกแซก พยัคฆ์ทองปรากฏกายออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ

"ฮ่า ๆ ๆ ดูสิว่าพวกเราเจอใคร นั่นเซียนกระบี่ไม่ใช่หรือ"

ฉินหลิวซีพยายามก้มหน้าก้มตาหลบพวกนั้น กลัวพวกเขาจะจำได้และเอะใจขึ้นมาว่านางอยู่ที่นี่ด้วย แต่เด็กหญิงก็อาจลืมคิดไปว่าในตอนที่ท่านเจ้าสำนักเสนอชื่อนาง คนที่อยู่ ณ ลานประลองนั้นก็คงรับรู้หมดแล้ว

"พยัคฆ์ทองเสียงดังลั่นป่า กลัวเหยื่อไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ"

ท่าทางของพวกพยัคฆ์ช่างยโสโอหัง ทั้งที่พยัคฆ์ตัวจริงไม่แม้แต่จะอวดอ้างศักดาของตน แต่ลูกศิษย์กลุ่มนี้กลับทำผยองยิ่ง

"พูดจาอวดดีเหลือเกินนะ ส่งสมุนไพรของพวกเจ้ามาได้แล้ว"

"เจ้านี่ก็เป็นพวกพูดจาไม่มีสมองอีกคน ใช้หัวแม่เท้าคิดยังรู้เลยว่าประโยคสิ้นคิดแบบนี้ใครจะให้"

"สถานการณ์นี้พวกเจ้าเสียเปรียบเห็น ๆ เลย พวกเราได้ป้ายชื่อของสองสำนักมาแล้ว" หนึ่งในกลุ่มของนางเอ่ยสำทับกับหลี่เจิ้นหัว แต่เขาก็ถูกแดกดันกลับมา

"แต่ถ้าพวกข้าเอาชนะพวกเจ้าได้ คะแนนทั้งหมดนั่นก็จะกลายเป็นของพยัคฆ์ทอง!" สิ้นคำฝ่ายตรงข้ามก็จู่โจมเข้ามาทันที

ฉินหลิวซีเบี่ยงตัวหลบซ้ายขวาพลางปกป้องห่อสมุนไพรถุงใหญ่ไปด้วย จำนวนคนอีกฝ่ายพอ ๆ กัน เมื่อไม่นับนางที่ตั้งใจจะไม่ร่วมต่อสู้แล้วก็เท่ากับปะทะกันคนต่อคน ถึงแม้สำนักเซียนกระบี่จะเป็นยอดฝีมือ แต่คนที่ร่วมประลองเป็นตัวแทนของสำนักครั้งนี้ก็เป็นยอดฝีมือในสำนักตนเช่นกัน

ในที่สุดก็มีคนพลาดท่าถูกทำลายป้ายชื่อ คนจากสำนักเซียนกระบี่ผู้นั้นถูกดึงตัวตนหายออกไปจากมิติทับซ้อนพร้อมกับคะแนนของฝั่งพยัคฆ์ทองที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีคนแรกได้รับชัยชนะก็ยิ่งสร้างแรงใจให้ฮึกเหิม พวกเขารุกเข้ามาอย่างดุดันยิ่งกว่าเดิม และผู้ชนะที่ไร้คู่ต่อสู้แล้วก็ไปช่วยหัวหน้ากลุ่มของตนเองสู้กับหลี่เจิ้นหัว

สหายของนางเป็นคนที่ทำลายป้ายชื่อทีมฝั่งตรงข้ามได้มากที่สุด ถ้าเกิดเขาแพ้สถานการณ์จะพลิกกลับทันที ถ้าไม่มีหลี่เจิ้นหัวคนของสำนักเซียนกระบี่ที่เหลือก็ยังไม่มีใครสู้พวกพยัคฆ์ทองได้ ฉินหลิวซีไม่ได้รวมตัวเองเข้าไปเพราะนางถือว่าตนเป็นคนนอก หากไม่จนตรอกจริง ๆ นางจะไม่ลงมือ

"เจ้าจะมัวมาตามข้าอยู่ทำไม ไปแย่งสมุนไพรมาจากนางสิ!!" หัวหน้ากลุ่มของฝ่ายนั้นตวาดลั่นจนคนในกลุ่มพากันสะดุ้งโหยง

เมื่อการต่อสู้ถูกเบนเป้ามาที่นาง ฉินหลิวซีก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องชักกระบี่อ่อนของตนออกมา

ดูจากสีหน้าของพวกนั้นที่จ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ฉินหลิวซีแน่ใจว่าพวกเขาจำนางได้ ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่จู่โจมเข้ามาอาจเพราะยังไม่แน่ใจด้วยเห็นนางจากที่ไกล ๆ เท่านั้น ตอนนี้นางไม่สามารถหลบซ่อนได้แล้ว

ฉินหลิวซีตั้งรับการโจมตีด้วยมือเดียว ทั้งห้าคู่ที่ยังเหลือรอดพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เวลาล่วงเลยผ่านไปราวหนึ่งเค่อก็ยังไม่รู้ผล แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มไม่ไหว

ฉินหลิวซีเม้มปากด้วยความเป็นกังวล ถ้าฝั่งนางเสียเปรียบเมื่อไหร่ละก็ พยัคฆ์ทองต้องหันมารุมเล่นงานนางแน่ ถึงแม้เด็กหญิงจะหยิ่งผยองในกำลังของตนไม่น้อย แต่หากถูกรุมเล่นงานขึ้นมาเมื่อไหร่ นางก็ไม่กล้าโอ้อวดหรอกว่าจะต้านทานได้

หลี่เจิ้นหันมองรอบกายแล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บใจ ดูเหมือนว่าในด้านกำลังพวกเขาจะเป็นฝ่ายด้อยกว่า อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ปะทะกับสองสำนักติดต่อกันทำให้ไม่เหลือแรง

ช่วยไม่ได้สินะ

"ถ้ารู้ตัวว่าไม่ไหวก็ทำลายป้ายชื่อด้วยตัวเองเสีย!" หลี่เจิ้นหัวออกคำสั่ง

กติกาการแข่งขันบอกเอาไว้ว่าหากถูกกลุ่มอื่นทำลายป้ายชื่อคะแนนจะเป็นของฝ่ายนั้น แต่หากทำลายมันด้วยตัวเอง กลุ่มเจ้าตัวจะถูกหักคะแนนแทน

คนที่รู้ตัวแน่ว่าไม่ไหวทำลายป้ายชื่อของตนทันที การทำแบบนี้ยิ่งทำให้สำนักพยัคฆ์ทองเจ็บใจ

"เจ้า!" เขาหันไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หลี่เจิ้นหัว

"เซียนกระบี่จะไม่ยอมให้ใครหยามทั้งนั้น!"

ท่วงท่าการกวัดแกว่งอาวุธของหลี่เจิ้นหัวงดงามและดูพลิ้วไหวสมกับที่เป็นศิษย์คนโปรดที่อาจารย์ชื่นชม แม้แต่พวกพยัคฆ์ทองยังเผลอหยุดจ้องไปชั่วครู่

ตอนนี้เหลือเพียงหลี่เจิ้นหัว ฉินหลิวซี และศิษย์สำนักอีกสองคน ขณะที่อีกฝั่งลดไปคนหนึ่งจากหก พยัคฆ์ทองเหลือห้าคน รวมคนที่ได้สิทธิ์ในการเสนอชื่อเช่นเดียวกับนาง

จำนวนคนที่ต่างกันเพียงหนึ่งหน่วยก็ทำให้ฝั่งของหลี่เจิ้นหัวเสียเปรียบได้แล้ว บวกกับที่ฝ่ายนั้นมีกำลังเหลือมากกว่า สถานการณ์เลยยิ่งย่ำแย่

พวกเขาจะทำอย่างไรดี

นอกสนามประลอง ผู้ชมดูการแข่งขันผ่านอุปกรณ์เซียนที่ทางสำนักได้ไปหามาและทำการวิจัยต่อจึงสามารถสร้างออกมาได้หลายชิ้น ดูท่าอีกไม่นานคงรู้ผลของการแข่งขันวันที่สองนี้แล้ว

สถานการณ์ภายนอกกับภายในของมิติทับซ้อนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนที่เป็นผู้ชมทำได้เพียงลุ้นระทึกไปกับผลแพ้ชนะครั้งนี้ ส่วนคนข้างในที่กำลังต่อสู้กันเคร่งเครียดจนแทบกลายร่าง

ผลแพ้ชนะแต่ละครั้งเหมือนเอาศักดิ์ศรีสำนักขึ้นไปแขวน ยิ่งกับพวกพยัคฆ์ทองที่สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการยิ่งแล้วใหญ่

"พวกเจ้าไหวไหม" หลี่เจิ้นหัวถามกลุ่มของตนเสียงลอดไรฟัน แต่ละคนสะบักสะบอมแรงจะตอบแทบไม่มี ตอนนี้พวกเขาเสียเปรียบเกินไป

ฉินหลิวซีประเมินสถานการณ์ดูแล้ว หากนางไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างตอนนี้พวกเขาจะต้องแพ้จริง ๆ แน่

นางออมมือไม่เอาจริงเพราะไม่อยากโดดเด่นจนเป็นที่เตะตาขึ้นมา แต่ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างตอนนี้นอกจากนางอาจได้รับบาดเจ็บแล้ว คนอื่น ๆ ในกลุ่มก็ไม่รอดกลับไปโดยสมบูรณ์

เพราะต่างฝ่ายต่างยั่วโมโหกันไปมา ทำให้การต่อสู้ยิ่งรุนแรงและหนักมือขึ้นเรื่อย ๆ จนสถานการณ์อาจบานปลายกว่านี้ได้ในภายหลัง

ในสถานการณ์แบบนี้ข้าจะมัวมาห่วงเรื่องนั้นไม่ได้สินะ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วฉินหลิวซีก็เริ่มเป็นฝ่ายรุกกลับบ้าง นางกวัดแกว่งกระบี่อ่อนรุกไล่คู่ต่อสู้ของตนจนล่าถอย การตัดสินใจของนางครั้งนี้ทำให้เห็นถึงฝีมือที่เก็บซ่อนไว้ ศิษย์สำนักเซียนกระบี่ที่ร่วมทางกันมาตลอดต่างตกใจจนอ้าปากค้าง

เด็กหญิงผู้ครอบครองหงส์แดงเพลิงซัดฝ่ามือเข้าใส่กลางลำตัวคู่ต่อสู้ของตน อีกฝ่ายมีระดับการฝึกตนที่ด้อยกว่านาง โดนเข้าไปครั้งเดียวตัวก็ปลิวไปกระแทกต้นไม้ด้านหลังจนกระอักเลือด

ฉินหลิวซีไม่รอช้า ดีดตัวไปยังจุดนั้นแล้วเก็บป้ายชื่อกลับมายื่นให้หลี่เจิ้นหัวเป็นผู้ทำลาย

เด็กชายลงมือทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา พริบตานั้นคู่ต่อสู้ของนางก็หายไปจากสายตา ตอนนี้คงถูกหามเข้าซุ้มปฐมพยาบาลไปแล้ว

ลูกศิษย์ของสำนักเซียนกระบี่ที่เคยมาด้วยกันตลอดทาง ทว่าตอนนี้มีสถานะเป็นเพียงผู้ชม มองดูแล้วก็คิดว่าตอนนั้นพวกตนช่างมีตาหามีแววไม่ พอได้ยินว่าเป็นศิษย์หมอเทวดาจึงตีตราว่านางเชี่ยวชาญการปรุงโอสถเพียงอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นก็มีฝีมือต่อสู้นิดหน่อยพอป้องกันตัวได้ แต่ภาพที่เห็นไปทำลายความคิดนั้นจนหมดสิ้น

"ที่แท้เจ้าก็ต่อสู้ได้ถึงขนาดนี้" เด็กคนหนึ่งในกลุ่มเดียวกันเอ่ยชื่นชม

"ที่ผ่านมานี่เจ้าแอบกินแรงพวกข้าหรอกหรือ" อีกคนหนึ่งเอ่ยหยอกเย้าเสียงติดตลก หวังให้สถานการณ์ฝั่งตนผ่อนคลายขึ้น

ฉินหลิวซีฟังแล้วก็ไม่ได้ถือสา เพราะที่ร่วมมือกันมาตลอดทางก็ทำให้พอรู้นิสัยใจคอแต่ละคนบ้าง คนผู้นี้ติดเล่นและอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่น ๆ ตลอดทาง ผิดกับนางที่เอาแต่เงียบขรึม อีกทั้งเขาไม่ได้ตั้งแง่กับนางแค่เพราะเป็นสตรี ฉินหลิวซีจึงรู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อย

"พอดีข้าเห็นเจ้าขี้เกียจเลยอยากให้ออกแรงเยอะ ๆ ตอนนี้น่าจะตื่นเต็มตาดีเลยใช่ไหมล่ะ" นางต่อปากต่อคำกลับไป

เพราะการโต้ตอบของสองคนนี้ ทำให้สถานการณ์ทำด้านพวกเขาผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้ พยัคฆ์ทองไม่เคยปรานีเป้าหมาย เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจที่ผ่อนคลายพวกนั้นก็จู่โจมเข้ามา

"ฉินหลิวซี!" หลี่เจิ้นหัวร้องเสียงหลงเมื่อเห็นฝ่ายศัตรูคนหนึ่งพุ่งตรงไปหาสหายของเขาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

เจ้าของชื่อพลิกตัวกลับมาตั้งรับได้ทันท่วงที นางหันปลายกระบี่พุ่งเข้าไปหาแล้วทำการโต้ตอบคืน แต่ละฝ่ายผลัดกันรุกไล่ ตั้งใจต้อนฝั่งตรงข้ามให้จนมุม ตอนนี้พยัคฆ์ทองแทบไม่สนใจป้ายชื่อแล้ว ต้องการทำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น

ฉินหลิวซีจงใจโจมตีคู่ต่อสู้ของตนให้ไปทางฝั่งหลี่เจิ้นหัว นางกับเขาหันหลังชนกันก่อนผลัดกันตั้งรับและจู่โจม

การประสานงานแบบนี้หากไม่รู้ใจกันมากพอมีแต่จะยิ่งเพิ่มภาระให้ตัวเอง แต่พวกเขาสนิทสนมกันพอสมควร เรื่องแบบนี้นับว่าง่ายดายมาก อีกทั้งตั้งแต่ตอนอยู่ที่เมืองบ้านเกิดของนาง ต่างก็เห็นการต่อสู้ของกันและกันมาหลายครั้ง

ฉินหลิวซีใช้มือค้ำไหล่สหายตนแล้วเหวี่ยงตัวเองข้ามไปอีกฝั่ง ใช้เท้ายันผู้ต่อสู้จนล้มกลิ้ง หัวหน้าของพวกพยัคฆ์ทองเดือดดาลจนใบหน้ากลายเป็นสีแดงเพราะเลือดสูบฉีดขึ้นมาจากอารมณ์พุ่งพล่าน

"ทำหน้าแบบนั้นน่ากลัวเกินไปแล้วนะ" นางยิ้มแหย แต่ก็ไม่ได้ลดสมาธิในการต่อสู้ลง

"เจ้าฝีมือร้ายกาจขึ้นหรือเปล่าเนี่ย" เด็กชายเอ่ยยิ้ม ๆ

"เวลาผ่านไปตั้งหลายปี คนเราก็ต้องเก่งขึ้นบ้างสิ"

พวกเขาสนทนากันไปทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ดูค้านสายตากับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่เป็นอย่างมาก

การต่อสู้ดำเนินไปจนเหลือผู้เข้าแข่งขันฝั่งสำนักเซียนกระบี่เพียงสองคนคือฉินหลิวซีและหลี่เจิ้นหัว ทั้งคู่หอบหายใจพลางจ้องมองศัตรูไม่ละสายตา ถึงจำนวนคนจะมีเท่ากันแต่ว่าฝ่ายนั้นได้เปรียบเรื่องความอาวุโสกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งพละกำลังด้านร่างกายและประสบการณ์การต่อสู้จริง ฝั่งเซียนกระบี่ที่เหลืออยู่สองคนตอนนี้เทียบไม่ได้เลย

ระหว่างที่นางตั้งสมาธิกำลังจดจ่อจนถึงขีดสุด สัญญาณเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในมิติทับซ้อน สิ่งนี้บ่งบอกว่าเหลือเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก่อนการแข่งขันจะสิ้นสุดลง

จะมัวมาเอ้อระเหยแบบนี้ไม่ได้แล้ว

ตอน 3

ฉินหลิวซีมองฝ่ายตรงข้ามด้วยดวงตาแข็งกร้าว การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้มันต่างออกไป เจตนาสังหารนางส่งออกมาชัดเจนจากดวงตาทั้งสองคู่ นางไม่ใช่คนในสำนัก ถึงจะถูกเลือกให้มาเป็นตัวแทนจากการเสนอชื่อแต่สังหารนางไปความผิดก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะบาดหมางระหว่างสำนักได้

พยัคฆ์ทองคิดเช่นนั้นจึงได้กล้าลงมือ เมื่อใดที่นางพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบจนพวกเขาล่าถอยไปได้ก็ได้พักหายใจหายคอ แต่เมื่อใดที่โดนรุกกลับมาจนนางเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนก็ทำเอาหืดขึ้นคอ

พยัคฆ์ทองมีคนหนึ่งที่ระดับฝึกตนสูงกว่านางเลยทำให้รับมือได้ยากยิ่ง จะพลิกกลับไปชนะเลยก็ทำไม่ได้

ทั้งสองฝ่ายยืดเยื้อกันจนหมดเวลา เสียงสัญญาณดังสนั่นลั่นผืนป่า พริบตานั้นหลี่เจิ้นหัวกับฉินหลิวซีพร้อมใจกันทำลายป้ายชื่อของตนเอง

"ทำไม!" นางตะโกนถามออกมาดังลั่นเมื่อป้ายชื่อยังคงสมบูรณ์ดี

มีอะไรผิดพลาดกันแน่!

หลี่เจิ้นหัวบาดเจ็บจากการต่อสู้ไม่น้อย แต่ก็ยังฝืนทนมาจนถึงตอนนี้เพียงเพื่อให้สามารถทำลายป้ายชื่อได้ตอนหมดเวลา แต่กลับไม่เป็นผล เมื่อไม่มีคำตอบมาปรากฏอยู่ตรงหน้านางจึงไม่มีทางเลือก เด็กหญิงเข้าไปประคองร่างของสหายแล้วพาเขาหนีออกมาจากตรงนั้น

ไม่รู้เป็นความผิดพลาดของตัวมิติทับซ้อนเอง หรือมีอะไรแทรกแซงทำให้มันทำงานบกพร่องขึ้นมา แต่ตอนนี้พวกเขาต้องคิดถึงชีวิตตนเองก่อน

ฉินหลิวซีใช้วิชาตัวเบาเหยียบอากาศ หลบซ่อนตัวไปตามพงไพรจนมาเจอเข้ากับถ้ำแห่งหนึ่ง นางใช้ความเร็วทั้งหมดเท่าที่ตนเองจะสามารถทำได้หนีออกมา เด็กหญิงไม่รอช้าที่จะเข้าไปโหลดในถ้ำนั้น นางรีบร้อนนำน้ำพุวิญญาณออกมาให้หลี่เจิ้นหัวดื่ม

ขวดโอสถต่าง ๆ ที่ปรุงเตรียมเอาไว้ถูกกวาดออกมากองบนหน้าตัก

"รีบกินเข้าไปเสีย"

หลี่เจิ้นหัวไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบรับ เพราะถ้าหากเขาไม่ได้ดื่มยาด้วยตัวเองกลัวว่าสหายผู้นี้จะจับกรอกปากเสียให้ได้ ความเป็นห่วงของนางทำให้เขารู้สึกดีใจ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอย่าพยายามเจ็บตัวถึงขั้นนี้บ่อยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนจับกรอกยาจนกระอักแน่

เมื่อแน่ใจว่าอาการของเขาดีขึ้นแล้ว เหลือก็แต่รอเวลาให้ยาออกฤทธิ์มากกว่านี้ฉินหลิวซีก็ทิ้งตัวลงนั่งเอกเขนกกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า

"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมพวกเราถึงกลับออกไปไม่ได้"

"ข้าก็ไม่แน่ใจ คงต้องรอให้อาจารย์หาสาเหตุจากข้างนอกแล้วช่วยออกไปเท่านั้น มิตินี้ข้าไม่อยากเสี่ยงทำอะไรเกินขอบเขต เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าสร้าง จะไปจับต้องสุ่มสี่สุ่มห้าก็กลัวจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม"

"นั่นข้าก็เห็นด้วย แต่เรารออยู่เฉย ๆ อย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ พวกพยัคฆ์ทองยังหมายหัวข้าอยู่"

นางกังวลว่าจะลากเขามาเกี่ยวข้องมากไปกว่านี้ แต่หลี่เจิ้นหัวไม่คิดเช่นนั้น เขาเต็มใจช่วยนางสู้

หลี่เจิ้นหัวระดับฝึกเซียนไม่ได้ด้อยกว่านางมากนัก แต่ประสบการณ์การต่อสู้จริงค่อนข้างน้อยทำให้ได้รับบาดเจ็บหลายจุด ฉินหลิวซีไม่ได้ตำหนิที่เขาฝืนตัวเองจนได้แผลมาขนาดนี้ อย่างไรพวกตนอายุแค่สิบสองย่างสิบสามปีเท่านั้น ส่วนฝั่งนั้นมีอายุสิบห้าไปถึงยี่สิบปีกันแล้ว

เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงชัด ๆ

ฉินหลิวซีกางข่ายมนต์ไว้ที่ปากถ้ำ หากมีคนบุกรุกเข้ามาจะรู้สึกตัวได้ทันที ส่วนตอนนี้ขอให้นางได้พักสายตาสักครู่เถอะ วันนี้นางตื่นเช้ามากและก็ต่อสู้มาทั้งวันแล้ว ทำให้เหนื่อยล้าไปทั้งกายใจ หากนางไม่พักผ่อนตอนที่ยังพอมีโอกาสอาจจะหมดสติระหว่างต่อสู้ได้

เมื่อผู้เข้าแข่งขันไม่สามารถกลับออกมาได้ ด้านนอกสนามประลองก็โกลาหล

ขณะที่คนในไม่อาจเคลื่อนไหวตามใจได้มากมาย ด้านนอกของพื้นที่ทับซ้อนก็กำลังวุ่นวายและเคร่งเครียด อยู่ ๆ ก็เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อกับผู้เข้าแข่งขัน อีกทั้งภาพฉายก็ตัดไปขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้ ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะทำให้ไม่รู้เป็นตาย

พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็มีเสียงเล่าลือในหมู่ลูกศิษย์คนอื่น คาดว่าคนที่อยู่ข้างในอาจไม่มีชีวิตแล้วยิ่งทำให้เหล่าผู้อาวุโสรู้สึกสิ้นหวังหนักกว่าเดิม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถล้มเลิกที่จะหาวิธีช่วยเหลือ จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนข้างในไม่มีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ให้ถือเสียว่ายังรอดอยู่ไว้ก่อน

"ตาแก่เจ้าสำนัก ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่" ซุนเป่ยฉีหัวเสียแทบอาละวาด ถ้าไม่มีฉินซือหยวนอยู่ข้าง ๆ เขาคงชักกระบี่ออกมาแทงเจ้าจะหายหน้าโง่นี่ไปแล้ว

"ท่านพี่ ฮึก! ท่านพี่ข้าล่ะขอรับ!" ฉินซือหยวนน้ำหูน้ำตาไหลนองเต็มหน้า สะอื้นเสียงดังจนแทบพูดไม่รู้เรื่อง

ทุกคนต่างร้อนใจจนไม่เป็นอันทำอะไร

"ข้าก็หาวิธีอยู่น่า ช่วยเงียบก่อนได้ไหม คิดว่าร้อนใจคนเดียวอย่างนั้นหรือ"

"เพ่ย! เจ้าคนหน้าไม่อายนี่ แล้วคิดว่าเจ้าร้อนใจคนเดียวหรืออย่างไร"

"เอาล่ะ ๆ พวกท่านทั้งสองใจเย็นก่อน ผู้อาวุโสซุนอย่าได้โมโหเลย เรื่องเช่นนี้ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด มาพักตรงนี้ก่อน คนอื่น ๆ กำลังเร่งมือแก้ไขเรื่องนี้ ลูกศิษย์ของเขาก็อยู่ในนั้น ทุกท่านอย่าทะเลาะกันเลย"

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเข้ามาห้ามปรามก่อนผู้ใหญ่สองคนนี้จะทะเลาะกันจนเลยเถิด

ระหว่างที่ข้างนอกกำลังวุ่นวาย ข้างในมิติทับซ้อนกลับเป็นไปด้วยความสงบ หลังจากที่กางข่ายมนต์ผ่านยันต์อาคม นางก็ให้หลี่เจิ้นหัวพักอยู่ในถ้ำ ส่วนตัวเองออกมาเก็บสมุนไพรข้างนอก ทิ้งหงส์แดงเพลิงไว้ให้อยู่กับเขาเผื่อว่ามีเหตุฉุกเฉินอะไร

นางสัมผัสไม่ได้ถึงตัวตนของคนอื่นใกล้ ๆ นี้ คิดว่าพวกพยัคฆ์ทองคงตามมาไม่เจอ

ฉินหลิวซีได้สมุนไพรกลับไปหลายร้อยชนิด บางส่วนแบ่งเก็บใส่ถุงสมุนไพร เจอสมุนไพรระดับสูงอยู่บ้างก็แบ่งเก็บเอาไว้ จากที่เคยมีอยู่เต็มถุงตอนนี้ก็ยิ่งแน่นเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าเก็บได้มากพอแล้วก็เดินกลับไปที่ถ้ำ

เด็กหญิงถึงกับผงะเมื่อเดินเข้ามาแล้วพบว่าหงส์แดงเพลิงตัวน้อยของนางที่เคยมีขนสีขาวปลอดทั้งตัว ตอนนี้ขนของมันสมชื่อหงส์แดงเพลิงแล้วจริง ๆ

ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างที่มันกางปีกปกป้องหลี่เจิ้นหัว ด้านหลังของมันยังมีมังกรทองตัวหนึ่งใช้ลำตัวม้วนขดปกป้องทั้งสองเอาไว้

"ได้อย่างไรกัน..."

เจอสัตว์ในตำนานตัวหนึ่งว่ายากแล้ว แต่นี่อยู่ตรงหน้านางถึงสองตัว บางทีชีวิตที่สองของนางก็มีอะไรให้ตกใจจนหน้าเหวอบ่อยเกินไป เรื่องที่คนอื่นคิดว่าชั่วชีวิตนี้จะได้พบสักครั้งอย่างน้ำก็ปาฏิหาริย์นางกลับเจอบ่อยเสียยิ่งกว่าการพบปะหน้าอาจารย์ของตน

เรื่องที่ควรตกใจจนตาถลนนางได้แต่ยืนอึ้ง ไม่รู้จะตกใจเรื่องไหนก่อนดีและตกใจจนเหนื่อยแล้วนั่นเอง

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นตอนที่ข้าไม่อยู่" นางกล่าวถามสัตว์อสูรในครอบครองของตน

หงส์แดงเพลิงสื่อจิตกับผู้เป็นนาย มันบอกว่ามังกรทองตัวนั้นเป็นสัตว์อสูรในพันธะของหลี่เจิ้นหัว พอรู้สึกถึงอันตรายก็ปรากฏตัวออกมา ทั้งคู่เกือบโจมตีใส่กันเพราะเข้าใจผิดคิดว่าสัตว์อสูรของนางเป็นศัตรู

ฉินหลิวซีหันไปมองเจ้ามังกรตัวนั้นก็พบว่ามันไม่ได้เข้ามาจู่โจม แค่มองมนุษย์อีกคนหนึ่งนอกจากเจ้านายตัวเองนิ่ง ๆ

หลี่เจิ้นหัวสลบไปเพราะพิษบาดแผล ฉินหลิวซีคิดจะเข้าไปดูอาการเขา แต่พึ่งก้าวขาออกไปจากจุดเดิมได้ข้างเดียวทั้งหมดก็ถูกดึงออกมาจากมิติทับซ้อน

เด็กหญิงรู้สึกเหมือนศีรษะถูกกระชากอย่างแรงก่อนจะลามไปทั้งตัว ฉินหลิวซีคาดว่าข้อผิดพลาดกำลังได้รับการซ่อมแซม ตัวนางกำลังจะหลุดออกไปข้างนอก เด็กหญิงไม่รอช้ารีบซ่อนตัวสัตว์อสูรของนางไว้ในมิติ พริบตาต่อมานางก็ออกมาอยู่ที่ลานประลอง

นางนั่งหายใจหอบด้วยความตกใจ

เกือบไม่ทันการเสียแล้ว

โล่งใจอยู่ได้ไม่นานนางก็หน้าซีดเมื่อนึกขึ้นได้ว่านอกจากสัตว์ในตำนานของนาง ยังมีอีกตัวตนหนึ่งที่ควรระวัง แต่นางไม่ใช่เจ้านายของมันจะบังคับให้ซ่อนก็ทำไม่ได้

เสียงฮือฮาดังขึ้นเมื่อมังกรทองปรากฏกายอยู่ตรงนั้นไม่ได้ไปไหน มันยังคอยม้วนขดปกป้องเด็กชาย เมื่อฝุ่นควันจากความวุ่นวายจางหายไป ผู้อาวุโสทั้งหลายก็กรูกันเข้ามาดู

เสียงโวยวายดังมาจากหลายทิศทาง ตอนนี้เองฉินหลิวซีจึงพึ่งเห็นว่าอีกด้านหนึ่งที่มีคนมุงกันอยู่นั้นคือพวกพยัคฆ์ทองที่นอนเลือดท่วม ไม่รู้ว่าไปเจอตัวอะไรมาจนเป็นเช่นนั้น

หลังจากที่พวกฉินหลิวซีหายไปจากตรงหน้า คนของพยัคฆ์ทองก็ไล่ล่าไม่ได้หยุดหย่อน ควานหาตัวพวกเขาไปทั่วมิติทับซ้อนจนพลัดเข้าไปในรังอสูร ถูกเล่นงานบาดเจ็บปางตาย แต่ก็ถูกดึงออกมาทันท่วงทีจนยื้อชีวิตไว้ได้

ผู้อาวุโสจากสำนักพยัคฆ์ทองยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าลูกศิษย์

"รู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าทำความผิดใด"

"ท่านอาจารย์ ก่อนจะกล่าวโทษได้โปรดรักษาพวกเขาก่อน" ศิษย์อีกกลุ่มจากสำนักเดียวกันที่สนิทสนมเข้ามายืนล้อม คุกเข่าลงตรงหน้าผู้อาวุโสเจ้าสำนักหวังให้ท่านเมตตา

"รักษาน่ะข้ารักษาแน่ แต่อย่าได้หวังเลยว่าจะพ้นโทษไปได้ เรื่องครั้งนี้ร้ายแรงนัก เจตนาสังหารระหว่างการแข่งขันชัดเจน ทำขายหน้าคนทั้งยุทธภพ ข้าคงใจดีกับเจ้าเกินไปกระมัง"

"ท่านเจ้าสำนักโปรดเมตตา"

"พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือ คนเช่นนี้ก็ยังห่วงใยอีก ข้าคงสั่งสอนศิษย์ผิดไปจริง ๆ " เจ้าสำนักพยัคฆ์ทองหันมาโค้งขออภัยแก่เจ้าสำนักอื่น ๆ ทั้งสาม

"ท่านเจ้าสำนักเว่ย เรื่องคราวนี้ข้าจะพาพวกเขามาขออภัยกับท่านและศิษย์ผู้นั้นด้วยตัวเองในภายหลัง เวลานี้ให้ข้าได้รับผิดชอบลงโทษสั่งสอนพวกเขาเถิด"

เจ้าสำนักเว่ยพยักหน้าให้เป็นไปตามนั้น หลังจากท่านเจ้าสำนักเข้าไปดูอาการของหลี่เจิ้นหัวมังกรทองที่พิทักษ์กายเขาก็หายไป ซุนเป่ยฉีวิ่งเข้ามาดูอาการลูกศิษย์ของตัวเองพร้อมกับน้องชายของนาง

"ท่านพี่!" ฉินซือหยวนร้องไห้น้ำตาท่วมหน้า โผเข้ากอดนางแน่นไม่ยอมปล่อย

"พี่ปลอดภัยดี" นางเอ่ยบอกน้องชาย ตบแผ่นหลังเขาเบา ๆ เป็นการปลอบใจ

"ปลอดภัยแน่หรือ ถลอกปอกเปิกไปทั้งตัวขนาดนี้" ซุนเป่ยฉีจับลูกศิษย์หมุนซ้ายหมุนขวาให้ดูว่าตัวนางมีแต่รอยแผล ฉินหลิวซีได้แต่ยิ้มแหยแก้ตัวไม่ออก

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว เจ้าสำนักเซียนกระบี่ก็ให้กรรมการเป็นผู้ตรวจนับคะแนน ส่วนคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายไปพักผ่อน โดยเฉพาะผู้ร่วมประลองที่ได้รับบาดเจ็บ การนับคะแนนจัดขึ้นที่ลานกว้าง ใครอยากร่วมเป็นพยานก็สามารถอยู่ดูด้วยได้

ทางด้านฉินหลิวซีไม่สนใจผลคะแนนตอนนี้แม้แต่นิดเดียว นางเหนื่อยจนแทบจะสลบอยู่แล้ว นางได้น้องชายประคองช่วยพามาส่งถึงซุ้มปฐมพยาบาลทำให้ได้ยินการนับคะแนนอยู่ไกล ๆ มีอาจารย์คอยทำแผลให้

เพราะความผิดปกติบางอย่างของมิติซ้อนวันนี้ และการกระทำนอกกฎเกณฑ์ของพวกพยัคฆ์ทอง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกินคาด การแข่งขันวันที่สามจึงถูกยกเลิก

ฉินหลิวซีฟังผลสรุปการแข่งวันนี้ไปได้ไม่ถึงครึ่งก็หลับไปกลางคันด้วยความอ่อนเพลีย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED