คืนนี้สิปรางค์ตัดสินใจค้างที่บ้าน หลังจากเค้นเอาความจริงจากปากบิดาไม่สำเร็จ
ครั้นมองย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน สิปรางค์เพิ่งจบจากการพักผ่อนที่ยุโรป หลังจากเจ้าตัวคว้าปริญญาโทด้านแฟชั่นการออกแบบที่รักจากลอนดอนได้ในระยะเวลาสั้นกว่าที่กำหนด และเธอก็ทำเซอร์ไพรส์คนเป็นพ่อด้วยการคว้า certificate ด้านการบริหารจากฮาวาร์ด ซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าตัวแอบไปเรียนตอนไหนมาเป็นของขวัญวันเกิดให้กับท่านอีกใบ
สิปรางค์จำได้ว่าวันนั้น คนเป็นพ่อยิ้มจนแก้มปริพร้อมกับคว้ากระดาษแห่งความสำเร็จของเธอไปอวดแขกทั้งงาน น้ำเสียงที่เอ่ยตอบยามที่ทุกคนถามไถ่เกี่ยวกับลูกสาวคนเดียวนั้นเต็มไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ สุดท้ายเธอจึงได้ตั๋วเที่ยวยุโรปพร้อมกับพอคเกตมันนี่แบบอันลิมิตจากพ่อ
ส่วนของขวัญจากผู้ชายคนนั้น...พอร์ชเคย์แมนที่เธอขับ
เขาสั่งคนเอามาส่งทันทีที่เธอตื่นเช้าในวันถัดมา สิปรางค์เดินลงมาดูด้วยความโกรธกรุ่นหลังจากถูกปลุกในเวลาแปดโมงเช้า ครั้นเมื่อเห็นของขวัญชิ้นโตจากเขา เสียงกรี๊ดเลเวลสิบของเธอจะดังขึ้นนานนับนาที เมื่อพบว่ารถในฝันนั้นกำลังจอดอยู่ตรงหน้า
Porsche 718 Cayman S
สิปรางค์วิ่งวนรอบรถด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างที่สุด แล้วทันทีที่ได้กุญแจดอกสวยมาไว้ในมือ เธอรีบลองสตาร์ทอย่างไม่รีรอ...
บรื้น! ๆๆๆๆ
วินาทีนั้นเธอเหยียบคันเร่งด้วยความคึกคะนองใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เมื่อเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มกำลังบอกถึงสมรรถนะภาพของมัน
แบบนี้แหละ...เหมาะกับสาวนักซิ่งแบบเธอหน่อย!
สิปรางค์อมยิ้มอยู่คนเดียวได้สักพัก สวรรค์เธอก็สลาย เมื่อสายตาปะทะกับโพสต์อิทที่เบาะข้างคนขับ พร้อมกับลายมือตวัดที่เธอคุ้นเคย
'ห้ามขับเกินเก้าสิบนะครับ'
สิปรางค์จำได้ว่าตัวเองเบ้ปากเล็กน้อยกับความเร็วตามกฏหมายกำหนดนั่น แต่ใครจะสน...ถ้าเธอขับช้าเป็นเต่าคลานแบบนั้น ก็คงไม่เหมาะที่จะเป็นเจ้าของรถที่สามารถเหยียบได้ถึงสามร้อยแบบพอร์ชคันนี้หรอก
เพราะคนอย่างสิปรางค์...มีตังค์จ่ายค่าปรับเสมอค่ะ!
“เฮียบอกแล้วไง ว่าอย่าขับเกินเก้าสิบ”
หญิงสาวสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆ สุ้มเสียงที่ไม่ปรารถนาจะได้ยินกลับขึ้นอย่างเนิบนาบ เธอหันกลับมองเขาแล้วเลิกคิ้วขึ้น เหมือนจะถามว่าเขาหมายถึงอะไร
“คะ?”
“เฮียเห็นรอยขูดที่ล้อหลังด้านขวา...”
แล้วสิปรางค์ถึงกับบางอ้อ เมื่อจำได้ลางๆ ว่าวันนั้นรีบมากจนทำให้ถอยรถไม่ทันดู มันก็เลยขูดฟุตบาทนิดหน่อย...
นิดหน่อยเท่านั้น!
“ทำไม จะเอาคืนเหรอ?” เจ้าตัวจีบปากจีบคอพูด เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันทำแบบนั้น
“เปล่า ไม่ได้อยากจะเอาคืนสักน่อย”
“แล้วจะพูดทำไมล่ะ?”
สิปรางค์กอดอก แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ขณะทอดสายตามองไปยังรถคันโปรดที่จอดข้างแลมโบกินี่สีดำทะมึน
ท่ามกลางความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ทว่าหัวใจมันกลับอบอุ่นพิกล เมื่อตระหนักได้ว่า รถของเขาจะไม่มีวันรับผู้หญิงคนอื่น...เด็ดขาด
“ที่พูดเพราะเป็นห่วงต่างหาก ปรางค์เป็นผู้หญิง ขับรถเร็วมันอันตราย”
“ไม่ได้มีกฏห้ามผู้หญิงขับรถเร็วเสียหน่อยนี่”
สิปรางค์มองเขาตาปริบๆ ขณะที่ยังเถียงไม่เลิก แต่แทนที่ชายหนุ่มจะโกรธ เขากลับเอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก เพราะตั้งแต่นั่งแท่นรองประธานบริษัทใหญ่ก็ไม่มีใครกล้าเถียงเขาสักคน ก็เห็นจะมีแต่เธอนี่แหละที่เถียงไม่เลิก
“เฮีย...ยิ้มอะไร”
“ก็...ยิ้มให้คนเถียงเก่ง กระพริบตาเก่ง...งอนเก่ง”
“เฮีย!” สิปรางค์ขึ้นเสียงใส่เขาที่ถูกยั่วโมโห แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มกริ่มแล้วขยับเข้าใกล้คนเอาแต่ใจ
เห็นแบบนั้นแล้วเธอก็เอี้ยวตัวหนี พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “ปรางค์ไม่ได้เถียง ปรางค์แค่จะบอกว่าที่รถมันเป็นเพราะปรางค์รีบไง แล้วฟุตบาทมันเกะกะ...ก็แค่นั้น”
“แต่ฟุตบาทตรงนั้นอยู่มาตั้งแต่ปรางค์ยังไม่เกิดเลยนะ” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก ปรายตามองตามปลายจมูกของคนขี้งอน “ก่อนเฮียเกิดด้วยซ้ำ...”
“ก็ปรางค์บอกว่าไม่เห็นไงเล้า!”
“เฮียว่าปรางค์ขับรถไม่ระวังมากกว่า”
“เฮีย!” สิปรางค์เรียกเขาเสียงเข้ม เมื่อความไม่พอใจเพิ่มขึ้นอีกระดับ
“ปรางค์อยากได้คนขับรถให้ไหม เวลาไปไหนมาไหนจะได้สะดวก ไม่ต้องขับเอง นั่งเฉยๆ เล่นมือถือไปพลางๆ พอถึงก็เดินลงจากรถสวยๆ แบบว่า...เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะ”
ชายหนุ่มเสนอให้ด้วยความหวังดี แต่หางตากลับเห็นว่าเธอแอบล้อเขาด้วยการเบ้หน้าแล้วขยับปากตามแบบไร้เสียง จริตจะกร้านของเธอก็เหลือล้น เรื่องเอาใจละก็ถือว่าที่หนึ่ง ถ้าไม่นับอาการเหวี่ยงวีนอย่างไม่ไว้หน้าใครล่ะก็ เธออาจจะน่ารักกว่านี้
แต่สำหรับเขา แบบนี้แหละจัดว่าเด็ด!
เขาชอบที่จะเห็นเธอในมุมที่คนอื่นไม่เห็น ชอบเห็นอาการหัวเสียแล้วกรีดร้องโวยวายอย่างไร้เหตุผล เพราะมันทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ในยามที่ต่อล้อต่อเถียงกับเธอและเเน่นอนว่าเธอชนะ...เพราะเขายอม
“นี่! ตัวแสบได้ยินที่เฮียพูดไหม” ชายหนุ่มขยับไปจับเรียวแขนเล็กนั่นให้หันมามองกัน เมื่อสิปรางค์เตรียมจะเดินหนีอย่างเคย
“ได้ยินแต่...ไม่เอาอ่ะ ปรางค์ไม่ชอบให้คนอื่นขับให้ มันไม่เป็นส่วนตัว”
“ปรางค์เห็นเฮียเป็นอื่นเหรอ?”
กรกันถามเสียงนุ่ม แววตาคมเข้มฉายแววตัดพ้อชัดเจน
“เฮีย?” คราวนี้สิปรางค์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน ถ้าเข้าใจไม่ผิด เขาจะมาขับรถให้เธอนั่งใช่ไหม “เฮียหมายความว่ายังไง?”
“เดี๋ยวเฮียขับรถให้ปรางค์เอง ไปรถเฮีย...ส่งปรางค์เสร็จ เฮียก็เลยเข้าบริษัทเลย...เสียเวลาไม่มากเท่าไหร่หรอก”
“แล้วเฮียไม่ไปรับแฟนตัวเองหรือไง”
“ปรางค์ก็รู้ว่ารถเฮียคนอื่นไม่มีสิทธิ์นั่ง”
“แล้วเฮียไม่ไปรับแฟนตัวเองหรือไง”
“ปรางค์ก็รู้...ว่ารถเฮียคนอื่นไม่มีสิทธิ์นั่ง”
เขาพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน น้ำเสียงง้องอนเธออย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายสิปรางค์นั้นทำหน้าไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินน้ำเสียงแบบนี้อีก
หญิงสาวคอแข็งขึ้นทันควัน ยามที่คิดได้ว่าน้ำเสียงแบบนี้ ‘ผู้หญิงของเขา’ ก็คงได้รับมันบ่อยยิ่งกว่าเธอ
หัวใจที่เอนเอียงไปข้างหนึ่งกลับมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขึ้นอีกครั้ง
“ปรางค์ไม่รู้ไม่ชี้...ส่วนใครจะนั่งหรือไม่นั่งก็เป็นสิทธิ์ของเฮีย รถเฮียนี่” เธอพูดแค่นั้น ก็เตรียมจะผละหนี ทว่าเขากลับยื้อเธอไว้
“เอ๊ะ!”
“แต่เฮียจะให้ปรางค์นั่งคนเดียว”
“ก็ปรางค์ไม่นั่งไงแล้วก็ปล่อยปรางค์ด้วย ปล่อยสิ!”
“ไม่ปล่อย...เพราะเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง ปรางค์นี่ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ เฮียชักสงสัยแล้วสิ ว่าลูกน้องที่ร้านปรางค์เขาทนเจ้านายนิสัยแบบนี้ได้ยังไงกัน หรือปรางค์จ่ายค่าแรงเกินจริง พวกนั้นเลยปิดปากเงียบ”
“ไอ้...เฮีย!” คราวเธอฉุนจัดถึงขั้นสะบัดแขนออกจากมือเขาอย่างรวดเร็ว “ปากเสียไม่เปลี่ยนเลยนะ!”
“เฮียแค่พูดความจริง”
“ความจริงอะไร?” หญิงสาวก้าวเท้าเข้าหาเขา ขณะที่กรกันต์ยิ้มกริ่มเมื่อยั่วโมโหเธอได้ “ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
สิปรางค์ชี้หน้าเขานิ่ง ปากเธอสั่นระริกเพราะโกรธที่โดนดูถูก ถึงแม้เธอจะเจ้าอารมณ์และไร้เหตุผลแค่ไหน มันก็เกิดขึ้นกับเขาคนเดียวเท่านั้น
“ทำไมเฮียต้องถอนคำพูด ในเมื่อมันคือเรื่องจริงอ่ะ มีลูกน้องที่ไหนบ้าง อยากได้เจ้านายนิสัยเสียแบบนี้บ้าง เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง เอาแต่ใจ—”
เพี๊ยะ!
ใบหน้าคมเข้มตามแรงตบเต็มแรงจากฝ่ามือนุ่ม ซีกแก้มด้านหนึ่งขึ้นรอยชัดเจน
กรกันต์หมุนคอกลับมาช้าๆ ปลายลิ้นดุนกระพุ้งแก้มลิ้มรสความแสบสันในช่องปาก
“...”
ต่างคนต่างเงียบ มีเพียงระยะห่างเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
“เฮีย” สิปรางค์หน้าเสีย เมื่อเห็นแววตาว่างเปล่าจากเขา “เฮีย...คือ ปรางค์”
คราวนี้เธอพูดไม่ออกเพราะรู้ตัวดีว่าทำเกินไปจริงๆ
ฝ่ายชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกับขบคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วก็ตัดสินใจเดินหนี เมื่อสถาณการณ์ย่ำแย่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“เฮีย! อย่าไป” พอตั้งสติได้ สิปรางค์ก็วิ่งไปกอดเขาไว้ เธอซบหน้านิ่งกับแผ่นหลังกว้างแล้วก็ค่อยๆ ร้องบอกเขาเสียงเบาหวิว “เฮีย...ปรางค์ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ”
แรงสะท้านเบาๆ จากด้านหลังกำลังสั่นคลอนหัวใจของกรกันต์อย่างหนักหน่วง คลับคล้ายกับความรู้สึกหนึ่งผุดแทรกขึ้นในอก ทว่ากลับมันอธิบายไม่ถูกว่ามันเป็นแบบไหน
เป็นห่วงหรืออะไรมากกว่านั้น...
แต่สุดท้ายแล้วแรงสะอื้นเบาๆ จากด้านหลังก็ทำให้เขาตัดสินใจแกะมือเธอออก แต่ในจังหวะที่กำลังเอี้ยวตัวกลับมา สิปรางค์ก็พุ่งเข้าหาเขาเต็มแรง
สองแขนจึงกอดเธอไว้อัตโนมัติ
“ปรางค์!”
“ขอโทษ...” น้ำเสียงนั้นเจอแววออดอ้อนกว่าที่เคย ต่อให้ใจแข็งขนาดไหนก็เหลวเป็นน้ำอยู่ดี
อ้อมกอดเขาจึงรัดแน่นขึ้น กระทั่งเธอจมหายไปในอกกว้าง
นานหลายนาทีที่ความรู้สึกต้องห้ามถูกปล่อยให้โลดแล่นอยู่เหนือเหตุผล กระทั่งเสียงสะอื้นของเธอเงียบหายไป ความรู้นั้นก็แล่นกลับเข้าที่พอดี
“ร้องไห้ทำไมหึ?” เขาก้มหน้าลงถาม แต่ก็แอบตกใจไม่น้อยกำลังน้ำตาเม็ดโตที่ยังไหลอยู่ “เดี๋ยวไม่สวยนะ”
“ช่างสิ!”
“หืม?” เขาเลิกคิ้วขึ้นถาม ทว่ามือก็กรีดน้ำตากับจัดทรงผมให้เธอไปด้วย “ปกติห่วงสวยจะตาย”
“นี่ๆๆ” เธอถูหน้ากับอกแกร่งประชด ก่อนจะเงยขึ้นมาด้วยสภาพเละเทะกว่าเดิม
คราวนี้เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นเบาๆ สายตาแกมรักแกมเอ็นดูปะปนกันไปหมด “ดื้อ!” นิ้วหนาๆ เคาะบนหน้าผากมนหนึ่งที พอเห็นทำท่าจะเบะปาก เขาก็รีบโอ๋เอาใจทันที
ลำแขนแกร่งกอดเธอไว้แนบอกในแบบที่เขาชอบ พร้อมกับปลดปล่อยความรู้สึกต้องห้ามให้โลดแล่นอีกครั้งหนึ่ง
กรกันต์ตระหนักดีว่ามันอาจจะเป็นเรื่องผิดที่พี่ชายจะแอบรักน้องสาว แต่คงไม่เป็นไรใช่ไหม หากเขาจะเก็บความรู้สึกนั้นไว้เพียงคนเดียว
“อย่าร้อง...” ชายหนุ่มก้มลงจูบเรือนผมสวย ก่อนจะตัดใจดันตัวเธอออก “ไหนดูซิ หูย...ตาบวมแล้ว”
กรกันต์แสร้งทำโต แต่ริมฝีปากนั้นขยับยิ้มอยู่ตลอด ทว่าสิปรางค์สิปรางค์มีหรือจะสน คนมันสวยต่อให้ตาบวมยังไงก็ยังสวย แต่ใบหน้าเขานี่สิ แดงเถือกเอาการ
“เจ็บมากไหมคะ” มือบางแตะแก้มสากนั่นแผ่วเบา เสียงเขาซี๊ดปากยามที่สัมผัสรอยแดงปื้นใหญ่นั้นเล่นเอาน้ำตาเธอรื้นขึ้นมาอีก “เฮียต้องโกรธปรางค์มากแน่ๆ เลยใช่ไหม”
ประโยคนั้นเล่นเอาคนฟังใจฟูจนคับอก น้ำเสียงที่เธอใช้ฟังดูก็รู้ว่าแคร์กันมากแค่ไหน “ไม่โกรธ” เขาตอบไปตามจริง แต่ที่แกล้งซี๊ดปากก็เพียงแค่อยากอ้อนเธอบ้างก็เท่านั้น
“เฮียเคยโกรธปรางค์ด้วยเหรอ”
สิปรางค์เม้มปากแล้วส่ายหน้า “ก็เพราะเฮียไม่เคยโกรธ ไม่เคยเดินหนีเลยสักครั้ง แต่เมื่อ...”
“ที่เฮียเดินหนี เพราะโกรธตัวเองที่ปากพล่อยทำให้ปรางค์โกรธต่างหาก” เขาแตะหลังมือบางที่กำลังแนบอยู่บนแก้ม ก่อนจะลงน้ำหนักมือเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย “ความจริงแล้วนิสัยจะเป็นยังไงมันก็เรื่องส่วนตัว เฮียควรแยกแยะให้ได้ว่าเวลาทำงานปรางค์จริงจังแค่ไหน ความทุ่มเทของปรางค์กับแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองมันพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า คนสวยของเฮียเก่งที่สุด แต่เมื่อกี๊เฮียแค่อยากแกล้ง เฮียนี่แย่จริงๆ เลย...”
เพราะไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายขนาดนี้ เขาจึงเย้าแย่เธออย่างเคย
มือบางถูกบีบอีกครั้ง คราวนี้มันถูกเคลื่อนมาหลังริมฝีปากหยัก “เฮียขอโทษนะครับ...” ทว่าแรงกดที่หลังมือเบาๆ ทำเอาเธอเงียบไปครู่หนึ่ง
ฉับพลันความรู้สึกประหลาดๆ ก็ก่อกวนหัวใจยุบยิบไปหมด สัมผัสจากเขาให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากคืนนั้นเลย
ต่างคนต่างเงียบ ก่อนที่ดวงตาทั้งสองจะสานสบกัน ราวเล่นเกมจ้องตา...ใครพูดก่อนแพ้
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่คนทั้งคู่ปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือเหตุผล หากความยังยั้งชั่งใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่หลงเหลือ เรื่องราวที่แสนน่าอับอายคงเกิดขึ้น
ทว่าในจังหวะนั้นหัวใจก็สะท้อนความรู้สึกหนึ่งแตกกระจาย
“เฮีย” สิปรางค์เตือนสติเขา เมื่อผิวแก้มสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนระอุ “ยะ อย่าค่ะ” เธอเบี่ยงหน้าหนีในขณะที่เขาก้มหน้าลงมาใกล้ สายตามองกันจนแทบละลาย
“อย่า?” เขาทวนคำถาม ทว่าไม่คิดรอให้เธอตอบ ใบหน้าคมเข้มขยับเข้ามาใกล้อีก กระทั่งเธอต้องรีบดันอกเขาไว้
“อย่าค่ะ?” เธอสบตาเขา ท่ามกลางความปรารถนาในดวงตาคู่คม “อย่า หมายถึงห้าม...ห้ามจริงๆ”
เขามองเธอตาปรอย ความต้องการส่วนลึกผลักดันให้เกิดคำถามมากมายในหัว เธอรังเกียจเขาแล้วหรืออย่างไรกัน?
“ห้ามเฮียทำไม ในเมื่อปรางค์ก็รู้ว่าห้ามไม่ได้”
ว่าแล้วคว้ามือนุ่มขึ้นมาหอม พลางสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับจะกักเก็บทุกความรู้สึกไว้ให้มากที่สุด
“ห้ามได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่สิ่งที่มันกำลังเกิดจะขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่ ‘พี่น้อง’ เขาทำกัน”
เธอเตือนสติขาด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำ มือนุ่มที่เขาคลึงเคล้นอยู่ก็ถูกดึงออก ในขณะที่กรกันต์ก็ทำได้แค่หัวเราะกลบเกลื่อนกับสถานะที่ไม่เคยอยากได้ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้ ชาตินี้จึงเกิดมารักคนที่ ‘ต้องห้าม’
ชายหนุ่มแค่นยิ้ม หลุบตามองพื้นแล้วเก็บความรู้สึกนั้นหลบซ่อนไว้ดังเดิม
...ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบที่ทำลงไป มันไม่ควรเกิดขึ้นอีก
“เฮียล้อเล่น”
จากนั้นเสียงหัวเราะที่แสนฝืดก็ดังขึ้น สายตาที่มองเธอด้วยความหลงใหลก็พลิกกลับมาเป็นเอ็นดูดังเดิม แต่ลึกๆ แล้วเจ้าตัวกลับเสียดายไม่น้อยเพราะความรู้สึกที่มีมากกว่านี้ไม่สิทธิ์ได้พูดออกไป
รักมากแค่ไหน ก็เป็นได้แค่พี่ชายอยู่ดี
ฝ่ายสิปรางค์ก็แสร้งขำไปตามน้ำ ขณะที่พยายามหลบซ่อนความรู้สึกหนึ่งเช่นกัน แม้มันอาจจะยากไปหน่อย แต่ก็ดีว่าปล่อยไว้ให้หัวใจเกิดบาดแผล...เพราะเท่าที่มีก็สาหัสอยู่แล้ว
หญิงสาวมองคมใบหน้าคร้ามคมนิ่งสนิท เม้มปากอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจขอตัวขึ้นไปนอน “ดึกแล้ว ปรางค์ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ”
ถ้อยคำนั้นเปล่งออกเบาหวิว เล่นเอาคนฟังไม่กล้าปฏิเสธสักนิด เขาพยักหน้ารับ ทว่าความเห็นแก่ตัวยังคงอยู่ ชายหนุ่มรวบรวมความกล้า อาสาไปส่งเธอเข้านอนด้วยความรู้สึกแตกต่างไปจากทุกวัน
......................................