ตอน 1

พอร์ชเคย์เเมนสีเหลืองวิ่งฉิวเข้าสู่คฤหาสน์หลังงานย่านสุขุมวิท จากนั้นเสียงเบรกเอี๊ยดก็ดังลั่นเมื่อเจ้าตัวจงใจเร่งเครื่องปาดโค้งบริเวณลานน้ำพุ ก่อนที่ตัวรถจะหยุดบริเวณลงหน้าเทอเรชหรูหรา

สิปรางค์ตวัดขาลงจากรถ ก่อนจะก้าวฉับๆ เข้าไปในบ้านหลังงามที่เจ้าตัวไม่ได้กลับมาร่วมเดือน เสียงรองเท้าส้นสูงแบรนด์ดังกระทบพื้นหินอ่อนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เมื่อเจ้าตัวเมินสลิปเปอร์คู่งามแล้วเดินกระเเทกกระทั้นตามเเรงอารมณ์เข้าไปหาบิดาผู้ให้กำเนิด

ปัง!

เสียงประตูกระแทกแรงๆ ตามมาด้วยร่างเพรียวระหงยืนจังก้าอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้าสัวใหญ่ แววตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหกสิบปีเหลือบมองบุตรสาวด้วยความรัก ปากหยักปริยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทหลบฉากออกไป

“ป๊า!!!”

สิปรางค์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เต็มแรงพลางตวัดช่วงขาเรียวๆ ที่โผล่พ้นชุดเดรสสีดำสนิทขึ้นมาไขว่ห้างด้วยความเคยชิน ก่อนที่สองแขนจะยกขึ้นกอดอกยามที่เจ้าตัวถูกขัดใจ

“โอ๊ะ โอ วันนี้วันอะไรน๊อ...ลูกสาวสาวคนสวยถึงได้กลับบ้านได้”

สิปรางค์ปรายตามองบิดาแล้วสะบัดหน้าหนี ฝ่ายเจ้าสัวเห็นอาการนั้นก็พลันหัวเราะด้วยความเอ็นดู

ร่างสูงใหญ่ผ่อนกายพิงพนักเก้าอี้ ปากกาในมือถูกวางลงช้าๆ จากนั้นจึงตามมาด้วยแว่นสายตาที่สวมมากว่าชั่วโมง

“งอนอะไรป๊าอีกล่ะ คนสวย...”

เจ้าของห้องเพ่งมองคนที่นั่งเชิดหน้าคอแทบเคล็ดแล้วก็อดที่จะเย้าแหย่ไม่ได้ สิปรางค์ผู้แสนเย่อหยิ่งในตอนนี้คงกำลังคิดอะไรในหัวอยู่แน่ๆ

วัดได้จากหัวคิ้วที่ขมวดเป็นปม ปากอิ่มเม้มแน่นจนเกิดรอย ซ้ำใบหน้ายังหนีอีกหลายองศา วางเดิมพันด้วยทรพย์สินย์ทั้งหมดที่มีได้เลยว่า อีกไม่กี่นาทีต่อไปนี้ พายุลูกย่อมๆ คงเกิดในห้องนี้แน่นอน

“ป๊า!” แววตาขุ่นเคืองนั้นตวัดมามองบิดา ท่ามกลางความไม่พอครุกรุ่นจนอก “ป๊าก็รู้ว่าปรางค์งอนเรื่องอะไร”

“หา!” เจ้าสัวแสร้งเบิกตาโต พลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “นี่ป๊ารู้ใจลูกสาวที่ไม่กลับบ้านเป็นเดือนๆ ด้วยเหรอนี่ โอ้โห...ต้องเก่งขนาดไหนกันนะ”

วาจานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางน้ำเสียงที่ไหลรื่นไม่มีสะดุด พอเห็นปากอิ่มเม้มแน่นมากขึ้น ความสนุกในการต่อปากต่อคำจึงเริ่มขึ้น “งั้นป๊าเดานะ กลับบ้านตอนนี้ อืม...อยากได้อะไรหรือเปล่าคะคนสวย กระเป๋าคอลเล็คชั่นใหม่หรือว่านาฬิการุ่นลิมิเต็ดจากช็อปต่างประเทศเอ่ย...”

“...” สิปรางค์นั่งเงี ยบ รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกจากทางด้านหลัง

“ไม่ใช่กระเป๋า ไม่ใช่นาฬิกา...” คนเป็นบิดายังแสร้งพึมพำกับตัวเอง สักพักจึงเงยหน้าเอ่ยขึ้นว่า “เอ หรือจะเป็นรถสปอร์ตรุ่นใหม่กันนะ ต้องใช่แน่ๆ เลย ป๊าเห็นเขากำลังฮิตกันนี่นา...”

เจ้าสัวแสร้งทำหน้าซื่อตาใส พร้อมกับแสดงความใจป้ำด้วย ‘การเปย์ลูกสาว’ ดั่งเคย

สิปรางค์ต้องการอะไรท่านก็หาให้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความรัก อีกส่วนก็เพราะชดเชยช่วงเวลาที่เคยหายไป แต่ดูเหมือนคราวนี้ข้าวของเงินทองไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่ คนสวยของเจ้าสัวใหญ่ถึงกับปรี๊ดแตก

“ป๊าอย่านอกเรื่องนะ! ป๊าก็รู้ว่าทำไมปรางค์ถึงต้องรีบมาหาป๊าตอนนี้!”

สิปรางค์ส่งเสียงแหลมปรี๊ดจนแสบแก้วหู ใบหน้าติดจะหยิ่งบึ้งตึงจนคนรอบข้างนึกขยาด ทว่าสำหรับคนพ่อ ไม่ว่าจะยังไงสิปรางค์ของท่านก็น่ารักเสมอ แม้แต่เวลานี้ก็ตาม!

“โธ่! คนสวย ป๊าไม่มีญาณวิเศษนะลูก จะได้รู้ว่าลมหอบสาวน้อยของป๊าให้กลับบ้านได้ในตอนกลางเดือนแบบนี้”

คนเป็นพ่อยังเฉไฉไปเรื่อย ขณะที่เก้าอี้ไปมาอย่างอารมณ์ดี มือหนาที่ผ่านการทำงานมาอย่างหนักหน่วงก็ยกปากกาขึ้นเคาะโต๊ะอย่างนึกครึ้มใจ

ท่านชอบเวลาสิปรางค์เหวี่ยงหรือวีน อาจฟังดูเป็นเรื่องแปลก แต่ท่านรู้ว่าบุตรสาวคนสวยที่เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา การศึกษาและฐานะทางสังคม จะไม่เหวี่ยงวีนคนอื่นแบบไร้เหตุผล จะยกเว้นก็แค่ท่านและ...

“ก็ป๊า...”

แค่เพียงจะอ้าปากโวยวาย สายตาก็เหลือบไปเห็นใครอีกคน กำลังยืนเงียบๆ อยู่ริมหน้าต่าง ด้วยท่วงท่าราวกับนายแบบในนิตสารอินเตอร์สักเล่ม

สิปรางค์สังเกตเห็นว่าเขาถอนหายใจเล็กน้อยหลังจากที่เธอพูดจบ ก่อนจะหมุนกายกลับเข้ามา

“เฮีย! ออกไปเลยนะ ปรางค์จะคุยกับป๊าสองคน!”

สิปรางค์ร้องบอกด้วยใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากอวบอิ่มยื่นออกมาอย่างน่าขัน เธอไล่เขาแล้ว แต่ร่างสูงกลับนิ่งเฉย มิหนำซ้ำคนที่ถูกเรียกว่า ‘เฮีย’ ยังท้าทายเธอด้วยการถอดสูทตัวนอกออกอย่างอ้อยอิ่งแล้วพาดมันลงกับโซฟาหลุยส์ตัวโปรดของเธอ

พรึ่บ!

เขาทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่ออมเเรง ท่อนขาเเข็งแกร่งตวัดขึ้นไขว่ห้างวางมาดเท่ห์ มือหนาปลดประดุมเสื้อออกอวดแผนอกแกร่งแน่นตึง

“นี่! ปรางค์ไล่เเล้วนะ”

เขาปรายตามองหน้าเธอเเล้วเมินเฉย ร่างสูงเอื้อมไปกดอินเตอร์คอมด้านข้าง ก่อนจะเปล่งเสียงขรึมสั่งการกับแม่บ้านคนสนิท

“นมทิพย์ครับผมขอกาแฟดำให้ผมหนึ่งแก้วครับ อ้อ! แล้วก็ขอน้ำส้มสด ไม่ใส่น้ำตาลด้วยครับ”

“ปรางค์ไม่กิน!” สิปรางค์สวนกลับเสียงแหลมปรี๊ด ขณะที่กรกันต์กลับตอบเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เฮียก็ยังไม่ได้บอกนี่นา...ว่าสั่งมาให้ปรางค์”

“ไอ้.!!!” คราวนี้เธอพูดไม่ออก เพราะความดันกำลังพุ่งปรี๊ดจนแทบทะลุเพดาน สิปรางค์กลั้นใจหันหน้าหนี ก่อนจะพยายามระงับอารมณ์เดือดปุดๆ ของตัวเอง

“จุ๊ๆๆๆ ไม่เอาสิครับ เป็นคนสวยแล้วไม่ทำกริยาแบบนี้นะครับ”

“ไอ้! คนบ้า คนขี้แกล้ง ป๊า...ดูสิคนแบบนี้เหรอที่ป๊ารักนักรักหนา”

สิปรางค์แทบอยากจะกระทืบพื้นให้สมกับความหงุดหงิดที่กำลังก่อตัวเป็นริ้วๆ วันนี้อุตส่าห์ถือฤกษ์ดีเข้าบ้านมาช่วงกลางเดือน ก็คิดว่าลูกรักของป๊าคงไม่อยู่ที่บ้าน...แต่ที่ไหนได้ นั่งเสนอหน้าอยู่นี่!

“ปรางค์! ไม่เอาลูก ยกมือชี้หน้าเฮียแบบนั้นมันไม่น่ารักเลยนะ มาๆ มาให้ป๊ากอดก่อนทีนึง” เจ้าสัวธวัชชัยอ้าแขนรับลูกสาว ทว่าสิปรางค์ในตอนนี้ร้อนใจเกินกว่าจะวิ่งเข้ามากอดท่านดั่งเคย

“ไม่ค่ะ! ป๊าตอบมาก่อน ที่ป๊าให้สัมภาษณ์เมื่อเช้าหมายความว่ายังไง”

น้ำเสียงห้วนจัดกับลมหายใจหอบเเรงของเธอทำให้คนกลางในห้องแอบกลั้นยิ้ม สิปรางค์ในวัยสามขวบกว่ากับสิปรางในวันนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก

เวลาโกรธเธอก็เเรงเหมือนกับพายุ

เวลาดีก็ดีใจหาย ให้เรียกเรียกเฮียคะ เฮียขา...ก็ยอม

แล้วดูตอนนี้สิ ไอ้บ้า...เธอก็กล้าเรียก

“สัมภาษณ์เรื่อง?”

“เรื่องที่บอกว่าปรางค์จะหมั้น!”

เธอยืนเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง แม้จะเจอสายตาห้ามปรามจากคนทั้งสอง แต่เรื่องแบบนี้ใครเล่าจะทนไหว ต่อให้เอาอิฐมาถ่วงเธอก็นั่งไม่ลง!

“อ๋อ...” คราวนี้เจ้าสัวธวัชชัยลากเสียงยาวเหยียด คล้ายกับเพิ่งนึกว่าได้ว่าข่าวอะไรหลุดรอดออกไปในเช้าช่วงเช้าที่ผ่านมา

“นึกว่าเรื่องอะไร?”

ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนนั้นเล่นเอาสิปรางค์ปร๊ดแตกเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการที่ถูกบิดาหาคู่ให้ แต่ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าบิดาล้ำเส้นเกินไป

สองเท้าจึงย่ำตรงมาหาบิดาทันที

สิปรางค์เท้ามือลงกับโต๊ะ พร้อมเอ่ยถามต้องน้ำเสียงเดือดดาลสุดๆ “ป๊า...ตกลงป๊าจะบังคับปรางค์ให้ได้เลยใช่ไหม”

“สวยซะเปล่าแต่พูดจาไม่มีหางเสียง คะ ขา...ก็ไม่เคยได้ยิน”

เป็นอีกครั้งที่น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยดังแว่วกระทบหูของคนสวย คราวนี้เหมือนเธอจะฉุนขาด สองเท้าบนส้นสูงจึงก้าวฉับๆ หมายจะไปเอาเรื่องเขา

“เฮีย! ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะปรางค์ไม่ชอบ”

“ไม่!” กรกันต์ส่ายหน้านิ่ง พร้อมกับสำทับอีกระรอก “ถ้าเฮียเป็นป๊า เฮียจะให้ปรางค์เข้ามุม แล้วให้อ่านหนังสือมารยาทผู้ดีอีกสิบรอบ เผื่อปรางค์จะนึกว่าออกว่า ควรพูดกับผู้ใหญ่ยังไง”

“ไอ้!” สิปรางค์พูดไม่ออก เธอกำมือแน่น ก่อนจะหลับตาปี๋แล้วตั้งใจส่งเสียงกรี๊ดร้องดังลั่นบ้านเหมือนเคยในยามที่ถูกขัดใจ

ทว่าทุกอย่างยังไม่ทันได้เกิดขึ้น เพียงแค่เธอขยับเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างนอบน้อม และทันทีที่ได้รับอนุญาต บานประตูก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ

“น้ำส้มค่ะ คุณชะ...คุณหนู!”

เมื่อเข้ามาแล้วพบว่าใครยืนอยู่กลางห้อง นมทิพย์ก็ร้องเรียงคนที่เลี้ยงมากับมือด้วยสุ้มเสียงดีใจเกินจะกล่าว ก่อนจะขยับร่างอวบๆ ไปสวมกอดคนที่แสนคิดถึงอย่างรวดเร็ว

กระทั่งทุกคนในห้องต้องใจหายไปตามๆ เมื่อหญิงชราวัยแตะเลขเจ็ดกับน้ำหนัดเฉียดเจ็ดสิบนิดๆ วิ่งปร๋อราวกับเด็กสาววัยยี่สิบ

“คุณหนู....ทูนหัวของนม”

มือไม้เหี่ยวย่นแปะป่ายไปตามเรือนร่างงามระหงอย่างเเสนหวงแหน ก่อนจับเธอพลิกหมุนไปมาอย่างที่ทำเป็นประจำ และทันทีที่ได้รับอ้อมกอดของ อารมณ์ร้อนๆ ของเธอก็เย็นลงสนิทใจ

อาจเพราะท่านเลี้ยงเธอมาเหมือนลูก สิปรางค์จึงรักและเคารพท่านไม่ต่างกัน

“คุณหนูสบายดีนะคะ”

ได้ยินแบบนั้นสิปรางค์จึงหันไปมองลูกรักของป๊าแล้วแอบเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมายิ้มสดใสให้คนที่เลี้ยงเธอมา

“ปรางค์สบายดีค่ะนม แล้วนมล่ะคะ...แอบกินขนมหวานจนน้ำตาลขึ้นหรือเปล่า”

เธอถามกลับอย่างรู้ทัน เพราะเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม่นมของเธอมีนัดตรวจตามปกติ ถึงแม้เดือนนี้สิปรางค์จะติดธุระสำคัญจึงไม่สามารถพาท่านไปหาหมอได้ แต่ข่าวคราวของคนที่เธอรักก็มีให้ทราบอยู่เป็นระยะๆ และคราวนี้น้ำตาลในเลือดของป้ากุลก็พุ่งสูงจนน่าเป็นห่วง

“แหม! คุณหนูก็ คนแก่มันก็ขึ้นๆ ลงๆ เนอะ”

น้ำเสียงของคนสูงวัยตอบกลับแบบอ้อมแอ้ม กระนั้นกลับไม่กล้าสบตาทูนหัวของตัวเอง

“นมคะ ปรางค์รู้นะว่าป้ากุลแอบกินขนมมีกะทิ ปรางค์บอกแล้วใช่ไหมคะว่ากะทิทานเยอะๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ...”

จากนั้นเสียงหวานๆ ที่ติดเหวี่ยงนิดๆ ก็ร่ายยาวไปอีกเกือบสิบประโยค เล่นเอาคนแก่ที่แอบกินขนมในยามดึกหน้าจ๋อยไปหลายนาที และกว่าสิปรางค์จะรู้ตัวว่าพูดมากไปก็ตอนที่ได้ยินผู้ชายทั้งสองในห้องหัวเราะขึ้นมาพร้อมๆ กัน

ตอน 2

คืนนี้สิปรางค์ตัดสินใจค้างที่บ้าน หลังจากเค้นเอาความจริงจากปากบิดาไม่สำเร็จ

ครั้นมองย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน สิปรางค์เพิ่งจบจากการพักผ่อนที่ยุโรป หลังจากเจ้าตัวคว้าปริญญาโทด้านแฟชั่นการออกแบบที่รักจากลอนดอนได้ในระยะเวลาสั้นกว่าที่กำหนด และเธอก็ทำเซอร์ไพรส์คนเป็นพ่อด้วยการคว้า certificate ด้านการบริหารจากฮาวาร์ด ซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าตัวแอบไปเรียนตอนไหนมาเป็นของขวัญวันเกิดให้กับท่านอีกใบ

สิปรางค์จำได้ว่าวันนั้น คนเป็นพ่อยิ้มจนแก้มปริพร้อมกับคว้ากระดาษแห่งความสำเร็จของเธอไปอวดแขกทั้งงาน น้ำเสียงที่เอ่ยตอบยามที่ทุกคนถามไถ่เกี่ยวกับลูกสาวคนเดียวนั้นเต็มไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ สุดท้ายเธอจึงได้ตั๋วเที่ยวยุโรปพร้อมกับพอคเกตมันนี่แบบอันลิมิตจากพ่อ

ส่วนของขวัญจากผู้ชายคนนั้น...พอร์ชเคย์แมนที่เธอขับ

เขาสั่งคนเอามาส่งทันทีที่เธอตื่นเช้าในวันถัดมา สิปรางค์เดินลงมาดูด้วยความโกรธกรุ่นหลังจากถูกปลุกในเวลาแปดโมงเช้า ครั้นเมื่อเห็นของขวัญชิ้นโตจากเขา เสียงกรี๊ดเลเวลสิบของเธอจะดังขึ้นนานนับนาที เมื่อพบว่ารถในฝันนั้นกำลังจอดอยู่ตรงหน้า

Porsche 718 Cayman S

สิปรางค์วิ่งวนรอบรถด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างที่สุด แล้วทันทีที่ได้กุญแจดอกสวยมาไว้ในมือ เธอรีบลองสตาร์ทอย่างไม่รีรอ...

บรื้น! ๆๆๆๆ

วินาทีนั้นเธอเหยียบคันเร่งด้วยความคึกคะนองใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เมื่อเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มกำลังบอกถึงสมรรถนะภาพของมัน

แบบนี้แหละ...เหมาะกับสาวนักซิ่งแบบเธอหน่อย!

สิปรางค์อมยิ้มอยู่คนเดียวได้สักพัก สวรรค์เธอก็สลาย เมื่อสายตาปะทะกับโพสต์อิทที่เบาะข้างคนขับ พร้อมกับลายมือตวัดที่เธอคุ้นเคย

'ห้ามขับเกินเก้าสิบนะครับ'

สิปรางค์จำได้ว่าตัวเองเบ้ปากเล็กน้อยกับความเร็วตามกฏหมายกำหนดนั่น แต่ใครจะสน...ถ้าเธอขับช้าเป็นเต่าคลานแบบนั้น ก็คงไม่เหมาะที่จะเป็นเจ้าของรถที่สามารถเหยียบได้ถึงสามร้อยแบบพอร์ชคันนี้หรอก

เพราะคนอย่างสิปรางค์...มีตังค์จ่ายค่าปรับเสมอค่ะ!

“เฮียบอกแล้วไง ว่าอย่าขับเกินเก้าสิบ”

หญิงสาวสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆ สุ้มเสียงที่ไม่ปรารถนาจะได้ยินกลับขึ้นอย่างเนิบนาบ เธอหันกลับมองเขาแล้วเลิกคิ้วขึ้น เหมือนจะถามว่าเขาหมายถึงอะไร

“คะ?”

“เฮียเห็นรอยขูดที่ล้อหลังด้านขวา...”

แล้วสิปรางค์ถึงกับบางอ้อ เมื่อจำได้ลางๆ ว่าวันนั้นรีบมากจนทำให้ถอยรถไม่ทันดู มันก็เลยขูดฟุตบาทนิดหน่อย...

นิดหน่อยเท่านั้น!

“ทำไม จะเอาคืนเหรอ?” เจ้าตัวจีบปากจีบคอพูด เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันทำแบบนั้น

“เปล่า ไม่ได้อยากจะเอาคืนสักน่อย”

“แล้วจะพูดทำไมล่ะ?”

สิปรางค์กอดอก แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ขณะทอดสายตามองไปยังรถคันโปรดที่จอดข้างแลมโบกินี่สีดำทะมึน

ท่ามกลางความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ทว่าหัวใจมันกลับอบอุ่นพิกล เมื่อตระหนักได้ว่า รถของเขาจะไม่มีวันรับผู้หญิงคนอื่น...เด็ดขาด

“ที่พูดเพราะเป็นห่วงต่างหาก ปรางค์เป็นผู้หญิง ขับรถเร็วมันอันตราย”

“ไม่ได้มีกฏห้ามผู้หญิงขับรถเร็วเสียหน่อยนี่”

สิปรางค์มองเขาตาปริบๆ ขณะที่ยังเถียงไม่เลิก แต่แทนที่ชายหนุ่มจะโกรธ เขากลับเอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก เพราะตั้งแต่นั่งแท่นรองประธานบริษัทใหญ่ก็ไม่มีใครกล้าเถียงเขาสักคน ก็เห็นจะมีแต่เธอนี่แหละที่เถียงไม่เลิก

“เฮีย...ยิ้มอะไร”

“ก็...ยิ้มให้คนเถียงเก่ง กระพริบตาเก่ง...งอนเก่ง”

“เฮีย!” สิปรางค์ขึ้นเสียงใส่เขาที่ถูกยั่วโมโห แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มกริ่มแล้วขยับเข้าใกล้คนเอาแต่ใจ

เห็นแบบนั้นแล้วเธอก็เอี้ยวตัวหนี พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “ปรางค์ไม่ได้เถียง ปรางค์แค่จะบอกว่าที่รถมันเป็นเพราะปรางค์รีบไง แล้วฟุตบาทมันเกะกะ...ก็แค่นั้น”

“แต่ฟุตบาทตรงนั้นอยู่มาตั้งแต่ปรางค์ยังไม่เกิดเลยนะ” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก ปรายตามองตามปลายจมูกของคนขี้งอน “ก่อนเฮียเกิดด้วยซ้ำ...”

“ก็ปรางค์บอกว่าไม่เห็นไงเล้า!”

“เฮียว่าปรางค์ขับรถไม่ระวังมากกว่า”

“เฮีย!” สิปรางค์เรียกเขาเสียงเข้ม เมื่อความไม่พอใจเพิ่มขึ้นอีกระดับ

“ปรางค์อยากได้คนขับรถให้ไหม เวลาไปไหนมาไหนจะได้สะดวก ไม่ต้องขับเอง นั่งเฉยๆ เล่นมือถือไปพลางๆ พอถึงก็เดินลงจากรถสวยๆ แบบว่า...เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะ”

ชายหนุ่มเสนอให้ด้วยความหวังดี แต่หางตากลับเห็นว่าเธอแอบล้อเขาด้วยการเบ้หน้าแล้วขยับปากตามแบบไร้เสียง จริตจะกร้านของเธอก็เหลือล้น เรื่องเอาใจละก็ถือว่าที่หนึ่ง ถ้าไม่นับอาการเหวี่ยงวีนอย่างไม่ไว้หน้าใครล่ะก็ เธออาจจะน่ารักกว่านี้

แต่สำหรับเขา แบบนี้แหละจัดว่าเด็ด!

เขาชอบที่จะเห็นเธอในมุมที่คนอื่นไม่เห็น ชอบเห็นอาการหัวเสียแล้วกรีดร้องโวยวายอย่างไร้เหตุผล เพราะมันทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ในยามที่ต่อล้อต่อเถียงกับเธอและเเน่นอนว่าเธอชนะ...เพราะเขายอม

“นี่! ตัวแสบได้ยินที่เฮียพูดไหม” ชายหนุ่มขยับไปจับเรียวแขนเล็กนั่นให้หันมามองกัน เมื่อสิปรางค์เตรียมจะเดินหนีอย่างเคย

“ได้ยินแต่...ไม่เอาอ่ะ ปรางค์ไม่ชอบให้คนอื่นขับให้ มันไม่เป็นส่วนตัว”

“ปรางค์เห็นเฮียเป็นอื่นเหรอ?”

กรกันถามเสียงนุ่ม แววตาคมเข้มฉายแววตัดพ้อชัดเจน

“เฮีย?” คราวนี้สิปรางค์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน ถ้าเข้าใจไม่ผิด เขาจะมาขับรถให้เธอนั่งใช่ไหม “เฮียหมายความว่ายังไง?”

“เดี๋ยวเฮียขับรถให้ปรางค์เอง ไปรถเฮีย...ส่งปรางค์เสร็จ เฮียก็เลยเข้าบริษัทเลย...เสียเวลาไม่มากเท่าไหร่หรอก”

“แล้วเฮียไม่ไปรับแฟนตัวเองหรือไง”

“ปรางค์ก็รู้ว่ารถเฮียคนอื่นไม่มีสิทธิ์นั่ง”

ตอน 3

“แล้วเฮียไม่ไปรับแฟนตัวเองหรือไง”

“ปรางค์ก็รู้...ว่ารถเฮียคนอื่นไม่มีสิทธิ์นั่ง”

เขาพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน น้ำเสียงง้องอนเธออย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายสิปรางค์นั้นทำหน้าไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินน้ำเสียงแบบนี้อีก

หญิงสาวคอแข็งขึ้นทันควัน ยามที่คิดได้ว่าน้ำเสียงแบบนี้ ‘ผู้หญิงของเขา’ ก็คงได้รับมันบ่อยยิ่งกว่าเธอ

หัวใจที่เอนเอียงไปข้างหนึ่งกลับมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขึ้นอีกครั้ง

“ปรางค์ไม่รู้ไม่ชี้...ส่วนใครจะนั่งหรือไม่นั่งก็เป็นสิทธิ์ของเฮีย รถเฮียนี่” เธอพูดแค่นั้น ก็เตรียมจะผละหนี ทว่าเขากลับยื้อเธอไว้

“เอ๊ะ!”

“แต่เฮียจะให้ปรางค์นั่งคนเดียว”

“ก็ปรางค์ไม่นั่งไงแล้วก็ปล่อยปรางค์ด้วย ปล่อยสิ!”

“ไม่ปล่อย...เพราะเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง ปรางค์นี่ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ เฮียชักสงสัยแล้วสิ ว่าลูกน้องที่ร้านปรางค์เขาทนเจ้านายนิสัยแบบนี้ได้ยังไงกัน หรือปรางค์จ่ายค่าแรงเกินจริง พวกนั้นเลยปิดปากเงียบ”

“ไอ้...เฮีย!” คราวเธอฉุนจัดถึงขั้นสะบัดแขนออกจากมือเขาอย่างรวดเร็ว “ปากเสียไม่เปลี่ยนเลยนะ!”

“เฮียแค่พูดความจริง”

“ความจริงอะไร?” หญิงสาวก้าวเท้าเข้าหาเขา ขณะที่กรกันต์ยิ้มกริ่มเมื่อยั่วโมโหเธอได้ “ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

สิปรางค์ชี้หน้าเขานิ่ง ปากเธอสั่นระริกเพราะโกรธที่โดนดูถูก ถึงแม้เธอจะเจ้าอารมณ์และไร้เหตุผลแค่ไหน มันก็เกิดขึ้นกับเขาคนเดียวเท่านั้น

“ทำไมเฮียต้องถอนคำพูด ในเมื่อมันคือเรื่องจริงอ่ะ มีลูกน้องที่ไหนบ้าง อยากได้เจ้านายนิสัยเสียแบบนี้บ้าง เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง เอาแต่ใจ—”

เพี๊ยะ!

ใบหน้าคมเข้มตามแรงตบเต็มแรงจากฝ่ามือนุ่ม ซีกแก้มด้านหนึ่งขึ้นรอยชัดเจน

กรกันต์หมุนคอกลับมาช้าๆ ปลายลิ้นดุนกระพุ้งแก้มลิ้มรสความแสบสันในช่องปาก

“...”

ต่างคนต่างเงียบ มีเพียงระยะห่างเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

“เฮีย” สิปรางค์หน้าเสีย เมื่อเห็นแววตาว่างเปล่าจากเขา “เฮีย...คือ ปรางค์”

คราวนี้เธอพูดไม่ออกเพราะรู้ตัวดีว่าทำเกินไปจริงๆ

ฝ่ายชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกับขบคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วก็ตัดสินใจเดินหนี เมื่อสถาณการณ์ย่ำแย่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เฮีย! อย่าไป” พอตั้งสติได้ สิปรางค์ก็วิ่งไปกอดเขาไว้ เธอซบหน้านิ่งกับแผ่นหลังกว้างแล้วก็ค่อยๆ ร้องบอกเขาเสียงเบาหวิว “เฮีย...ปรางค์ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ”

แรงสะท้านเบาๆ จากด้านหลังกำลังสั่นคลอนหัวใจของกรกันต์อย่างหนักหน่วง คลับคล้ายกับความรู้สึกหนึ่งผุดแทรกขึ้นในอก ทว่ากลับมันอธิบายไม่ถูกว่ามันเป็นแบบไหน

เป็นห่วงหรืออะไรมากกว่านั้น...

แต่สุดท้ายแล้วแรงสะอื้นเบาๆ จากด้านหลังก็ทำให้เขาตัดสินใจแกะมือเธอออก แต่ในจังหวะที่กำลังเอี้ยวตัวกลับมา สิปรางค์ก็พุ่งเข้าหาเขาเต็มแรง

สองแขนจึงกอดเธอไว้อัตโนมัติ

“ปรางค์!”

“ขอโทษ...” น้ำเสียงนั้นเจอแววออดอ้อนกว่าที่เคย ต่อให้ใจแข็งขนาดไหนก็เหลวเป็นน้ำอยู่ดี

อ้อมกอดเขาจึงรัดแน่นขึ้น กระทั่งเธอจมหายไปในอกกว้าง

นานหลายนาทีที่ความรู้สึกต้องห้ามถูกปล่อยให้โลดแล่นอยู่เหนือเหตุผล กระทั่งเสียงสะอื้นของเธอเงียบหายไป ความรู้นั้นก็แล่นกลับเข้าที่พอดี

“ร้องไห้ทำไมหึ?” เขาก้มหน้าลงถาม แต่ก็แอบตกใจไม่น้อยกำลังน้ำตาเม็ดโตที่ยังไหลอยู่ “เดี๋ยวไม่สวยนะ”

“ช่างสิ!”

“หืม?” เขาเลิกคิ้วขึ้นถาม ทว่ามือก็กรีดน้ำตากับจัดทรงผมให้เธอไปด้วย “ปกติห่วงสวยจะตาย”

“นี่ๆๆ” เธอถูหน้ากับอกแกร่งประชด ก่อนจะเงยขึ้นมาด้วยสภาพเละเทะกว่าเดิม

คราวนี้เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นเบาๆ สายตาแกมรักแกมเอ็นดูปะปนกันไปหมด “ดื้อ!” นิ้วหนาๆ เคาะบนหน้าผากมนหนึ่งที พอเห็นทำท่าจะเบะปาก เขาก็รีบโอ๋เอาใจทันที

ลำแขนแกร่งกอดเธอไว้แนบอกในแบบที่เขาชอบ พร้อมกับปลดปล่อยความรู้สึกต้องห้ามให้โลดแล่นอีกครั้งหนึ่ง

กรกันต์ตระหนักดีว่ามันอาจจะเป็นเรื่องผิดที่พี่ชายจะแอบรักน้องสาว แต่คงไม่เป็นไรใช่ไหม หากเขาจะเก็บความรู้สึกนั้นไว้เพียงคนเดียว

“อย่าร้อง...” ชายหนุ่มก้มลงจูบเรือนผมสวย ก่อนจะตัดใจดันตัวเธอออก “ไหนดูซิ หูย...ตาบวมแล้ว”

กรกันต์แสร้งทำโต แต่ริมฝีปากนั้นขยับยิ้มอยู่ตลอด ทว่าสิปรางค์สิปรางค์มีหรือจะสน คนมันสวยต่อให้ตาบวมยังไงก็ยังสวย แต่ใบหน้าเขานี่สิ แดงเถือกเอาการ

“เจ็บมากไหมคะ” มือบางแตะแก้มสากนั่นแผ่วเบา เสียงเขาซี๊ดปากยามที่สัมผัสรอยแดงปื้นใหญ่นั้นเล่นเอาน้ำตาเธอรื้นขึ้นมาอีก “เฮียต้องโกรธปรางค์มากแน่ๆ เลยใช่ไหม”

ประโยคนั้นเล่นเอาคนฟังใจฟูจนคับอก น้ำเสียงที่เธอใช้ฟังดูก็รู้ว่าแคร์กันมากแค่ไหน “ไม่โกรธ” เขาตอบไปตามจริง แต่ที่แกล้งซี๊ดปากก็เพียงแค่อยากอ้อนเธอบ้างก็เท่านั้น

“เฮียเคยโกรธปรางค์ด้วยเหรอ”

สิปรางค์เม้มปากแล้วส่ายหน้า “ก็เพราะเฮียไม่เคยโกรธ ไม่เคยเดินหนีเลยสักครั้ง แต่เมื่อ...”

“ที่เฮียเดินหนี เพราะโกรธตัวเองที่ปากพล่อยทำให้ปรางค์โกรธต่างหาก” เขาแตะหลังมือบางที่กำลังแนบอยู่บนแก้ม ก่อนจะลงน้ำหนักมือเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย “ความจริงแล้วนิสัยจะเป็นยังไงมันก็เรื่องส่วนตัว เฮียควรแยกแยะให้ได้ว่าเวลาทำงานปรางค์จริงจังแค่ไหน ความทุ่มเทของปรางค์กับแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองมันพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า คนสวยของเฮียเก่งที่สุด แต่เมื่อกี๊เฮียแค่อยากแกล้ง เฮียนี่แย่จริงๆ เลย...”

เพราะไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายขนาดนี้ เขาจึงเย้าแย่เธออย่างเคย

มือบางถูกบีบอีกครั้ง คราวนี้มันถูกเคลื่อนมาหลังริมฝีปากหยัก “เฮียขอโทษนะครับ...” ทว่าแรงกดที่หลังมือเบาๆ ทำเอาเธอเงียบไปครู่หนึ่ง

ฉับพลันความรู้สึกประหลาดๆ ก็ก่อกวนหัวใจยุบยิบไปหมด สัมผัสจากเขาให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากคืนนั้นเลย

ต่างคนต่างเงียบ ก่อนที่ดวงตาทั้งสองจะสานสบกัน ราวเล่นเกมจ้องตา...ใครพูดก่อนแพ้

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่คนทั้งคู่ปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือเหตุผล หากความยังยั้งชั่งใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่หลงเหลือ เรื่องราวที่แสนน่าอับอายคงเกิดขึ้น

ทว่าในจังหวะนั้นหัวใจก็สะท้อนความรู้สึกหนึ่งแตกกระจาย

“เฮีย” สิปรางค์เตือนสติเขา เมื่อผิวแก้มสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนระอุ “ยะ อย่าค่ะ” เธอเบี่ยงหน้าหนีในขณะที่เขาก้มหน้าลงมาใกล้ สายตามองกันจนแทบละลาย

“อย่า?” เขาทวนคำถาม ทว่าไม่คิดรอให้เธอตอบ ใบหน้าคมเข้มขยับเข้ามาใกล้อีก กระทั่งเธอต้องรีบดันอกเขาไว้

“อย่าค่ะ?” เธอสบตาเขา ท่ามกลางความปรารถนาในดวงตาคู่คม “อย่า หมายถึงห้าม...ห้ามจริงๆ”

เขามองเธอตาปรอย ความต้องการส่วนลึกผลักดันให้เกิดคำถามมากมายในหัว เธอรังเกียจเขาแล้วหรืออย่างไรกัน?

“ห้ามเฮียทำไม ในเมื่อปรางค์ก็รู้ว่าห้ามไม่ได้”

ว่าแล้วคว้ามือนุ่มขึ้นมาหอม พลางสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับจะกักเก็บทุกความรู้สึกไว้ให้มากที่สุด

“ห้ามได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่สิ่งที่มันกำลังเกิดจะขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่ ‘พี่น้อง’ เขาทำกัน”

เธอเตือนสติขาด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำ มือนุ่มที่เขาคลึงเคล้นอยู่ก็ถูกดึงออก ในขณะที่กรกันต์ก็ทำได้แค่หัวเราะกลบเกลื่อนกับสถานะที่ไม่เคยอยากได้ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้ ชาตินี้จึงเกิดมารักคนที่ ‘ต้องห้าม’

ชายหนุ่มแค่นยิ้ม หลุบตามองพื้นแล้วเก็บความรู้สึกนั้นหลบซ่อนไว้ดังเดิม

...ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบที่ทำลงไป มันไม่ควรเกิดขึ้นอีก

“เฮียล้อเล่น”

จากนั้นเสียงหัวเราะที่แสนฝืดก็ดังขึ้น สายตาที่มองเธอด้วยความหลงใหลก็พลิกกลับมาเป็นเอ็นดูดังเดิม แต่ลึกๆ แล้วเจ้าตัวกลับเสียดายไม่น้อยเพราะความรู้สึกที่มีมากกว่านี้ไม่สิทธิ์ได้พูดออกไป

รักมากแค่ไหน ก็เป็นได้แค่พี่ชายอยู่ดี

ฝ่ายสิปรางค์ก็แสร้งขำไปตามน้ำ ขณะที่พยายามหลบซ่อนความรู้สึกหนึ่งเช่นกัน แม้มันอาจจะยากไปหน่อย แต่ก็ดีว่าปล่อยไว้ให้หัวใจเกิดบาดแผล...เพราะเท่าที่มีก็สาหัสอยู่แล้ว

หญิงสาวมองคมใบหน้าคร้ามคมนิ่งสนิท เม้มปากอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจขอตัวขึ้นไปนอน “ดึกแล้ว ปรางค์ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ”

ถ้อยคำนั้นเปล่งออกเบาหวิว เล่นเอาคนฟังไม่กล้าปฏิเสธสักนิด เขาพยักหน้ารับ ทว่าความเห็นแก่ตัวยังคงอยู่ ชายหนุ่มรวบรวมความกล้า อาสาไปส่งเธอเข้านอนด้วยความรู้สึกแตกต่างไปจากทุกวัน

......................................

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED