เช้าของวันใหม่บรรยากาศช่างอึมครึม ที่บ้านของฮันน่าในเวลานี้ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าโดยเฉพาะเจ้าสิงโต เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้ จะต้องพรากจากกันยา ตุลาและแม่ฮันน่า คำบอกเล่าของมารดาจึงเป็นดั่งหอกแหลมคมที่ทิ่มลงมากลางใจของเขา เมื่อความผูกพันที่มีให้กันมันมากเกินกว่าที่จะทำใจให้ชินได้ นับจากวันนี้ไปไร่กวางกมลคงแห้งเฉา เหมือนดั่งต้นไม้ที่ไร้การรดน้ำพรวนดินและอีกไม่นาน ต้นไม้นั้นก็อาจจะตายได้ถ้าหากเจ้าของไม่ใส่ใจกลับมาเหลียวแล
"เขากับตุลาไม่อยู่ ตัวก็ตั้งใจเรียนด้วยนะ ถ้ามีอะไรสงสัยก็โทรไปถามเขาก็ได้ เดี๋ยวจะติวให้ สมัยนี้เทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เจอกัน แต่ก็สามารถเห็นหน้ากันทุกวันได้ อย่าทำหน้าแบบนี้สิสิงโต"
กันยาเดินเข้าไปหาสิงโต ที่นั่งอยู่ด้านนอกระเบียงของบ้านสายตาของเขามองออกไปอย่างไร้จุดหมาย มารดาน่าจะบอกเขาเร็วกว่านี้ เขาเพิ่งทราบข่าวจากคุณย่าเมื่อคืน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สิงโตไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืนเขาเอาแต่นั่งเหม่อและไม่รู้ว่านับจากวันนี้ต่อไป เขาจะอยู่ได้ยังไง ซึ่งเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนถ้าไม่เจอกับตัวก็คงจะไม่เข้าใจ
"ตัวรู้เรื่องนี้นานหรือยัง ทำไมไม่บอกเขาก่อน ตัวใจร้ายมากเลยรู้หรือเปล่า" สิงโตพูดจาตัดพ้อกันยาออกมาพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เพราะไม่มีใครบอกเขาก่อนเลย เพื่อให้เวลาทำใจ เขากลายเป็นคนไม่สำคัญสำหรับทุกคนไปแล้วหรือยังไงนั่นคือความน้อยใจที่กำลังเกิดขึ้นกับสิงโต
"เขาก็เพิ่งรู้ไม่กี่วันนี่เอง ขอโทษนะที่ไม่ได้บอก" น้ำเสียงที่อ่อนหวานนุ่มนวลของกันยา แม้จะแผ่วเบาแต่ทุกครั้งที่ได้ยินมันกลับก้องกังวานอยู่ในหัวใจของสิงโต จนในเวลานี้เขารู้สึกเหมือนกับโลกได้กลายเป็นสีเทาทุกอย่างในไร่มองออกไปไม่เห็นมีสีเขียวเลย เมื่อสายตาของเขากำลังมืดมนเพราะความเสียใจ จึงทำให้ทุกอย่างรอบกายกลายเป็นสีเทาๆ
"ก็อย่างว่าเราคงไม่มีความสำคัญสำหรับเธอ ยังไงก็ขอให้เธอโชคดีก็แล้วกัน ลาก่อนนะกันยา" น้ำเสียงที่แข็งกร้าว แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา กับสรรพนามที่เรียกเธอและใช้แทนตัวเขาได้เปลี่ยนไป บ่งบอกให้กันยารับรู้ว่าสิงโตโกรธเธอมากแค่ไหน ที่ไม่ได้บอกเขาล่วงหน้า "สิงโต! อย่าเพิ่งไปสิสิงโต! กลับมาฟังเขาอธิบายก่อน กันยาไม่ได้ตั้งใจที่จะโกหกตัวเลยนะ" กันยาวิ่งลงบันได พร้อมกับตะโกนตามหลังสิงโตออกไป แต่เขากลับไม่หันมามองเธอเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้กันยารู้ว่าการจากกันครั้งนี้ มันช่างเป็นการจากลาที่แสนจะเจ็บปวด
"กันยาใกล้จะถึงเวลาออกเดินทางแล้ว ไม่ต้องตามสิงโตหรอกเดี๋ยวแม่จัดการเอง ไปลาคุณย่าเถอะเดี๋ยวพ่อเสือจะไปส่งที่สนามบิน" กันยาทำได้แค่เพียงมองสิงโตค่อยๆ เดินหายไปหลับตาความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กหญิงเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก เขาจะรู้หรือเปล่าว่าเธอเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกับเขาเลยสักนิดกับการจากลาครั้งนี้
"แม่ขวัญขาาา... ดูเหมือนว่าสิงโตจะโกรธกันยามากเลยนะคะ จากคำพูดของเขาฟังดูห่างเหินเหมือนกับคนแปลกหน้า จนกันยาไม่รู้ว่าสิงโตจะเกลียดกันยาไปแล้วหรือเปล่า ที่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังก่อน" ใบหน้าและแววตาของเด็กหญิงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดนั้น กำลังทำให้แม่ขวัญข้าวรู้สึกพลอยเศร้าไปด้วย
"สิงโตแค่โกรธ เขาไม่มีทางเกลียดกันยาหรอกเชื่อแม่สิ" กันยาโผเข้าไปกอดแม่ขวัญข้าวด้วยความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวในหัวใจ นับจากวันนี้ไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกัน
"กันยาคิดถึงแม่ขวัญจังเลยค่ะ ไม่รู้อีกเมื่อไหร่เราถึงจะได้พบกันอีก แม่ขวัญดูแลตัวเองดีๆ นะคะ แล้วอย่าลืมไปเยี่ยมกันยาบ้าง" ขวัญข้าวเอามือลูบลงที่ศีรษะของกัญญาเบาๆ ในขณะที่ขวัญข้าวร้องไห้ออกมาจนตัวโยน ยิ่งมีคนปลอบโยนความรู้สึกก็ยิ่งถูกระบายออกมาด้วยน้ำตา นั่นคือการได้ร้องไห้
ภาพของเด็กหญิงร่างเล็ก ซึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นปิ่มจะขาดใจ สร้างความรู้สึกเวทนาให้กับฮันน่าและทุกคนเป็นอย่างมาก แต่มารดาของเธอก็ไม่อาจที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไปได้ เมื่อฮันน่าตัดสินใจที่จะไปเริ่มต้นใหม่ พร้อมกับความฝัน และต้องการให้ลูกๆ ของเธอนั้นมีอนาคตที่ดีด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง เพราะรู้สึกเกรงใจ ครอบครัวของอัครเดชที่ช่วยเหลือเธอมาตลอด
"ไปเถอะกันยาเราไปลาคุณย่ากัน" ฮันน่าเดินเข้าไปกุมมือลูกสาวเอาไว้เพื่อปลอบโยน ก่อนที่ทุกคนจะเดินไปที่บ้านหลังใหญ่ ซึ่งคุณย่าท่านแก่มากแล้ว ในเวลานี้แม่เลี้ยงกวางกมลไม่สามารถที่จะลุกเดินเองได้ หญิงวัยชรานั่งอยู่ในรถเข็น โดยมีนางพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ลูกหลานก็ไม่ได้ทอดทิ้งคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ เช่นกันโดยเฉพาะขวัญข้าวที่คอยดูแลมารดาไม่ห่าง ตามคำแนะนำของนางพยาบาล อะไรที่พอทำด้วยตัวเองได้ เธอก็จะทำเอง โดยไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ เพราะความรักความผูกพันที่มีให้แก่กันยิ่งกว่าสายเลือด
"คุณย่าขาาา... พวกเราจะไปอยู่กรุงเทพฯ กันแล้ว เอาไว้ให้อะไรมันลงตัวฮันน่าจะพาลูกๆ มาเยี่ยมนะคะ" ฮันหน้า เดินเข้าไปใกล้แม่เลี้ยงกวางกมล พร้อมกับคุกเข่านั่งลงตรงหน้าหญิงชรา แล้วจับมืออันเหี่ยวย่นของนางมากุมเอาไว้
"คุณพระรักษานะลูกไปดีมาดีค้าขายก็ให้เจริญร่ำรวย เจ้าสิงโตคงเสียใจมากสินะถึงไม่เห็นมาด้วยวิ่งแจ้นไปไหนแล้วล่ะ คงไม่พ้นที่บ้านท้ายไร่อีกตามเคย กันยามานี่สิย่ามีอะไรจะให้" กันยาคลานเข่าเข้าไปใกล้หญิงชรา พร้อมกับก้มลงกราบที่เท้าของนาง เด็กหญิงพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง เมื่อเธอนั้นรักและผูกพัน หญิงชราไม่แพ้กว่าทุกคน
"สวมเอาไว้สิ ความจริงมันมีเป็นคู่ สักวันหนึ่ง ถ้ามันคือพรหมลิขิต จะมีคนมอบกำไลอีกวงให้หนู แล้ววันนั้นย่าก็เชื่อว่าหนูจะได้ใส่เป็นคู่ และมันจะดูดีสวยกว่าตอนนี้มาก ถ้าวันนั้นมาถึงไม่ว่าจะเป็นกำไลหรือกันยาก็จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนเช่นวันนี้" ทุกคนไม่รู้ว่าหญิงสูงวัยกำลังหมายถึงสิ่งใด แต่ที่แน่ๆ กำไลนี้มีค่ากับนางมาก เพราะมันคือของคุณปู่ซึ่งเป็นสามีของนาง เคยให้ไว้เมื่อคราวที่รักกันหวานชื่น ที่นางนั้นรู้สึกหวงแหน แต่ในวันนี้หญิงชรากลับปรารถนา ที่จะมอบความรักนี้ให้กับกันยา และก็เชื่อว่าสักวันกำไลอีกวงนั้นมันจะอยู่ที่ข้อมือของเธอเป็นคู่พร้อมกันสองวง
"สวยมากเลยค่ะคุณย่าขอบคุณมากนะคะ" กันยาลุกขึ้นไปสวมกอดหญิงชราเอาไว้ ก่อนจะก้มลงไปกราบที่เท้าของคุณย่าอีกครั้ง จากนั้นทุกคนก็ได้ร่ำลากัน ในเวลานี้บรรยากาศที่ไร่กวางกมลเต็มไปด้วยความรู้สึกห่วงหาฮันน่าและลูกๆ ของเธอ
อัครเดชขับรถออกจากไร่ เพื่อไปส่งทั้งสามที่สนามบิน ในขณะที่นั่งอยู่บนรถกันยามองไปรอบๆ จนกระทั่งรถกำลังจะแล่นออกไปพ้นไร่กวางกมล หญิงสาวก็ไม่มีวี่แววว่าจะพบสิงโต เธอหวังให้เขามาส่งทางแต่แล้วความหวังที่มีก็พังทลายจนสิ้น เขาไม่แม้แต่จะมาส่งเธอ สิงโตคงโกรธมาก และนับจากวันนี้เป็นต้นไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงกลายเป็นเพียงแค่เส้นขนาน เมื่อทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม เขาคงเห็นเธอเป็นเพียงแค่คนเคยรู้จักกันเท่านั้น
หญิงสาวสวมชุดนักศึกษา นั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่โซฟาราคาแพง เมื่อเธอจำใจต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยภายในกรุงเทพฯ เพราะบิดาไม่อยากให้เธอไปอยู่ไกลหูไกลตา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกันยาอยากจะไปเรียนที่ขอนแก่นหรือไม่ก็เชียงใหม่ เพราะที่เธอสอบเอาไว้ก็ติดทุกที่ กันยาเป็นเด็กฉลาดเรียนเก่งหัวดีตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกที่เธอจะสอบติดทุกที่ที่ไปสอบเอนทรานซ์เอาไว้
"ยัยตัวแสบ เปิดเทอมวันแรกทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิ" ผมไม่เข้าใจว่าทำไมน้องสาวถึงชอบทำหน้ามุ่ย สงสัยเธอคงเคยเอาแต่ใจจนเคยตัวละมั้ง
"อุตส่าห์เลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์หวังจะได้ไปสูดอากาศสดชื่น แต่กลับถูกบังคับให้เรียนที่กรุงเทพฯ เซ็งชะมัดเลย" ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้หวงและห่วงฉัน ทั้งที่ฉันก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว
"เถอะน่าพ่อกับแม่คงคิดถึง ถ้าเธอไม่อยู่บ้านหลังนี้ใครจะป่วน สรุปว่าจะขับรถไปเองหรือให้พี่ไปส่ง"
"ก็ใช่สิพี่พูดได้ไง ก็ตัวเองได้เรียนในคณะที่ใช่ แถมยังได้เข้ามหา'ลัยที่ชอบอีก ที่รีบไปเลยกันยาไปเองได้" ที่ฉันพูดจาประชดประชันพี่ชายออกไป เพราะรู้ดีว่าที่ตุลาเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจสาขาการตลาดนั้น เป็นเพราะว่าเขาชอบ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะเขากำลังจะเจริญรอยตามพ่อของฉัน
"บางทีที่มหา'ลัยที่เธอกำลังจะเข้าเรียน อาจจะมีอะไรดีๆ มากกว่าที่เธอคิดเอาไว้ก็เป็นได้ รีบไปเถอะยัยตัวแสบสายแล้ว" ผมยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับทำสายตากวนๆ ส่งให้กับกันยา ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านตรงไปยังรถสปอร์ตคันหรูแล้วขับออกไปในทันที
"คุณลีโอค่ะช่วยส่งไปส่งกันยาที่ป้ายรถเมล์หน่อยค่ะ"
"คุณหนูว่าอะไรนะครับ ผมหูฝาดไปใช่ไหม"
"ไม่ฝาดหรอกค่ะกันยาบอกให้คุณลีโอไปส่งที่ป้ายรถเมล์ เพราะว่าวันนี้กันยาจะนั่งรถเมล์ไปเรียนที่มหาลัย understand" ฉันถอนหายใจออกมาอย่างแรง พร้อมกับกลอกตามองบน และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณลีโอถึงมีท่าทางตกใจแบบนั้น ก็แค่นั่งรถเมล์ไปเรียนมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรไม่ใช่เหรอ
"ครับคุณหนู"
"เดี๋ยวก่อนค่ะ เรื่องนี้คุณลีโอห้ามบอกคุณพ่อคุณแม่รู้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นละก็... กันยาจะโกรธและไม่พูดกับคุณลีโออีกเลย" ฉันรีบพูดดักขึ้นพร้อมกับขู่คุณลีโอในตัว เพราะฉันเชื่อว่าเขาต้องรายงานพ่อกับแม่ของฉันอย่างแน่นอน
"คุณหนูทำไมไม่ขับรถไปเองครับ หรือไม่ก็ให้ผมไปส่งก็ได้ทำไมต้องไปรถเมล์ด้วย"
"ยังไงซะรถเมล์ก็วิ่งผ่านหน้ามหา'ลัยอยู่แล้วนี่คะ รีบไปเถอะค่ะเดี๋ยวสาย" ฉันขี้เกียจตอบคำถามคุณลีโอ จึงรีบพูดให้มันจบไป จากนั้นฉันจึงรีบขึ้นไปนั่งบนรถสปอร์ตคันหรู ที่มีราคาหลายสิบล้าน บางครั้งฉันก็เคยแอบคิดว่าทำไมพ่อถึงกล้าซื้อรถคันแพงๆ แบบนี้ให้ฉันกับตุลา
"จอดตรงนี้ค่ะ เดี๋ยวกันยาจะเดินไปเอง" เมื่อใกล้ถึงป้ายรถเมล์ จะรีบบอกให้คุณลีโอจอดทันที
"จอดทำไมครับคุณหนูยังไม่ถึงสักหน่อย" ลีโอพูดพร้อมกับทำใบหน้าสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง
"อีกนิดเดียวเดี๋ยวกันยาเดินไปเองก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณโอไปแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ" ฉันรีบพนมมือขึ้นไหว้แล้วลงจากรถ พร้อมกับก้าวเท้าเดินไปอย่างป้ายรถเมล์ให้เร็วที่สุด พอเข้าไปใกล้ฉันถึงกับฉีกยิ้มออกมา เพราะมีนักศึกษาหลายคนที่กำลังรอรถเมล์
"ขอนั่งด้วยคนนะคะ" ฉันพูดพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดนักศึกษาถ้าฉันเดาไม่ผิดคงจะเป็นสถาบันเดียวกันกับฉันแน่ จากนั้นฉันจึงหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ เธอ
ฉันนั่งรอได้สักพัก รถเมล์ก็วิ่งเข้ามาจอด ทุกคนต่างรีบกุลีกุจอขึ้นไปบนรถ พลอยทำให้ฉันรีบวิ่งขึ้นไปบนรถเช่นกัน ก่อนจะหาที่นั่งทุกคนต่างจับจ้องมองมาที่ฉันแปลกๆ
"ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ"
"นั่งสิที่ตรงนี้ก็ยังว่าง" หญิงสาวในชุดนักศึกษา ยิ้มให้กับกันยาด้วยท่าทางที่เป็นมิตร นี่คือการขึ้นรถเมล์ครั้งแรกของฉัน พอรถแล่นออกมาได้สักพัก บรรยากาศภายในรถก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะผู้คนเริ่มแน่นเบียดกันไปมาจนฉันรู้สึกเริ่มหายใจไม่ค่อยโล่งเลย
"เก็บค่าโดยสารค่ะ" จากนั้นเสียงกระเป๋ารถเมล์ก็ดังขึ้น พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ฉัน
"ค่าโดยสารเท่าไหร่คะ" ฉันรีบเอ่ยถามกระเป๋ารถเมล์ออกไป เพราะในกระเป๋าสตางค์ของฉันนั้นมีแต่แบงก์พัน
"สิบบาทจ้า"
"เอ่อ... นี่ค่ะ" ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจหยิบ ธนบัตรแบงก์พันให้กับกระเป๋ารถเมล์ไป เพราะทุกคนบนรถเริ่มโฟกัสมองมาที่ฉันเป็นตาเดียว
"นี่นังหนู โง่หรือว่าแกล้งโง่กันแน่ใครเขาจะมีทอน หรือเธอคิดอยากจะนั่งรถฟรีก็เลยเอาแบงก์พันมาจ่าย หน้าตาก็ดีทำไมถึงมีมารยาร้อยเล่มเกวียนแบบนี้ก็ไม่รู้"
คราวนี้ฉันถึงกลับกลอกตามองบนและถอนหายใจออกมาอย่างแรง ยายป้านี่พูดไม่เพราะเลยสักนิด แถมยังพูดจาให้ฉันเสียหายอีกด้วย แต่ที่ฉันไม่ตอบโต้ออกไป เพราะรู้ดีว่ามีส่วนผิด ที่คิดจะมานั่งรถเมล์แต่กลับไม่หยิบเหรียญมาด้วย
"ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปเลยค่ะแบงก์พัน ถ้าไม่มีทอนก็ไม่ต้องทอน"
ฉันไม่ได้พูดจาประชดประชันแต่อย่างใด และที่พูดออกไปนั้นจากใจจริง เพราะถ้าเขาไม่มีทอนฉันก็คงจะหมดปัญญา ที่จะหาค่าโดยสารมาให้เขา ถือว่าให้ทิปก็แล้วกันดีกว่าถูกตราหน้าว่าแกล้งนั่งรถฟรี
"เฮ้ย! นี่เธอจะบ้าหรือเปล่า ทุกวันนี้เงินทองยิ่งหายาก นี่ค่ะ ค่าโดยสารของเราสองคน" หญิงสาวที่ใส่ชุดนักศึกษานั่งข้างๆ ฉันได้จ่ายธนบัตรแบงก์ยี่สิบให้กระเป๋ารถเมล์ไป
"คราวหน้าอย่าให้ฉันได้เจออีกนะแบงก์พันเนี่ย" กระเป๋ารถเมล์พูดพร้อมกับเบ้ปากแล้วยังมองมาที่ฉันอย่างเหยียดๆ อีกด้วย
"ขอบใจมากนะ เอาไว้คราวหน้าเดี๋ยวเราคืนเงินให้"
"ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เอง เหมือนว่าเธอจะเข้าเรียนที่เดียวกันกับเราหรือเปล่า" หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักเอ่ยถามฉันขึ้นมา เธอถือว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากเลยทีเดียว แต่ทำไมแววตาถึงได้ดูเศร้าตลอดเวลาก็ไม่รู้
"อืม... เราเรียนคณะเกษตรศาสตร์สาขาวิชาพืชสวน เพิ่งเข้าปีหนึ่งแล้วเธอล่ะ"
"อืม.... คณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน ปีเดียวกันอีกด้วย สงสัยวันนี้เราจะมีโชคชะตาเดียวกัน แถมยังนั่งรถมีคันเดียวกัน ยินดีที่ได้รู้จักนะเราชื่อองุ่น"
"เราชื่อกันยา ยินดีที่ได้รู้จักสรุปนับจากวินาทีนี้เราเป็นเพื่อนกัน เธอโอเคหรือเปล่า ตกลงจะเป็นเพื่อนกับเราไหม"
"โอเคยัย แบงก์พัน"
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เสียงหัวเราะของนักศึกษาสาวสองคน ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อทั้งคู่เจอกันก่อให้เกิดมิตรภาพดีๆ โดยที่ทั้งสองได้ตกลงเป็นเพื่อนกันบนรถเมล์ แถมเธอยังเรียกกันยาว่ายัยแบงก์พันอีกด้วย
เมื่อทั้งสองลงจากรถเมล์ องุ่นและกันยาได้เดินคุยกันมาราวกับว่าสนิทกันมาเนิ่นนาน อาจจะเป็นเพราะว่ากันยาเป็นหญิงสาวร่าเริงมองโลกในแง่ดี เธอจึงเข้ากับคนได้ง่าย แต่องุ่นกลับเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร มีโลกส่วนตัวสูง ตั้งแต่เรียนมอต้นจวบจนมัธยมปลายเธอก็แทบจะไม่มีเพื่อนคุยเลยด้วยซ้ำไป และที่เข้าเรียนที่นี่ได้ก็เพราะว่าองุ่นสอบชิงทุนการศึกษา แข่งกับคนเป็นร้อยเป็นพันเข้ามา ซึ่งมีผู้ใหญ่ใจดี ออกค่าเทอมให้รวมทั้งค่าขนมเป็นรายเดือน เนื่องจากฐานะทางบ้านของเธอนั้นถือว่ายากจนเลยก็ว่าได้
"องุ่นบรรยากาศในมหา'ลัย โคตรแตกต่างจากรั้วโรงเรียนมากเลยเธอว่าไหม" ฉันพูดออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เพราะมหาวิทยาลัยนี้ดูกว้างใหญ่ไพศาล เนื้อที่คงมีเป็นร้อยไร่
"อืม... เก็บอาการบ้างก็ดี ไม่เห็นเหรอใครๆ เขาก็มองมาที่เธอ จะกระโดดโลดเต้นทำไมเนี่ย"
"อ้าว! มองก็ช่างเขาสิ เขาก็มีตาไว้มองนี่ ยังไงเราก็ห้ามเขาไม่ได้หรอก" ฉันพูดออกไปด้วยใบหน้ายิ้มร่า ฉันก็ไม่ได้ทำผิดอะไรนี่นา แค่กระโดดโลดเต้นหมุนตัวไปมา ก็คนมันตื่นเต้นจะให้ทำยังไงเล่า
"เฮ้ย! กันยาระวัง! "
"ว้ายย! "
เอี๊ยดดด!!!
"นี่เธอ! เดินประสาอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือเลย ดูสิรถฉันสีถลอกหรือเปล่าเนี่ย" หญิงสาวหน้าตาดี ใส่ชุดนักศึกษาเดินลงมาจากรถ พร้อมกับพูดบ่อยๆ ออกมาเสียงดังทำให้ทุกคนแถวนั้นมองไปที่กันยาและคู่กรณีของเธอ
"นี่! เธอพูดออกมาได้ไงว่ารถสีจะถลอก ตาของเธอบอดหรือไงฉันเจ็บอยู่เห็นไหม ดูสิหัวเข่าฉันเขียวเป็นจ้ำเลย" ฉันป่วยวายออกมาเสียงดังอย่างเหลืออด ฉันไม่คิดเลยว่าผู้หญิงหน้าตาดี แต่กลับพูดจาสุนัขไม่รับประทาน
"อ๋อ... อยากได้ค่าเสียหายก็ไม่บอก ที่แท้แกล้งวิ่งมาตัดรถก็เพื่อจะเรียกเงินทำขวัญ"
ฉันเกลียดที่สุดเลยแววตาแบบนี้ แถมคำพูดของเธอนั้นยังดูถูกคนอื่น ต่อให้ฉันจะจนแค่ไหนก็ไม่มีทางเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง เพื่อจะเรียกเงินทำขวัญอย่างที่เธอกล่าวหาเป็นเด็ดขาด
"กันยาเจ็บมากไหมอย่ามีเรื่องกับคุณเกรซ เลยนะ เธอรู้เปล่าว่าพ่อเขาเป็นใคร พ่อของคุณเกรซชื่อคุณกริชมีอิทธิพลมากเลยนะ" องุ่นนั่งลงไปข้างๆ กันยา พร้อมกับกระซิบลงไปที่ข้างหูของหญิงสาว เพราะที่เธอได้เข้าเรียนมหาลัยแห่งนี้ ก็ได้ความอนุเคราะห์จากคุณกริช ซึ่งเป็นนักธุรกิจอัญมณีเพชรพลอยที่ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ
"อุ๊ย! นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกนักเรียนทุน ฉันจะบอกอะไรให้นะ ค่าเทอมของพวกเธอ รวมทั้งค่าขนมนั่นแค่เศษเงินของพ่อฉัน แต่มันคงไม่พอสินะวันนี้ถึงอยากได้เงินค่าทำขวัญอีก" เวลานี้ไทยมุงเริ่มจับกลุ่มกันเพื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะหลายคนต่างก็รู้จักเกรซเป็นอย่างดี เมื่อเธอเคยมาเรียนที่นี่ และได้สร้างวีรกรรมเอาไว้มากมาย หญิงสาวเงียบหายไปเป็นปีก่อนจะกลับมาเรียนใหม่ที่นี่อีกครั้ง
"หน้าตาก็ดี ฐานะทางสังคมก็น่าจะอยู่ในขั้นที่เรียกว่าไฮโซ แต่ไม่รู้ว่าที่บ้านเลี้ยงดูแบบไหนถึงได้โตมาให้เป็นภาระกับสังคม มองคนอื่นในด้านลบไปหมด"
"เฮ้ยเกรซ! แกยอมได้ยังไงวะ ท่าทางปากดีแบบนี้ น่าจะตบสั่งสอนสักทีสองที" ตอนนี้ฉันเริ่มจะรู้สึกหมั่นไส้เพื่อนของยายปากปลาร้าเน่านี้เต็มที อยากเจอดีเดี๋ยวฉันจัดให้ ดูสิว่าพ่อของหล่อนกับพ่อของฉันใครจะเหนือกว่ากัน แต่เมื่อนึกถึงพ่อกลับทำให้ฉันรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ อีกอย่างถ้าแม่รู้คงเสียใจมาก ที่ฉันมีเรื่องตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
"วันนี้เป็นวันแรก ที่ฉันตั้งใจเข้ามาในมหา'ลัยแห่งนี้ ก็เพื่อศึกษาหาความรู้ นำไปพัฒนาปรับปรุงในสิ่งที่ตัวเองบกพร่องและยังไม่รู้แจ้ง ฉันจะถือว่าเหตุการณ์วันนี้ ที่เกิดขึ้นฟาดเคราะห์ไปละกัน พอใจหรือยัง" ความจริงแล้วที่ฉันยอมอ่อนข้อให้กับคู่กรณี เพียงเพราะว่าไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ เนื่องจากพ่อของฉันเคยบอกเอาไว้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ถ้าหากมีเรื่องให้คิดมาก หรือมีอะไรกระทบจิตใจ ก็จะพลอยส่งผลต่อลูกในครรภ์ด้วย
"ทำรอยไว้ที่รถของฉัน แล้วจะหนีไปดื้อๆ แบบนี้นะเหรอ ง่ายไปหน่อยไหม"
"รอยอะไร รถของคุณไม่ได้โดนตัวฉันสักหน่อย และที่ฉันล้มลงไปก็เพราะตกใจ จะมาเรียกร้องค่าเสียหายอะไรฉันไม่จ่ายให้หรอกนะ" ฉันไม่รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าต้องการอะไร แต่เธอและเพื่อนๆ รวมกันประมาณสี่คน มองมาที่ฉันและองุ่นด้วยสายตาที่หยามเหยียด เมื่อพวกหล่อนกำลังพยายามที่จะแบ่งชนชั้น
"ทุกคนได้ยินแล้วใช่ไหม เมื่อกี้เธอพูดอะไรออกมา เห็นหรือเปล่าว่าเธอตั้งใจที่จะล้มลงไปกองกับพื้น เพื่อเรียกร้องเอาค่าทำขวัญ พอฉันจับได้ไล่ทัน ก็รีบพูดออกตัวแรงในทันที"
"ที่ฉันล้มลงไปก็เพราะตกใจ และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้พูดสักคำว่ารถของเธอเฉี่ยวชน เธอต้องให้ฉันแปลภาษาไทย เป็นภาษาไทยให้เธอฟังอีกหรือไง หรือว่าไปอยู่ต่างดาวนานเลยพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง"
กรี๊ดดด!!!
"นี่แกหาว่าฉันเป็นเอเลี่ยนเหรอ คอยดูนะฉันจะให้คุณพ่อยกเลิกค่าเทอมพวกเธอ จนแล้วยังไม่รู้จักเจียมตัว" เมื่อเกรซพูดจบประโยค ใบหน้าขององุ่นกลับซีดเผือด เพราะถ้าหากคุณกริช ยกเลิกค่าเทอมนั่นก็หมายความว่าเธอคงไม่มีปัญญาจะเรียนมหา'ลัยนี้อย่างแน่นอน
"จะนั่งอ่อยอยู่ตรงนั้นอีกนานไหมยัยตัวแสบ" เสียงทุ้มอันทรงพลังของใครบางคนดังขึ้น ท่ามกลางพวกสาวๆ ที่มองไปยังเขาด้วยความรู้สึก อยากจะจับจองมาเป็นเจ้าของ
"องุ่นดึงฉันขึ้นที" ฉันพยายามตะเกียกตะกายดันตัวเองลุกขึ้นยืน เพื่อจะดูว่าเสียงที่ดังขึ้นนั้น เป็นเสียงของใคร และทำไมเขาถึงเรียกฉันว่ายัยตัวแสบ แต่ถ้าจะเป็นตุลาก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเขาเรียนอยู่คนละมหา'ลัยกับฉัน
"อุ๊ย! หล่อจังหน้าตายังกับซูเปอร์สตาร์ ขอจองได้ไหมอ่ะ" เพื่อนคนหนึ่งที่มากับเกรซ พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
"อย่ายุ่ง! เขาเป็นของฉัน คนนี้ฉันจอง ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าวันแรกที่นี่ก็มีอะไรน่าสนใจเยอะเลยโดยเฉพาะผู้ชาย" เกรดพูดออกมาอย่างไม่อายปาก เธอมองผู้ชายที่เดินผ่านหน้าไปด้วยความชื่นชม