ตอน 1

ณ แคว้นเหลียงดินแดนแห่งบุปผางาม โจวเจี๋ยหลุนผู้รั้งตำแหน่งชินอ๋องผู้อยู่ใต้ฮ่องเต้เพียงหนึ่งแต่อยู่เหนือคนทั้งปวงนั่งตัวตรงสง่างามภายใต้แสงสว่างของแสงเทียนที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบห้อง ในมือเรียวงามประดุจหยกชั้นดีถือพู่กันชั้นยอดที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้

ปลายพู่กันทำด้วยขนแพะมันเงาซึมซับน้ำหมึกได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวด้ามนั้นทำมาจากงาช้างสีขาวบริสุทธิ์ล้ำค่า ชายหนุ่มตั้งใจลงสลักลายเส้นบุปผา จวบจนใบหญ้าลงในกระดาษซ่วนจื่อ

กระดาษชนิดนี้ซึมซับน้ำหมึกได้ดีและมีราคาแพงยิ่ง ปกติชาวบ้านธรรมดาหาได้สัมผัสสักเท่าไหร่ โจวเจี๋ยหลุนทราบในข้อนี้ดี เขาจึงตั้งใจระมัดระวังที่จะไม่ทำให้ของดีในมือของตนเองเสียจนเปล่าประโยชน์

เสียงลมพัดดังอยู่ด้านนอก อากาศเช่นนี้อีกไม่นานฝนคงได้เทลงมาเป็นแน่ โจวเจี๋ยหลุนมองไปยังหน้าต่างด้านนอกเมื่อลมพัดแรงขึ้นทุกทีจนทำให้เทียนที่จุดอยู่ภายในดับไปหายเล่ม

เขาโบกมือสองสามครั้งพลันหน้าต่างที่เปิดออกก็ปิดลง เสียงตึงตังของฝีเท้าคนผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา

โจวเจี๋ยหลุนอมยิ้มน้อย ๆ ข่าวการกลับมาของเขาทำให้คนผู้นั้นรู้ได้อย่างรวดเร็วท่าทางว่าจวนชินอ๋องคงมีไส้ศึกที่นางวางไว้จนทั่ว

ทันทีที่เขากลับมาจากวังต้องเป็นนางที่วิ่งตึงตังมาหาเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่เรียกว่าจวนชินอ๋องมีไส้ศึกที่นางวางไว้จะเรียกว่าสิ่งใดได้

“ท่านพี่หลุนเจ้าคะ”

สตรีชุดเขียวรูปร่างอรชรกลับเดินเข้าห้องหนังสือซึ่งถือเป็นสถานที่ส่วนตัวต้องห้ามที่มีเพียงองครักษ์ส่วนตัวและน้องสาวโจวเจ้าเว่ยเท่านั้นที่สามารถเข้านอกออกในได้อย่างอิสระเดินเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง

ภายใต้แสงรำไรของเทียนที่ส่องสว่าง ดรุณีน้อยก้าวเท้าไวจนแทบจะเป็นวิ่งไร้ซึ่งความสงบเสงี่ยมเจียมตนตามแบบฉบับสตรียุคโบราณอย่างสิ้นเชิง คิ้วเรียวดำขลับ แววตาสว่างสุกใส จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงระเรื่อบางเฉียบ ผิวที่โผล่พ้นอาภรณ์ขาวผ่องเนียนละเอียด

แม้จะอายุเพียงสิบสองปี เค้าความงดงามอย่างสตรีสูงศักดิ์กลับฉายแววโดดเด่นจนทำให้ผู้คนตะลึง

โจวเจี๋ยหลุนมองดรุณีน้อยแล้วทอดถอนใจเมื่อนางเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ เขา พลางเปิดกระปุกไม้สลักภาพวาดบุปผางดงามออกแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ

“ข้าว่าแล้วว่าท่านต้องเอามันมาด้วย”

นางกล่าวจบก็หยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ ออกมาจากกระปุกพลางแกะเจ้าก้อนสีดำเข้าปากอย่างร่าเริง

“ที่เจ้ามารวดเร็วเช่นนี้เป็นเพราะช็อกโกแลตนี่หรือ”

“ไม่ใช่เช่นนั้น” เจ้าอี้เฟยส่ายหน้าพลางยิ้ม

“อาการของเจ้ามันฟ้อง”

“ข้าดีใจที่ท่านพี่มา และยิ่งดีใจที่ท่านนำช็อกโกแลตมาให้ข้า”

เจ้าอี้เฟยยิ้มประจบพลางกอดแขนของเขาแล้วแนบใบหน้าลงบนลำแขนแข็งแรง โจวเจี๋ยหลุนยิ้นบางแล้ววางพู่กัน เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือลูบศีรษะของนาง

เจ้าอี้เฟยแนบหน้าลงแล้วกอดเขาแน่นเป็นเด็กน้อยทั้งคู่สบตากันแล้วต่างฝ่ายต่างหัวเราะ หลายประโยคที่แม้ไม่พูดจาต่างก็เข้าใจในจิตใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

เจ้าอี้เฟยเป็นบุตรสาวของสหายสนิทบิดาเจ้าอี้เหวินซึ่งดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหลียง เป็นเพราะท่านพ่อท่านแม่เป็นสหายสนิทจึงทำให้เขาและน้องสาวสนิทกับเจ้าอี้เฟยประดุจคนครอบครัวเดียวกัน

ทุกครั้งที่ขลุ่ยเพรียกบุปผานำพวกเขาเดินทางกลับโลกปัจจุบัน เขาจะเห็นดวงตาละห้อยของเจ้าอี้เฟยที่คอยมองตาม แต่เดิมที่นางยังเล็กนางจะร้องไห้ฟูมฟายทั้งน้ำตา จวบจนเติบใหญ่จึงค่อยทำใจได้ ไร้น้ำตามีเพียงดวงตาเศร้าสร้อยที่คอยมองเขาและโจวเจ้าเว่ยหายไปต่อหน้า

อีกประการหนึ่งที่ทำให้โจวเจี๋ยหลุนหนักใจ คือเจ้าอี้เฟยปักใจในตัวเขาตั้งแต่เล็ก นางถึงขนาดออกปากว่าจะไม่ยอมแต่งงานกับใครหากผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เขา

นั่นทำให้โจวเจี๋ยหลุนถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้าเมื่อเด็กน้อยผู้นี้จริงจังขึ้นทุกวันในขณะที่ตัวเขานั้นไม่กล้าคิดที่จะมีความสัมพันธ์ไปมากกว่าการเป็นพี่ชายที่แสนดีของนาง

ด้วยตัวเขายังไม่รู้อนาคตว่าจะเกิดเรื่องราวใดขึ้นหากไม่สามารถแก้คำสาปที่ติดตัวโจวเจ้าเว่ยได้ เขาอาจจะต้องกลับยังโลกอนาคตไปตลอดกาล หรือไม่อาจจะหายไประหว่างเดินทางก็เป็นได้

อนาคตที่มืดมนเช่นนี้โจวเจี๋ยหลุนจึงไม่อาจให้เจ้าอี้เฟยเอาตนเข้ามาเสี่ยงกับเขาได้ เขาจึงวางตนเป็นพี่ชายที่แสนดีมาตลอด แม้ว่านับวันที่เจ้าอี้เฟยเติบโตทำให้เขาหวั่นไหวขึ้นทุกวันก็ตาม

“ท่านพี่ท่านเอามาเยอะหรือไม่”

เจ้าอี้เฟยถามขึ้นเมื่อคิดได้ว่าตนเองกินช็อกโกแลตเข้าไปเยอะ จนลืมนึกถึงวันหน้าไป

“เท่าที่เจ้าเห็นข้ายุ่งไม่มีเวลาเตรียมมาก”

โจวเจี๋ยหลุนยักไหล่จับจ้องสมาธิกับภาพวาดอีกครั้ง เขาแตะพู่กันลงบนกระดาษแล้วลากเส้นเล็ก ๆ จนกลายเป็นภาพดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋ม ในขณะที่เด็กสาวตั้งอกตั้งใจแกะห่อขนมกิน อย่างช้าๆ

เมื่อเจ้าอี้เฟยเงียบเสียง โจวเจี๋ยหลุนจึงเพียงมองนางผ่านๆ แล้วตั้งใจกับสิ่งที่ทำตรงหน้าต่อ เป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เขากลับมาเด็กน้อยจะวิ่งเข้ามาหาสนทนาเรื่อยเปื่อยแล้วเกาะเขาแจไม่ยอมห่าง

จวบจนโจวเจ้าเว่ยมาดึงตัวนางไปทำเรื่องพิเรนทร์ให้ปวดหัวนั่นแหละ เจ้าอี้เฟยถึงยอมห่างเขาได้ หากไม่ใช่ว่าโจวเจ้าเว่ยต้องอยู่เป็นเพื่อนเสด็จย่าให้หายคิดถึง ป่านนี้ทั้งคู่คงได้ออกไปสร้างเรื่องแล้ว

เสียงลมพายุพัดกระหน่ำพร้อมกับเสียงสายฝนที่สาดโหมกระหน่ำลงมา สตรีร่างอรชรบ่นออกมาคำหนึ่ง

“ฝนตกหนักเช่นนี้ท่าทางจะตกทั้งคืนข้าเห็นทีจะกลับจวนไม่ได้เสียแล้ว”

“ท่านอาจะเป็นห่วง รอฝนซาพี่จะไปส่ง”

“ไม่เอา หากโดนฝนเพียงเล็กน้อยข้าอาจป่วยได้นอนที่นี่แหละ” น้ำเสียงคนตัวเล็กช่างเอาแต่ใจนัก

“ทำตัวงอแงเป็นเด็กเห็นจะไม่งาม”

“ท่านเป็นว่าที่สามีข้าทำตัวงอแงกับท่านได้”

นางโต้เถียงในขณะที่ท่านพี่ของนางดูเหมือนจะสนใจกระดาษด้านหน้ามากกว่าจะตำหนินางจริงจัง

“ข้ารักเจ้าประดุจน้องสาวแต่งงานกันไม่ได้”

“รักเช่นใดก็รักเหมือนกัน”

เจ้าอี้เฟยไม่เข้าใจจริงๆ สำหรับนางแล้วเพียงโจวเจี๋ยหลุนรักนางไม่ว่าแบบไหนก็คือรัก เช่นนี้ก็แต่งงานได้

“เจ้ายังเด็กวันนี้อาจไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นจะเข้าใจความหมายที่พี่พูด”

นางถือวิสาสะมุดศีรษะเข้าไปที่หน้าตักของเขาแล้วใช้ต่างหมอนหนุนนอนอย่างสบายใจ

โจวเจี๋ยหลุนไม่อาจขยับหนี เขาได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแล้วพยายามเพ่งสมาธิในสิ่งที่ตนเองทำอยู่

“ท่านอย่าผลักไสข้าเลย เพียงมีท่านอยู่เคียงข้างข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว”

มือเรียวของโจวเจี๋ยหลุนชะงักค้าง นางยังไร้เดียงสานักในโลกนี้นอกจากความรักแล้วมีสิ่งที่น่ากลัวที่เรียกว่าการพลัดพรากจากคนที่รักรออยู่

หากเป็นเช่นนั้นจริง สตรีที่อ่อนต่อโลกเติบโตมาภายใต้ความรักความอบอุ่นของครอบครัวเช่นเจ้าอี้เฟยจะอดทนได้อย่างไร

ตอน 2

หลังจากช่วยโจวเจ้าเว่ยล้างคำสาปสำเร็จ ดูเหมือนว่าวันเวลาจะผ่านไปราวกับติดปีก โจวเจี๋ยหลุนยังใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังพยายามออกห่างเจ้าอี้เฟยเท่าที่จะทำได้

แต่ดูเหมือนหลานสาวของเขาเพ่ยเพ่ยจะเป็นกาวสองหน้าติดหนึบระหว่างเขาและเจ้าอี้เฟยนัก

ภาพของเขาและเจ้าอี้เฟยที่คอยดูแลเพ่ยเพ่ยยิ่งกว่าพ่อแม่ที่แท้จริง จึงเป็นที่ชินตาในจวนชินอ๋องนัก

จวบจนไทเฮามีกระแสดำรัสให้นำตัวเพ่ยเพ่ยเข้าไปอยู่ในวังหลวง โจวเจี๋ยหลุนจึงได้ปลีกตนออกมาจากเจ้าอี้เฟยได้ เขาคอยหลบหน้าเจ้าอี้เฟยมาแรมเดือนจนกระทั่งในวันหนึ่งสาวใช้คนสนิทของเจ้าอี้เฟยหน้าตาตื่นมาขอพบเขา

“ทูลท่านอ๋องคุณหนูไม่สบายเพคะ”

ในใจจะร้อนรนนักด้วยเป็นห่วงนาง แต่เพราะตั้งใจแล้วว่าจะออกห่างเจ้าอี้เฟยให้มากด้วยในใจรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง

ฝันประหลาดว่าสุดท้ายเป็นเขาที่ต้องจากโลกนี้ไปทิ้งน้องสาวไว้ที่นี่กับศิษย์พี่ของเขา

ความฝันนี้โจวเจี๋ยหลุนไม่อาจละเลยได้ มันช่างเหมือนจริงจนเขาหวั่นใจ ปกติโจวเจี๋ยหลุนมักมีลางสังหรณ์ประหลาดที่แม่นยำอยู่เสมอ ด้วยเรื่องนี้ทำให้เขาไม่อาจวางใจที่จะรับเจ้าอี้เฟยมาเป็นภรรยาและไม่อาจใกล้ชิดกับนางไปมากกว่านี้ได้

เจ้าอี้เฟยบัดนี้เป็นสาวงามประดุจบุปผาที่กำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมยั่วยวนบุรุษให้หลงใหลขึ้นทุกวันหากใกล้ชิดนางต่อไปเขาไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะทนไหวอีกต่อไป

แม้เขาจะปวดใจเมื่อได้รับรู้ว่ามีขบวนขันหมากจากจวนต่างๆ รวมทั้งบรรดาแม่สื่อเดินเข้าจวนท่านแม่ทัพเจ้าเพื่อสู่ขอเจ้าอี้เฟยไม่เว้นแต่ละวันแต่เขาก็หาได้ขัดขวางไม่ เป็นเพราะเรื่องนี้จึงทำให้เจ้าอี้เฟยเจ็บปวดและล้มป่วยลง

“หากคุณหนูไม่สบายเจ้าควรไปตามท่านหมอ หมอหลวงเกาเก่งกาจนักข้าจะส่งให้คนไปตามเพื่อดูคุณหนูของเจ้า”

“คุณหนูยืนกรานว่าหากไม่ใช่ท่านอ๋องไปรักษาก็จะยอมตายเพคะ ท่านอ๋องได้โปรดช่วยคุณหนูด้วย นางดื้อรั้นเพียงนั้นท่านอ๋องย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด”

ใช่นางดื้อรั้นเพียงใดเขาย่อมรู้ดี เจ้าอี้เฟยความจริงแล้วนิสัยนั้นถอดแบบมาจากน้องสาวของเขาไม่มีผิดเพี้ยน เช่นนี้แล้วเขาควรทำโทษโจวเจ้าเว่ยที่เลี้ยงดูเจ้าอี้เฟยให้โตมาดื้อรั้นเช่นนี้ โจวเจี๋ยหลุนถอนหายใจเขาจะทำเช่นใดได้เล่า เรื่องที่บ่าวรับใช้เอ่ยมาย่อมเป็นความจริง

“เห็นแก่หน้าท่านอาทั้งสองข้าจะตามไป”

กระนั้นเขาก็ยังไว้ตัวไม่อยากให้ผู้ใดครหาและเอาเขาและนางไปพูดกันผิดๆ ได้

ยังไม่ทันที่รถม้าของสาวใช้จะกลับถึงจวน ท่านอ๋องผู้ปั้นใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมผู้นั้นก็ไปถึงจวนแม่ทัพเสียแล้ว

แต่เหตุใดจึงได้มาไวนัก ความจริงเป็นเช่นนั้นแม้ท่านอ๋องจะปากแข็งว่าไม่ได้มีใจให้คุณหนูแต่ความอ่อนโยนทั้งหมดที่ท่านอ๋องมีดูเหมือนว่ามีเพียงคุณหนูของนางที่ได้รับ

แม้จะมีสตรีจากจวนต่าง ๆ มากมายคอยทอดสะพานท่านอ๋องก็หาได้ใส่ใจเหลียวมอง คงมีเพียงคุณหนูของนางเท่านั้นที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้แต่เพียงผู้เดียว กระนั้นสาวใช้คนสนิทก็ไม่เข้าใจท่านอ๋องนัก

ในเมื่อเห็นชัดว่าห่วงใยมากเช่นนี้เหตุใดจึงยังรั้งรอที่จะมาสู่ขอคุณหนูกันนะ

“เฟยเอ๋อหากเจ้ายังไม่ยอมกินยาเช่นนี้เมื่อใดจะหายป่วยกันเล่า อย่าดื้อกับพี่ได้หรือไม่” เสียงของท่านอ๋องนุ่มนวลประดุจเสียงเพลงพิณยามเมื่อเอ่ยกับคนตัวเล็กที่นอนใบหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียง

“หากข้าหายป่วยท่านพี่ก็จะหลบหน้าข้าอีก ไม่เอาเฟยเอ๋อไม่อยากหาย”

นางจับมือเขาแน่นเหมือนกลัวว่าเขาจะหายไปที่ใดอีก หลายวันที่ไม่ได้พบหน้านางคิดถึงเขามากจริงๆ คิดถึงมากจนนอนไม่หลับออกไปนั่งตากน้ำค้างในคืนเหน็บหนาวมองดวงดาวต่างใบหน้าของเขา

นานวันเข้าจึงได้จับไข้แต่ป่วยเช่นนี้ก็ดีแล้วอย่างน้อยก็เป็นข้ออ้างให้ได้พบหน้าเขาเพื่อคลายคิดถึง ได้รู้ว่าเขายังคงห่วงใยนางเพียงเท่านี้เจ้าอี้เฟยก็ดีใจนักหนาแล้ว

“พี่ไม่ได้หลบหน้าเจ้าแต่งานของพี่ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งยังต้องคอยช่วยเสด็จพ่ออีก” โจวเจี๋ยหลุนถอนหายใจพลางเป่ายาที่ร้อนระอุในชามให้อุ่นลงก่อนจะพยายามป้อนนาง ดูเหมือนเจ้าอี้เฟยยังคงดื้อรั้น เมื่อนางเม้มปากแน่นไม่ยอมกินท่าเดียว

“ท่านพี่ว่าข้าโง่หรือหากข้าไม่ล้มป่วยไม่มีทางที่จะได้พบท่าน”

“เจ้าอย่างอแงจะได้หรือไม่ ตอนนี้ต้องรีบรักษาตัวให้หาย เจ้าเป็นไข้หวัดใหญ่รู้ตัวหรือเปล่า”

“หากข้าตายท่านพี่จะเสียใจหรือไม่”

โจวเจี๋ยหลุนตกใจในสิ่งที่เจ้าอี้เฟยเอ่ยจนแทบจะทำถ้วยยาหก เขาส่ายหน้าแล้วมองใบหน้างดงามซีดเซียวของคนป่วยจริงจัง

“เฟยเอ๋อเป็นน้องของพี่ พี่ไม่ยอมให้ตายหรอก”

“ท่านพี่ใจร้าย”

เจ้าอี้เฟยร้องไห้หนักขึ้นเดือดร้อนโจวเจี๋ยหลุนต้องวางถ้วยยาแล้วดึงนางออกมากอดเบาๆ เป็นนางที่ทำใจไม่ได้เจ็บปวดทุกครั้งที่เขาตอกย้ำว่าเห็นนางเป็นเพียงน้องสาว

ท่านพี่ที่นางรักนักหนา ท่านพี่ที่ใจดีและอบอุ่นไม่ได้รักนางอย่างที่นางรักท่านพี่อย่างนั้นหรือ

เจ้าอี้เฟยพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้เขายอมรับนางในฐานะสตรีผู้หนึ่ง แต่ดูเหมือนว่ายิ่งพยายามเขาก็ยิ่งถอยห่างออกไปทุกที เช่นนี้ไม่ให้นางปวดใจจนป่วยไข้ได้อย่างไร

กว่าเจ้าอี้เฟยจะยอมกินยาก็ต้องหลอกล่อกันอยู่นาน ในที่สุดเพราะพิษไข้และฤทธิ์ยาก็ทำให้เจ้าอี้เฟยหลับไป โจวเจี๋ยหลุนเฝ้าไข้นางอยู่เช่นนั้นจนเกือบรุ่งสาง ลูบศีรษะของนางแผ่วเบา

เขารู้ว่านางเจ็บปวดและเขาก็เจ็บปวดเพียงใดแต่ลางสังหรณ์ของเขาในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาและนางจะใกล้ถึงวันเวลาที่ต้องจากกันเข้าไปทุกทีแล้ว ความรักที่เขามีให้นางจะมีค่าอันใดเมื่อในที่สุดก็ต้องย้อนกลับมาทำร้ายนางอยู่ดี

เจ้าอี้เฟยละเมอออกมาหลายประโยค ทุกประโยคล้วนมีแต่ชื่อของเขาที่หลุดออกมา โจวเจี๋ยหลุนยิ้มขมขื่น เขาไม่อาจรับรักของนางได้ เขาไม่อาจทำร้ายนางได้เมื่อวันที่เขาจากไป

หนึ่งเดือนต่อมา

กลางดึกสงัดคืนหนึ่งเจ้าอี้เฟยนอนกระสับกระส่ายไปมา เหงื่อของนางท่วมกายนางกำลังฝันร้าย ฝันว่าในขณะที่นางกำลังออกไปชมดอกไม้กลางป่ากับโจวเจี๋ยหลุน จู่ๆ ร่างกายของโจวเจี๋ยหลุนก็ค่อยๆ เลือนหายไป เจ้าอี้เฟยไม่อาจไขว่คว้าเขาเอาไว้ได้

เขาเพียงแต่ยิ้มอย่างเศร้าสร้อยและบอกให้นางรักษาตัวให้ดี

“กรี๊ดดดดด”

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู” เสียงกรีดร้องของเจ้าอี้เฟยดังขึ้นพร้อมแรงเขย่าของสาวใช้คนสนิท เจ้าอี้เฟยลืมตาน้ำตาไหลอาบสองแก้มราวกับทำนบพัง

“ข้าจะไปจวนท่านอ๋อง”

นางกล่าวเช่นนี้แล้วไม่รอแม้กระทั่งจะผลัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย เพียงแต่คว้าเสื้อคลุมตัวหนาแล้วทะยานออกทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว สาวใช้ที่เพิ่งตั้งสติได้จึงร้องตะโกนออกมา

“คุณหนูไปจวนชินอ๋องแล้ว เร็วอารักขาคุณหนู”

เจ้าอี้เฟยร้อนรนนัก เหตุการณ์ในฝันประดุจภาพแห่งความจริง

นางพุ่งทะยานตนอย่างว่องไวมายังคอกม้าแล้วควบม้าประดุจพายุพัดตรงมายังจวนชินอ๋อง อย่างไรเสียวันนี้นางต้องเห็นกับตาว่าทุกสิ่งเป็นเพียงความฝัน

ท่านพี่ของนางยังอยู่ยังไม่ได้จากไปไหน นางขอเพียงเท่านี้ขอเพียงเห็นเขาในทุกวัน แม้เขาจะเห็นนางเป็นเพียงน้องสาวนางก็จะไม่รบกวนเขาแล้ว ขอเพียงท่านพี่ของนางยังอยู่ที่นี่ เพียงเท่านั้นนางก็ยินดีรอเขาไปตลอดชีวิต

เจ้าอี้เฟยทิ้งม้าไว้ด้านหน้าจวน ทหารรักษาจวนคุ้นเคยกับนางเป็นอย่างดีจึงรีบเปิดประตูให้โดยไม่รอช้า

เจ้าอี้เฟยวิ่งจนมาถึงลานกลางจวนบัดนี้นางพบว่าโจวเจ้าเว่ยกำลังยืนนิ่งเหมือนตกในภวังค์ลักษณะมือที่ยกขึ้นและมุมปากที่ขยับคล้ายกำลังเป่าขลุ่ยอยู่ตรงนั้น ในมือของโจวเจ้าเว่ยว่างเปล่าอีกทั้งยังไร้เสียงอันใดหลุดออกมา

แต่กลับเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าอี้เฟยคุ้นเคยนักตรงหน้า พายุพัดหมุนรอบร่างของโจวเจี๋ยหลุน เจ้าอี้เฟยกรีดร้องเมื่อรู้ว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น นางพยายามเข้าไปหาเขากลับถูกแรงพายุพัดให้กระเด็นออกมา

“ท่านพี่ ไม่ท่านอย่าได้จากเฟยเอ๋อไป ข้าจะมีชีวิตอยู่เช่นไร”

ดูเหมือนว่าโจวเจี๋ยหลุนจะตกตะลึงเมื่อเห็นนาง เขาเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน

“เฟยเอ๋อพี่เคยบอกเจ้าแล้วว่าเจ้าต้องรักษาตัวเองให้ดีในวันที่ไม่มีพี่ ทำได้หรือไม่ ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อพี่จะได้หรือไม่”

“ไม่มีท่านพี่เฟยเอ๋อไม่อาจอยู่ได้ ท่านพี่ต้องรับผิดชอบข้าอย่าทิ้งข้าไป ไม่ข้าจะไม่ทำตามที่ท่านต้องการ หากไม่มีท่านอยู่ข้าจะทำเช่นไร”

เจ้าอี้เฟยร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียงของนางที่กรีดร้องประสานกับเสียงของโจวเจ้าเว่ยที่บัดนี้อยู่ในอ้อมกอดของฝูจื่อหรงผู้เป็นสามี เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนัก

เจ้าอี้เฟยเห็นโจวเจี๋ยหลุนหายไปต่อหน้าดั่งเช่นความฝัน ในที่สุดสิ่งที่โจวเจี๋ยหลุนกลัวก็เกิดขึ้นจริงๆ

เขาจากไปแล้วจากไปยังดินแดนที่เจ้าอี้เฟยไม่อาจติดตามไปได้อีก ต่อไปนางจะไม่เห็นท่านพี่ของนางอีกแล้วใช่หรือไม่

“ไม่มีทาง ข้าไม่มีวันยอมต่อให้เป็นชาติภพไหนข้าก็จะติดตามหาท่านให้เจอ ท่านพี่รอข้านะได้โปรด”

เจ้าอี้เฟยร้องไห้คร่ำครวญตั้งจิตมั่นเด็ดเดี่ยว นางจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากโจวเจี๋ยหลุนจากนางเด็ดขาด

ตอน 3

30 ปีต่อมา

"แม่ชีเจ้าอี้เฟย ตายเพราะถูกโจรป่าปล้นขณะกำลังเดินทางไปบำเพ็ญเพียรที่หุบเขาหลิงซาน การบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากของเจ้าบัดนี้ส่งผลแล้ว สวรรค์เมตตามอบตบะเซียนให้เจ้า เพื่อเตรียมตัวกลายเป็นเซียนและขึ้นไปเสพสุขบนสวรรค์จงดื่มน้ำแกงลืมทุกข์นี่เสีย หลังจากนี้จึงเข้าไปรับการสถาปนากลายเป็นเซียนในขั้นตอนต่อไป"

สิ้นคำประกาศของยมทูตขาว ยมทูตดำก็ยื่นสิ่งหนึ่งให้นางดื่ม

"ท่านยมทูตข้ามีคำขอ พวกท่านจะรับฟังได้หรือไม่" เจ้าอี้เฟยไม่ยอมดื่มน้ำแกงลืมทุกข์จนกว่านางจะได้พูดคุยในสิ่งที่นางต้องการเสียก่อน

“คำขอของเจ้าคือการได้พบเทพกาลเวลาใช่หรือไม่ คำขอนี้จะได้รับหลังจากเจ้าดื่มน้ำแกงลืมทุกข์แล้ว” เสียงต่ำน่ากลัวของยมทูตดำเอ่ยขึ้น

เจ้าอี้เฟยมองน้ำแกงที่ยมทูตดำยื่นให้แล้วยื่นมือรับถ้วยน้ำแกงสีดำที่ทำจากดินเผาเคลือบเงาวาววับ

นางดื่มน้ำแกงโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ ความร้อนกระจายกัดกร่อนไปทั่วโพรงปากทันทีที่สัมผัส มันทำให้นางทรมานจนอยากจะพ่นออกมา

แต่กระนั้นเจ้าอี้เฟยก็ยังวางใบหน้านิ่งเฉยราวกับได้กลืนน้ำแกงลงคอไปแล้ว

การตายของนางในครั้งนี้น่าแปลกที่นางกลับสามารถปล่อยวางได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะการศึกษาพระธรรมจึงทำให้จิตใจสงบนิ่งได้เพียงนี้

"ข้าจะส่งเจ้าไปยังหมู่บ้านวิญญาณ เพื่อพบผู้นำทางของเจ้า นางผู้นั้นมีนามว่าซินหรง คนผู้นั้นจะเป็นผู้นำทางเจ้าไปพบกับท่านเทพกาลเวลา แต่ข้าก็อดสมเพชเจ้าไม่น้อย ในยามนี้ดื่มน้ำแกงไปแล้วเจ้าคงลืมเรื่องที่จะขอร้องท่านเทพกาลเวลาไปแล้ว การพบซ่างเสินจะมีประโยชน์อันใดอีกกันเล่า"

ยมทูตขาวกล่าวพลางร่ายมนตร์ออกมาสองสามประโยค สิ้นเสียงของยมทูตขาว นางก็พบว่าวิญญาณลอยละลิ่วเหมือนถูกพายุพัดกระหน่ำ

ครั้นรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองได้ปรากฏกายอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชุดแม่ชีที่ติดกายมาในตอนตายหายไปแล้ว

ตอนนี้เจ้าอี้เฟยอยู่ในชุดขาวสะอาดตาเฉกเช่นวิญญาณอื่นๆ นางมองผ่านประตูทางเข้าไปด้านในพบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้คลาคล่ำด้วยวิญญาณนับร้อย

เจ้าอี้เฟยถุยน้ำแกงที่อยู่ในปากทิ้งอย่างรวดเร็วความร้อนและความทรมานยังกระจายอยู่เต็มปาก เลือดสดๆ ไหลออกมาเจ้าอี้เฟยบ้วนเลือดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่าจนในที่สุดเลือดในปากก็หยุดไหล

นางไม่อยากลืมท่านพี่เจี๋ยหลุน นางต้องตามหาเขาให้พบ นางต้องได้ใช้ชีวิตอยู่กับเขาแม้ความตายก็ไม่อาจพรากเขาไปได้

เมื่อครั้นยังมีชีวิตในขณะที่นางกำลังทำความสะอาดหอคัมภีร์เก่าแก่อยู่นั้น เจ้าอี้เฟยบังเอิญพบตำราโบราณโดยบังเอิญ เรื่องราวในหนังสือเป็นเหมือนคำตอบที่นางเฝ้าหามานาน

นางรับรู้ถึงโลกหลังความตายและโลกอนาคต สิ่งที่นางใฝ่ฝันและเป็นความหวังคือนางจะไปหาโจวเจี๋ยหลุนที่นั่น

คัมภีร์เล่นนั้นเหมือนเป็นตะเกียงส่องทางสำหรับนาง ตั้งแต่นั้นมาเจ้าอี้เฟยจึงทุ่มเทกายใจอย่างสุดกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้คน แม้สิ้นเนื้อประดาตัว ถูกสุนัขกัด คนไล่ฟัน นางก็ไม่หยุดที่จะทำความดีและบำเพ็ญเพียรตนตามวิถีเซียนโดยไม่มีสักครั้งที่คิดจะถอดใจ

ในเมื่อท่านพี่เจี๋ยหลุนมาหานางได้ แน่นอนว่าย่อมมีวิธีไปหาท่านพี่ได้เช่นกัน ต่อให้นางตกลงไปในนรกนางก็จะตะกายขึ้นมาเพื่อตามหาเขาคนที่นางรักให้ได้

กระทั่งวันที่นางถูกฆ่าแท้จริงแล้วสิ่งที่นางทำในตอนนั้นคือการรับดาบแทนแม่ชีผู้หนึ่งจนกระทั่งแม่ชีผู้นั้นหนีไปได้ เป็นเพราะทุกสิ่งนางทำด้วยจิตบริสุทธิ์ไม่คิดถึงชีวิตจึงทำให้นางได้ตบะเซียนมาครอบครอง

นางจะเอาสิ่งที่มีนางมีทั้งหมดมาแลกโดยการขอพบเทพกาลเวลาสักครั้งหนึ่ง

เขาว่ากันว่าวิญญาณของผู้บรรลุเซียนจะสามารถขอร้องสิ่งใดก็ได้ เจ้าอี้เฟยจึงจะขอเรื่องสำคัญกับท่านเทพผู้นี้

กระทั่งผู้นำเชิญวิญญาณของเจ้าอี้เฟยนามซินหรงเอ่ยอย่างอ่อนน้อมว่า

"เจ้าช่างมีจิตใจที่หนักแน่นยิ่งนัก ดีถ้าเช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะพาเจ้าไปหาเทพกาลเวลาตามที่เจ้าต้องการ"

ซินหรงพาเจ้าอี้เฟยเหาะมาถึงหุบเขากาลเวลาซึ่งเป็นที่พำนักของเทพชั้นสูง คือเทพกาลเวลาซ่างเสินนั่นเอง

ซินหรงแจ้งความประสงค์ต่อเทพชั้นผู้น้อยที่เฝ้าหน้าประตู เทพผู้นั้นนำกระจกส่องบุญส่องที่หน้าของเจ้าอี้เฟยก่อนปล่อยให้นางเข้าไป โดยไม่อนุญาตให้ซินหรงเข้าไปด้านในด้วย

"เจ้าอี้เฟยนะเจ้าอี้เฟยในที่สุดก็ดั้นด้นมาจนได้"

เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงดังขึ้นทำให้เจ้าอี้เฟยเดินเข้าไปด้านในด้วยความสงสัย เหตุไฉนเทพกาลเวลาถึงเป็นเพียงเด็กผู้หญิงน่ารักคนนี้ไปได้

"ข้ารู้ในใจของเจ้าคิดสิ่งใด ข้าคือเทพกาลเวลาตัวจริงเสียงจริง หากเจ้าไม่มั่นใจก็จงกลับไปเสีย อย่าทำหน้าตาเช่นคนโง่ให้ข้ารำคาญตาเช่นนี้ ข้าหาใช่คนใจดีอย่างที่เจ้าคิด"

เทพกาลเวลากล่าวอย่างแง่งอนเป็นเด็กๆ เหมือนร่างกายของนาง เจ้าอี้เฟยแย้มยิ้ม ทำความเคารพเด็กผู้นั้นโดยทันที

ว่ากันว่าเทพกาลเวลาไม่มีวันที่ร่างกายร่วงโรย และเขามักจะแปลงกายของตนเป็นเด็กเสมอ ที่นางได้ศึกษามาอย่างละเอียดไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่ประการเดียว

"ซ่างเสินอย่าได้มีโทสะ ข้าเพียงแต่ไม่คิดว่าท่านจะมีร่างกายที่งดงามและอ่อนเยาว์เพียงนี้"

เทพกาลเวลาร้อง เห๊อะ ออกมาคำหนึ่ง เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่านางกำลังเยินยอเขาเพื่อผลประโยชน์กันเล่า ผู้ที่ต้องการพบเขาล้วนมีสิ่งที่มุ่งหวังด้วยกันทั้งนั้น

ตำแหน่งนี้ถึงจะดูน่าเบื่อแต่มองอีกมุมก็สนุกอยู่ไม่น้อย

"ข้าไม่อยากเสียเวลาคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้า ส่งตบะเซียนทั้งหมดของเจ้ามาให้ข้าแล้วอยากไปที่ใดบอกข้ามา หากเจ้ารับเงื่อนไขของข้าได้ข้าจะนำเจ้าไปที่นั่น"

เทพกาลเวลากล่าวด้วยน้ำเสียงสนุกสนานคล้ายกับกำลังจะได้ของเล่นใหม่ ตบะเซียนปกติแล้วมีผู้ใดยกให้คนอื่นกันเล่า หากเซียนผู้นั้นไม่ฟั่นเฟือนเสียก่อน เห็นจะมีนังหนูผู้โง่เขลานี้กระทำเป็นคนแรก

ของที่มีค่าที่สุดของเซียนผู้หนึ่งนอกจากของวิเศษที่หายากแล้วก็คือตบะเซียนนี่แหละ เช่นนี้เขาย่อมสามารถสั่งสมบารมีอยู่ชั่วนิรันดร์นับแสนปีแข่งกับมหาเทพผู้นั้นได้เป็นแน่

"ข้ามีชายที่รักอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ข้าอยากไปหาเขาใช้ชีวิตอยู่กับเข้าเจ้าค่ะ"

เทพกาลเวลามองเจ้าอี้เฟยอย่างรู้อยู่แล้ว เขายังทำท่าทางเหมือนว่านางเป็นลาโง่ตัวหนึ่งอีกด้วย

"ข้ารู้ดีว่าเจ้าก็ไม่ต่างจากฝูจื่อหรงผู้นั้น ยอมแลกทุกสิ่งเพื่อคนที่รัก แต่ฝูจื่อหรงเขาโชคดียิ่งนักที่ไม่สูญเสียสิ่งใดเลย เรื่องที่โง่เขลาเช่นนี้หากไม่ใช่บุรุษบ้าที่มีของวิเศษอยู่ในมือผู้นั้นแล้วข้าไม่คิดว่าจะมีผู้ใดยอมมาแลกกับข้าอีก"

“เขาคือพี่เขยของข้าเจ้าค่ะ การมาที่นี่ก็ได้เขาเป็นผู้ชี้แนะในคราที่ข้ายังมีชีวิตอยู่”

เจ้าอี้เฟยเอ่ย

“พวกเจ้านี่สืบเชื้อสายโง่กันมาหรืออย่างไร ความรักแท้จริงแล้วสำคัญเพียงนี้หรือ ตบะเซียนไม่สำคัญกว่าหรือเสวยสุขลืมทุกสิ่งบนสวรรค์อยู่อีกหลายหมื่นปี หากบำเพ็ญตบะมากพอก็กลายเป็นเทพอยู่อีกสักห้าหมื่นปีหากขยันก็บำเพ็ญตบะเพิ่มมากหน่อยอยู่ค้ำฟ้าไปจนกว่าเจ้าจะเบื่อไม่ดีกว่าหรือ”

เจ้าอี้เฟยเพียงแต่ยิ้ม สำหรับนางแล้วทั้งชีวิตมีเพื่อเขาคนเดียวเท่านั้น บุรุษที่นางรักมั่นกระทั่งสามารถสละวิญญาณเพื่อได้พบเขาและมีโอกาสอีกสักคราหนึ่ง

“ผู้น้อยยอมแลกทุกสิ่งเพื่อเขาเจ้าค่ะ”

นางกล่าวอย่างมั่นคงดวงตากลมโตนั้นช่างมุ่งมั่นจนเทพกาลเวลารู้สึกหมั่นไส้ยิ่งนัก

“เอาเถิดความจริงเจ้ายังไม่สิ้นไร้วาสนาเท่าใดนัก ความจริงข้ารู้สิ่งที่เจ้าอธิษฐานมาตั้งแต่เจ้ายังเป็นมนุษย์แล้ว และคิดว่าเจ้าต้องมาหาข้าแน่นอน ผู้เป็นซ่างเสินสูงส่งนิสัยดียิ่งเช่นข้าจึงคิดแล้วว่าจะส่งเจ้าไปยึดร่างของผู้ใด”

“เป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ ข้าไปเบียดเบียนคนผู้นั้นหรือไม่”

เทพกาลเวลามองเจ้าอี้เฟยเพียงผ่านตา เขายิ้มสดใสแล้วกลายร่างมาเป็นบุรุษรูปงามจนฟ้าดินสะเทือนผู้หนึ่ง กระทั่งรัศมีที่เปล่งประกายออกมารอบกายยังทำให้คนตาพร่าได้จนเจ้าอี้เฟยต้องหันหน้าหนีด้วยกลัวตาจะต้องแสงจนบอดเข้า

“ไม่ต้องห่วง ความจริงสตรีผู้นั้นมีวาสนากับโจวเจี๋ยหลุนบุรุษของเจ้าอยู่ เสียดายที่อายุขัยน้อยเกินไป เจ้าไปพบแล้วจะรู้เองแต่ข้าบอกเจ้าก่อนว่า แม้จะใช้พลังคืนชีพยืมร่างกับนางแล้ว หากจิตของพวกเจ้าไม่สอดประสานและนางไม่ยินยอมเจ้าก็จะถูกขับออกจากร่าง หากไม่สามารถหาร่างใหม่ได้ทันวิญญาณก็จะสลายไปทันใด”

เจ้าอี้เฟยกลืนน้ำลายลงคอ นางหวาดกลัวยิ่งนักแต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วนับว่าคือครึ่งทางสำหรับนางดังนั้นไม่อาจถอยได้อีก

“เพียงแต่ได้พบหน้าบุรุษผู้นั้นแม้จะวิญญาณสลายข้าก็ยอมเจ้าค่ะ”

หากไม่ได้ครองคู่นางก็ไม่อาจรับไหวอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าหากวิญญาณสลายไปก็คงจะดีกว่าเฝ้าคิดถึงเขาทุกวันคืนคล้ายจะตายแต่มิได้ตายอย่างทุกข์ทรมานเหมือนดังที่ผ่านมา

เช่นนี้แล้วบางทีการหายไปจากโลกที่ไม่มีเขา ก็คงดีเสียกว่าอีก

เทพกาลเวลาจึงกล่าวว่า

“เวลาไม่คอยผู้ใด นอกจากข้าผู้ยิ่งใหญ่เช่นนั้นจงหลับตาเสียเถิดบัดนี้ความต้องการของเจ้าเป็นจริงแล้ว”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED