“ด่านรัก!”
เหยียนหลัวหวางร้องตะโกนเสียงดังลั่น ดวงตาผู้ยิ่งใหญ่เเห่งเเดนยมโลกมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยเเววเหลือเชื่อ นี่เทพนอกคอกผู้นี้คิดจะสร้างความวุ่นวายอะไรให้เเก่พวกเขาอีก
ยามนี้เเดนสวรรค์ถูกปกครองโดยเง็กเซียนฮ่องเต้ เหล่าเทพรุ่นใหม่ถือกำเนิดขึ้นปานดอกเห็ด ทว่าบรรดาเทพยุคเก่ากลับเริ่มเสื่อมถอย ในหมู่เทพบรรพกาลนอกขอบฟ้า หลายองค์บ้างถึงกาลเเตกดับ บางองค์ก็ลงไปเผชิญกับด่านเคราะห์เล่นเเก้เบื่อ
เเต่นั่นไม่ใช่กับผู้ที่กำลังอยู่ตรงหน้าเขา จอมเทพนอกฝั่งฟ้าผู้นี้หาได้เคยให้ความสนใจแก่ผู้ใด อีกทั้งยังมีความเป็นมาลึกลับเกินกว่าจะกล่าวถึง เพราะเทพบรรพกาลองค์นี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้ เเม้เเต่เหล่าเทพในยุคก่อนด้วยกันเองก็ตาม
เนื่องด้วยเขานั้นไร้ตัวตนอย่างยิ่ง ทำให้แม้แต่บนหินสามชาติก็หาได้มีชื่อสลักดั่งผู้อื่น นับว่าเป็นเทพที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง ไร้ซึ่งความเป็นมา ไร้นามให้ขับขาน ดังนั้นเหล่าบรรดาเทพเซียนทุกตนจึงพากันขนานนามอีกฝ่ายว่า ‘ตี้จวิน’ จนติดปาก
เเต่พลังของเทพนอกฝั่งฟ้าผู้นี้กลับมิได้ไร้ตัวตนเหมือนสถานะของเขาแม้แต่น้อย เมื่อรวมเข้ากับนิสัย ‘มองหน้าเเปลว่าหาเรื่อง’ ของเจ้าตัว ทำให้แม้แต่องค์เง็กเซียนยังเอือมระอา คร้านจะข้องเกี่ยวด้วย
“ไม่ได้อย่างนั้นหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยเรื่อยเอื่อยราวสายน้ำเย็นฉ่ำ
เหยียนหลัวหวางฟังแล้วนึกเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะพลันสะบัดศีรษะเพื่อเรียกสติกลับคืน เพราะเขาเเละทุกคนในสามภพหกเเดนล้วนรู้ดี ภาพลักษณ์ที่มองเห็นอยู่นั้นเป็นเพียงสิ่งหลอกลวง ตี้จวินผู้นี้แท้จริงแล้วทั้งเอาแต่ใจและเผด็จการอย่างร้ายกาจในความเป็นจริง
“ใช่ว่าจะไม่ได้ เเต่ตี้จวินเองก็รู้ดีว่าบนหินสามชาตินั้นหามีชื่อของท่านสลักอยู่ไม่ เช่นนั้นแล้วจะไปมีชื่อคู่วาสนาท่านปรากฏได้อย่างไร เกรงว่าต่อให้ตี้จวินปรารถนาจะลิ้มรสด่านเคราะห์จากรักที่ไม่สมหวังนี้สักเพียงใด ตาเฒ่าจันทราก็มิอาจผูกด้ายเเดงให้ได้ตามประสงค์”
“เรื่องนี้หาได้ยากเย็นอันใด ข้าเพียงเเต่สร้างคู่วาสนาของตนเองขึ้นมาก็จบ หลังจากนั้นค่อยให้เจ้าเฒ่าจันทราจัดการผูกด้ายแดงเสีย”
เจ้าตัวกล่าวขึ้นอย่างไม่ยี่หระ พลางค้นหาข้าวของภายในแขนเสื้อตนเอง หมายใจสร้างคู่วาสนาแบบมักง่าย ทว่าสุดท้ายเมื่อไม่เจอของที่สามารถใช้ได้ ดวงตาคู่งามจึงเหล่มองไปที่ต้นกระบองเพชรบนโต๊ะทำงานคู่สนทนาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะส่งยิ้มร้ายกาจไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของมัน
เหยียนหลัวหวางสะดุ้งเฮือก ในใจเกิดความตระหนกจนถึงขีดสุด รีบเอื้อมมือคว้ากระถางใบเล็กๆ นั้นมาถือเอาไว้อย่างหวงแหน
“ไม่ได้เด็ดขาด นี่เป็นของฝากจากสหายที่อยู่แดนไกลของข้าเชียวนะ”
พญายมราชกัดฟันแน่น เอ่ยขึ้นอย่างไม่ยินยอม ลองคิดดูสิว่าการจะนำต้นไม้จากโลกเบื้องบนลงมา มันยากลำบากขนาดไหน และในบรรดาต้นไม้ที่สหายของเขานำมาให้ ก็มีเพียงแค่ ‘อิ๋งอิ๋ง’ กระบองเพชรน้อยนี่เท่านั้น ที่สามารถทานทนต่อปราณหยินอันหนักหน่วงของยมโลกได้
เเต่กว่าที่จะมาเเข็งเเรงออกดอกสีชมพูสดใสให้ได้เชยชมเเบบนี้ เขาต้องเเอบหนีไปด้านบนเพื่อให้เเสงเเก่นางทุกวันเทียวนะ เเล้วไหนจะยังน้ำที่ใช้รดนั่นอีก ถึงแม้อิ๋งอิ๋งน้อยจะเป็นเเค่ต้นกระบองเพชรธรรมดาในโลกมนุษย์ แต่เขาก็ขโมยน้ำทิพย์จากสระมรกตขององค์เง็กเซียนมารดนางโดยตลอด
เขาต้องปกป้องอิ๋งอิ๋งน้อยเอาไว้ให้ได้ เพราะฉะนั้นย่อมไม่มีทางมอบต้นกระบองเพชรน้อยที่ตนเองนั้นแสนจะทะนุถนอมให้เจ้าเทพอันธพาลตรงหน้านี่อย่างเด็ดขาด บอกได้คำเดียวเลยว่า...
ไม่-มี-วัน!
“ส่งมา อย่าให้ข้าต้องเอ่ยซ้ำ รู้ใช่ไหมว่าเจ้าเด็กเง็กเซียนก่อนหน้านี้ออกว่าราชการไม่ได้ไปกี่วัน”
“...”
เคยเห็นผู้ใดข่มขู่พญายมราชไหมเล่า ถ้าไม่เคยเห็นก็เคยกันเสียเถอะ...ไอ้เทพจอมเอาแต่ใจ เอะอะก็จะใช้กำลังบังคับ
“อย่าจับนางแรงนักนะตี้จวิน อิ๋งอิ๋งเพิ่งออกดอกเป็นครั้งแรก ประเดี๋ยวดอกนางจะหลุดเอา”
สุดท้ายเพื่อป้องกันไม่ให้ยมโลกของตนถูกจอมเทพผู้ชั่วร้ายรังควาน เหยียนหลัวหวางจึงได้เเต่ยอมเสียสละต้นกระบองเพชรน้อยในมือ เขามองกลีบดอกสีชมพูที่สั่นระริกนั้นด้วยท่าทีประหนึ่งจะขาดใจ
'โธ่...อิ๋งอิ๋งน้อยของข้า'
เจ้าของร่างสูงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ต้นไม้บนฝ่ามือนั้นดูแปลกตาดีเหลือเกิน นิ้วเรียวยาวประหนึ่งหยกงามไล้ลงบนกลีบสีชมพูแผ่วเบา หนามแหลมที่อยู่รอบๆ เจ้าต้นไม้น้อยก็พลันกางออกคล้ายต้องการปกป้องตนเองจากผู้รุกราน ขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับว่าเจ้าดอกน้อยๆ นั้นกำลังเกิดความเอียงอาย ยามสัมผัสจึงรู้สึกได้ถึงอาการไหวสั่นระริกของกลีบดอก จนคนลูบพลันเกิดความรู้สึกอยากกลั่นแกล้งขึ้นมาในอก
“อืม...เอาเป็นเจ้านี่ก็แล้วกัน” เทพบรรพกาลผู้เอาแต่ใจเอ่ย พลางยกมืออีกข้างขึ้นมาสะบัดวูบหนึ่ง
ฉับพลันกระบองเพชรน้อยในกระถางก็หายวับไป บนฝ่ามือของเขาปรากฏกลุ่มแสงสีขาวนวลจับตัวเป็นก้อนกลมขนาดไม่ใหญ่มากนักแทนที่ หลังจากนั้นร่างสูงจึงยื่นส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้เหยียนหลัวหวางพลางกล่าวกำชับ
“ข้าจะไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้ว เจ้าก็จงเร่งนำนางไปเกิดให้โดยเร็วเถิด จะได้รีบเริ่มด่านเคราะห์รักนี้ให้จบเรื่องราว” ออกคำสั่งจบผู้พูดก็เดินอาภรณ์ปลิวออกจากห้อง
เหยียนหลัวหวางพลันเกิดความสงสัย อดร้องถามขึ้นมามิได้ “ตี้จวิน ท่านไม่เคยสนใจความเป็นไปของโชคชะตาแล้ว เพราะเหตุใดท่านถึงอยากลงไปเผชิญด่านเคราะห์กันเล่า”
“ข้าเเพ้พนันเดินหมากกับเจ้าเด็กเง็กเซียน เจ้านั่นตั้งเงื่อนไขให้ข้าลงไปเผชิญด่านเคราะห์จากรักที่ไม่สมหวัง” เอ่ยจบก็เดินจากไปทันที
เหยียนหลัวหวางฟังแล้วยืนนิ่งอยู่กับที่ ผ่านไปสักพักหนึ่งถ้อยคำก่นด่าสารพัดจึงถูกพ่นออกมาแทบไม่หยุดหายใจ ทำเอาองค์เง็กเซียนที่กำลังประชุมชาวสวรรค์อยู่ถึงกับไอสำลักไม่หยุดเช่นกัน
เง็กเซียนบ้านั่นต้องการหาเรื่องไล่เจ้าเทพอันธพาลลงไปโลกมนุษย์ก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมถึงกลายเป็นเขาที่ต้องเสียสละอิ๋งอิ๋งน้อยไปด้วยเล่า ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด
หลังจากยืนขุดบรรพชนเง็กเซียนขึ้นมาทักทายถึงสามรุ่นจนเป็นที่พอใจ เหยียนหลัวหวางจึงประคองก้อนเเสงในมือออกจากห้อง ไอ้อาลัยมันก็อาลัยอยู่หรอกนะ แต่ถ้าเขาส่งอิ๋งอิ๋งน้อยไปเกิดช้า ทางโน้นเกิดหงุดหงิดขึ้นมาจะลำบากตนเองเอาได้
‘อิ๋งอิ๋ง ข้าขอโทษด้วย เพื่อความสงบของแดนสวรรค์และยมโลก จำเป็นต้องให้เจ้าเสียสละเเล้ว’
“ไม่รู้ว่าเป็นบุญหรือกรรม ที่เจ้าต้องไปเป็นคู่วาสนาให้เจ้าเทพจอมวายร้ายนั่นแบบนี้ เอาเถอะอิ๋งอิ๋ง...สู้ๆ นะ”
เหยียนหลัวหวางก้าวเดินออกมาด้านนอกด้วยดวงตาแดงระเรื่อ สองมือโอบประคองก้อนเเสงกลมๆ อย่างทะนุถนอม หากรู้ล่วงหน้าว่าเจ้าเทพจอมอันธพาลนั่นจะมาเยือน เขาคงพาอิ๋งอิ๋งน้อยไปซ่อนให้ไกลแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียนางให้แก่อีกฝ่ายเช่นนี้
ยิ่งคิดผู้ปกครองแดนนรกภูมิยิ่งยากจะทำใจ และในขณะที่กำลังจมอยู่กับความโศกานั่นเอง บุคคลในชุดดำและขาวคู่หนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ พร้อมเสียงทักทายแสดงความเคารพจากผู้มาใหม่
“คารวะเหยียนหลัวหวาง”
“เฮ่ยเสี่ยวอู่ เฮ่ยเสี่ยวฉาง” เหยียนหลัวหวางขานชื่อสองยมทูตตรงหน้า “พวกเจ้ามาก็ดีแล้ว จงนำนางไปเกิดใหม่ที่เดียวกับตี้จวินโดยเร็วเถิด ชักช้าไปเวลาบนโลกมนุษย์จะทำให้คลาดเคลื่อนกัน”
เห็นสีหน้าสองยมทูตมีความงุนงง เหยียนหลัวหวางพลันนึกขึ้นได้ว่าทั้งคู่เพิ่งมาถึงยังไม่รู้เรื่องราว จึงบอกเล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆ ก่อนจะตัดใจส่งลูกเเสงก้อนกลมในมือให้เฮ่ยเสี่ยวฉางรับไป จากนั้นพญายมราชจึงหมุนกายเดินกลับห้องทำงานตนเองทั้งน้ำตา เขาทำใจไปส่งนางด้วยตนเองไม่ได้จริงๆ
‘โธ่...อิ๋งอิ๋งน้อยของข้า’
เฮ่ยเสี่ยวอู่มองก้อนกลมที่สว่างเรื่อบนมือเฮ่ยเสี่ยวฉาง ก่อนจะมองหน้าสบตากันอย่างไร้คำพูดอยู่ครู่หนึ่ง บางทีเทพเจ้าบนสวรรค์ก็พิเรนทร์เสียยิ่งกว่ามนุษย์ ดูเอาเถอะ ขนาดเจ้ากระบองเพชรต้นไม้จากโลกมนุษย์ธรรมดาๆ ยังสามารถกลายมาเป็นคู่วาสนาของเทพบรรพกาลได้เลย เวรกรรม...
เวรกรรมของเจ้ากระบองเพชรต้นนี้น่ะนะ...
“พวกเรารีบไปกันเถอะ เวลาบนโลกมนุษย์นั้นเดินเร็วกว่าทางยมโลกมากนัก” เฮ่ยเสี่ยวอู่บอกสหายร่วมงาน รีบส่งไปเกิดให้ไวที่สุดจะดีกว่า เพราะยามนี้เจ้าลูกแสงกลมๆ ในมือพวกเขา ถือเป็นสิ่งเรียกหาภัยมาสู่ตัวได้อย่างดีเยี่ยม หากเกิดเหตุหรือมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาแล้วละก็ ตี้จวินผู้นั้นคงไม่ละเว้นพวกเขาทั้งสองเป็นแน่
สองยมทูตนำเจ้าก้อนแสงน้อยๆ ว่าที่คู่วาสนาของเทพบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่มายังด้านนอก บริเวณที่ต่อเเถวดื่มน้ำเเกงยายเมิ่ง พลางสอดส่ายสายตาหาสะพานที่ต้องการ
เท่าที่เหยียนหลัวหวางบอกกับพวกเขา ตามบทเเล้วตี้จวินจะลงไปเกิดเป็นคุณชายน้อยตระกูลคหบดีใหญ่ ด้วยความร่ำรวยเป็นเหตุทำให้ถูกปล้นฆ่ายกตระกูล ทว่าโชคดีที่ปรมาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์ผ่านไปพบ และได้ช่วยเหลือพร้อมรับคุณชายเป็นศิษย์ของตนเอง เมื่อเติบใหญ่เขาฝึกวิชาสำเร็จจึงออกเดินทางตามหาศัตรูที่ฆ่าล้างสกุลตนเพื่อแก้แค้น
ส่วนวิญญาณกระบองเพชรน้อยจะถูกส่งไปเกิดเป็นบุตรสาวของตัวการใหญ่ ทั้งสองคนพบหน้าและตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบโดยที่ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เมื่อความรักล้ำลึกจนยากจะตัดใจ ความจริงกลับปรากฏขึ้นบีบคั้น บิดาของอีกฝ่ายคือศัตรูที่ต้องชำระแค้นให้ได้ ทว่าผู้ที่ขวางหน้าศัตรูอยู่นั้นคือสตรีที่เขารักสุดชีวิต
ทางด้านหญิงสาวเองก็จนใจไม่น้อย เพราะไม่อาจปล่อยให้คนรักสังหารผู้ให้กำเนิด นางจึงจำต้องขวางทางดาบชายหนุ่มทั้งน้ำตา แต่เมื่ออาวุธถูกฟาดฟันออกไปแล้วย่อมไม่อาจรั้งกลับคืน และเมื่อนางสิ้นชีพลงเขาก็จมอยู่กับความรักที่ไม่สมหวังไปตลอดชีวิต
‘อืม...บทละครคราวนี้ซื่อมิ่งเขียนได้ดียิ่งนัก อย่างน้อยก็ดีกว่าคราวเหยียนหลัวหวางที่ถูกวางบทให้เป็นขันทีแอบหลงรักผู้เป็นนาย โดยไท่จื่อที่เขาหลงรักก็คือองค์เง็กเซียนที่ลงมาเผชิญด่านเคราะห์พร้อมกันนั่นเอง’
แน่นอนว่าสิ่งที่เฮ่ยเสี่ยวอู่กับเฮ่ยเสี่ยวฉางไม่รู้ก็คือ เทพชะตาซื่อมิ่งผู้น่าสงสารนั้นต้องถูกกระชากคอบังคับให้เขียนอยู่สามราตรีเต็มๆ เพื่อที่จะให้ได้บทละครเรียบง่ายและตรงใจท่านเทพจอมวายร้าย...
เฮ่ยเสี่ยวฉางยืนนิ่งต่อเเถวสะพานอนิจจังเพื่อรอที่จะนำเจ้าก้อนแสงในมือไปส่ง ส่วนเฮ่ยเสี่ยวอู่นั้นยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อนร่วมงานคอยสังเกตรอบด้านอย่างไม่ไว้ใจ เพราะอะไรกันนะ ทำไมวันนี้เขาถึงมีความรู้สึกว่าหางตามันกระตุกแปลกๆ ชอบกล
เวลาผ่านไปสักพักใหญ่แถวก็เคลื่อนมาจนถึงเฮ่ยเสี่ยวอู่ ยมทูตชุดดำยื่นมือมารับลูกแสงจากมือคนข้างหลัง เฮ่ยเสี่ยวฉางเองก็กำลังจะส่งวิญญาณดวงสำคัญให้เพื่อนร่วมงาน ทว่าฉับพลันนั้นกลับมีแรงกระเเทกจากด้านหลังมาชนถูกเขาอย่างแรง
“เหวอ...”
เสียงร้องอุทานตกใจดังขึ้น พร้อมกับร่างในรูปลักษณ์ชราของเฮ่ยเสี่ยวฉางเซถลาไปด้านหน้า เจ้าก้อนเเสงที่ถืออยู่ในมือก็กระเด็นไกลไปในอากาศ พุ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับสะพานที่พวกเขาต้องส่งเจ้าวิญญาณไร้ลักษณ์นี่ข้ามไป ทั้งคู่เงยใบหน้าขึ้นมองตามสิ่งที่กระเด็นลอยไปกลางอากาศดวงตาไม่กะพริบ ถ้าหากทำคู่วาสนาตี้จวินผู้ชั่วร้ายนั่นสูญหาย พวกเขาต้องถูกเทพจอมอันธพาลนั่นทุบตีจนตายเป็นแน่!
เฮ่ยเสี่ยวฉางเเละเฮ่ยเสี่ยวอู่ต่างคิดตรงกันในใจโดยไม่ต้องนัดหมาย ดังนั้นร่างหนึ่งขาวหนึ่งดำจึงกระโดดตัวลอยเข้าหาเจ้าลูกแสงกลางอากาศทันที โดยเฉพาะเฮ่ยเสี่ยวอู่นั้นแทบไม่ได้มองดูเพื่อนร่วมงานแม้แต่น้อย เขาลอยตัวยื่นมือเพื่อคว้าเจ้าก้อนแสงที่อยู่ตรงหน้า พลางแสดงท่าทางโล่งอกโล่งใจเมื่อเห็นว่าของสำคัญยังอยู่ดี ทว่า...
โป๊ก!
ตุ้บ!
เฮ่ยเสี่ยวฉางที่กระโดดตามมาติดๆ พลันพุ่งร่างเอาหัวโหม่งใส่เพื่อนร่วมงานอย่างหยุดไม่อยู่ ก่อนจะพากันร่วงหงายหลังก้นกระเเทกพื้น เจ็บจนหน้าตาเหยเก
“เฮ่ยเสี่ยวฉาง ไอ้เจ้ายมทูตเซ่อซ่า นี่เจ้าไม่มีตาหรืออย่างไรกัน!”
เฮ่ยเสี่ยวอู่ร้องตวาดด่าอีกคนอย่างเหลืออด หลังจากถูกสหายกระโดดเอาหัวพุ่งปะทะกลางอากาศ จนร่วงหล่นก้นกระแทกพื้น นอนแอ้งแม้งหมดสภาพ ท่ามกลางสายตาของเหล่าวิญญาณในบริเวณนั้น
ในขณะเดียวกันเฮ่ยเสี่ยวฉางเองก็ร้องโอดโอย เจ้าตัวพยายามลุกจากพื้นด้วยท่าทีทุลักทุเล ก่อนจะปัดเศษดินออกจากก้นน้อยๆ ของตนเอง พลางบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงไม่เบานัก
“ก็ข้าเป็นห่วงวิญญาณกระบองเพชรน้อยนี่นา เจ้านั่นแหละ รู้ว่าข้าจะพุ่งมาเหตุใดจึงไม่หลบกันเล่า”
เฮ่ยเสี่ยวอู่ฟังแล้วถลึงดวงตาโปนแทบหลุดออกจากเบ้า เจ้าเพื่อนร่วมงานที่เเสนโง่เง่าเกินบรรยายนี่ เขาถูกอีกฝ่ายชนจากด้านหลังจะไปมองเห็นได้อย่างไร ที่สำคัญอีกฝ่ายยังคิดจะให้ผู้ถูกชนเป็นคนหลบอีกอย่างนั้นหรือ ไอ้เจ้ายมทูตไร้หัวคิดเอ๊ย ต้องถูกจับให้เป็นคู่หูกับยมทูตไร้สมองเช่นนี้ช่างเป็นอะไรที่โชคร้ายจนเปรียบไม่ได้เลยทีเดียว
“เอามา!”
เมื่อเห็นว่าพูดไปอย่างไรก็ไม่ชนะเป็นแน่ เฮ่ยเสี่ยวอู่จึงกัดฟันไม่โต้ตอบอีกฝ่าย พลางยื่นมือออกมาข้างหน้าด้วยท่าทีบ่งบอกถึงความมีโทสะ
“ขอบใจมากนะ…เสี่ยวอู่” เฮ่ยเสี่ยวฉางจับมือที่ยื่นมาดึงตนเองลุกพลางเอ่ยอย่างซาบซึ้ง ถึงแม้จะปากร้ายหน้าตาไม่รับแขกตลอดเวลา แต่เสี่ยวอู่ก็ยังมีน้ำใจกับเขาเสมอ ในใจยมทูตชุดขาวพลันรู้สึกตื้นตันจนต้องบีบกระชับมืออีกฝ่ายเเรงๆ
“...”
เฮ่ยเสี่ยวฉาง...ไอ้เจ้ายมทูตสมองมีปัญหา
เฮ่ยเสี่ยวอู่สะบัดมืออีกฝ่ายทิ้งก่อนจะถลึงตาดุดันใส่ พลางเอ่ยเสียงลอดไรฟันด้วยท่าทีคล้ายหมดความอดทน “เอา-วิญ-ญาณ-นาง-ต้น-ไม้-มา-ให้-ข้า”
“วิญญาณนั่นอยู่กับข้าที่ไหนกันเล่า” ยมทูตชุดขาวพลันแยกเขี้ยวยิงฟันตอบ ก่อนจะถามกลับอย่างหงุดหงิด “เจ้าเป็นคนรับนางไว้ได้ไม่ใช่หรือ”
เฮ่ยเสี่ยวอู่ฟังแล้วส่ายหน้าพรืด ”ข้าโดนเจ้าขัดขวาง เมื่อครู่ยังไม่ทันได้แตะถูกนางเลย จะไปอยู่กับข้าได้อย่างไรเล่า โง่เง่า!” เขาถูกอีกฝ่ายขัดจังหวะจะไปรับเจ้าลูกเเสงนั่นได้ตอนไหน ช่างไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย เฮ่ยเสี่ยวฉางผู้นี้
“ไม่ได้อยู่ที่ข้าเเละก็ไม่ได้อยู่ที่เจ้า เช่นนั้นเเล้วนางอยู่ที่ไหนกัน”
เฮ่ยเสี่ยวอู่พลันเกิดอาการปวดศีรษะอย่างกะทันหันขึ้นมาทันที สองยมทูตยืนจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ เจ้าก้อนเเสงนั่นต้องกระเด็นไปไหนต่อไหนแล้วเป็นแน่ พวกเขาพยายามสอดส่ายสายตามองหารอบด้าน จนในที่สุดก็เห็นเเสงสว่างเรื่อๆ ที่ตกอยู่บนพื้นเบื้องหน้าสะพานหินที่จะเชื่อมต่อไปยังอีกภพหนึ่งที่มนุษย์เรียกขานกันว่า ‘โลกอนาคต’ นั่นเอง
“ไม่นะ!”
สองยมทูตมองหน้ากันเเล้วต่างกรีดเสียงร้องตะโกน พลางพุ่งร่างไปยังบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต ตี้จวินลงไปเกิดยังภพอดีต เกิดเจ้าวิญญาณกระบองเพชรนั่นข้ามสะพานไปภพอนาคต แล้วทั้งคู่จะมาเจอกันได้อย่างไร หากเป็นเช่นนั้นท่านเทพจอมวายร้ายต้องเล่นงานพวกเขาถึงตายแน่นอน โทษฐานที่เป็นสาเหตุทำให้อีกฝ่ายต้องเสียเวลาไปถึงชาติหนึ่ง
พลั่ก!
เพราะพุ่งเข้าไปอย่างกะทันหันพร้อมกัน เฮ่ยเสี่ยวฉางกับเฮ่ยเสี่ยวอู่จึงเกิดการปะทะกันกลางอากาศอีกครั้ง ยมทูตชุดดำกุมท้องที่ถูกศีรษะเพื่อนร่วมงานกระเเทกด้วยความจุก เวลานั้นเขาพลันลอบสบถสาบานกับตนเองในใจว่า สักวันจะต้องสังหารไอ้ยมทูตตรงหน้าให้ได้ ต้องวางเเผนฆ่าอีกฝ่ายทิ้งให้จงได้ คอยดูเถิด
ยังไม่ทันกล่าวคำก่นด่าออกจากปาก ก็เห็นเฮ่ยเสี่ยวฉางมองไปเบื้องหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง เฮ่ยเสี่ยวอู่รับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ หันตามไปยังจุดที่อีกฝ่ายเบิกตามองค้างอยู่ แล้วก็มีอันต้องกรีดร้องในใจ
ภาพตรงหน้าพวกเขาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความคิด แต่ความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ เจ้าลูกเเสงกลมๆ นั่นตกอยู่บนพื้นทางข้ามสะพานเบื้องหน้านี่เอง และคงจะไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง ถ้าไม่บังเอิญมีวิญญาณไอ้เด็กนรกที่ไหนไม่รู้วิ่งถลาเข้ามา หลังจากนั้นก็ง้างเท้าเตะเปรี้ยงเข้าให้เต็มแรง
“...”
ต่อหน้าต่อตาสองยมทูตดินเเดนคนตาย วิญญาณกระบองเพชรน้อยคู่วาสนาของท่านเทพบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่ ถูกไอ้เด็กจากเเดนนรกเตะโด่งข้ามสะพานอนิจจังไปเกิดเป็นที่เรียบร้อย เเละที่สำคัญคือไม่รู้ว่าไปตกที่ใดเสียด้วย
“ไอ้เด็กชั่วร้าย เจ้าทำบ้าอะไรลงไป!” เฮ่ยเสี่ยวอู่เค้นเสียงตะคอกดุดัน
วิญญาณเด็กน้อยหันมามองอีกฝ่ายอย่างงุนงง ก่อนจะเเลบลิ้นปลิ้นตาให้เเล้ววิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็มองไม่เห็นเเม้เเต่เงาด้านหลัง
“เสี่ยวอู่...พวกเราทำคู่วาสนาตี้จวินหายไปแล้วสินะ ต้องถูกเขาฆ่าตายเเน่ๆ โธ่...ข้ายังไม่ได้ใช้วันลาหยุดงานให้คุ้มค่าเลย ชีวิตช่างสั้นนัก ฮือ...”
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นข้างหูทำให้เฮ่ยเสี่ยวอู่แทบเป็นบ้า เขาพยายามขบคิดหาวิธีรับมือกับปัญหาตรงหน้าจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน โดยมีเฮ่ยเสี่ยวฉางยืนเเหกปากร่ำไห้เป็นกำลังใจอยู่ไม่ห่าง ยมทูตหนุ่มเหลือบมองสหายพลันคิดในใจ
‘ขอบใจนะ ช่วยได้มากเลยละ...’
“หุบปากเสี่ยวฉาง! เวลานี้สิ่งที่เราควรทำก็คือทำให้ตี้จวินลืมเรื่องราวเกี่ยวกับภพเทพให้สิ้น แล้วหาวิธีที่จะให้เขาเสียเวลาอยู่บนโลกมนุษย์นานที่สุด เพื่อซื้อเวลาระหว่างที่พวกเราไปตามหานางต้นไม้ผู้นั้น” เฮ่ยเสี่ยวอู่ตวาดพลางอธิบายเเผนการที่คิดได้ให้อีกฝ่ายฟัง
เฮ่ยเสี่ยวฉางพลันหยุดร้องไห้ หันมาถามน้ำเสียงลังเล “แล้วพวกเราจะใช้วิธีไหนดีล่ะ”
ใบหน้าคมดุในรูปลักษณ์บุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ชะงักไปเล็กน้อย เฮ่ยเสี่ยวอู่เม้มปากแน่น เสียงที่เปล่งออกมานั้นฟังดูแหบแห้งผสมความลังเลชัดเจน
“น้ำเเกงยายเมิ่ง!”
หลังจากนั้นเพียงเวลาไม่นาน สองยมทูตก็มาโผล่เบื้องหน้าร่างสูงเพรียวของเทพบรรพกาล เฮ่ยเสี่ยวฉางรีบเข้าไปเบียดยายเมิ่งที่กำลังนั่งตักน้ำแกง พลางกุลีกุจอตักน้ำใสๆ ใส่ชามให้อีกฝ่ายด้วยตนเอง ยายเมิ่งเงยหน้ามองการกระทำของยมทูตชุดขาวด้วยรอยยิ้มพิกล ทว่าไม่เอ่ยปากอันใด
มือเรียวดุจหยกสลักยกชามน้ำเเกงขึ้นดื่มช้าๆ รูปลักษณ์เเละกิริยาที่เห็นนั้นพิลาสล้ำสะกดทุกสายตา เมื่อดื่มจนหมดหลงเหลือเพียงชามเปล่า เจ้าตัวจึงยกอีกมือขึ้นปาดคราบน้ำบนริมฝีปากออก ทุกท่วงท่าที่เเสดงออกให้เห็นนั้นแสนจะธรรมดา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสามารถละสายตาจากภาพที่เห็นได้แม้แต่นิดเดียว
ช่างโดดเด่นหาใครเทียบเคียงในสามสิบเอ็ดภพภูมิได้ยากจริงๆ
เฮ่ยเสี่ยวอู่ส่ายหน้าไล่ความคิดในหัวเล็กน้อย รูปโฉมของตี้จวินไม่ต่างจากคำเล่าลือ เเต่พวกเขามีสิ่งสำคัญมากกว่านั้นที่ต้องทำ เท้าของยมทูตหนุ่มจึงเหยียบเรียกสติสหายร่วมงานทันที เฮ่ยเสี่ยวฉางพลันได้สติก็นึกถึงจุดประสงค์ขึ้นมา จึงรีบตักน้ำแกงในหม้อใส่ชามเพื่อให้ผู้ที่อยู่ตรงหน้าดื่มเพิ่มอีกชาม
“หือ...”
เทพบรรพกาลเลิกคิ้วมองมาที่เฮ่ยเสี่ยวฉางอย่างแปลกใจ ยมทูตชุดขาวพลันสะดุ้งเฮือกรีบอธิบายอย่างที่เตี๊ยมกับสหายร่วมอาชีพเมื่อครู่ทันที
“คะ...คือว่า เพราะตี้จวินมีตบะเเก่กล้าพลังเทพสูงส่ง นะ...น้ำเเกงชามเดียวอาจปกปิดความจำภพเทพได้ไม่หมด…”
คิ้วเรียวดำสนิทได้รูปเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาต้องลงไปเกิดในโลกมนุษย์ เรื่องราวที่ยมทูตตรงหน้าพูดมาจึงเป็นสิ่งที่เพิ่งเคยได้ยินเช่นกัน ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย เรื่องตบะพลังเทพอันใดนั่นก็มีเหตุผลอยู่ คิดได้ดังนั้นมือหยกจึงยกน้ำแกงชามที่สองขึ้นดื่มอย่างไม่อิดออด เนื่องด้วยต้องการจบด่านเคราะห์นี้ให้ได้เร็วที่สุด