เรื่องบ้าบอนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน
ไม่สิ...ไม่ใช่หรอก จริงๆ เกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว เพราะตั้งแต่ที่พ่อแม่ของ ‘จันทร์เจ้าขา’ จากไปด้วยอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เธอก็ไม่มีที่พึ่งพิงอื่นเลย นอกเสียจากอดีตเด็กฝึกงานซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำงานให้กับบริษัทเครื่องประดับเงินของบิดา ก่อนจะกลายมาเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ เขาชื่อว่า ‘อินทัช’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้า
และเพราะความคิดก้าวหน้า ไอเดียการตลาดพุ่งกระฉูดนั่นล่ะที่ทำให้อินทัชเป็นที่โปรดปรานของ ‘เจตริน’ ตั้งแต่ตอนนั้น ถึงขั้นที่เจตรินทาบทามมาให้ทำงานด้วยทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ อินทัชไม่ปฏิเสธ เขาเกิดมาเพื่ออุทิศทั้งชีวิตให้กับวงการเครื่องประดับอยู่แล้ว มันตรงกับสิ่งที่เขาเรียนซึ่งก็คือการออกแบบพัสตราภรณ์และการพัฒนาให้วงการเครื่องประดับไทยไปไกลสู่เวทีสากล ถึงเขาจะเป็นชายแท้ แต่ก็ชื่นชอบและหลงใหลในการทำเครื่องประดับเป็นอย่างมาก
ยิ่งมาทำงานกับเจตรินอย่างนี้ บวกกับความขยันขันแข็ง เอาการเอางาน จริงใจ ซื่อสัตย์ ทำงานเกินค่าจ้างเสมอมา ความสนิทสนมกับครอบครัวของนายจ้างก็ยิ่งทวีมากขึ้น อินทัชไปไหนมาไหนกับเจตรินบ่อยๆ ยิ่งเรียนจบมาทำงาน เต็มตัว เรียกได้ว่าตัวติดกันประหนึ่งพ่อลูกก็ไม่ปาน จึงหนีไม่พ้นการได้เจอลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของอีกฝ่ายอย่างจันทร์เจ้าขาด้วย
เขากับจันทร์เจ้าขามีอายุห่างกันถึงสิบห้าปี ตอนเขาเรียนจบมาใหม่ๆ อายุยี่สิบสอง จันทร์เจ้าขามีอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น ดังนั้นการเรียกว่า ‘พี่’ จึงไม่เหมาะสมเท่าไรในความคิดของเจตริน สรรพนาม ‘คุณอา’ จึงถูกเรียกขานมานับแต่บัดนั้น
ไม่เว้นแม้ตอนนี้...ตอนที่เจตรินและภรรยาจากไป ทิ้งไว้แต่บริษัท ทรัพย์สิน และลูกสาวให้ใช้ชีวิตเพียงลำพัง เขาก็ยังเป็นคุณอาของเธออยู่
คุณอา...ที่ไม่ได้มีสายเลือดแท้ๆ ไม่ได้มีศักดิ์นับญาติกันอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงชายหนุ่มที่โปรไฟล์ดีและโสดสนิทซึ่งถูกเจตรินกรอกหูอยู่ตลอดเวลาขณะยังมีชีวิตอยู่ว่าถ้าสักวันเขาเป็นอะไรไปขึ้นมา เขาขอฝากให้อินทัชดูแลจันทร์เจ้าขาแทนด้วย
อินทัชสืบทอดเจตนารมณ์นั้น ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เขาเข้ามาช่วยปลอบประโลมเด็กสาวให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ให้หยัดยืนขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง ซับน้ำตาทุกหยดให้เฉกเช่นที่เคยทำเมื่อเห็นร้องไห้กระจองอแงเมื่อครั้งเป็นเด็ก กระทั่งเวลาเยียวยาความเจ็บปวดให้จันทร์เจ้าขาได้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มเอ่ยปาก
‘ย้ายมาอยู่กับอา หนูขาจะได้มีเพื่อนนะคะ’
ทั้งๆ ที่มีบ้านของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่บ้านใครทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้ว จันทร์เจ้าขาก็ตกลงปลงใจ ย้ายไปอยู่บ้านของหุ้นส่วนบริษัทบิดาเสียอย่างนั้น
บ้านของอินทัชเป็นบ้านเดี่ยวหลังไม่ใหญ่มากหากเทียบกับบ้านของเธอ กระนั้นมันกลับดูกว้างขวางเมื่อรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด อ้อ...ตอนนี้มีเธอเข้ามาแล้วนี่ บ้านไม่กว้างมากจนเกินไปละ
ยอมรับว่าการมาอยู่ร่วมชายคากับอินทัชสร้างความอิหลักอิเหลื่ออยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จันทร์เจ้าขาไม่ค่อยคุยอะไรกับเขามากนัก มีแต่อินทัชเท่านั้นที่พยายามเข้าหา เอาอกเอาใจ แต่มันก็เป็นไปในฐานะอาหลาน ขณะที่ในใจของเด็กสาวนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเพราะความใกล้ชิด
เธอไม่มองเขาในฐานะอาหลานอีกต่อไป ยิ่งใกล้กัน ยิ่งเห็นเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ ใจของเธอมัน...รู้สึกกับเขาเกินกว่าความสัมพันธ์แบบนั้น มันเป็นความรู้สึกฉันชู้สาวไปแล้ว
ไม่แน่ใจนักว่าตั้งแต่เมื่อไรที่รู้สึกอย่างนี้ ทว่าเมื่อรู้สึกแล้วก็ยากจะหักห้าม จันทร์เจ้าขาปล่อยให้ใจลุ่มหลงไปกับผู้เป็นอาไม่แท้ จากวัยเด็กสาวสู่วัยสาวเต็มตัว นับวันยิ่งตระหนักว่าชื่นชอบเขามากเพียงใด ก่อนมันจะตามมาด้วยความลุ่มหลงในทางราคะ โดยเฉพาะเวลาเห็นเขาได้รับเชิญมาบรรยายที่คณะที่เธอเรียนในเทอมนี้
ไม่อยากเป็นแล้วหลาน...อยากเป็นเมีย
จันทร์เจ้าขาเผลอรำพึงในใจขณะที่สายตาจับจ้องไปยังร่างสูงที่อยู่บนเวทีห้องบรรยายขนาดย่อม มือหนึ่งมือไมค์โครโฟน ปากกระจับขยับบรรยายหัวข้อเกี่ยวกับการตลาดเครื่องประดับไทยในต่างประเทศไม่ใช่ครั้งแรกที่อินทัชได้รับเชิญมาบรรยายที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาพัสราภรณ์อย่างนี้ เขามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนี้ที่เขาเป็นศิษย์เก่า และจันทร์เจ้าขาเองก็เป็นศิษย์ปัจจุบันอยู่ อันที่จริงเขาได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยอื่นด้วย แต่อินทัชไม่ได้มีเวลามากพอขนาดนั้น ที่ตกลงมาที่นี่ มีเหตุผลเดียวคือจันทร์เจ้าขาเรียนอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับที่ตัวเองเป็นศิษย์เก่าอะไรทั้งนั้น
“หากไม่มีคำถามอะไรแล้ว ผมขออนุญาตจบการบรรยายเพียงเท่านี้นะครับ”
สิ้นประโยค เสียงประสานร้องว่าขอบคุณจากเด็กนักศึกษาทุกชั้นปีของเอกนี้ก็ดังขึ้นให้ได้ยิน ก่อนจะพากันเก็บข้าวของแยกย้ายไปทำกิจกรรมอื่น มีแต่จันทร์เจ้าขาเท่านั้นที่ยังคงนั่งเท้าคางจับจ้องเขาไม่วางตาอยู่เหมือนเดิม
ตอนอยู่เฉยๆ ก็ว่ามีเสน่ห์ล้นแล้ว ตอนมาบรรยายอย่างนี้ ออร่าความผัวพุ่งกระจาย เห็นแล้วหิวๆๆ
คิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล ถ้าเธอไม่มีสติสักหน่อย ป่านนี้คงน้ำลายหกไปแล้ว
“เจ้าขา...”
“...”
“เจ้าขา! ยัยเจ้าขา!”
“หืม?”
“เรียกตั้งนาน เหม่ออะไรของแก”
ขนาดมีสติยังไม่ได้ยินที่เพื่อนเรียก หลุดออกจากภวังค์ได้ สายตาก็หันไปมองหน้าเพื่อนสาวสองคนที่ยืนปั้นหน้านิ่วอยู่ใกล้ๆ คนหนึ่งคือ ‘แพรวา’ รูปร่างอวบอั๋นเข้าขั้นอ้วน คือจริงๆ ก็อ้วนนั่นล่ะ เพียงแต่จันทร์เจ้าขาไม่อยากใช้คำนั้น ส่วนอีกคนชื่อ ‘อิงฟ้า’ สาวแว่นสุดเนิร์ดที่วันๆ แทบไม่คุยกับใครนอกจากกับหนังสือ
“อะ...เอ้อ แล้วเรียกทำไม” หญิงสาวถามกลับ
แพรวาเอ่ยปากถามซ้ำ “ฉันถามว่าแกจะไปกินข้าวกับฉันกับยัยอิงไหม หรือจะไปเจอกันที่ห้องเรียนเลย”
“ไปเจอที่ห้องเรียนเลยแล้วกัน ฉันมีธุระต้องไปทำน่ะ”
“ธุระอะไรของแกยะ นัดหนุ่มไหนไว้? หรือว่า...พี่ปีสี่วิดวะคนนั้น” แพรว่าถามอย่างรู้ทัน เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เธอเพิ่งเห็นว่ามีหนุ่มหล่อจากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเทียวไล้เทียวขื่อจันทร์เจ้าขาอยู่ จริงๆ ปกติจันทร์เจ้าขาก็มีหนุ่มๆ เข้ามาขายขนมจีบไม่ขาดอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้สวยถึงระดับเป็นดาวคณะได้ แต่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักแบบพิมพ์นิยมก็ทำให้เธอไม่เคยว่าง
“ใช่ที่ไหนกันล่ะ ธุระอื่น” จันทร์เจ้าขาว่าไปตามจริง กระนั้นก็ถูกสายตาจ้องจับผิดของแพรวามองมา
“ธุระอื่น...เดาว่าหนีไม่พ้นเรื่องหนุ่มๆ แน่ คราวนี้หนุ่มคณะไหนอีก”
“แพร...อย่าเซ้าซี้น่า เราหิวข้าวแล้ว” อิงฟ้าที่เห็นว่าเพื่อนตัวนุ่มนี้ทำท่าจะไม่หยุดง่ายๆ เลยออกปากปราม ความจริงไม่ได้หิวข้าวอะไรนักหนาหรอก แค่ไม่อยากให้จันทร์เจ้าขาถูกกดดันจนอึดอัดเท่านั้น ดูสีหน้าเธอสิ เริ่มมู่ทู่แล้ว เรื่องส่วนตัวของเพื่อน จะไปอยากรู้อะไรมากมายกัน
“ก็ฉันอยากรู้นี่หว่า”
“แต่เราหิวแล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวโต๊ะก็เต็มก่อนหรอก” อิงฟ้าอ้าง
แพรวาเองก็หิวแล้ว เรื่องเผือกผู้ชายในชีวิตเพื่อนไว้ค่อยมาซักไซ้ทีหลังก็ได้
“โอเค ไปก็ไป ไว้ฉันมาถามแกใหม่ ขอให้เอนจอยนะยะ”
ยังไม่วายทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ก็ระยะหลังมานี่ เวลาจันทร์เจ้าขาบอกว่ามีธุระ หนีไม่พ้นไปกับผู้ชายที่ตามจีบเธอเลยนี่นา บางวันก็คนนั้น บางทีก็คนนี้ ยุ่บยั่บยั้วเยี้ยจนเพื่อนงงไปหมด ไม่เคยซ้ำหน้า แต่จันทร์เจ้าขามีเหตุผลในการไปกับผู้ชายมากหน้าหลายตานะ มันเพราะ...เธออยากมั่นใจว่าเธอชอบคุณอาของเธอจริงๆ หรือเปล่าไง ซึ่งคำตอบมันก็ชัดเจนว่าจริง
เธอชอบอินทัชจริงๆ จะเป็นใครอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ต้องอินทัชเท่านั้น!
พอเพื่อนทั้งสองหายไปจากตรงนั้นแล้ว จันทร์เจ้าขาก็ถอนหายใจออกมา เธอไม่ชอบเท่าไรนักหรอกกับการถูกถามเรื่องส่วนตัวอย่างนี้ แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้เธอมีอย่างอื่นที่จำเป็นต้องทำมากกว่า นั่นคือการชวนอินทัชไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน
หญิงสาวรีบเก็บข้าวของบ้าง ลุกขึ้นจากโต๊ะเล็คเชอร์ เตรียมจะเข้าไปหาอินทัชที่กำลังเก็บเอกสารการบรรยายเหมือนกัน ทว่าเมื่อก้าวฉับๆ เข้าไปยังไม่ทันถึงตัวเขาดี ก็มีร่างระหงของผู้หญิงอื่นเข้าประชิดตัวเขาเสียก่อน
“ขอบคุณที่มาช่วยทางคณะนะคะคุณอินทัช ส้มดีใจมาก ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย”
เธอคืออาจารย์คณะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมคณะกับอินทัชมาก่อน สมัยเรียนนั้นจันทร์เจ้าขาไม่รู้หรอกว่าทั้งคู๋มีความสัมพันธ์สนิทสนมกันแบบไหน รู้แต่ว่าสายตาของอาจารย์ในเวลานี้ไม่ใช่สายตาที่เพื่อนมองเพื่อน หรือสายตาของอาจารย์มองวิทยากร แต่เป็นสายตาของหญิงสาวมองชายหนุ่มมากกว่า
“ยินดีมากๆ เลยส้ม ไม่ต้องทางการกับเราหรอก ยังไงก็เพื่อนกัน”
“แต่ก็ไม่ได้คุยกันนานแล้วนี่นา ใครจะไปคิดว่าจะได้เจอทัชอีกล่ะ ได้ยินแว่วๆ มาว่าทัชงานยุ่งมากด้วย เสียสละเวลามาขนาดนี้ เราต้องขอบคุณอยู่แล้ว”
“ไม่เป็นไร เรายินดี”
จันทร์เจ้าขาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน
เดี๋ยวทัช เดี๋ยวส้ม หึยยย! ขนาดเธออยู่บ้านเดียวกับอินทัช ยังไม่เคยเรียกเขาสนิทสนมด้วยชื่อเล่นแบบนี้เลยนะ ยัยอาจารย์ส้ม!
ปกติไม่ค่อยชอบอาจารย์คนนี้อยู่แล้วเพราะเธอมีนิสัยชอบจิกกัดนักศึกษา ตอนนี้ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ แต่จะให้ทำเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ผ่านๆ มา คงจะไม่ได้แล้ว นี่มันเกี่ยวข้องกับอินทัช อย่างไรเธอก็ต้องออกตัวล่ะ!
ก้าวเข้าไปหาอินทัชอีก ไม่ยอมปล่อยให้ผู้หญิงอื่นมาชวนเขาคุยหน้าชื่นตาบานอย่างนี้หรอก ไฟมันสุมทรวง ทว่า...
“งั้น...ให้เราตอบแทนหน่อยได้ไหม คือเราอยากชวนทัชไปกินข้าวเที่ยงน่ะ ใน ม.มีร้านอร่อยๆ มาใหม่เยอะเลย เผื่อทัชอยากรำลึกความหลัง”
“เอาสิ กำลังหิวพอดี”
น่าโมโหที่ผู้หญิงคนนั้นชวนคนที่เธอชอบไปกินข้าวไม่พอ น่าโมโหขึ้นไปอีกตรงที่อินทัชตอบตกลงนี่ล่ะ
กล้าดีอย่างไรถึงมาชวนกันต่อหน้าต่อตาเธออย่างนี้!?
ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันควันอย่างไม่รู้ตัว จังหวะเดียวกับที่อินทัชเหลือบมาเห็นพอดีว่าจันทร์เจ้าขายืนอยู่ใกล้ๆ เขาเลยทักไป
“หนูขาไม่ไปกินข้าวกับเพื่อนเหรอ งั้นไป...”
เขากำลังจะชวนไปกินข้าวด้วยกัน แต่จันทร์เจ้าขาไม่อยากฟังแล้ว ลมโมโหมันตีขึ้นหน้า แค่เขาเอ่ยมา เธอก็เชิดใบหน้าขึ้น พลันสะบัดหนีแล้วเดินฉับๆ กลับไปอีกทางทันที ปล่อยให้อินทัชพูดค้างแล้วถอนหายใจยาวอย่างรู้ตัว
คงไปทำอะไรไม่ถูกใจสาวน้อยคนนั้นอีกแล้วล่ะสิ ว่าแต่...ไปทำอะไรนะ
อินทัชอดครุ่นคิดไม่ได้ เขาว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนะ หรือตอนบรรยายเผลอไปพูดอะไรไม่เข้าหูหรือเปล่า จันทร์เจ้าขาถึงได้กระฟัดกระเฟียดใส่เขา?
“รู้จักกันเหรอทัช”
ไม่ทันจะได้คำตอบให้ตัวเอง เสียงของคนตรงหน้าก็ดึงสติไป อินทัชคลี่ยิ้ม
“อืม หลานน่ะ”
“อ๋อ โลกกลมจังเลย นั่นนักศึกษาคนโปรดของเราเลย แกเป็นเด็กดีนะ ตั้งใจเรียนวิชาที่เราสอนสุดๆ”
อินทัชยิ้มให้ไปอีกที ทำไมจะดูไม่ออกล่ะว่าที่เธอพูดมันไม่จริง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะไปสนใจอะไรตอนนี้ เพราะใน หัวเขามีแต่คำถามว่าไปทำอะไรไม่ถูกใจหนูขาเข้าให้กัน
“จะไปกันหรือยังล่ะทัช เราหิวแล้วล่ะ”
“อืม เอาสิ”
เอาไว้คิดต่อทีหลังแล้วกัน เขามีงานช่วงบ่ายให้ไปสะสางต่อด้วย รีบไปกินข้าวแล้วเข้าออฟฟิศไปจัดการงานดีกว่า ส่วนเรื่องจันทร์เจ้าขา...ไว้ค่อยเคลียร์กันที่บ้าน
ว่าจะรอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยเคลียร์กันว่าไปทำอะไรให้ สาวเจ้าถึงได้ปั้นปึ่งใส่เขาอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว อินทัชกลับทนไม่ไหว ต้องถ่อรถจากออฟฟิศกลับมาที่มหาวิทยาลัย รับจันทร์เจ้าขากลับบ้านด้วยตัวเอง
บทที่ 3
จันทร์เจ้าขาเห็นรถเก๋งคุ้นตาจอดอยู่ที่หน้าคณะก็แสร้งทำเป็นยืนนิ่ง เธอรู้ว่าอีกฝ่ายมาง้อ มันเป็นเช่นนี้เสมอเวลาเธออารมณ์ไม่ดีไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ทว่าทุกครั้งที่อินทัชมาง้อ ล้วนแล้วแต่เป็นไปในลักษณะผู้ใหญ่ง้อลูกหลานนั่นล่ะ ติดนิสัยมาจากการสปอยล์ลูกของบิดาเธอเอง เธอกล้าพูดได้เลย
“เห็นอาแล้วก็ขึ้นรถมาสิหนูขา มองอะไรอยู่หืม?”
อินทัชเปิดกระจกร้องบอก เขาทำเป็นนิ่งเพื่อรอดูว่าหญิงสาวจะทำอย่างไร หากแต่เมื่อเห็นเธอนิ่ง เขาก็มั่นใจแล้วล่ะว่าถูกงอนเข้าให้จริงๆ ด้วย
“มาสิคะ ยังจะมัวมองอยู่อีก”
ถูกเร่งมาอีกครั้ง จันทร์เจ้าขาก็เดินมาขึ้นรถจนได้ ปิดประตูรถดังปัง คาดเข็มขัดเรียบร้อย พลันทำหน้ามุ่ย
“ไม่ถามอาเหรอว่าทำไมถึงมารับ?” อินทัชเปิดเรื่อง แต่จะให้เข้าประเด็นเลยคงไม่ดีนัก ดูหน้าน่ารักๆ นั่นสิ ป่องเป็นเจ้าแก้มซาลาเปาเลย
“อยากให้หนูถามเหรอคะ” น้ำเสียงเย็นชาตอบกลับมาทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่หันไปมองหน้า
“ปกติแล้วต้องถามนี่ หรือไม่ก็...จะทำท่าดีใจเวลาเห็นอามารับ”
จันทร์เจ้าขาหันมามองรูปหน้าคมคายที่ประดับพรายด้วยรอยยิ้มในตอนนี้
เป็นอย่างนั้น ทุกครั้งที่เห็นอินทัชมารับที่มหาวิทยาลัย จันทร์เจ้าขาจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าดีใจแค่ไหนที่เห็นเขา ก็เขาน่ะแทบไม่ว่างเลยนี่นา ถึงจะอยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่บางทีเขาก็กลับดึกมาก เธอผล็อยหลับไปก่อนทุกที บางทีตื่นมา เขาก็ออกจากบ้านไปทำงานแล้ว เจอหน้ากันนับครั้งได้
“แล้วตอนนี้ไม่ดีใจเหรอ” ถามย้ำมาอีกครั้ง
จันทร์เจ้าขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องหมาที่ถูกเจ้าของถามว่าทำไมไม่กระดิกหางตอนเห็นเขาอย่างไรไม่รู้
“ไม่รู้ค่ะ” จะให้ตอบว่าไม่ก็คงไม่ได้ จริงๆ แล้วดีใจนี่นา
“ไม่รู้หรือไม่อยากบอกกันแน่คะ” อินทัชเย้า
ดวงตากลมถลึงใส่เล็กน้อย เขารู้อยู่แล้วนี่นา จะมาถามทำไม
“โอเคๆ อาไม่เล่นละ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” เห็นว่าถ้ายังเย้าไม่เลิก มีหวังได้ถูกงอนเพิ่มแน่ เปิดเรื่องเรียบร้อย เข้าประเด็นเลยแล้วกัน “หนูขางอนอะไรอาคะ”
ถามไปอย่างนี้ จันทร์เจ้าขาก็หัวเราะหึในใจ หากแต่สีหน้ากลับนิ่งเรียบ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างชัดเจน
“หนูไม่ได้งอนค่ะ” ปฏิเสธไปด้วย ต้องเล่นตัวหน่อย
“ไม่ได้งอนแน่เหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“แน่ใจนะ”
“แล้วทำไม คุณอาถึงคิดว่าหนูงอนล่ะคะ”
ถูกย้อนถาม อินทัชที่กำลังขับรถออกจากลานจอดรถหน้าตึกคณะก็ว่าขึ้น “ก็ตอนที่หนูขาเห็นหน้าอาหลังเลิกเรียน หนูขาทำหน้าบอกบุญไม่รับเลยนี่ อาก็ต้องรู้ตัวแหละว่าไปทำอะไรไม่ถูกใจหนูเข้าให้แล้ว”
คราวนี้จันทร์เจ้าขาอยากจะหัวเราะออกมาทันที
เห็นไหมว่าคุณอาเขาสนใจฉัน ไม่ใช่อาจารย์สักหน่อย!
บอกกับอาจารย์ผู้หญิงคนนั้นที่ไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แค่เธอรู้สึกเหมือนชนะเท่านั้นน่ะ
“ว่าไง ทำเฉยอีก ตกลงงอนอะไรอาหืม?” เห็นจันทร์เจ้าขายังนิ่ง ทำหน้าบูดเหมือนเดิมก็ถามซ้ำ
จันทร์เจ้าขาได้ที ทำปากยื่นแล้วว่าเร็วๆ “ไม่ได้งอนค่ะ”
“ไม่ได้งอนแต่ทำหน้าเหม็นบูดเชียว งอนอะไรก็บอกมาเถอะ อาจะได้รู้ตัว จะได้ขอโทษ”
จริงๆ การมาง้องอนใครมันไม่ใช่สไตล์ของอินทัชเท่าไร แม้แต่บรรดาแฟนเก่าที่เคยคบหา เขายังไม่เคยง้อเลย มีแค่จันทร์เจ้าขานี่ล่ะที่เอาอกเอาใจขนาดนี้ ก็...เอ็นดูน่ะ เห็นมาแต่อ้อนแต่ออก ทั้งผู้มีพระคุณของเขายังดูแลรักใคร่ปานไข่ในหิน เขาเลยอยากดูแลให้ดีที่สุดตาม พูดง่ายๆ ก็สปอยล์นั่นล่ะ
“บอกมาได้แล้วคนดี อาจะได้รู้ว่าควรง้อยังไง พาไปกินของอร่อยๆ ที่ไหน”
จบท้ายด้วยอย่างนี้ทุกที แต่เอาเถอะ จันทร์เจ้าขาก็ชอบให้เขาเอาใจแหละ ทว่า...จะให้บอกว่าที่ปั้นปึ่งใส่เป็นเพราะเธอหึงเขากับอาจารย์คนนั้นก็ไม่ได้ปะ?
ใช่ หึง...เธอยอมรับเลย หึงจนลมขึ้นหน้า แล้วไม่ใช่ครั้งแรกด้วย ทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงอื่นเข้ามาตีสนิทกับเขา
“หนูไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แค่อารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะ” เลี่ยงที่จะไม่บอกไปตามตรงดีกว่า ขืนอินทัชรู้ว่าเธอคิดอย่างไรกับเขา ความสัมพันธ์หลังจากนั้นอาจจะไม่ราบรื่นแน่
“อารมณ์ไม่ค่อยดีเรื่องอะไร” อินทัชยังเป็นอินทัช เขาชอบถามซอกแซก ต้องรู้ให้ได้
“ก็เรื่อง...ยัยแพรน่ะค่ะ”
“แพรเหรอ? ทำไมล่ะ” แน่นอนว่าชายหนุ่มรู้จักสองสาวเพื่อนสนิทของเธอดี
“มาเซ้าซี้ถามเรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ หนูเลยหงุดหงิด”
“เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ว่าคือ?” บอกแล้วว่าถามซอกแซก
ตอนแรกจันทร์เจ้าขาก็ไม่อยากบอกว่าเป็นเรื่องผู้ชาย แต่คิดดูอีกที...บอกดีกว่า เผื่อจะทำให้อินทัชหึงเธอบ้าง ไม่สิ...หวงสักหน่อยก็ยังดี
“มีพี่ปีสี่คณะอื่นมาตามจีบหนูน่ะค่ะ ยัยแพรก็เลยอยากรู้ว่าหนูกับพี่คนนั้นคืบหน้าไปไหนแล้วบ้าง” พูดไปเหล่มองไป
อินทัชเลิกคิ้วสูง “พี่ปีสี่คณะอื่น?”
“ช่าย...วิดวะ”
“แล้วหล่อไหม” แทนที่จะได้เห็นสีหน้าไม่พอใจ กลับได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายแทนเสียอย่างนั้น
ลองยั่วอีกหน่อยแล้วกัน
“หล่อค่ะ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเดือนคณะด้วย” อันนี้โกหก ความจริงไม่รู้เลยว่าพี่คนนั้นเป็นอย่างไร ไม่ได้สนใจเลยมากกว่า
“หืม...เสน่ห์แรงเหมือนกันนี่เรา”
รู้แล้วสินะว่าหนูเสน่ห์แรง...จันทร์เจ้าขากระหยิ่มยิ้ม
“แต่จะคบใครก็ดูดีๆ แล้วกัน ที่สำคัญ...ระวังรถไฟชนกันนะ”
อินทัชยังไม่รู้สึกรู้สาอีก ทำเอาหญิงสาวมุ่ยหน้าที่แผนไม่เป็นผล
“คุณอาไม่หวงหนูเหรอคะ” ถามไปตรงๆ น่าจะดีกว่า
“หวงสิ ถามแปลกๆ” อินทัชก็ตอบตามตรงเช่นกัน
“หวงแน่เหรอ”
“ทั้งหวงทั้งห่วงเลยล่ะ” ยังทำหน้าระรื่นอยู่ ไม่ทันสังเกตสีหน้าของคนข้างตัวสักนิด
“ถ้าหวงแล้วทำไมถึงไม่โมโหล่ะ”
“แล้วอาต้องโมโหเหรอที่หลานเสน่ห์แรงน่ะ มีคนมาจีบเยอะๆ ก็ดีออก หนูขาจะได้มีทางเลือกเยอะๆ มีสิทธิ์เลือกแล้วนี่”
จันทร์เจ้าขาไม่อยากพูดอะไรต่อแล้ว ไอ้ที่บอกว่าหวงน่ะ คงจะหวงในฐานะอาหลานสินะ
หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมอีก บอกเลยว่าเพิ่งมางอนจริงๆ จังๆ ตอนนี้แหละ แต่อินทัชไม่ได้สนใจอะไรแล้ว เขาคิดว่าต่อให้ง้อด้วยคำพูดไป หญิงสาวคงจะอารมณ์ไม่ดีขึ้นอยู่ดี งั้นพาไปหาของอร่อยๆ กินเลยแล้วกัน
“เย็นนี้กินอาหารญี่ปุ่นกันเนอะ ของชอบหนูขานี่ ไปร้านประจำของเรากัน”
คำว่า ‘ของเรา’ ทำให้จันทร์เจ้าขาอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างจนปริปากเอ่ยตอบรับไปว่า ‘ค่ะ’ ก่อนทั้งคู่จะนั่งเงียบกันไปตลอดทาง มีเพียงเสียงเพลงเบาๆ เท่านั้นที่ดังอบอวลไม่ให้บรรยากาศรอบข้างเงียบจนเกินไป
น่าอึดอัดจริงๆ...
ไม่ใช่บรรยากาศในรถนะ เป็นความรู้สึกในใจของจันทร์เจ้าขาที่ตระหนักขึ้นมาได้ต่างหากว่าขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป สักวันความรู้สึกที่มีต่ออินทัชคงถูกเก็บงำไว้ไม่ไหวและปะทุออกมาแน่ๆ
น่าอึดอัด...อึดอัดมากๆ
อยากเป็นเมียคุณอาเสียเดี๋ยวนี้เลย!
จันทร์เจ้าขาไม่ยอมรับว่าตัวเองแก่แดดหรอก อายุสิบเก้าของเธอในตอนนี้กับความอยากเป็นเมียของอินทัชนั้น ผนวกรวมกันไม่เรียกว่าแก่แดดแล้ว เรียกว่ารู้ความปรารถนาของตัวเองอย่างชัดเจนจะดีกว่า
ไม่เห็นจะแปลกเลยที่อยากจะเป็นคนที่อินทัชรักเพราะเธอรักอินทัช
ไม่ปฏิเสธตัวเองแล้วว่ามันแค่ความชอบ หลายครั้งที่สังเกตความรู้สึกตัวเองว่าเวลาเห็นเขาใกล้ชิดผู้หญิงอื่น หรือคิดว่าสักวันเขาจะต้องแต่งงานมีภรรยามีลูกที่ไม่ใช่เธอ มันปวดแปลบในใจขึ้นมา
ไม่ใช่ความชอบแล้วจริงๆ มันเป็นความรัก ไม่อย่างนั้นคงไม่หึง ไม่หวง ไม่คลั่งไคล้จนจะเป็นบ้าตายวันละหลายสิบรอบอย่างนี้หรอก!