เมื่อบิดาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันเมลดาจึงตัดสินใจว่าจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยกับมารดาอย่างถาวร ก่อนหน้านี้เมลดาก็เคยคิดจะย้ายกลับไปทำงานที่บริษัทของบิดาแต่ก็รอให้ลูกชายคนเดียวโตพอจะรู้เรื่องซึ่งเธอก็ไม่คิดว่าการย้ายกลับบ้านเกิดครั้งนี้จะมาเร็วกว่าที่เธอคิดเอาไว้
“แม่ครับทำไมเราต้องกลับไปอยู่เมืองไทยด้วยครับ” เด็กชายวัยห้าขวบถามมารดาด้วยความไม่เข้าใจ
“เราต้องกลับไปอยู่กับคุณยายครับบอสตัน” เมลดาพูดกับลูกชายขณะเก็บของใช้จำเป็นลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
“ทำไมเราต้องไปด้วยล่ะครับแม่ ผมไม่อยากไปเลยลุงวินบอกว่าที่เมืองไทยร้อนมากและผมจะละลายเหมือนน้ำแข็ง” เด็กชายคิมหันต์หรือบอสตันหมายถึงมาวินพี่ชายต่างมารดาของเมลดาที่มักจะมาเยี่ยมเขาที่นี่และพูดถึงเมืองไทยให้ฟังบ่อยๆ
“มันร้อนก็จริงแต่ไม่ถึงกับละลายหรอกครับบอสตัน ลุงวินเขาก็พูดโอเวอร์ไปแบบนั้น”
“ผมคงคิดถึงชาร์ลีมาก”
“แม่จะให้ลูกโทรหาชาร์ลีบ่อยๆ ดีไหมครับ”
“แล้วผมจะเล่นกับใคร”
“เราไปที่นั่นแม่จะพาบอสตันไปเข้าโรงเรียนแล้วบอสตันก็จะมีเพื่อนใหม่”
“เพื่อนใหม่ก็ไม่เหมือนชาร์ลี” เด็กชายเริ่มงอแงเพราะไม่อยากจากเพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด
“บอสตันครับครั้งนี้มันจำเป็นจริงๆ แม่ไม่อยากทิ้งคุณยายให้อยู่คนเดียว”
“ทำไมเราไม่พาคุณยายมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ” บอสตันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมตัวเองจะต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น
“คุณยายมีงานที่ต้องรับผิดชอบที่นั่น”
“ผมไม่เข้าใจ”
“คุณยายของบอสตันเป็นคุณครู ท่านมีหน้าที่สอนหนังสือเด็กนักเรียนอีกเป็นร้อยคน ถ้าท่านมาอยู่ที่นี่กับเราแล้วใครจะสอนเด็กเหล่านั้นละครับ”
“โรงเรียนของผมมีครูตั้งหลายคน ที่นั่นมีคุณยายคนเดียวเหรอครับแม่”
“มีหลายคนเหมือนกับที่นี่ ครับแต่แม่ขอถามหน่อยนะ ถ้าวันหนึ่งครูโทมัสไม่มาสอนบอสตัน บอสตันจะคิดถึงคุณครูไหมครับ”
“คิดถึงครับครูโทมัสสอนสนุกกว่าครูนาธานเยอะเลย”
“คุณยายก็สอนสนุกครับ ถ้าคุณยายมาอยู่ที่นี่นักเรียนของคุณยายก็คงรู้สึกเหมือนกันเวลาที่ครูโทมัสไม่อยู่แล้วให้ครูนาธานมาสอนแทน”
“อ๋อ แต่ผมก็ยังไม่อยากไปเมืองไทยอยู่ดี”
“ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของคุณแม่นะครับบอสตัน สักวันเราต้องกลับไปอยู่ที่นั่น”
“แม่บอกว่าผมเกิดที่นี่”
“ใช่ครับลูกเกิดที่นี่แต่ลูกก็คือคนไทย”
“ผมเป็นคนไทยเหมือนแม่กับลุงวินเหรอครับ”
“ครับ เราคือคนไทย”
“เมืองไทยมีเลโก้ไหมครับ” เมื่อคิดว่าต้องย้ายไปเมืองไทยจริงๆ บอสตันก็ถามถึงสิ่งที่ตนเองสนใจ
“มีสิครับ ถ้าบอสตันเป็นเด็กดี พอกลับไปถึงเมืองไทยแม่จะซื้อเลโก้ให้สองกล่องเลยดีไหมครับ”
“สัญญาแล้วนะครับคุณแม่”
“สัญญาครับ” เมลดาเกี่ยวก้อยกับลูกชายก่อนจะดึงเข้ามากอดด้วยความรัก ตอนนี้เธอเหลือแค่เพียงมารดาที่เมืองไทยจึงไม่อยากให้ท่านต้องอยู่คนเดียว
เมลดาไม่มีทางรู้เลยว่าการกลับไปครั้งนี้ของเธอจะเจอกับอะไรบ้างแต่เวลาที่ผ่านมาเกือบปีก็ทำให้หญิงสาวเข้มแข็งมากขึ้นและคิดว่าตนเองพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้เธอต้องอุ้มท้องแล้วหนีมาอยู่ที่นี่
“แม่ครับ แม่ครับ”
“มีอะไรครับบอสตัน”
“เราจะไปกันตอนไหนครับ”
“พรุ่งนี้เช้าครับ”
“เราต้องนั่งเครื่องบินนานไหม” บอสตันไม่เคยไปเมืองไทยมาก่อนจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก
“ค่อนข้างนานเลยครับลูก”
“ผมดูการ์ตูนได้ใช่ไหมครับ”
“ได้ครับบอสตันคงให้ดูการ์ตูนหลายเรื่องเลยกว่าจะกลับถึงเมืองไทย”
เธอเคยพาลูกชายนั่งเครื่องบินไปเที่ยวอยู่หลายครั้งเขาจึงรู้ว่าเวลานั่งเครื่องบินตัวเองจะได้ดูการ์ตูนซึ่งปกติแล้วอยู่ที่บ้านมารดาจะให้ดูวันละไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น
เมื่ออธิบายให้ลูกชายเข้าใจแล้วว่าต้องเดินทางไกลและจะย้ายไปอยู่ที่เมืองไทยเมลดาก็พาบอสตันเข้านอน ก่อนที่ตนเองจะกลับมาจัดกระเป๋าเดินทางและตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง
เมลดามาอยู่อเมริกาตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้สามเดือน โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนของบิดาที่มาทำธุรกิจที่นี่ ในช่วงแรกที่มาอยู่เธอไม่ได้เรียนหรือทำงานอะไรเลยเพราะหญิงสาวแพ้ท้องอย่างหนักจนกระทั่งอายุครรภ์ได้ห้าเดือนจึงดีขึ้น เธอเลยไปทำงานเป็นแคชเชียร์อยู่ที่ร้านอาหารของคนรู้จัก จนกระทั่งใกล้คลอดก็ลาออกมาอยู่บ้าน จริงๆ แล้วเมลดาไม่ได้ลำบากอะไรมากเพราะทางบ้านก็ส่งเงินมาให้ใช้ตลอด
แต่ที่เธอทำงานก็เพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ พอคลอดลูกแล้วก็จ้างคนไทยที่นี่ให้ช่วยเลี้ยงบอสตัน ส่วนตัวเองก็ไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีทางการตลาดและสมัครเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง
หญิงสาวสำรวจตั๋วเครื่องบินและเวลาเดินทางอีกครั้งก่อนจะหย่อนลงกระเป๋าสะพายและวางไว้เตรียมสำหรับเดินทางพรุ่งนี้เช้า
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขณะที่เธอกำลังจะปิดไฟเข้านอน เมื่อเห็นคนที่โทรข้ามาคือพี่ชายหญิงสาวกรีบกดรับ
“สวัสดีค่ะพี่วิน”
“ทุกอย่างเรียบร้อยไหมโมเดล เจ้าแสบเป็นยังไงบ้างงอแงไหม”
“ก็นิดหน่อยค่ะพี่วิน พี่วินล่ะคะเป็นยังไงบ้าง” ถึงแม้เมลดากับมาวินจะเกิดจากมารดาคนละคนกันแต่อายุไม่ต่างกันมากกันเธอจึงสนิทกับเขามาก แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันจึงมักมีคนเข้าใจผิดว่าเมลดาและมาวินเป็นแฟนกัน
เธอกับมาวินก็ไม่เคยแก้ไขความเข้าใจผิดเพราะไม่อยากให้กระทบกับครอบครัวของมาวินซึ่งมารดาของชายหนุ่มมีสถานะเป็นภรรยาน้อยสถานะเป็นภรรยาน้อย
“พี่ก็ทำใจได้แล้วอุบัติเหตุก็แบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง” มาวินพยายามจะทำใจให้เร็วที่สุด
“พ่อไปสบายแล้วค่ะ”
“นั่นสิตอนนี้ก็เหลือแค่เราที่ยังต้องลำบากอยู่”
“พี่วินคงเหนื่อยมากใช่ไหม โมเดลขอโทษนะคะที่ทำให้พี่ดูแลบริษัทอยู่คนเดียวมาตั้งหลายปี”
“พี่ยอมรับว่าเหนื่อยนะโมเดล แต่คิดว่าอีกเดี๋ยวก็คงดีขึ้นถ้าโมเดลกลับมาช่วยที่ดูแลบริษัท”
“ค่ะพี่วิน โมเดลจะกลับไปช่วยพี่ทำงานนะคะ”
“แต่พี่ก็อย่าลืมช่วยหาที่เรียนให้เจ้าแสบด้วยนะคะ”
“ไม่มีปัญหาเลยเพื่อนพี่มีหุ้นที่โรงเรียนนานาชาติ เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง โมเดลไม่ต้องเป็นห่วงนะ คืนนี้รีบนอนเถอะ”
“ค่ะพี่วิน เจอกันที่เมืองไทยนะคะ”
“เดินทางปลอดภัยนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบินบอสตันก็นั่งดูการ์ตูนสลับกับเล่นของเล่นที่เตรียมมาจากบ้าน บางครั้งก็มีแอร์โฮสเตสแวะมาทักทายเพราะความน่ารักและช่างพูดของเด็กชาย เมลดาจึงได้พักผ่อนบนเครื่องอย่างเต็มที่
พอลงจากเครื่องและรับกระเป๋าเดินทางเสร็จแล้วก็เดินออกมายังอาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งตอนนี้มาวินมารอรับอยู่แล้ว
“ลุงวินคร้าบ” บอสตันวิ่งเข้าหามาวินขณะที่ชายหนุ่มย่อตัวและอ้าแขนรับหลานชายคนเดียวที่เขารักเหมือนลูก
“ว่าไงครับบอสตัน นั่งเครื่องบินสนุกไหม”
“ครับลุงวิน พี่แอร์สวยและใจดีมากให้ของเล่นกับขนมผมเยอะเลยครับ”
“ก็หลานชายของลุงมันหล่อเหมือนลุงนี่ครับสาวๆ ก็เลยขอบเป็นพิเศษ”
“ครับพี่แอร์บอกว่าผมหล่อมาก” พอได้ดีบอสตันก็อวดคุณลุง
“เป็นไงบ้านโมเดล”
“ก็ดีค่ะ บอสตันไม่งอแงเลย”
“แม่อย่าลืมสัญญานะครับ”
“ไม่ลืมครับ แต่ขอให้แม่กับลุงวินจัดการงานของคุณตาให้เรียบร้อยแล้วจะพาไปซื้อนะครับ”
“สัญญาอะไรกันไว้เหรอโมเดล” มาวินถามขณะช่วยหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางมาบริเวณทางออก
“เลโก้ครับลุงวิน แม่บอกว่าจะซื้อเลโก้ให้ผมสองกล่องถ้าผมไม่งอแงตอนนั่งเครื่องบิน”
“เดี๋ยวลุงซื้อเพิ่มให้อีกสองกล่องถ้าบอสตันเป็นเด็กดี”
“จริงนะครับ”
“จริงสิ ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น” เขาส่งกำปั้นมาตรงหน้าและบอสตันก็เอากำปั้นของตนเองชมกับผู้เป็นลุงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข
มาวินพาเมลดาและบอสตันมาส่งที่บ้านของเธอซึ่งมารดาของเมลดาออกมายืนรออยู่นานแล้ว
“คุณยายคร้าบ ผมคิดถึงคุณยายมากที่สุดเลย” บอสตันเข้ากอดอย่าประจบเพราะรู้ว่าคุณยายจะใจดีและมีของอร่อยให้ตนเองทานเสมอ
“ยายก็คิดถึงบอสตันที่สุดเลย”
“แล้วคุณตาล่ะครับ”
คำถามของเด็กชายทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนมองหน้ากันก่อนที่คุณมยุรีจะเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“คุณตาไปอยู่อีกที่หนึ่งครับ เย็นนี้ยายจะพาบอสตันไปหาคุณตา แต่ตอนนี้หนูไปนอนพักก่อนดีไหมให้พี่ฝ้ายพาไปนะครับ”
“ครับคุณยาย”
“ฝ้ายพาคุณหนูไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้านะ”
“ค่ะคุณผู้หญิง”
“พี่ฝ้าย เอากระเป๋าใบเล็กขึ้นไปด้วยนะคะ ในนั้นมีของใช้ของบอสตันอยู่ค่ะ”
“ค่ะคุณโมเดล”
บอสตันเดินเข้าไปในบ้านแล้วเมลดาก็ถอนหายใจ เธอยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับลูกชายเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
“บอสตันเป็นเด็กฉลาดพี่ว่าแกคงจะเข้าใจ”
“โมเดลก็หวังอย่างนั้นค่ะพี่วิน”
“วินจะเข้าไปในบ้านก่อนไหม”
“ไม่ล่ะครับคุณน้าผมมีเรื่องต้องไปจัดการอีกนิดหน่อย”
“ขอบใจมากนะวิน ถ้าไม่ได้วินน้าก็คงแย่”
“ไม่เป็นไรครับคุณน้า ตอนเย็นผมจะมารับไปที่วัดนะครับ”
“จ้ะ แล้วเย็นนี้แม่เขาจะมาด้วยไหม” คุณมยุรีถามถึงวนิดามารดาของมาวินซึ่งทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีของบริษัท
“เย็นนี้ที่บริษัทจะเป็นเจ้าภาพครับคุณน้า แม่ก็เลยจะมาด้วย”
“น้าฝากบอกแม่เขาด้วยนะว่าไม่ต้องรอมาพร้อมคนที่บริษัทหรอก อยากจะมาวันไหนก็มาได้เลย” เธอทำใจเรื่องที่สามีตนเองมีภรรยาน้อยได้นานแล้ว เพราะมารดาของมาวินเป็นภรรยาน้อยที่อยู่อย่างเจียมตัว ไม่เคยมาวุ่นวายที่บ้านใหญ่และแสดงตัวให้ใครรู้
วนิดามารดาของมาวินนั้นทำงานในบริษัทเดียวกับคุณสามารถสามีของเธอ แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าสองคนมีความสัมพันธ์กัน ถึงแม้จะผ่านมานานจนเท่าอายุของมาวินแต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นความลับ
“ขอบคุณครับคุณน้า ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
เมื่อมาวินขับรถออกไปแล้วเมลดาก็เดินตามมารดาเข้ามาในห้องรับแขก
“หนูจะไปพักก่อนไหม”
“หนูว่าจะโทรหาเดซี่กับอิ๊นซ์สักหน่อยสองคนนั้นบอกว่าเย็นนี้จะมาร่วมงานของคุณพ่อด้วย แม่ไปพักเถอะค่ะ”
เมื่อมารดาเดินขึ้นไปบนชั้นสองแล้วเมลดาก็โทรหาอรอินทร์ก่อนเป็นคนแรก
“โมเดลมาถึงเมืองไทยแล้วเหรอ”
“เพิ่งมาถึงบ้านเมื่อกี้เอง อิ๊นซ์ทำงานอยู่หรือเปล่า”
“ทำบ้างไม่ทำบ้าง” อรอินทร์ตอบด้วยเสียงเบื่อหน่ายเพราะเธอเพิ่งลาออกจากงานแล้วมาช่วยงานที่บ้านซึ่งเป็นตลาดสดและเธอมีหน้าที่เก็บเงินค่าเช่าแผงและค่าเช่าตึกแถวที่อยู่บริเวณเดียวกัน
“ไปสมัครงานมาหรือยังล่ะ”
“ไปมาหลายที่แล้ว แต่เราประสบการณ์น้อยก็เลยไม่ค่อยมีใครรับ”
“มาทำกับบริษัทของคุณพ่อเราไหมล่ะ เราก็จะกลับมาทำเหมือนกัน”
“น่าสนใจดีนะ แต่เราไม่อยากเป็นเด็กเส้น”
“อย่าคิดมากเลย เอาไว้เจอกันค่อยคุยเรื่องนี้ก็ได้”
“อือ แล้วโมเดลโทรหาเดซี่หรือยัง”
“ยังเลย เราโทรหาอิ๊นซ์ก่อนไม่รู้เดซี่จะกำลังเลี้ยงลูกอยู่หรือเปล่า”
“ไม่หรอกโมเดลเพราะตอนนี้น้องติณณาไปเนอสเซอร์รี่แล้ว”
“เหรอ โตวัยเหมือนกันนะ”
“ลูกของเดซี่กับโมเดลโตกันแล้วแต่เรายังไม่มีแฟนเลยสักคน”
“ก็อยากจะเลือกมากทำไมล่ะ ใครมาจีบก็ปฏิเสธเขาไปหมด”
“ก็เรายังไม่เจอคนที่ถูกใจสักทีนี่โมเดล แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะหมอดูบอกว่าปีนี้เราจะเจอเนื้อคู่”
“แต่นี่มันจะสิ้นปีแล้วนะอิ๊นซ์”
“อย่าพูดให้เราใจเสียสิโมเดล” อรอินทร์บ่นพลางหัวเราะ
เมื่อวางสายจากอรอินทร์แล้วเมลดาก็โทรศัพท์ไปหาเดนิสาเพื่อนสนิทอีกคนที่รู้ความเป็นไปของเธอเป็นอย่างดี
“เดซี่ยุ่งอยู่หรือเปล่า”
“ไม่เลย โมเดลถึงนานหรือยัง”
“เพิ่งมาถึงไม่นานเมื่อกี้โทรหาอิ๊นซ์แล้ว อิ๊นซ์บอกว่าเย็นนี้ เดซี่จะมาที่งานของคุณพ่อด้วย”
“ใช่จ้ะ เย็นนี้อาหมอไม่มีตรวจนอกเวลาเราเลยให้อาหมอเลี้ยงลูกอยู่บ้าน”
“ไม่รบกวนอาหมอใช่ไหมเดซี่”
“ไม่หรอกอาหมอชอบเลี้ยงลูกและเลี้ยงเก่งกว่าเราอีกนะ”
“น่าอิจฉาเดซี่นะที่มีสามีดีอย่างอาหมอ”
“โมเดลเราขอโทษนะ” เดนิสารู้สึกผิดมากที่พูดเรื่องสามีของตนออกไปเพราะที่ผ่านมานั้นเมลดาเลี้ยงลูกตามลำพังมาตลอดหลายปี
“ไม่เป็นไรหรอกน่าเดซี่ อย่าคิดมากไปเลยตอนนี้เราเข้มแข็งกว่าแต่ก่อนเยอะเลย”
“เราดีใจที่โมเดลเข้มแข็งขึ้นนะและก็เสียใจเรื่องพ่อด้วย เย็นนี้เราจะเอาขนมที่ร้านคุณยายไปช่วยงานนะ”
“ขอบใจจ้ะ แต่เดซี่ไม่น่าต้องลำบากเลยนะ”
“ลำบากที่ไหนล่ะการเอาขนมไปเป็นเบรกในงานแบบนั้นก็เท่ากับเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านด้วยนะ”
“เดซี่มีความสุขกับร้านขนมใช่ไหม”
“เราว่าการทำขนมทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้นเยอะเลยนะโมเดล อีกอย่างถ้าจะออกไปทำงานข้างนอกอาหมอก็ไม่ยอม”
“อาหมอกลัวหนุ่มๆ จะมาจีบเดซี่นั่นล่ะสิ”
“แต่เราก็ว่าดีไปอย่างนะโมเดล เพราะตอนนี้คุณยายก็ยืนทำขนมไม่ค่อยไหวแล้ว เราเลยต้องช่วยน้าษามากขึ้น” ตั้งแต่เรียนจบเดนิสาก็แต่งงานและเป็นแม่บ้านให้กับสามีหญิงสาวจึงใช้เวลาว่างไปช่วยงานที่ร้านเบเกอรีของคุณยายและน้าสาวในทุกๆ วัน
งานสวดอภิธรรมศพของนักธุรกิจใหญ่อย่างคุณสามารถนักธุรกิจผลิตและส่งออกเม็ดพลาสติกรายใหญ่ของประเทศมีแขกร่วมงานเป็นจำนวนมาก
หลายคนจับจ้องที่ลูกสาวคนเดียวซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่าตั้งครรภ์ตั้งแต่เรียนยังไม่จบและหนีไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ
เมื่อเมลดาเดินเข้ามากับมารดาและลูกชายคนในศาลาก็พากันมองด้วยความสนใจ เสียงซุบซิบนินทาดังมาเข้าหูอยู่เรื่อยๆ แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจเพราะคิดแล้วว่าสักวันก็ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้
“ไม่เป็นไรนะ อย่าไปสนใจคำพูดของคนอื่นเลย” อรอินทร์ จับมือเพื่อนไว้เพื่อเป็นการให้กำลังใจ
“เรื่องที่เขาพูดมันก็คือความจริงนะอิ๊นซ์”
“แต่มันผ่านมานานแล้วนะโมเดล”
“แต่ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนความจริงมันก็คือความจริง ซึ่งเราคงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้นอกจากทำใจยอมรับมันเท่านั่น”
“โมเดลเข้มแข็งขึ้นมากจริงๆ เสียพ่อไปแล้ว พอกลับมายังเจอคำนินทาถ้าเป็นเราคงแย่แน่” เดนิสาจับมืออีกข้างของเมลดาเพื่อให้กำลังใจ
“เราก็แย่นะเดซี่ แต่เราจะร้องไห้ให้ใครเห็นไม่ได้ เรามีทั้งแม่และลูกที่ต้องดูแล ถ้าเราจะอ่อนแออีกคนก็คงไม่ดีเท่าไหร่”
ระหว่างที่เมลดากำลังคุยกับเพื่อนอยู่นั้นแต่แขกก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ โดยมีมาวินและมารดาของเธอคอยต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้าเพราะเมลดาไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ จึงได้แต่นั่งดูแลบอสตันอยู่ด้านในศาลาเท่านั้น
“โมเดลกับพี่วินยังติดต่อกันอีกเหรอ” อรอินทร์เคยได้ข่าวมาบ้างว่าเพื่อนแอบคบกันแต่ตอนนั้นเมลดาก็ปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้คบกับรุ่นพี่หนุ่มคนนั้น
“เราก็ติดต่อกันตลอดถ้าไม่มีพี่วินเราคงแย่”
“เขาคบกับโมเดลนานแล้วเหรอ” เดนิสาถามเพราะเธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
“เปล่าหรอกเดซี่ เรากับพี่วินไม่ได้คบกัน”
“แต่ดูเขาสนิทสนมกับแม่ของโมเดลมากเลยนะแล้วยังจะคอยต้อนรับแขกอย่างกับตัวเองเป็นเจ้าภาพอีก ถ้าเขาไม่คิดอะไรกับโมเดลเขาจะทำแบบนั้นทำไมล่ะ”
“ไปกันใหญ่แล้วอิ๊นซ์”
“เราก็พูดไปตามที่เห็นน่ะคนอื่นก็คงคิดไม่ต่างจากเรา”
“โมเดลตอนเราไปเข้าห้องน้ำเราก็ได้ยินคนเขาพูดกันด้วยว่าพี่วินคือพ่อของน้องบอสตันเพราะทั้งสองคนหน้าตาดูคล้ายกันมากแล้วตอนที่พี่วินเขาก็ยังมาช่วยงานอีก” เดนิสาบอกถึงสิ่งที่ตนเองได้ยินมาให้เพื่อนรู้
“แล้วตอนนี้พี่วินก็เข้ามาช่วยงานคุณพ่อของโมเดลที่บริษัทด้วยเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่” อรอินทร์ยังไม่หายสงสัยเธอ กำลังสับสนว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อของน้องบอสตัน
“เราไม่อยากจะพูดเรื่องนี้เลยเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่วิน แต่ถ้าเขาไม่พูดอิ๊นซ์กับเดซี่ก็ยังคงสงสัยเหมือนกับคนอื่น”
“ถ้าโมเดลลำบากใจ ก็ไม่ต้องเล่าให้เราสองคนฟังก็ได้นะ” อรอินทร์ก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องลำบากใจถึงแม้ว่าตัวเองอยากจะรู้ความจริงมากแค่ไหนก็ตาม
“เรื่องที่เราจะบอกมันเป็นความลับเดซี่กับอิ๊นซ์ห้ามบอกใครนะ”
อรอินทร์กับเดนิสาพยักหน้าพร้อมกันทันทีด้วยความอยากรู้
“เรากับพี่วินเป็นพี่น้องกัน”
“อะไรนะ /อะไรนะ”
“ เบาๆ สิ”
“ก็คนมันตกใจนี่ โมเดลเสียใจจนเพ้อไปหรือกำลังสับสนอะไรหรือเปล่า” เดนิสามมองหน้าเพื่อนด้วยความไม่เข้าใจ
“เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่โมเดล” อรอินทร์ตั้งสติได้ก็ถามต่อ
เมลดาเล่าให้เพื่อนฟังว่าตนเองกับมาวินมีพ่อคนเดียวกัน แต่ที่ต้องปิดบังคนอื่นก็เพราะมารดาของมาวินเป็นภรรยาน้อยจึงไม่อยากให้คนอื่นรู้เพราะกลัวมาวินจะถูกคนอื่นมองไม่ดี
“แต่พี่วินกับแม่ของโมเดลก็ดูสนิทกับพี่วินมากนะ”
“พี่เขามาช่วยงานที่บริษัทตั้งแต่เรียนจบและคอยดูแลพ่อกับแม่ตอนที่เราไม่อยู่”
“แบบนี้ไงคนอื่นเข้าใจผิด”
“จริงๆ แม่ก็อยากบอกทุกคนนะว่าพี่วินคือลูกของพ่ออีกคน”
“น่าสงสารเหมือนกันนะ ที่เขาช่วยงานคนอื่นก็คิดว่าเพราะทำเพื่อเจ้านายทั้งที่ตนเองกำลังทำหน้าที่ลูก” เดนิสาพูดอย่างเห็นใจ
“แต่เขาก็ดูเข้มแข็งมากเหมือนกันนะ ต้องคอยต้อนรับแขกในฐานะลูกจ้างทั้งที่ตัวเองก็คือลูกแท้ๆ” แท้อรอินทร์รู้สึกเห็นใจพี่ชายของเพื่อนมาก
“พี่วินคือพี่ชายที่ดีมาก ถ้าเราไม่มีพี่วินก็คงแย่ เราไม่เคยเห็นว่าพี่วินเป็นคนอื่นเลย เรารู้สึกว่าพี่วินเหมือนลูกชายอีกคนของแม่”
“แล้วแม่เขาล่ะมาร่วมงานหรือเปล่า”
“คนนั้นไง ที่นั่งอยู่ซ้ายสุดของโต๊ะ”
“ดูเขาเศร้าเหมือนกันนะ” เดนิสามองหญิงวัยกลางคนที่มีนัยน์ตาเศร้าแล้วก็รู้สึกเห็นใจ
“ทุกคนเศร้ามากเพราะพ่อจากไปอย่างกะทันหันแต่หมอบอกว่าพ่อไม่ได้ทรมานอะไรเลยท่านเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ” เมลดาเล่าให้เพื่อนฟังด้วยเสียงที่สั่นเครือ
อรอินทร์กับเดนิสาต้องช่วยกันปลอบอีกพักใหญ่กว่าเมลดาจะกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม
“แม่ครับ แม่ครับผมอยากไปเข้าห้องน้ำ” บอสตันที่นั่งดูการ์ตูนอยู่สะกิดมารดาและกระซิบเบาๆ เพราะตกลงกันมาจากที่บ้านแล้วว่าการมาร่วมงานคืนนี้จะต้องนั่งให้เรียบร้อยที่สุดเพราะคุณตาจะคอยดูอยู่ไกลๆ
“ได้สิ บอสตันเก็บแท็บเล็ตและถอดหูฟังออกก่อนนะ แล้วแม่จะพาไปเข้าห้องน้ำ” เมื่อลูกชายกำลังเก็บของเมลดาก็หันมาบอกเพื่อนทั้งสองคนว่าตนเองจะพาบอสตันไปเข้าห้องน้ำ
“ให้เราไปเป็นเพื่อนไหมโมเดล”
“ไม่เป็นไรหรอกเดซี่ ใกล้แค่นี้เอง”
เมลดาพาบอสตันมายังห้องน้ำซึ่งตอนนี้มีคนต่อคิวอยู่ก่อนหน้านี้แล้วหนึ่งคน
“แม่ครับ ผมโตแล้ว ผมเข้าห้องน้ำเองได้”
“หนูต่อคิวแล้วเข้าห้องน้ำคนเดียวได้จริงๆ ใช่ไหมบอสตัน”
“ครับแม่”
“ถ้ายังงั้นแม่ออกไปยืนรอข้างนอกนะครับ เสร็จแล้วหนูก็ล้างมือให้เรียบร้อยแล้วเดินตามออกไปได้ไหม แม่จะรออยู่ข้างนอก”
“ได้ครับ”
เมลดาออกมายืนรอลูกชายด้านนอก ระหว่างนั้นก็มองไปทั่วบริเวณวัดซึ่งนอกจากจะมีงานสวดอภิธรรมศพของบิดาของตนเองศาลาอีกด้านก็มีงานของคนอื่นด้วย
เมื่อมองไปเรื่อยๆ สายตาของเธอก็สะดุดกับผู้ชายคนหนึ่งที่ดูคล้ายกับคนรักเก่าของเธอมาก แล้วพอผู้ชายคนนั้นหันกลับมาหญิงสาวก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอเขาตั้งแต่วันแรกที่กลับมาถึงไทย แต่ก็นับว่ายังโชคดีอยู่เพราะบริเวณที่เมลดายืนอยู่นั้นไม่ได้สว่างมาก เธอรีบเดินไปหน้าห้องน้ำแล้วเรียกลูกชายเพราะอยากจะรีบออกไปจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด เนื่องจากกลัวว่าเขาอาจจะมาใช้ห้องน้ำซึ่งมีแค่จุดที่เธอยืนอยู่จุดเดียวเท่านั้น
“บอสตันเสร็จหรือยังลูก”
“เสร็จแล้วครับแม่ ผมกำลังล้างมืออยู่ครับ”
พอลูกชายเดินออกมาจากห้องน้ำเมลดาก็รีบพากลับไปยังศาลาที่จัดงานศพอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินมาถึงพระก็เริ่มสวดพอดีทำให้เมลดายังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้อรอินทร์กับเดนิสาฟังว่าตนเองไปถึงกับใครมา
หลังจากพระสวดอภิธรรมเสร็จเธอกับเพื่อนก็ออกไปยืนส่งแขกที่กำลังจะกลับโดยไม่ลืมที่จะมอบขนมและน้ำผลไม้ให้แขกติดมือกลับบ้านไปด้วย