ตอน 1

ณ จวนตระกูลกู้ จวนของตระกูลขุนนางที่มีรั้วสูงท่วมศีรษะ ภายในเรือนใหญ่ของผู้นำตระกูล ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งในลักษณะท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นเรือน มือข้างหนึ่งของนางยันพื้นเอาไว้ มืออีกข้างถูกยกขึ้นมากุมหน้าอกเพราะความรู้สึกเจ็บปวด ด้านนอกเรือนมีร่างของสาวรับใช้คนสนิทที่เพิ่งจะสิ้นใจไปก่อนหน้า เพราะถูกลูกน้องของผู้ชายสารเลวตรงหน้าแทงด้วยมีดอันแหลมคม แม้แต่ตัวนางเองในยามนี้ก็คงไม่อาจจะมีชีวิตรอดไปได้แล้วเช่นกัน

“เพราะเหตุใด ท่านกับนางถึงได้ร่วมมือกันสังหารข้าได้ลงคอ ข้าคือภรรยาของท่านนะ กู้อี้เหวิน อ๊อก!!”

โลหิตสีดำกระเด็นออกมาจากริมฝีปากที่เคยงดงาม ยามนี้มันเริ่มเปลี่ยนสีเป็นม่วงคล้ำจนไม่น่ามอง สาเหตุมาจากยาพิษที่นางเพิ่งจะดื่มเข้าไป นัยน์ตากลมยามนี้แดงก่ำจ้องมองสามีอันเป็นที่รัก โอบกอดร่างบางของสหายสนิทของนางเอาไว้ในอ้อมอก ด้วยความเคียดแค้น

“โถๆๆ ซูเยว่ซิน เจ้าช่างเป็นสตรีที่น่าสงสารยิ่งนัก ไหนๆ เจ้าก็จะตายอยู่แล้ว ข้าจะเมตตาบอกความจริงทั้งหมดให้เจ้ารับรู้ก็แล้วกัน ข้ากับท่านพี่อี้เหวิน เรารักกันมานาน ก่อนที่เขาจะได้พบกับเจ้าเสียอีก แต่เป็นเจ้าที่โง่เอง คิดว่าเขารักเจ้าจริง จนยอมทำทุกอย่างให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ”

สตรีที่เคยเป็นสหายที่สนิท และหวังดีกับนางที่สุด ตั้งแต่ที่นางย้ายจากเมืองโหย่วถิง มาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ยามนี้ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ราวกับว่าไม่ใช่คนที่เคยรู้จักกันมาก่อน

ที่แท้รอยยิ้มและมิตรภาพก็แฝงไปด้วยคมมีด เหตุใดนางถึงไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน พี่ชายของนางต้องมาตายเพราะช่วยงานเขา บิดาของนางถูกโจรป่าสังหาร ทั้งๆ ที่เป็นแม่ทัพที่มีฝีมือ มารดาของนางต้องมาตรอมใจตายเพราะสูญเสียทั้งสามีและบุตรชายเพียงคนเดียวไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน พี่ชายของสามีต้องตายเพราะถูกลูกน้องของสามีลอบสังหาร โดยที่นางเองก็มีส่วนรู้เห็น

สาวรับใช้คนสนิทของนางต้องมาสิ้นใจตายไปอย่างทรมาน เพราะจับได้ว่าชายหญิงสารเลวลอบวางยาพิษนาง ยังไม่ทันได้บอกความจริงให้นางรับรู้ สาวรับใช้ของนางก็ถูกพวกคนชั่วสังหารนางจนสิ้นใจ เหตุใดนางถึงได้เป็นสตรีที่โง่งมได้ถึงเพียงนี้ ไปหลงเชื่อในคำว่ารักที่ผู้ชายสารเลวผู้นี้พูดออกมา จนมองไม่เห็นความจริงรอบๆ กาย

“ท่านพ่อของข้า เขามิได้ตายเพราะเงื้อมมือของพวกโจรป่าใช่หรือไม่” ซูเยว่ซินตัดสินใจเอ่ยถามออกมาแม้ภายในลำคอจะรู้สึกเจ็บปวดจากพิษที่นางได้รับเข้าไป

“แม่ทัพผู้องอาจ ฟาดฟันศัตรูมามากมายอย่างท่านพ่อของเจ้าน่ะหรือ จะพลาดท่าให้พวกโจรป่าพวกนั้นเอาง่ายๆ หากไม่ใช่เพราะท่านพี่อี้เหวินสั่งคนให้ไปลอบสังหารเขา อ้อ....ยังมีพี่ชายของเจ้าอีกคน เขาต้องตายไปก็เพราะความรักที่มีให้เจ้า เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะเจ้านะ ซินเอ๋อร์... เป็นเพราะเจ้าที่เกิดมาโง่งม หลงเชื่อในความรักของผู้อื่นจนมองไม่เห็นความรักของครอบครัว”

หลูเจียงหลี เล่าความจริงให้อดีตสหายสนิทฟังด้วยความสะใจ ที่ผ่านมานางนั้นต้องเสแสร้งแกล้งทำว่านางนั้นหวังดี กับสตรีที่เกิดมามีชะตาชีวิตที่สูงส่งน่าอิจฉา เป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนแม่ทัพ ต้องการสิ่งใดทั้งบิดามารดา และพี่ชายต่างสรรหามาให้ ทว่านางนั้นกลับมีชีวิตที่ต่างกัน นางก็เป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาลำดับที่ห้าของตระกูลหลู มีบิดาก็เมินเฉย พี่สาวน้องสาวต่างมารดาก็แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน มีชีวิตอยู่ภายในจวนสุดแสนจะลำบาก

“เจ้าอย่าชิงชังพวกข้านักเลย หากอยากจะเอาความจากผู้ใด ก็ต้องโทษตัวเจ้าเองนั่นแหละ ที่มองไม่เห็นเองว่าผู้ใดนั้นรักเจ้าจริง” กู้อี้เหวินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ซูเยว่ซินตระหนักได้ในทันทีว่าชายสารเลวตรงหน้านี้กำลังเอ่ยถึงผู้ใด เป็นพี่ชายของเขา คุณชายใหญ่ตระกูลกู้ กู้มู่เฉินนั่นเอง ที่มีใจให้แก่นาง ทว่านางกลับไม่เคยมองเห็นถึงความรักของเขา ถ้าเช่นนั้นที่นางได้รับผลกรรมเยี่ยงนี้ก็คงถูกแล้วกระมัง เปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงทว่าความแค้นภายในใจของซูเยว่ซินกลับร้อนแรงดังเปลวไฟ นางมิอาจปล่อยวางเรื่องชายหญิงสารเลวคู่นี้ได้

และก่อนที่นางจะได้ยินคำพูดของชายหญิงสารเลวตรงหน้าพูดออกมาอีกครา นางก็กระอักโลหิตออกมากองโต เพียงไม่นานนักร่างที่ยังนั่งอยู่บนพื้น ก็ล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นแทน นัยน์ตาแดงก่ำยังคงจ้องมองไปที่ชายหญิงทั้งสอง ที่ยามนี้ยืนมองมายังนางอย่างเย็นชา ไร้ความเมตตาสงสาร มองดูนางราวกับมองสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังจะตาย

แค้นนี้ถึงเยี่ยงไรก็ต้องได้รับการชำระ หากสวรรค์มีเมตตาโปรดช่วยให้ข้าได้หวนคืน ชาตินี้ตัวข้านั้นได้ทำความดีเอาไว้มากมาย นี่น่ะหรือคือผลตอบแทนของการเป็นคนดี หากจะถามถึงความผิด ก็มีเพียงความรักที่ทำให้ตัวข้าตามืดบอด ทำให้ข้าผิดต่อบิดามารดาและพี่ชาย และทำให้ข้าทำผิดต่อเขา เพียงเพื่อช่วยให้ชายชั่วผู้นั้นได้กลายเป็นผู้นำตระกูลตามที่ตั้งใจ จนถึงขั้นยอมทำเป็นมองไม่เห็นในยามที่เขาต้องถูกลอบสังหารจนสิ้นใจตาย

ราวกับสวรรค์ได้ยินคำคร่ำครวญของหญิงสาวที่มีชะตาชีวิตที่น่าเวทนา แสงสีขาวสว่างวาบเข้ามาภายในดวงจิตของผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ พานางย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ยามที่นางยังไม่ได้พบกับชายหญิงสารเลว ย้อนกลับไปในยามที่นางได้ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบกับบิดาและพี่ชาย เสียงเหล็กดังปะทะกันจากการฝึกฝนวิชาดาบของเหล่าทหารกล้าดังสะท้อนมาปลุกนางให้ลืมตาตื่น

“ที่นี่คือที่ใด สวรรค์หรือว่านรก”

เสียงแหบหวานดังออกมาจากร่างของคุณหนูรองที่นอนอยู่บนเตียงไม้ภายในกระโจมของค่ายทหาร ทำให้สาวรับใช้ข้างกายที่ทำหน้าที่เฝ้าไข้นางอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่น

“คุณหนูรอง...ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ บ่าวจะรีบออกไปตามนายท่านมาหาท่านนะเจ้าคะ”

ชิงหลวนรีบถามออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เพราะคุณหนูรองเป็นไข้นอนไม่ได้สติมาสามวันสามคืนแล้ว นายท่านร้อนใจจึงออกไปตามหาท่านหมอเทวดาจากนอกค่ายทหาร เพื่อให้มารักษาอาการเจ็บไข้ของคุณหนู ยามนี้นายท่านเพิ่งจะกลับมา แต่ทว่ายังไม่พบกับท่านหมอเทวดาที่พวกทหารเล่าลือ

ซูเยว่ซินมองเห็นสาวรับใช้คนสนิทที่นางจำได้ว่าสิ้นใจไปแล้ว ก็รีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วคว้ามือของอีกฝ่ายที่กำลังจะจากไปเอาไว้

“ชิงหลวน!!! นี่เจ้าจริงๆ น่ะหรือ” พลันน้ำตาของนางก็หลั่งลงมา จนชิงหลวนเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก

“ข้าน้อยชิงหลวนเองเจ้าค่ะ คุณหนูรอง ท่านเป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ”

สาวรับใช้วัยสิบห้ารีบตอบคุณหนูรองวัยสิบสามออกมาด้วยน้ำเสียงตระหนกตกใจ พลันรีบเข้าไปดึงร่างเล็กมาสวมกอดเอาไว้อย่างระมัดระวัง

ซูเยว่ซินร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ นางไม่คิดเลยว่า นางจะได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ แท้จริงนางตายไปแล้วมิใช่หรอกหรือ ตายอย่างน่าอนาถท่ามกลางสายตาเย็นชา ไร้เมตตาของชายหญิงสารเลวคู่นั้น หรือแม้แต่ชิงหลวนเอง ก็ต้องตายเพราะช่วยเหลือนางเช่นกัน

“ชิงหลวน นี่พวกเราอยู่ที่ใดกันรึ” นางต้องการแน่ใจว่านางได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ หรือเพียงแค่ฝันไปจึงถามสาวรับใช้ออกมา

“ค่ายทหารชายแดนเมืองโหย่วถิงเจ้าค่ะ ก็คุณหนูติดตามนายท่านกับคุณชายใหญ่มายังค่ายทหารเมื่อหลายวันก่อน คุณหนูจำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ”

คำตอบของชิงหลวนทำให้ซูเยว่ซินรับรู้ได้ในทันที ว่านี่หาใช่ความฝันไม่ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่นางติดตามบิดาและพี่ชายออกมายังค่ายทหาร แต่หลังจากนั้นอีกไม่นานนางก็เดินทางกลับจวนตระกูลซู เพราะนางร่างกายอ่อนแอ ถ้าเช่นนั้นนางก็ได้ย้อนเวลากลับมาในวัยสิบสามปี ย้อนกลับมาก่อนที่นางจะได้พบกับชายหญิงสารเลวคู่นั้น และย้อนกลับมาก่อนที่นางจะตายเพียงห้าปีเท่านั้น

จากนี้อีกสองปี ที่บิดาและพี่ชายของนางจะสู้รบชนะ และได้ย้ายกลับเข้าไปประจำการในเมืองหลวง นางยังมีเวลาอีกสองปีในการเตรียมการ ที่จะรับมือกับชายหญิงสารเลวคู่นั้น และตอบแทนชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียว ที่มีใจรักนางอย่างแท้จริง ชาตินี้นางจะช่วยชีวิตเขา และคอยผลักดันให้เขาได้เป็นผู้นำตระกูล หนทางแห่งความสุขของกู้อี้เหวินกับหลูเจียงหลี นางจะขัดขวางพวกมันทุกวิถีทาง

“ซินเอ๋อร์...เจ้าฟื้นแล้วรึลูกพ่อ” ท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยว่จงรีบเข้ามาในกระโจมพร้อมเอ่ยถามบุตรสาวที่นั่งอยู่บนเตียงไม้ด้วยความดีใจ

“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกอกตัญญู ทำให้ท่านพ่อต้องเป็นกังวลแล้ว”

ซูเยว่ซินตอบพลางยิ้มจางๆ ออกมา น้ำตาคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง นางไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้มาเห็นว่าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่อีกครั้ง ท่านพ่อที่ต้องสิ้นชีพไปเพราะความโง่งมของนาง

“โถ่...พูดอันใดเยี่ยงนั้น เจ้าหายป่วยก็ดีแล้ว” ท่านแม่ทัพซูดึงร่างบอบบางของบุตรสาวเข้ามาในอ้อมกอดพลางกล่าวออกมาอย่างโล่งใจ ซูเยว่คงที่ได้ยินว่าน้องสาวฟื้นจากไข้แล้วก็รีบตามมาที่กระโจมของนางเช่นกัน

“ซินเอ๋อร์...เจ้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง” เสียงของพี่ชายเรียกสายตาของซูเยว่ซินให้มองไปยังเขา

เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ วัยเพียงสิบหกปีแต่ทว่ากลับมีร่างกายกำยำ เพราะออกกำลังอยู่ทุกวัน พี่ชายของนางในยามนี้ช่างดูมีความสุขยิ่งนัก อาจจะเป็นเพราะเขายังไม่ได้เข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจของผู้ใด ชาติก่อนเป็นเพราะนางเอง ที่เป็นฝ่ายดึงเขาเข้าไปในแผนการของชายชั่วผู้นั้น ได้ย้อนกลับมาครานี้นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดต้องมาตายเพราะความโง่งมของนางอีก เพราะนางจะกลายเป็นซูเยว่ซินคนใหม่ คนที่พร้อมจะช่วงชิงเส้นทางแห่งความสุขของชายหญิงสารเลวคู่นั้นมาเป็นของนางเอง

“ข้ามิเป็นอันใดแล้วเจ้าค่ะพี่ใหญ่” ซูเยว่ซินตอบออกมา จากนั้นจึงส่งยิ้มจางๆ ให้แก่เขา

ทั้งบิดา พี่ชายและสาวรับใช้ต่างมองมายังนางด้วยแววตาโล่งใจ แต่ถึงกระนั้นท่านแม่ทัพซูก็ยังคงเรียกท่านหมอในค่ายทหาร ให้มาช่วยตรวจดูอาการบุตรสาวอีกครา ครั้นได้ยินว่านางไม่เป็นอันใดแล้วจริงๆ เขาจึงวางใจ

เช้าวันต่อมาท่านแม่ทัพซูสั่งให้บุตรสาวเดินทางกลับไปรักษาตัวต่อที่จวนตระกูลซู ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองโหย่วถิง ทว่านางกลับปฏิเสธ ซูเยว่ซินตั้งใจเอาไว้แล้วว่า การที่นางได้หวนกลับมาในครานี้ นางจะต้องมีวรยุทธ์ติดตัว เพื่อไม่ให้ตนเองอ่อนแอจนถูกคนรังแก และมิอาจปกป้องผู้คนที่รักนางได้

แม่ทัพซูครั้นถูกบุตรสาวออดอ้อนก็ใจอ่อน ยอมให้บุตรชายคอยช่วยฝึกวรยุทธ์ให้ผู้เป็นน้องสาว ทุกคราที่เขามีเวลา ซูเยว่คงรู้สึกยินดียิ่งนักที่น้องสาวของเขามีใจนึกอยากฝึกวรยุทธ์ขึ้นมา เพราะถ้าหากนางมีวรยุทธ์ติดตัว ต่อไปภายภาคหน้าก็จะสามารถปกป้องตัวนางเองได้ เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง หากนางต้องออกเรือนไปกับผู้ใด

ซูเยว่ซินเองก็มีเป้าหมายของนาง จึงไม่เคยล้มเลิกการฝึกวรยุทธ์ ถึงแม้บางวันนางจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยก็ตาม ซูเยว่คงเห็นน้องสาวมีความพยายาม มุมานะก็ไม่ย่อท้อในการสอนนางเช่นกัน ทุกคราที่เขากลับมาจากการลาดตระเวน เขาก็จะช่วยฝึกวรยุทธ์ให้กับน้องสาวทุกคราไป จนฝีมือของซูเยว่ซินค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากเดิม ผ่านมาไม่ถึงหนึ่งเดือน นางก็สามารถรับมือกับทหารยอดฝีมือของค่ายได้แล้ว

“คุณหนูรองช่างมีความสามารถยิ่งนักขอรับ มิอาจดูเบาในฝีมือของนางได้เลย สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพ”

อู่จง กุนซือของแม่ทัพซูกล่าวออกมาอย่างชื่นชม ในขณะที่กำลังมองบุตรีของท่านแม่ทัพ ยืนอยู่กลางลานประลอง นายทหารคนแล้วคนเล่าที่เข้าไปประดาบกับนาง ต่างก็ต้องแพ้พ่ายให้แก่นางอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ทว่านายทหารทุกคนต่างก็ยืนยันว่า พวกเขาหาได้ยอมอ่อนข้อให้นาง เพียงเพราะเห็นว่านางเป็นบุตรีที่ท่านแม่ทัพหวงแหนไม่ แต่ทว่าพวกเขาพ่ายแพ้ให้แก่ฝีมือและสติปัญญาของนางอย่างแท้จริง

“ข้าดีใจที่เห็นนางแข็งแกร่งขึ้นไปทุกวัน นางต่างคุณหนูสกุลอื่นที่เอาแต่เล่น หรือสนใจแต่งานในเรือนหลัง สมแล้วที่นางมีเป็นสายเลือดของข้า หากวันหน้านางมิได้ออกเรือน ข้าก็ยินดีที่จะดูแลนางไปจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่”

ท่านกุนซือรู้ดีว่าท่านแม่ทัพรักบุตรีของเขามากเพียงใด เรื่องที่เขากล่าวออกมาในวันนี้ ย่อมเป็นจริงอย่างเช่นที่เขาว่า หากนางยากที่จะแต่งออกไป เขาก็คงจะยินดีดูแลบุตรสาวเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิตแน่นอน

ตอน 2

วันเวลาผ่านล่วงเลยไปจนเข้าปลายเหมันตฤดู นับจากวันที่ซูเยว่ซินฟื้นจากอาการป่วย วันนี้ก็นับได้เกือบหกเดือนแล้ว และถึงแม้ซูฮูหยินหรือสวีซูหลิง จะส่งสารมาตามตัวบุตรสาวให้กลับจวน ทว่าซูเยว่ซินกลับไม่ยินยอมที่จะกลับไป อีกทั้งฝีมือการฝึกวรยุทธ์ของนาง ก็ดูจะก้าวหน้าขึ้นไปทุกวัน มีหรือที่นางจะกลับไปให้มารดาเคี่ยวกรำงานของสตรีเรือนหลังให้แก่นาง

นางรู้ดีว่าถึงเยี่ยงไรแล้ว สงครามชายแดนเมืองโหย่วถิงในครานี้ บิดาและพี่ชายจะเป็นผู้ชนะศึก ก่อนพิธีปักปิ่นของนางในอีกสองปีข้างหน้าอย่างแน่นอน นางเองก็อยากที่จะมีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งในสนามรบ ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อมกับบิดาและพี่ชาย ถามว่านางกลัวหรือไม่ นางตอบได้เลยว่าไม่กลัว เพราะจะมีสิ่งใดที่น่ากลัวไปยิ่งกว่า การถูกคนที่รักทรยศและหักหลังอีก

"คุณหนูรอง ท่านจะไม่กลับจวนตระกูลซูในยามนี้จริงๆ หรือเจ้าคะ" สาวรับใช้คนสนิทของซูเยว่ซินถามนางออกมาในขณะที่ส่งลูกธนูให้

“ไม่…ข้าจะกลับไปพร้อมกับท่านพ่อและพี่ใหญ่”

นางตอบก่อนที่จะรับลูกธนูมาจากมือของสาวรับใช้ จากนั้นจึงใส่เข้าไปในคันธนู แล้วง้างสายจนสุดแขน ลูกธนูถูกปล่อยไปอย่างมั่นคง มุ่งสู่เป้าหมายอย่างไม่ลังเล

ชิงหลวนสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูรองก็นึกประหลาดใจ จากคุณหนูที่ไม่ค่อยชอบการสู้รบ แต่ที่ร้องตามบิดากับพี่ชายมาชายแดนเป็นเพราะอยากมาเที่ยวเล่น เพราะอยู่ในจวนถูกซูฮูหยินเคี่ยวกรำเรื่องงานของสตรี ทว่ายามนี้คุณหนูรองกลับมาสนใจฝึกวรยุทธ์ อีกทั้งผ่านไปไม่นานคุณหนูรองของนางก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพสกุลซูอย่างไม่มีผู้ใดโต้แย้ง

ซูเยว่ซินแต่งกายด้วยชุดเกราะของทหาร มุ่งหน้าสู่สนามรบขับไล่พวกข้าศึกศัตรูไปพร้อมกับบิดาและพี่ชาย ที่ท่านแม่ทัพซูยินยอมให้บุตรสาวคนเล็กออกรบด้วยกัน เป็นเพราะเขาอยากให้นางแข็งแกร่ง และนางเองก็ผ่านการฝึกฝนวรยุทธ์ และประลองกับเหล่าทหารกล้าของเขามาไม่น้อย นางพิสูจน์ให้เขาได้เห็นแล้วว่า นางมีฝีมือไม่แพ้กับบุตรชายคนโตเลย เช่นนั้นแล้วเขาจึงไม่มีสิ่งใดต้องให้เป็นกังวล

“ท่านพ่อ เหตุใดซินเอ๋อร์ถึงได้กลายเป็นสตรีที่ดุดันเช่นนั้นไปได้ล่ะขอรับ นางไม่กลัวโลหิต หรือแม้แต่ร่างกายที่บาดเจ็บของเหล่าทหารเลย ยามที่ข้าได้เห็นนางถือทวนฟาดฟันกับพวกศัตรูอยู่บนหลังม้า ทุกท่วงท่าช่างองอาจเหนือบุรุษยิ่งนัก บางคราข้าก็แอบนึกกังวลว่า เกรงว่าภายภาคหน้า ว่าที่น้องเขยของข้าจะรับมือนางไม่ได้” ซูเยว่คงพูดคุยกับบิดาในขณะที่มองน้องสาวที่ควบม้าใช้ทวนสังหารพวกทหารฝั่งศัตรูอยู่เบื้องหน้า

“ข้าว่าดีเสียอีก บุรุษใดจะได้ไม่กล้ารังแกนาง”

ท่านแม่ทัพซูบอกบุตรชายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ไม่นานนักเหล่าข้าศึกที่ยังเหลือรอดจากการปะทะ ก็รีบพากันล่าถอยกลับไปตั้งหลักในค่ายของฝ่ายตน ท่านแม่ทัพซูไม่ได้สั่งให้ทหารของตนตามไป เพราะเกรงว่าจะเจอกับแผนการดักซุ่มของอีกฝ่าย กองทัพทหารของตระกูลซูจึงล่าถอยกลับไปยังค่ายทหารชายแดนเมืองโหย่วถิงเช่นกัน

การออกรบในครานี้ทางฝั่งของกองทัพตระกูลซู สูญเสียกำลังทหารไปไม่ถึงร้อย และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงห้าสิบ เป็นเพราะมีแม่ทัพที่แข็งแกร่ง อีกทั้งมีรองแม่ทัพอย่างคุณชายใหญ่ซูเยว่คง และยังมีทหารอาสาที่แม้จะมีรูปร่างเล็กทว่ากลับมีฝีมือยิ่งกว่าพวกทหารทั่วไป ซึ่งคนนอกไม่มีผู้ใดรู้เลย ว่าคนผู้นั้นก็คือบุตรีคนเล็กของท่านแม่ทัพซูนั่นเอง เหล่าทหารกล้าต่างพากันนับถือคุณหนูรองที่มีความกล้าหาญยิ่งกว่าบุรุษ นางไม่ได้เป็นภาระของท่านแม่ทัพและรองแม่ทัพ ทว่านางกลับเป็นกำลังสำคัญให้แก่กองทัพของพวกตน

“สมแล้วที่เป็นบุตรีของท่านแม่ทัพ คุณหนูรองช่างทำให้ข้าน้อยรู้สึกนับถือยิ่งนัก” อู่จง กุนซือของกองทัพตระกูลซูเอ่ยชมคุณหนูรองออกมาในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะในครานี้

“ท่านกุนซือชมข้าเกินไปแล้ว ฝีมือข้ายังห่างไกลจากท่านพ่อและพี่ใหญ่นัก” ซูเยว่ซินกล่าวออกมาอย่างถ่อมตน

เหล่าทหารทุกคนต่างพากันรู้สึกชื่นชมคุณหนูรอง เช่นเดียวกับที่ท่านกุนซือชื่นชมนางออกมา เพราะถึงแม้นางจะยังเยาว์วัย แต่ทว่ากลับมีวรยุทธล้ำเลิศได้ถึงเพียงนี้ย่อมมิใช่ธรรมดา

แท้จริงแล้วในชีวิตก่อนของซูเยว่ซินนั้น ก็เคยฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กเช่นกัน แต่ทว่านางไม่เคยเข้าสู่สนามรบเช่นในชีวิตนี้ ในชีวิตก่อนนั้นนางเลือกที่จะละทิ้งความสามารถนี้ไปหลังจากเข้าสู่วัยปักปิ่น และทันทีที่ได้พบกับบุรุษที่สวมหน้ากากเป็นคนดีผู้นั้น นางก็ไม่กล้าที่จะกล่าวถึงความสามารถของนางออกมาให้ผู้ใดได้ฟังอีก นางต้องเสแสร้งแกล้งเป็นสตรีที่บอบบาง จนสุดท้ายคนพวกนั้นย่ามใจคิดว่านางอ่อนแอ จึงลงมือกับนางอย่างเย็นชา

สองปีต่อมา

ซูเยว่ซินอยู่ในค่ายทหารที่ชายแดนจนครบกำหนดเวลาที่นางล่วงรู้ ว่าเหล่าข้าศึกจากแคว้นต้าเยี่ยน จะเข้ามาสู้รบกับกองทัพของสกุลซูเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่เปลี่ยนกันรับผลัดกันรุกมานานเกือบสองปี จากเด็กหญิงวัยสิบสามในวันนั้น กลายมาเป็นสตรีวัยแรกแย้มในวันนี้ ซูเยว่ซินกลับไม่เคยนึกเสียใจเลย ที่นางได้สูญเสียวัยเด็กเช่นเด็กหญิงคนอื่นๆ ไป เพราะมีแต่ตนเองจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น นางถึงจะสามารถปกป้องตัวนางเองและคนที่นางรักได้

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ศึกครานี้ลูกอยากจะขอร่วมด้วย”

สตรีที่มีใบหน้าหมดจดเกล้าผมเฉกเช่นบุรุษ สวมชุดเกราะเยี่ยงทหาร มือหนึ่งถือทวนที่เป็นอาวุธประจำกายตั้งแต่ออกรบกับบิดาและพี่ชายมากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ทั้งแม่ทัพซูและรองแม่ทัพอย่างซูเยว่คงต่างรู้ดี ว่าศึกครานี้ใหญ่หลวงนัก สองพ่อลูกไม่อยากให้บุตรสาวและน้องสาวต้องออกไปเสี่ยงอันตรายกับพวกเขาด้วย แต่ทว่าพวกเขากลับต้องพ่ายแพ้ในความมุ่งมั่นของนาง อีกทั้งนางยังเชื่อมั่นว่าครานี้กองทัพตระกูลซูจะต้องเป็นฝ่ายที่รบชนะ

และเพราะไม่มีคราใดเลย ที่ซูเยว่ซินบอกว่าชนะแล้วพวกเขาจะพบกับความพ่ายแพ้ ในครานี้เองก็เช่นกัน นางบอกว่าจะรบชนะและจะเป็นศึกครั้งสุดท้าย เหล่าทหารกล้าต่างเชื่อในคำพูดราวกับเป็นดั่งคำทำนายของคุณหนูรอง ที่ยังไม่เคยพลาดตั้งแต่นางได้กล่าวออกมา พวกเขานับถือทั้งฝีมือและความหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าของนางยิ่ง

ศึกชี้ชะตาของสองแคว้น ณ ชายแดนเมืองโหย่วถิงเริ่มต้นขึ้นในยามเหม่า เสียงแตรสัญญาณรบดังขึ้นกึกก้อง ณ ลานกว้าง เหล่าทหารกล้าของทางฝั่งเมืองโหย่วถิงต่างรู้สึกฮึกเหิม สามพ่อลูกตระกูลซูต่างไม่มีผู้ใดหลบอยู่ด้านหลัง มีท่านแม่ทัพผู้องอาจเป็นด่านหน้า บุตรทั้งสองขนาบข้างซ้ายขวา แม้ศึกในครานี้คุณหนูรองบอกว่าจะชนะ แต่ก็หาได้มีผู้ใดประมาทไม่หรือย่ามใจไม่ ครั้นสิ้นเสียงคำสั่งออกรบของท่านแม่ทัพ ทหารทั้งสองแคว้นก็เดินหน้าเข้าหากัน

เสียงของคมดาบที่ปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณชายแดนเมืองโหย่วถิง ทำให้ชาวเมืองต่างพากันรู้สึกหวาดหวั่น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดยอมทิ้งเมืองนี้แล้วหนีไป เพราะต่างก็เชื่อมั่นในกองทัพตระกูลซู ท่านแม่ทัพซูและคุณชายใหญ่สกุลซูเปรียบเสมือนเทพแห่งสงคราม เข้าสู่สนามรบคราใดไม่มีทางที่เขาจะไม่ปลิดชีพแม่ทัพของอีกฝ่าย จนพวกข้าศึกศัตรูที่ได้ยินชื่อเสียงของเขาต่างพากันหวาดเกรง

การต่อสู้ระหว่างกองทัพของทั้งสองแคว้นเป็นไปอย่างดุเดือด ทว่าสตรีที่แต่งกายเฉกเช่นเดียวกับเหล่าบุรุษ ซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าศึกกำลังยกทวนทิ่มแทงข้าศึกศัตรูอย่างไม่หวาดหวั่น ภายในใจของนางยามนี้รู้สึกฮึกเหิมยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้รู้ก็ในวันนี้ว่า เส้นทางชีวิตของนางในชีวิตก่อนนั้นช่างน่าเบื่อ หากรู้ว่าตนเองจะมีจุดจบที่น่าสมเพชเวทนาเช่นนั้น นางคงจะเลือกเดินบนเส้นทางนี้กับบิดาและพี่ชายมาตั้งแต่ต้นแล้ว

ตอน 3

“เจ้า…มิได้บาดเจ็บตรงที่ใดใช่หรือไม่” เสียงของซูเยว่คงดังมาจากทางด้านหลัง เขาฝ่าทหารฝ่ายตรงข้ามเข้ามาหาน้องสาวด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เลยเจ้าค่ะ ท่านพี่…ท่านรีบไปจัดการแม่ทัพฝั่งนั้นช่วยท่านพ่อเถิดเจ้าค่ะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” หญิงสาวบอกพี่ชายโดยไม่หันไปมองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่นิด สองมือของนางยังคงจับทวนแน่น ยกขึ้นตวัดลงฟาดฟันไปยังข้าศึกศัตรู คนแล้วคนเล่าที่ได้รับบาดเจ็บและล้มตายเพราะนาง ทว่านางกลับหาได้ใส่ใจไม่

ซูเยว่คงได้ยินน้องสาวบอกเช่นนั้นจึงห้อม้าเร่งรุดไปยังที่บิดาอยู่ สองพ่อลูกช่วยกันจัดการแม่ทัพและรองแม่ทัพของฝั่งตรงข้าม จนในที่สุดกองทัพทหารของตระกูลซูก็ได้รับชัยชนะ เพราะแม่ทัพและรองแม่ทัพของแคว้นต้าเยี่ยนถูกท่านแม่ทัพและรองแม่ทัพซูสังหารจนสิ้นใจภายในสามกระบวนท่า ครั้นสิ้นแม่ทัพแล้วมีหรือที่เหล่าทหารกล้าของอีกฝ่ายจะหลงเหลือกำลังใจที่จะสู้ต่อ บ้างก็ล่าถอยบ้างก็หลบหนี กองทัพตระกูลซูไล่ต้อนทหารของพวกแคว้นต้าเยี่ยนจนเตลิดกลับดินแดนของตนแทบจะไม่ทัน

เสียงโห่ร้องดีใจของทหารฝั่งเมืองโหย่วถิงดังกึกก้อง คุณหนูรองตระกูลซูได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพธิดาประจำกองทัพ เพราะนอกจากนางจะทำให้เหล่าทหารกล้ามีขวัญกำลังใจแล้ว คำทำนายของนางยังช่วยให้พวกเขารู้สึกฮึกเหิม ไม่ยอมแพ้ต่อข้าศึกศัตรูที่บุกมาโจมตีอีกด้วย ท่านกุนซือได้แต่อึ้งงัน เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่คุณหนูรองเคยกล่าวออกมานั้นจะเกิดขึ้นจริงอีกครา แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะสงครามที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานถึงสองปีนี้ก็ถึงเวลาจบลงเสียที

ซูเยว่ซินใช้เวลาอยู่ในกองทัพร่วมกับบิดาและพี่ชายนานถึงสองปี จวบจนวันสุดท้ายที่สงครามสงบลง หากเป็นในชีวิตก่อน นางนั้นไม่เคยคิดที่จะลงสู่สนามรบด้วยตัวนางเองเลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าคนที่เคยตายมาแล้วหนหนึ่งเช่นนาง ยังจะไปกลัวอะไรกับการตายอย่างมีเกียรติอีก

“วันพรุ่งนี้ก็กลับจวนกันได้แล้วนะเจ้าคะ”

ชิงหลวนกล่าวออกมาในขณะที่เก็บสัมภาระของคุณหนูรองใส่หีบใบใหญ่ เสื้อผ้าอาภรณ์ของซูเยว่ซินนั้นต่างจากคุณหนูตระกูลทั่วไป นอกจากอาภรณ์ที่มีแต่สีดำและสีแดงแล้ว ก็หาได้มีสีอื่นปะปนไม่ เครื่องประดับก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าสาวรับใช้บางคนเสียอีก เห็นทีกลับไปนางคงต้องบอกนายหญิง ว่าคุณหนูใช้ชีวิตไม่เหมือนกับสตรีทั่วไป ให้นายหญิงช่วยจัดการเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับให้คุณหนูเสียใหม่

“อืม…ใกล้จะได้ย้ายที่อยู่ใหม่กันอีกแล้วสินะ” ซูเยว่ซินสางผมของตนพลางพึมพำออกมา

ชิงหลวนหาได้ฟังประโยคหลังที่คุณหนูกล่าวออกมาไม่ เพราะนางมัวแต่สนใจเก็บสัมภาระอยู่ ตัวนางนั้นดีใจยิ่งนักที่จะได้กลับไปยังจวนตระกูลซูเสียที หากมิใช่เพราะต้องอยู่คอยรับใช้คุณหนูรอง มีหรือที่นางจะอยากอยู่ในค่ายทหารที่มีแต่กลิ่นอับของเหล่าบุรุษที่ไม่ชื่นชอบการอาบน้ำเช่นนี้ การมาอยู่ที่นี่นานถึงสองปีทำให้ชิงหลวนไร้ความรู้สึกตื่นเต้นยามที่ได้พบเจอพวกบุรุษไปเลย

สาวรับใช้คนสนิทของซูเยว่ซินเร่งมือเก็บสัมภาระจนเสร็จ หลังจากนั้นก็ปรนนิบัติคุณหนูรองให้เข้านอน ก่อนที่นางจะออกไปนอนยังกระโจมส่วนตัวของนางซึ่งอยู่ติดกัน ทิ้งให้ซูเยว่ซินที่แสร้งนอนหลับเปิดเปลือกตาออกมองความมืดอยู่เพียงลำพัง นางพยายามคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่นางเคยประสบพบเจอมาในชีวิตก่อน อีกไม่นานตระกูลซูจะได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาท พระราชทานจวนหลังใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงให้ ตระกูลซูจึงต้องย้ายจากเมืองชายแดนโหย่วถิงไปยังเมืองหลวง

ในงานเทศกาลชมดอกเบญจมาศ หลังจากพิธีปักปิ่นของนางเพียงแค่เจ็ดวัน นางจะรับเทียบเชิญจากกู้ฮูหยิน และได้พบกับสตรีร้ายกาจนางนั้น ที่แฝงตัวเข้ามาทำทีอยากสนิทสนมกับนาง ด้วยความที่ชีวิตก่อนยังไม่มีสหายข้างกายเลยสักคน ทำให้นางเผลอเปิดใจให้อีกฝ่ายได้เข้ามา และหลังจากที่นางได้เป็นสหายกับสตรีร้ายกาจนางนั้น ยังไม่ทันถึงสามเดือน นางก็ได้พบกับผู้ชายสารเลว ทั้งสองเป็นคู่รักที่ไม่ได้รับการยอมรับจากตระกูล

คนหนึ่งลูกอนุอีกคนก็เป็นลูกอนุไม่ต่างกัน เพราะสถานะต่ำต้อยทว่าจิตใจกลับใฝ่สูง อยากจะเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป ทั้งสองจึงจงใจเข้าหาคุณหนูรองจากจวนแม่ทัพที่เพิ่งย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงเช่นนาง แม่ทัพที่มีอำนาจอยู่ในมือ ผู้ใดในเมืองหลวงต่างก็ให้ความนับถือยำเกรงบิดาของนาง ในครานี้นางจะไม่ให้คนพวกนั้นได้สมหวังอีก

นางจดจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้เป็นอย่างดี เป็นวันที่กู้มู่หรงน้องสาวต่างมารดาของกู้อี้เหวิน เด็กสาววัยสิบสามที่เป็นน้องแท้ๆ ของกู้มู่เฉิน มีเรื่องกับหลูเจียงหลี เพราะเป็นบุตรีของภรรยาเอก ทำให้กู้มู่หรงมีนิสัยที่เย่อหยิ่ง และไม่ค่อยชอบสตรีที่เสแสร้ง นางเป็นเด็กที่ชอบสังเกตผู้คนจากการพูดจา มีหลายประโยคที่กู้มู่หรงกล่าวเหน็บแนมหลูเจียงหลี ที่ได้รับเทียบเชิญมาเพราะสนิทกับกู้อี้เหวิน พี่ชายต่างมารดา ซึ่งเรื่องนี้นางเองก็เพิ่งจะมารู้ในภายหลังเช่นกัน

วันนั้นอีกฝ่ายจงใจใส่ร้ายคุณหนูสามสกุลกู้ว่า เด็กหญิงคิดที่จะผลักนางให้ตกน้ำ แต่ทว่าพลาดท่าทำให้คุณหนูใหญ่สกุลเจียงที่เดินสวนทางกันตกน้ำไปแทน แท้จริงแล้วเป็นฝีมือสาวรับใช้ของหลูเจียงหลี ที่เป็นฝ่ายลงมือแทนเจ้านาย คราแรกนางคิดจะผลักกู้มู่หรงให้ตกลงไปในน้ำ แต่เป็นคุณหนูใหญ่สกุลเจียงที่ไม่ระวัง เดินสวนทางแทรกเข้ามาพอดี ทำให้เป็นฝ่ายที่ต้องตกลงไปน้ำแทน

เหตุการณ์ในครานั้นทำให้กู้มู่หรงถูกลงโทษ และทำให้คุณหนูทั้งสองตระกูลไม่ชอบหน้ากัน แม้แต่นางเองในครานั้นก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจ ในนิสัยของคุณหนูสามสกุลกู้ จวบจนได้ออกเรือนไปกับกู้อี้เหวิน นางกับกู้มู่หรงก็ไม่เคยเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มีวันใดที่คุณหนูสามสกุลกู้จะไม่หาเรื่องให้นางต้องเดือดร้อนเลยสักวัน นี่ก็คงจะเป็นแผนการของชายหญิงสารเลวคู่นั้นมาตั้งแต่แรก พวกเขาไม่ต้องการให้นางเป็นมิตรกับผู้ใดเลย

ในครานี้ซูเยว่ซินจึงคิดที่จะผูกมิตรไมตรีกับคุณหนูสามสกุลกู้ และคุณหนูใหญ่สกุลเจียง นางจะช่วยไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับผู้ใดอีก ไม่ว่าจะเป็นกู้มู่หรงหรือเจียงซีหรูก็ตาม และผู้ที่นางเลือกเมินเฉยในครานี้ ก็คือหลูเจียงหลี สตรีร้ายกาจที่ไม่ควรเข้าไปผูกไมตรีด้วยตั้งแต่ต้น ชีวิตก่อนนางเคยเลือกเส้นทางใด ชีวิตนี้นางขอเลือกเดินอีกเส้นทาง นางจะไม่มีทางกลายเป็นสตรีที่โง่งมให้คนพวกนั้นชักจูงนางได้อีก

“จะไม่มีวัน...ที่พวกเจ้าได้สมหวังเป็นแน่ ชีวิตก่อนข้าเคยได้รับสิ่งใดจากพวกเจ้ามา ข้าก็จะตอบแทนสิ่งนั้นกลับไปให้พวกเจ้าเช่นเดียวกัน”

รอยยิ้มเยือกเย็นเผยออกมาจากเจ้าของดวงหน้างาม น้ำเสียงที่พึมพำออกมากลับฟังดูแล้วให้ความรู้สึกเยือกเย็น บ่งบอกให้รู้ว่า ผู้ที่เพิ่งพูดประโยคเหล่านั้นออกมา ภายในใจของนางนั้นเจ็บช้ำมากเพียงใด

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED