"อ๊าก..."
เพียงดาบเดียวของคนผู้หนึ่งศีรษะของขันทีใหญ่ในชุดสีเขียวเข้มก็กลิ้งตกลงบนพื้นทันใด
"อ้ะ...กรี๊ด..."
ภายใต้แสงคบเพลิงสลัว องค์หญิงหลิวอี้เฟยตัวสั่นงันงก ก้าวถอยหลังช้า ๆ สีหน้าขาวจนซีดทั้งเต็มไปด้วยความหวาดผวา บัดนี้นางกำลังยกมือปิดปากตนเองไม่ให้ส่งเสียงออกไป
บุรุษสองคนที่อยู่ภายใต้ความมืดต่างมองหน้ากัน สีหน้าของพวกเขาเย็นชาประดุจน้ำแข็ง ชวนให้หวาดผวา หลิวอี้เฟยเผลอสบตาเข้ากับดวงตาดำมืดคู่หนึ่งก่อนที่จะหันหลังวิ่งโดยไม่ต้องคิดสิ่งใดอีก
ภายใต้สายลมโชยและความมืดมิดของอุทยานหลวง หลิวอี้เฟยวิ่งเร็วสุดชีวิตคิดหนีไปให้ไกลที่สุด นางจำหน้าขันทีผู้นั้นได้ เขาเป็นขันทีใหญ่คนโปรดของไทเฮา ทว่ายามนี้กลับถูกลอบสังหารด้วยคนที่อยู่ในชุดทหารองครักษ์สองคน
เพราะลนลานจนเกินไปบัดนี้จึงสะดุดขาตนเองล้มลงไปกองบนพื้น นางลืมความเจ็บโดยพลัน เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้นางต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ทว่าเพียงลุกขึ้นมาได้ขณะที่กำลังก้าวเท้าวิ่งต่อ นางก็ชนกับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งอย่างแรง ทำให้นางล้มลงไปเกลือกกลิ้งกับพื้นหญ้าเช่นเคย
"อ้ะ!"
ดวงตาของนางเบิกโพลงเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจน ในมือของเขายังมีดาบเล่มใหญ่เมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์จึงส่องวาบเข้าดวงตา ทำให้หลิวอี้เฟยรู้สึกราวกับว่าแสงนั้นกำลังพาดผ่านตัดคอของตนเอง
"ขะ ข้าไม่เห็นสิ่งใด...จริง ๆ"
นางรีบกล่าวออกไปทันใด คนผู้นั้นยกมุมปากแสยะยิ้มอย่างน่าหวาดหวั่น รอยยิ้มนั้นยิ่งทำให้นางขวัญเตลิด เขาก้มลงช้า ๆ ในขณะที่นางกำลังกระเถิบหนี
หลิวอี้เฟยบัดนี้ปลอมกายเป็นขันทีน้อย ชุดที่นางใส่จึงค่อนข้างหลวม ด้วยใบหน้างดงามพริ้งเพรานี้จึงสะดุดตาคนได้ง่าย คนผู้นั้นโค้งกายลงดึงหมวกขันทีที่ปกปิดใบหน้าของนางออกช้า ๆ ยามนี้นางจึงเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน
ทันใดนั้นเองหลิวอี้เฟยต้องตกตะลึง บุรุษผู้นี้มีรูปโฉมไม่ธรรมดา ใบหน้าขาวสะอาดดวงตาสีนิลที่จ้องมองมานั้นราวกับว่ากำลังดูดวิญญาณของนางให้หลุดลอย ริมฝีปากหยักโค้งเล็กน้อย เอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็นน่าสะพรึง
"ขันทีน้อยผู้นี้ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่ จึงได้ออกมาเพ่นพ่านในยามวิกาล"
คมดาบสัมผัสเข้าที่ลำคอขาว ริมฝีปากของหลิวอี้เฟยสั่นระริก ดวงตาทอประกายสิ้นหวัง เพราะนางต้องการหนีออกจากวังหลวงจึงได้มาเจอเรื่องที่ไม่ควรเจอเช่นนี้ ยามนี้นางไม่รู้แล้วว่าระหว่างความตายและการต้องแต่งงานกับชายชราผู้มีจิตใจวิปริตสิ่งใดจะน่าหวาดกลัวมากกว่ากัน
"ขะ ข้า ไม่เห็นสิ่งใดจริง ๆ ปะ ปล่อยข้าไปเถิด"
ริมฝีปากแสยะยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาในยามนี้คล้ายกับปีศาจตนหนึ่ง
"หากจะให้ข้าเชื่อก็คงต้องควักดวงตาของเจ้าแล้ว"
หลิวอี้เฟยหลับตาแน่น ทั้งยังยกนิ้วปิดตาตนเอง นางไม่อยากเป็นผีตาบอดมองไม่เห็นสิ่งใด หากต้องตายนางก็ขอตายแบบร่างกายครบสามสิบสองประการ
เขาใช้ปลายดาบเชยคางนางขึ้นมา เห็นท่าทางหวาดกลัวเช่นนี้แล้วรู้สึกขบขันยิ่งนัก นางยังหลับตาแน่น ปากเล็กสั่นระริก
"ทะ ท่านได้โปรดปล่อยข้าเถิด ข้าจะออกจากวังหลวงอยู่แล้ว ข้าไม่คิดจะกลับมาอีกความเมตตานี้ข้าจะจำเอาไว้ โอกาสหน้าจะชดใช้ให้ท่านแน่นอน"
ซุนป๋อเหวินรู้สึกขบขัน แน่นอนว่าเขาไม่คิดปล่อยขันทีผู้นี้ไป เขาเงื้อดาบขึ้นมาไม่เสียเวลาพูดคุยอีก ในยามนั้นนั่นเองที่เสียงหนึ่งดังขึ้น
"องค์หญิง องค์หญิง บ่าวมาแล้วเจ้าค่ะ องค์หญิง"
หลิวอี้เฟยตกใจยิ่งนัก นางเกรงว่าบ่าวรับใช้ของตนจะได้รับอันตราย แต่ก็ไม่อาจพูดออกไปได้ คนผู้นั้นยังส่งเสียงเรียกไม่หยุด ท่าทางของหลิวอี้เฟยจึงดูประหลาดยิ่ง
นางอยากจะตะโกนกลับไปว่า ‘เหมยลี่เจ้าหุบปาก’ หลิวอี้เฟยไม่ต้องการให้คนผู้นี้รู้ว่านางคือผู้ใด
เสียงนี้ทำให้ซุนป๋อหลันยั้งมือเอาไว้ เขาจ้องใบหน้าของขันทีน้อยชั่วครู่ สำรวจใบหน้าเล็กโดยละเอียด
คนผู้นี้สวมอาภรณ์น้ำเงินของขันทีแต่กลับแต่งกายไม่เรียบร้อยนัก ใบหน้าเล็กงดงามดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนคนที่ไม่เคยผ่านชีวิตวุ่นวายภายนอกมาก่อนผิดกับขันทีทั่วไปที่ล้วนเป็นผู้มีกลโกงอยู่ในตัว อีกทั้งน้ำเสียงยามตกใจเห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงหวานของสตรี
สายตาคมเปล่งประกายสงสัย ยามวิกาลเช่นนี้ขันทีเหล่านี้ย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเพ่นพ่านไปมาทว่าคนผู้นี้กลับมาหลบอยู่ในมุมมืด เหมือนกำลังวางแผนทำสิ่งใดสักอย่าง
มุมปากของซุนป๋อเหวินโค้งขึ้นทันใด
"เอาเถิด ชีวิตของเจ้าข้าจะละเว้น อย่าลืมคำพูดของตนเองเสีย สักวันเจ้าได้ชดใช้ให้ข้าแน่นอน เรื่องวันนี้หากเจ้าแพร่งพรายออกไปข้าจะเป็นผู้พรากชีวิตของเจ้าด้วยมือของข้าเอง"
หลิวอี้เฟยรีบพยักหน้า
"ข้าไม่พูด ข้าสัญญาด้วยชีวิต คืนนี้ข้าไม่เห็นสิ่งใดจริง ๆ"
"มองหน้าข้า แล้วสาบานออกมา"
หลิวอี้เฟยลืมตาขึ้นทันใด ยามนี้ใบหน้าของคนผู้นั้นห่างกับใบหน้าของนางพียงเล็กน้อย หลิวอี้เฟยผงะออกมาด้วยความตกใจ เขาหัวเราะเหยียดหยามความเขลาของนางผู้นี้
นางกลัวจนร่างชาไปหมดแล้ว เสียงที่เปล่งออกไปจึงสั่นระริก
"ข้าสาบานว่าข้าจะไม่พูด ข้าสาบานว่าต่อไปจะชดใช้ให้ท่านตามที่ท่านต้องการโดยไม่มีบิดพลิ้ว"
เพราะนางต้องเอาตัวรอด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับปากเอาไว้ก่อน ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะเห็นคนฆ่ากันด้วยตาตนเอง ตกใจจนขวัญผวาไปหมดแล้ว
สิ้นเสียงของนางคนผู้นั้นก็หายไปราวกับภูตผี ร่างของหลิวอี้เฟยอ่อนลงทันใด ยามนี้ไร้เรี่ยวแรงที่จะหนีแล้ว
"องค์หญิง ท่านอยู่ที่นี่เองหรือเพคะ บ่าวตามหาจนทั่ว"
เหมยลี่นางกำนัลคนสนิทโผล่ออกมาจากมุมมืด เมื่อเห็นสภาพไร้กระดูกของหลิวอี้เฟยแล้วต้องตกใจยิ่ง
"องค์หญิง เป็นอันใดเพคะ องค์หญิง"
เหมยลี่ประคองร่างของหลิวอี้เฟยเอาไว้ นางซบใบหน้าเข้าที่อกของนางกำนัลพร้อมกับถอนหายใจยาว บัดนี้ยังมีน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย
"เหมยลี่ ข้าคิดว่าข้าพบกับพญายมเข้าแล้ว เหมยลี่ข้ายังไม่ตายใช่หรือไม่"
"ยังอยู่เพคะ ยังไม่ตาย องค์หญิงท่านไปเจอสิ่งใดกันแน่"
หลิวอี้เฟยน้ำตาไหลออกมา นางร้องไห้โฮ
"เหมยลี่ อึก! อึก! เขาน่ากลัวยิ่งกว่าผี ข้ากลัวจริง ๆ เหมยลี่"
นางกำนัลเหมยลี่ คิดว่าองค์หญิงของตนเองเจอผีเข้าแล้วจึงบังเกิดอาการขนลุกชัน คืนนี้นางกับองค์หญิงคิดหนีออกจากวังหลวงด้วยกัน ทว่าหัวหน้านางกำนัลกลับไหว้วานให้นางเข้าเวรแทน จึงได้นัดแนะองค์หญิงให้มารอที่นี่
คิดไม่ถึงว่าองค์หญิงจะเจอดีเข้าจนได้ เหมยลี่ก็เป็นคนกลัวผีมากคนหนึ่ง นางจึงมือไม้สั่นในยามที่ประคองร่างเล็กขององค์หญิงขึ้นมา
"พวกเราไปกันเถิดเพคะ ต้องรีบไปเข้ากลุ่มกับขันทีน้อยที่จะออกจากวังหลวงตอนรุ่งสาง ประเดี๋ยวไม่ทันกาล"
หลิวอี้เฟยปาดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ นางลุกขึ้นยืน ครานี้รู้สึกเจ็บแปลบที่เข่าขวา
ให้ตายเถิดเมื่อสักครู่นางเสียหลักล้มลงไป ด้วยความกลัวมากจึงลืมความเจ็บปวด ทว่าบัดนี้ไม่กลัวแล้วความปวดจึงเริ่มทำร้าย สุดท้ายไม่อาจเดินได้อย่างที่ใจคิด
เหมยลี่ประคองหลิวอี้เฟยอย่างระมัดระวัง พวกนางต้องรีบไปรวมตัวกับขันทีน้อยเพื่อแฝงกายออกจากวังหลวงแล้ว
ทว่ายังไม่ถึงที่หมาย จู่ ๆ พวกนางก็ถูกพบตัว ทหารจำนวนหนึ่งถือคบเพลิงกรูเข้ามารุมล้อม สตรีสูงวัยนางหนึ่งในชุดสีเขียวสดปักลายดอกบัวขาว บ่งบอกฐานะว่าคือนางกำนัลชั้นสูงเดินนำหน้าทหารพวกนั้นมา
"องค์หญิง จะเสด็จที่ใดหรือเพคะ"
หลิวอี้เฟยและเหมยลี่กอดกันกลม พวกนางต่างมองหน้ากันคล้ายจะถามกันและกันว่า
คนพวกนี้รู้ได้อย่างไร?
"พวกเจ้า ยังไม่รีบไปประคององค์หญิงอีก"
หวังมามาสั่งการเสียงเย็น นางกำนัลสองคนจึงรีบมาประคองหลิวอี้เฟยพร้อมกับผลักเหมยลี่ออกไป
"พวกเจ้าอย่าทำอะไรเหมยลี่นะ นางไม่เกี่ยวทั้งหมดล้วนเป็นความคิดของข้า"
หลิวอี้เฟยแม้จะเจ็บขาก็ขวางคนพวกนั้นเอาไว้ หวังมามาถอนหายใจยาวเอ่ยข่มขู่วางอำนาจ
"องค์หญิง หากท่านไม่ดื้อรั้นแน่นอนว่าจะไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ หากว่าร่างกายของท่านต้องเก็บไว้ให้ท่านอ๋องชราผู้นั้นป่านนี้ท่านคงถูกโบยจนตายไปแล้ว ด้วยโทษฐานขัดพระราชโองการ แต่เหมยลี่นางกำนัลผู้นี้นอกจากจะไม่รู้จักห้ามปรามองค์หญิง ยังกล้าร่วมกระทำความผิด ไม่อาจปล่อยเอาไว้ได้"
หลิวอี้เฟยน้ำตานองหน้า แผนการของนางถูกวางเอาไว้เป็นอย่างดีไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกคนพวกนี้จับได้
หวังมามาผู้นี้ถูกฮองเฮาส่งมาควบคุมนางเอาไว้ อำนาจบารมีมากยิ่งกว่าองค์หญิงเช่นนางเสียอีก หลิวอี้เฟยดันร่างของเหมยลี่ไปด้านหลัง
แม้จะกลัวเพราะถูกจับได้แต่นางต้องไม่ทำให้เหมยลี่ลำบาก องค์หญิงน้อยปาดน้ำตาออกโรงปกป้องสาวใช้ของตนเอง
"หวังมามา ท่านจะทำอะไรนาง ข้าเป็นคนบังคับนาง นางไม่มีความผิด"
หวังมามาหรี่ดวงตาแหลมเล็ก ภายใต้แสงจากคบเพลิงนี้ยิ่งทำให้ใบหน้าของหญิงชรา ดูน่าหวาดกลัวราวกับปีศาจพันปีตนหนึ่ง นางกรีดเสียงแหลมแล้วเอ่ยว่า
"ความผิดมีหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่องค์หญิงต้องมาตัดสิน โทษฐานนี้หม่อมฉันบอกได้เลยว่าต้องโบยให้ตาย ทั้งหมดล้วนเป็นกฎของวังหลวง"
เหมยลี่ตัวสั่น น้ำตาไหลพรากกลัวจนเอ่ยไม่ออก เข่าทรุดลงไปบนพื้น
หลิวอี้เฟยกัดฟันแน่น นางไม่ยอมให้ผู้ใดทำโทษเหมยลี่เป็นแน่
"หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องนาง ข้าจะทำร้ายตัวเอง คอยดูเถิดว่าหากร่างกายข้าบอบช้ำเป็นแผลพวกเขาจะยังกล้าส่งตัวข้าไปแต่งงานอีกหรือไม่ หากฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะแก้ต่างให้ตนเองอย่างไร"
หลิวอี้เฟยรู้ดีว่าในบรรดาองค์หญิงทั้งหลายนั้นไม่มีผู้ใดที่ยินยอมแต่งให้อ๋องผู้นั้น เพราะนางไม่มีมารดาคอยออกหน้า เป็นเพียงองค์หญิงที่เสด็จพ่อไม่เหลียวแล จึงกลายเป็นคนที่ต้องรับหน้าที่นี้ด้วยความจำยอม
หวังมามาดวงตาวาวโรจน์ไม่คิดว่าองค์หญิงน้อยที่ดูบอบบางอ่อนแอผู้นี้จะกล้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อสาวใช้ผู้หนึ่ง
หวังมามาใคร่ครวญ เรื่องคิดหนีองค์หญิงยังกล้า หากองค์หญิงคิดทำจริงเช่นนี้คนที่ถูกลงโทษคงเป็นตัวนางแล้ว
เช่นนี้ หวังมามาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"เพื่อเห็นแก่หน้าองค์หญิง ข้าจะยอมปล่อยไปสักครั้ง แต่อย่าให้มีคราวหน้าอีกไม่เช่นนั้นข้าจะส่งตัวองค์หญิงให้ฮองเฮาตัดสิน"
จากนั้นหวังมามาจึงตะโกนเสียงดัง
"พวกเจ้า ทำสิ่งใดอยู่พาองค์หญิงกลับตำหนัก เฝ้าเอาไว้ให้ดีหากปล่อยให้หนีอีก ยามนั้นคนที่หัวหลุดจากบ่าก็คงเป็นพวกเราแล้ว"
ราตรีอันเงียบสงัด หลิวอี้เฟยและนางกำนัลของนางถูกนำตัวกลับตำหนักไปแล้ว ในความมืดมิดยังมุมหนึ่ง หลังจากจัดการกำจัดศพขันทีผู้นั้นไปแล้ว บุรุษผู้หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
"คุณชายท่านไม่กลัวหรือขอรับ หากขันทีน้อยผู้นั้นไม่รักษาคำพูด ยังคิดเปิดปากเรื่องเราสังหารคนออกไป ย่อมทำให้พวกเราวุ่นวายนะขอรับ"
แววตาของซุนป๋อเหวินเต็มไปด้วยไอสังหาร แค่นเสียงเย็นชาไร้ปรานี
"หากคนผู้นั้นกล้าก็ฆ่าทิ้งเสีย"
เมื่อคืนนี้หลิวอี้เฟยนอนฝันร้ายตลอดทั้งคืนล้วนเห็นเหตุการณ์ที่คนผู้นั้นตวัดดาบคมกริบบั่นคอขันทีใหญ่ผู้นั้น เลือดไหลนองไปทั่วพื้น นางกวาดตามองตาศีรษะที่กลิ้งไปบนพื้นด้วยความประหลาดใจว่ามันคือสิ่งใด
ทันทีที่มองเห็นหัวนั้นชัดเจนต้องหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
เมื่อใบหน้านั้นเป็นใบหน้านั้นมิใช่ใบหน้าของขันทีใหญ่แต่กลายเป็นใบหน้าของนางเสียเอง!
หลิวอี้เฟยสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ ร่างเล็กม้วนขดอยู่ในผ้าห่ม นางยังจดจำใบหน้าของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน สายตาแดงก่ำคู่นั้นที่จ้องนางราวกับคมดาบช่างบีบคั้นให้นางรู้สึกทรมานจนแทบหายใจไม่ออก
แม้ว่าเขาจะปล่อยนางมาแล้ว แต่นางก็ไม่แน่ใจว่าคนผู้นี้จะเปลี่ยนใจในภายหลังหรือไม่ หากนางยังอยู่ที่วังหลวงแห่งนี้ย่อมเท่ากับว่าขาข้างหนึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปรโลก คนผู้นั้นแม้จะมีรูปโฉมเหนือสามัญทว่านางมั่นใจว่าใจคอของเขานั้นย่อมเหี้ยมโหดยิ่งกว่าผู้ใด
น้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว นางเป็นเพียงองค์หญิงอ่อนแอที่มีนิสัยขี้กลัวยิ่งกว่าเต่า
นางยังไร้คนหนุนหลังบิดาไม่สนใจ มารดาเป็นเพียงบุตรสาวของนายกองผู้หนึ่งซึ่งไร้อำนาจและในยามนั้นที่ได้พบฝ่าบาทเมื่อตอนพระองค์ออกนอกวังหลวง
ฝ่าบาทยามนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่บังเอิญพบมารดาและต้องใจกัน กระทั่งได้นำมารดาเข้าวังหลวง หลังจากที่มารดาตั้งครรภ์ขึ้นมาฝ่าบาทก็หันไปโปรดปรานสนมคนใหม่แล้ว
มารดาของนางมีใจรักเพียงฝ่าบาท หลายปีที่อยู่ในวังไร้การเหลียวแลจากชายที่นางรักไม่นานก็ตรอมใจ ร่างกายทรุดหนักและจากไปในที่สุด คนที่เลี้ยงดูนางมาจึงกลายเป็นแม่นมผู้ชราโดยที่ฝ่าบาทเองไม่เคยมาสนใจแม้แต่ครั้งเดียว บัดนี้แม่นมผู้เลี้ยงดูยังเกษียณอายุออกจากวังไปแล้ว ในใจจึงเหงาเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก
โชคดีที่ฮองเฮายังเมตตาจัดหาเบี้ยหวัดและคนรับใช้ในตำหนักเพื่อดูแล ชีวิตความเป็นอยู่จึงไม่แร้นแค้นนัก
ก่อนหน้านี้หลิวอี้เฟยเป็นสตรีเจียมตน แม้จะเป็นองค์หญิงแต่กลับไม่ได้รับอิสรภาพ แม่นมของนางมักเล่าเรื่องราวนอกวังให้ฟังอยู่เสมอ
นางฟังจนเก็บเอาไปจินตนาการว่าชีวิตความเป็นอยู่นอกวังหลวงจะอิสรเสรีและงดงามดั่งภาพฝัน เดิมหวังทำตัวเป็นคนดีเชื่อฟังฮองเฮา หวังออกจากวังหลวงในวันหนึ่ง
กระทั่งมีเรื่องพระราชทานสมรสกับท่านอ๋องผู้ครองเมืองซีหนิง ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งภายใต้สี่หัวเมืองใหญ่ที่ปกครองโดยฮ่องเต้ลั่วหยาง เมืองซีหนิงเป็นเมืองหน้าด่านอยู่ไกลและยังทุรกันดาร ที่ผ่านมาล้วนตกอยู่ในภาวะสงครามเพิ่งจะสงบสุขมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้น
อ๋องผู้ครองเมืองซีหนิงมีอายุสี่สิบกว่าปี คนอายุสี่สิบปกติล้วนมีบุตรอายุเท่านางแล้วเขาจึงนับว่าแก่คราวพ่อ
แต่ชายผู้มีเคยมีทั้งสนมและพระชายาแต่ทุกคนล้วนตายตกไปตามกันด้วยสาเหตุต่าง ๆ ข่าวลือว่าเขาทั้งแก่ชราเกินอายุจริงราวกับคนอายุหกสิบและมีใบหน้าที่น่ากลัวยิ่งนัก จิตใจยังวิปริตผิดเพศเบื้องหลังการตายของสตรีเหล่านั้นก็เป็นเพราะท่านอ๋องผู้นั้น
ยามนี้นางจึงทั้งหวาดผวาทั้งเกิดอาการกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ว่าจะหันหน้าไปที่ใดล้วนรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกบีบคั้นให้เข้าสู่ความตาย
นางยังไม่อยากตาย ความฝันของนางคือการได้ออกไปดูโลกภายนอกที่กว้างขวาง ชีวิตของหลิวอี้เฟยตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยก้าวออกจากวังหลวงแม้แต่ก้าวเดียว ทว่าเมื่อได้ออกไปสิ่งที่รอนางอยู่กลับเป็นสุสานแห่งความตาย
"จบกันแล้วชาตินี้ของข้า คงไม่ได้มีโอกาสได้ทำตามความฝันแล้วใช่หรือไม่"
หลิวอี้เฟยร้องไห้จนไร้เสียงลำคอแหบแห้ง รู้สึกไร้ทางเลือกในชีวิตแล้วจริง ๆ
เพราะอาการบาดเจ็บที่ขาของนางจึงทำให้หลายวันมานี้หลิวอี้เฟยไม่ได้เข้าเฝ้าไทเฮาและฮองเฮาพร้อมกันกับองค์หญิงผู้อื่น กระทั่งนางหายดีจึงได้เข้าไปถวายพระพร
องค์ชายและองค์หญิงของฝ่าบาทมีรวมกันทั้งสิ้นสิบเจ็ดคน ที่หน้าตาโดดเด่นที่สุดก็คือหลิวอี้เฟยแต่นางเป็นองค์หญิงปลายแถว ฐานะเดิมมารดายังดำรงเพียงตำแหน่งผินซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในบรรดาพระมารดาขององค์หญิงผู้อื่น
แต่เพราะความงามของนางกลับทำให้พี่น้องริษยา นางมักถูกคนอื่นรังแกทั้งยังเคยถูกเรียกให้ไปรับใช้องค์หญิงคนอื่นมาหลายต่อหลายครั้ง
โดยเฉพาะองค์หญิงสิบหลิวหลีผู้ที่เกิดก่อนนางเพียงหนึ่งเดือน แต่มีฐานะเป็นถึงพระธิดาของฮองเฮา
หลิวอี้เฟยเป็นองค์หญิงคนที่สิบเอ็ด บรรดาพี่น้องจึงเรียกนางว่าสิบเอ็ดจนคุ้นปาก กระทั่งชื่อจริงของนางมีว่าอย่างไรพวกเขาก็ล้วนลืมไปหมดแล้ว
เมื่อมาถึงตำหนักของไทเฮาในเวลาเดิม หลิวอี้เฟยที่ปกติจะถูกจัดให้ยืนอยู่ในลำดับสุดท้ายตามฐานะมารดา วันนี้กลับแปลกประหลาดยิ่งที่ไทเฮามีรับสั่งให้นางมายืนตรงด้านหน้า ตำแหน่งใกล้เก้าอี้ที่ประทับมากกว่าพี่น้องทั้งหมด
"สิบเอ็ดคารวะไทเฮาเพคะ ขอทรงพระเจริญพันปี พัน พัน ปี"
ไทเฮาแย้มริมฝีปากคล้ายยิ้ม ใบหน้าอ่อนโยนลงเล็กน้อย
"เงยหน้าขึ้นเถิด จะว่าไปข้าก็เพิ่งรู้ว่าเจ้าเติบโตเป็นสตรีที่อ่อนหวานงดงามเพียงนี้ ที่ผ่านมาเป็นข้าที่ดวงตามืดบอดมองไม่เห็นเจ้ามาตลอด"
หลิวอี้เฟยไม่รู้ว่าจะต้องตอบอย่างไร เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็พลันหันไปสบสายตาเข้ากับฮองเฮาโดยบังเอิญ นางจึงเอ่ยว่า
"ด้วยพระบารมีไทเฮา และการอบรมเลี้ยงดูด้วยความเมตตาของฮองเฮาที่มีต่อสิบเอ็ดเพคะ"
ไทเฮาหันไปมองฮองเฮาด้วยสายพระเนตรชื่นชม
"หากเจ้าไม่พูดไอเจียก็ลืมไปแล้วว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้ามารดา โชคดีของเจ้าแล้วที่ได้ฮองเฮาเมตตาอบรมสั่งสอน ฮองเฮาเจ้าไม่ทำให้ไอเจียผิดหวังจริง ๆ นับเป็นสตรีที่มีคุณธรรมสูงส่งยิ่งนัก แม้ไม่มีผู้ใดเห็นเจ้าก็ยังเลี้ยงเด็กคนนี้มาเป็นอย่างดี"
เดิมทีฮองเฮาเพียงทำไปตามหน้าที่ เพราะเป็นฝ่าบาทที่ฝากฝัง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้รับคำชื่นชมจากไทเฮา
หลายปีมานี้นางคิดว่าแม่สามีผู้นี้นิยมชื่นชมกุ้ยเฟยมากกว่านางจึงทำให้ฮองเฮารู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย วันนี้ไทเฮาชื่นชมนางต่อหน้าสนมและองค์หญิงเหล่านี้ เพียงเท่านี้ก็ทลายความมั่นใจของสนมที่เหิมเกริมพวกนั้นลงได้อย่างสิ้นเชิง
ริมฝีปากสีแดงสดแย้มยิ้ม ตอบรับไทเฮาแผ่วเบา
"ขอบพระทัยเพคะ สิบเอ็ดก็เป็นองค์หญิงผู้หนึ่ง อย่างไรหม่อมฉันก็ไม่อาจละทิ้งนางได้ยิ่งสงสารนางนักที่ไร้มารดา"
ไทเฮาพยักพระพักตร์ ดวงตาเป็นประกายชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจึงเอ่ยกำชับหลิวอี้เฟย
"วันนี้ด้วยเห็นว่าในเดือนหน้าเจ้าเป็นเจ้าสาวแล้ว จงจำไว้ให้ดีว่าหน้าที่ของเจ้าสำคัญยิ่ง ความจริงเรื่องการเมืองของบุรุษพวกเราสตรีล้วนไม่ยุ่งเกี่ยว ทว่าการแต่งงานของเจ้าครานี้ก็เพื่อผูกสัมพันธ์กับท่านอ๋องแห่งซีหนิงมิให้เขามีใจเป็นอื่น ข้าบอกเจ้าเท่านี้คงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร"
หลิวอี้เฟยใบหน้าซีดเผือด หลายวันมานี้พอทำใจสงบลงได้แล้ว แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้นางย่อมรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอีก กระนั้นนางก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้ จึงได้แต่น้อมรับคำสั่งสอนของไทเฮา
ท่ามกลางความหวาดกลัวของนาง บรรดาพี่น้องล้วนก้มหน้าหัวเราะเยาะหยัน วันนี้หลิวอี้เฟยยังได้รับพระราชทานผ้าไหมงดงามและเครื่องประดับอีกหลายชิ้น นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่นางได้รับของพระราชทานจากไทเฮา
เพราะเช่นนี้ยิ่งสร้างความริษยาให้แก่พี่น้องผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะองค์หญิงสิบที่ไม่ชอบให้ผู้ใดมาแย่งความโปรดปรานของตนเอง