ตอน 2

“ให้อภัย เพราะแกว่าฉันงาม แต่จะโกรธก็แกต่อท้ายคำสร้อยว่าทุ่งกะปินี่แหละ ฟังดูโบร้านโบราณ” โรซี่หันมาแยกเขี้ยวใส่คนตั้งฉายาให้เธอ จะไม่ให้ได้ฉายานี้มาได้ยังไง ก็บ้านเธออยู่เขตบางกะปินี่นา

“ก็โบราณเหมาะกับหน้าแกดีออก โรซี่แห่งทุ่งบางกะปิ เก๋ไก๋จะตาย”

“งั้นแกก็เอาไปใช้สิ”

“เรื่องอะไร บ้านฉันไม่ได้อยู่แถวบางกะปินี่ยะ จะได้ให้ใช้คำต่อแบบนั้น” มาศิตาไหวไหล่เบาๆ

“งั้นของแกต้อง ศิตาแห่งทุ่งดอนเมือง เป็นง่ะ ชื่อดี”

“พอๆ เลิกเล่น”

“คุณมาศิตา กระกูลยศยิ่ง เชิญห้องตรวจภายในหมายเลขสองค่ะ” ชื่อที่ดังขึ้น ทำเอาบทสนทนาเถียงกันเรื่องทุ่งของทั้งคู่เป็นอันต้องหยุดลง ก่อนที่เจ้าของชื่อจะควันออกหูเบาๆ ไม่ได้เคืองกับการถูกเรียกด้วยชื่อและนามสกุลเสียเต็มยศ แต่ที่ทำให้เคืองคือประโยคหลังมากกว่า

“จ้ะ…คุณพยาบาล แหม…เสียงดังขนาดนี้ เอาไมค์เลยไหม” มาศิตาบ่นกระปอดกระแปด นั่นทำให้โรซี่ที่วันนี้มาเป็นเพื่อนหันมาเบ้ปากใส่

“บ่น”

“เอ้า! ก็จะไม่ให้บ่นได้ยังไง คนอื่นรู้กันทั้งโรงพยาบาลแล้วมั้งเนี่ย ว่าฉันมาทำอะไร” ขณะคุยกับโรซี่ มาศิตาก็ไม่ได้ลุกไปหาพยาบาล ที่ตอนนี้ชะเง้อชะแง้มองหาเธออยู่

“ตรวจจิ๊มิ”

“เดี๋ยวๆ แกจะโดนอีกคน” มาศิตาหมั่นไส้ จึงยกมือทำท่าจะตบปากคนพูด ส่วนโรซี่นั้นได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน นั่นเพราะอยู่ๆ วันนี้มาศิตาก็ให้เธอมาเป็นเพื่อน เพราะจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด

“รีบไป เดี๋ยวเขาก็เรียกแกอีกหรอก คราวนี้ดังกว่าเดิมแน่ๆ”

“เออๆ แกก็นั่งรอฉันตรงนี้ดีๆ อย่าใจลอยตามหมอหล่อๆ ไปเชียว” ก่อนไป มาศิตาก็ไม่วายกำชับ

“ไม่ เพราะฉันเล็งบุรุษพยาบาลสุดหล่อตรงนู้นไว้แล้วต่างหาก เห็นมะ…เค้าส่งสายตาหาฉันด้วย” โรซี่ยิ้มเขิน เมื่อหันไปสบตาเข้ากับบุรุษพยาบาลคนที่ว่า

“คุณมาศิตา กระกูลยศยิ่ง เชิญ…”

“อยู่นี่ค่ะคุณพยาบาล” ก่อนที่พยาบาลจะเอ่ยประโยคหลังซ้ำอีก มาศิตาก็รีบเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือบอกพิกัด ก่อนจะหันมาคุยกับ โรซี่

“เดี๋ยวฉันมานะแก” เอ่ยจบก็เดินตามพยาบาลไปยังห้องตรวจหมายเลขสอง โชคดีที่เธอเจาะจงขอหมอที่เป็นผู้หญิง เพราะขืนหมอเป็นผู้ชายละก็ เธอไม่ยอมตรวจเด็ดขาด

แต่ก็ใช่ว่ามาศิตาจะไม่ประหม่า หลังจากเปลี่ยนชุดแล้วขึ้นนอนรอหมอบนเตียง พร้อมๆ กับท่าขาหยั่ง เธอนั้นทั้งอาย ทั้งกลัว ทั้งเกร็งและประหม่าจนขานี่สั่นพับๆ

หลับตาปี๋ยามที่หมอตรวจร่างกายให้ นี่ถ้าไม่ใช่คำสั่งพิฆาตของพ่อ เธอไม่ยอมทำแบบนี้แน่นอน ยังไงก็ไม่ยอมมมมม...ม่ายยยยย

เสียงร้องโหยหวนของเธอดังอยู่ในใจ กระทั่งได้ยินคำว่าเสร็จแล้วค่ะ เท่านั้นแหละ เธอถึงกับรีบหุบขาเข้าหากันแน่น พร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจที่ดังออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบแต่งตัวแล้วออกไปคุยกับหมอสองสามประโยค จากนั้นก็กลับออกไป และค่อยมารับผลตรวจในวันพรุ่งนี้

ทันทีที่เห็นมาศิตา โรซี่ที่ยืนคุยกับบุรุษพยาบาลคนที่หมายตาอยู่ถึงกับจ้ำกลับมาหาเพื่อนแทบไม่ทัน

“หมอว่าไงบ้างแก”

“ไม่ว่าไง พรุ่งนี้ค่อยมารับผลตรวจ”

“แล้วนี่แกเป็นไงบ้าง เสียวๆ อะไร ตรงไหนเป็นพิเศษมั้ย” โรซี่ถามไปยิ้มไป นั่นยิ่งทำให้มาศิตาเขิน รู้สึกวูบๆ วาบๆ ตรงนั้นอย่างบอกไม่ถูก จนต้องตวัดสายตาเคืองๆ มองคนถาม

“แกจะมาถามอะไรฉันเล่า กลับได้แล้ว ไป” เอ่ยจบก็จ้ำอ้าวไปยังลานจอดรถ โดยมีโรซี่เดินยิ้มตามมาติดๆ และพอเข้าไปนั่งในรถได้เท่านั้นแหละ มาศิตาก็ร่ายยาวทันที

“ฉันไม่เข้าใจพ่อจริงๆ ก็แค่งานสอนพิเศษธรรมดาๆ ทำไม๊...ทำไมต้องบังคับให้ฉันมาตรวจร่างกายอย่างละเอียดขนาดนี้ด้วย แถมยังกำชับต้องขอผลตรวจจากแผนกสูติอีก โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย เขินก็เขิน อายก็อาย อยู่ดีไม่ว่าดี ต้องให้หมอมาจับๆ คลำๆ จิ๊มิเนี่ย” มาศิตาเอ่ยสรรพนามจุดซ่อนเร้นของร่างกายได้อย่างน่ารักอยู่ไม่น้อย แต่ต่อให้คำเรียกจะน่ารักขนาดไหน เธอก็ไม่ปลื้มที่ต้องมานอนอ้าซ่าให้คนมาตรวจ แม้คนๆ นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นหมอก็เถอะนั่น เพราะมั่นใจว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ไม่รู้ว่าคืนนี้เธอจะนอนหลับลงไหม...ฮือๆ

“เออ…พ่อแกทำยังกับจะส่งแกไปถวายตัวเป็นนางในอย่างนั้นแหละ”

“หรือพ่อคิดจะทำอะไรกับฉันเปล่าวะ” ขณะขับรถอยู่นั้น มาศิตาก็หันมาถามโรซี่ด้วยสีหน้าจริงจัง หวังว่าพ่อคงไม่คิดจะจับเธอคลุมถุงชนแต่งงานกับใครจริงๆ หรอกนะ ไม่งั้นเธอได้ตกนรกทั้งเป็นแน่นอน

“หรือพ่อแก คงคิดว่าแกไม่จิ้นแล้วมั้ง”

“ยัยพจน์” มาศิตาหันมาเอ่ยเรียกชื่อดั้งเดิมของโรซี่เสียงห้วน นั่นทำเอาเจ้าของชื่อหน้ามุ่ย ยกมือขึ้นปิดหูทันที

“อย่ามาเรียกชื่อนี้ ฉันไม่ปลื้ม”

“เหรอจ๊ะ นายประพจน์” ชื่อพจน์ว่าไม่ปลื้มแล้ว เจอมาศิตาเรียกชื่อบนบัตรประชาชนเข้าแบบนี้ โรซี่ก็ยิ่งไม่ปลื้มไปกันใหญ่

“เรียกอีกเดี๋ยวแม่ตบปากเลย ฉันชื่อโรซี่...โรซี่ ยูโนว”

“โนว…นายประพจน์”

“แกนี่ ฉันบอกว่าชื่อโรซี่” เมื่อใช้คำขู่ไม่ได้ผล โรซี่ก็ชักดิ้นชักงอเป็นเด็กๆ เพื่อให้มาศิตาเรียกตัวเองว่าโรซี่อย่างที่ต้องการ

ส่วนคนข้างๆ ได้แต่หัวเราะชอบใจกับท่าทางของเพื่อน ที่ตอนเด็กๆ นั้นมาศิตาคิดเสมอว่าเธอมีเพื่อนสนิทเป็นผู้ชายที่ชอบแต่งหญิง เล่นตุ๊กตาเท่านั้นเอง

แต่พอโตมาถึงตอนนี้ ฟ้าถึงกระจ่าง นั่นเพราะได้รู้แน่ชัดว่าเธอมีเพื่อนสาวต่างหาก กิริยาท่าทางของประพจน์หรือตอนนี้ใครต่อใครเรียกว่าโรซี่ เหมือนผู้หญิงไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งผ่านมีดหมอด้วยการผ่าตัดแปลงเพศ เสริมหน้าอก ทำหน้า โดยเฉพาะดั้งมาด้วยแล้วก็ยิ่งเหมือนคูณสอง เหมือนเสียจนผู้หญิงบางคนซึ่งหนึ่งในนั้นคือเธอนี่แหละยังต้องอาย เพราะสวยสู้ไม่ได้

“โรซี่ก็โรซี่อ่ะ เลิกหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลองได้แล้วย่ะ หิวข้าว แวะหาอะไรกินกันก่อนกลับได้มะ” คนหิวเอ่ยชวน

“งั้นก็เลี้ยวซ้ายแยกหน้า มีร้านอร่อยๆ อยู่ร้านนึง รับรองแซ่บ”

“พูดแบบนี้ ปลาร้าลอยมาเลย”

“แม่น มีไข่มดแดงด้วยนะแก สนไหม”

ตอน 3

“หูย…งั้นรีบๆ ไป น้ำลายสอแล้วเนี่ย” ยิ่งพูดถึงเมนูโปรด มาศิตาก็ยิ่งหิว

“แกนี่สาวกความนัวจริงๆ บอกใคร ใครเขาจะเชื่อว่าหล่อนโตที่เมืองนอกเมืองนามา” โรซี่ส่ายหน้าให้มาศิตา นั่นเพราะเพื่อนคนนี้บินไปเรียนที่แคนาดาตั้งแต่จบประถม พอคว้าปริญญาตรีมาได้ ก็ยังบินไปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษมาอีก จากนั้นก็กลับมาช่วยบริหารโรงเรียนอินเตอร์ระดับท็อปของประเทศ ซึ่งลูกศิษย์ของที่นี่มาจากตระกูลดีๆ ทั้งนั้น

เพราะเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ทำให้เธอกับมาศิตายังคงติดต่อกันอยู่เสมอๆ คำว่าเพื่อน แม้จะอยู่ไกลแต่มันก็เชื่อมต่อกันได้

“ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อดิ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” มาศิตาไหวไหล่เบาๆ อีกครั้ง

“ย่ะ” โรซี่เอ่ยรับอย่างหมั่นไส้ ก่อนที่ทั้งคู่จะหาอะไรอร่อยๆ กินกัน เพราะความหิว ทำให้มาศิตาสั่งอาหารแบบไม่ลืมหูลืมตา กินกันอยู่สองคนแต่กับข้าวบนโต๊ะมีเกือบสิบจาน ทีแรกก็คิดว่าคงกินกันไม่หมดแน่ๆ แต่กลับผิดคาด เพราะกินไปกินมา ทุกอย่างที่มีก็หมดเกลี้ยง

“ผลตรวจร่างกายลูกอยู่ไหน เอามาให้พ่อด้วย” นี่คือประโยคที่มาศิตาได้ยินจากผู้เป็นพ่อ แทนที่จะถามสารทุกข์สุขดิบ นี่กลับถามหาผลตรวจร่างกาย

“นี่ค่ะ” มาศิตายื่นผลตรวจร่างกายที่เธอเพิ่งไปฟังและรับเอกสารมาจากโรงพยาบาลเมื่อสองชั่วโมงก่อนให้ ดร.อาทิตย์ กระกูลยศยิ่ง หรือพ่อของเธอนั่นเอง

อาทิตย์อ่านผลตรวจร่างกายของบุตรสาวคนเดียวอย่างละเอียดทุกบรรทัด ก่อนจะผ่อนคลายขึ้นมามากเมื่อรับรู้ว่ามาศิตานั้นสุขภาพแข็งแรงดี

“แค่ไปทำงานพิเศษ พ่อถึงกับให้ศิตาไปตรวจร่างกายซะละเอียดขนาดนี้ แน่ใจนะคะว่าไม่ได้จะเอาศิตาไปขายให้ใคร”

“แล้วใครเขาจะซื้อม้าดีดกะโหลกแบบลูกไปทำเมีย...หืม” คำพูดของพ่อ ทำเอาคนฟังหน้ายู่ ก่อนจะทำหน้าค้อนๆ ส่งมาให้พ่อ ที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคนๆ เดียวกัน เพราะแม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่มาศิตาอายุได้สองขวบ ตั้งแต่วันนั้นมาพ่อก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง คอยเลี้ยงดูเธอจนเติบโตมาเป็นอย่างดี

“โธ่...พ่อ ว่าซะศิตาเสียหายหมด”

“หรือไม่จริง แต่ถ้ามีคนจะซื้อลูกจริงๆ พ่อไม่ขายเด็ดขาด”

“จริงเหรอคะพ่อ นี่พ่อรักศิตามากขนาดนั้นเลยเหรอ” มาศิตาฉีกยิ้มกว้าง ท่าทางงอนๆ เมื่อครู่หายไปไหนเสียก็ไม่รู้

“เปล่า…ที่ไม่ขายเพราะพ่อจะยกลูกให้เขาไปฟรีๆ แถมข้าวสาร อาหารแห้งให้อีกต่างหาก เขาจะได้ไม่อดตาย”

“นั่นไง นึกแล้วไม่มีผิด” ฟังแล้วมาศิตาก็คอตก แต่คนเป็นพ่อกลับยิ้มขำที่ได้แซวลูกสาวคนนี้ นั่นเพราะหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พูดหยอกกันเล่นแบบนี้อีกหรือเปล่า

ดร.อาทิตย์ทอดสายตามองมาศิตาด้วยแววตาที่หลากหลาย ถ้าเป็นไปได้ เขาแทบไม่อยากส่งมาศิตาไปไหนไกลๆ อีก แค่ห่างกันตอนมาศิตาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศก็น่าจะมากพอแล้ว

นั่นเพราะการไปสอนพิเศษครั้งนี้มีนัยแอบแฝง แต่คำว่าหน้าที่ซึ่งเปรียบเหมือนคำสาบานที่มีมานาน ว่าหากวันใดที่เจ้านายใหญ่ต้องการความช่วยเหลือ เขาจะยินดีช่วยโดยไม่มีข้อแม้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ขอจะเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขาก็ตามที

“แล้วนี่จัดการเก็บกระเป๋าเสร็จหรือยัง” น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยถามขึ้น ทำเอามาศิตาเกิดอาการงงอีกครั้ง

“จัดกระเป๋า จัดทำไมคะ”

“ก็ลูกต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านเจ้านายใหญ่น่ะสิ”

“หา!…ต้องย้ายไปอยู่บ้านเจ้านายใหญ่” มาศิตาเอ่ยเสียงสูง หน้าตาดูตื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะเธอไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน

“ใช่…ลูกจำได้ใช่ไหม ที่พ่อเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าทายาทของตระกูลเราที่เป็นผู้หญิงมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำ”

“จำได้ค่ะ” มาศิตาเอ่ยรับ แต่เธอไม่เคยรู้ว่ารายละเอียดของหน้าที่สำคัญนั้นมีอะไรบ้าง พ่อเพียงแค่บอกว่าถึงเวลาแล้วเธอจะรู้เอง

“ตระกูลเราเฝ้ารอที่จะทำหน้าที่ผู้พิทักษ์นี้ แต่ทว่าก็ไม่มีโอกาส เพราะไม่มีทายาทที่เป็นผู้หญิงเลย กระทั่งถึงรุ่นลูก”

“แวมไพร์ต้องการผู้พิทักษ์ด้วยเหรอคะ” มาศิตาตั้งคำถาม แค่ได้ยินคำว่าแวมไพร์ เธอก็ชักจะเสียวคอแปลกๆ แต่ไม่ได้นึกกลัวอะไรนัก คงเพราะได้ยินเรื่องแวมไพร์มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เป็นได้

“ต้องการสิ เพราะเจ้านายคนนี้ของเรา ไม่ดื่มเลือด”

“มีด้วยเหรอ แวมไพร์ที่ไม่ดื่มเลือด แล้วเขาใช้ชีวิตอยู่ยังไง” คิ้วสวยๆ ผูกกันเป็นโบทันที ได้แต่คิดสงสัย ว่าเจ้านายใหญ่ของพ่อคนนี้ อาจจะยังเด็กมากแน่ๆ ถึงดื่มเลือดไม่เป็น

“กินมังสวิรัติ”

“ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกันใหญ่”

“ไม่แปลกที่ลูกจะไม่เชื่อ แต่ไปถึงที่นั่นลูกก็จะเห็นเอง จำไว้นะศิตา ตระกูลของเรามีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องชีวิตเจ้านายใหญ่ ผู้ที่ให้ชีวิตแก่บรรพบุรุษของเรามาเช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีเจ้านายใหญ่เราก็ไม่มีวันนี้ ลูกคือความหวังของพ่อ”

“แต่ศิตาไม่มีพลังอำนาจ ถึงจะได้ไปพิทักษ์ใครเขาได้ แถมใครที่ว่านั่นเป็นถึงแวมไพร์เชียวนะ” มาศิตาออกตัว เพราะคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกว่า คนอย่างเธอจะไปคอยปกป้อง คอยพิทักษ์ผู้ที่เป็นถึงแวมไพร์ได้ยังไงกัน

“ถึงเวลาลูกก็จะรู้เอง จำไว้นะศิตา หากวันใดลูกพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จงเชื่อในสัญชาตญาณของลูก” อาทิตย์สบตาลูกสาวเพียงคนเดียว แม้อยากรับหน้าที่นี้เอง แต่ก็ไม่อาจทำได้

“ค่ะ…ลูกจะจำคำของพ่อไว้ แล้วนี่บ้านเจ้านายใหญ่ของพ่ออยู่ที่ไหนคะ”

“เชียงราย”

“เชียงรายเลยเหรอคะ ลูกชักอยากจะเห็นหน้าลูกศิษย์คนพิเศษของพ่อคนนี้ขึ้นมาเร็วๆ แล้วสิ ว่าจะน่าตีขนาดไหนกันนะ ถึงต้องให้ลูกไปสอนพิเศษให้ถึงที่แบบนี้” ภาพของลูกศิษย์ที่ปรากฏขึ้นในหัวของมาศิตาในเวลานี้คือ เด็กผู้ชายหรือผู้หญิงอายุไม่เกินสิบขวบ ที่อาจจะซนแสนซน ยึดตัวเองเป็นศูนย์รวมของจักรวาล เป็นแวมไพร์น้อย ฟันน้ำนมที่อาจพูดจาไม่รู้เรื่อง จนเธอต้องไปสอนพิเศษหรืออีกนัยคือไปเป็นผู้พิทักษ์ให้ถึงที่บ้าน เฮ้อ...คิดแล้วก็ปวดหัวรอเลยทีเดียว

“ไปถึงแล้วลูกก็จะเห็นเอง เดินทางพรุ่งนี้เช้านะ”

“เดินทางพรุ่งนี้เช้าด้วย” มาศิตาอ้าปากค้างอีกหน นั่นเพราะยังไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจสักเท่าไหร่ อะไรมันจะปุบปับรับโชคสองชั้นขนาดนี้เนี่ย

“ใช่”

“แล้วงานลูกล่ะคะ ใครจะรับผิดชอบ ที่รับปากพ่อว่าจะไปเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้ ก็คิดว่าใกล้ๆ แล้วก็ไปสอนแค่วันหยุดเท่านั้นเอง” น้ำเสียงอ้อมๆ แอ้มๆ เอ่ยบอก

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED