ตอน 1

“หนานจืออินใช่ไหม คุณตั้งครรภ์แล้ว” สูตินรีแพทย์พูดขึ้น

“...” ว่าไงนะ

หนานจืออินถลึงตาโต รู้สึกไม่อยากเชื่อ

ตัวเองไม่มีแฟน ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามด้วย แล้วจะท้องได้ยังไง

ขณะที่หนานจืออินกำลังรู้สึกสงสัยอยู่นั้น หนานซีซี น้องสาวต่างแม่ที่อยู่ไม่ไกลก็เอามือปิดปากพร้อมกับส่งเสียงร้อง “ว้าย” ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ “พี่ ฉันยังนึกว่าพี่กินของผิดสำแดงที่บ้านเสียอีก ถึงได้มาที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนกับพี่ คิดไม่ถึงว่าจะตั้งท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานแบบนี้ ไม่ได้การแล้ว แบบนี้มันน่ากลัวเกินไป ฉันต้องบอกพ่อกับแม่”

หนานซีซีพูดจบก็รีบโทรศัพท์ทันที

“...” หนานจืออินอึ้งตะลึงไปอีกครั้ง

ตอนที่หมอมองไปหาหนานจืออินในครั้งนี้ สายตาแปลกประหลาด แต่ก็ยังพูดเตือนขึ้นมา “ดัชนีชี้วัดต่าง ๆ ทางสุขภาพของคุณไม่เสถียรอย่างมาก มีความเสี่ยงในการแท้งบัตรสูงมาก นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้มีบุตรไม่ได้อีกตลอดชีวิต คลอดเด็กออกมาจะดีที่สุด”

หนานจืออินมองไปหาหมอ รู้สึกสับสนงงงวย

พอกลับมาถึงตระกูลหนาน หนานจืออินก็ได้ยินคำพูดตำหนิติเตียนของพ่อกับแม่เลี้ยง

“แกมันไอ้เด็กหน้าไม่อาย ฉันไม่มีลูกสาวแบบแก” หนานเหวินซานโมโหเกรี้ยวกราด

“เห้อ ทำให้ประเพณีอันดีงามของวงศ์ตระกูลเสื่อมเสียจริง ๆ ” สวีซิ่วลี่ทอดถอนใจออกมา ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ตระกูลของพวกเรากับตระกูลเจียงที่สูงศักดิ์ร่ำรวยมีข้อตกลงการแต่งงานกัน ก่อนหน้านี้นายท่านบอกว่าจะให้หนานจืออินแต่งเข้าไปในตระกูลเจียง แต่ว่าตอนนี้... นี่มัน...”

สวีซิ่วลี่อยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดเอาไว้ ท่าทางหมดหนทาง

หนานเหวินซานพูดตอบ “เธอไม่คู่ควร ให้ซีซีแต่งเข้าไปในตระกูลเจียงแทน”

พอคำพูดนี้ออกมา สวีซิ่วลี่ก็ยิ้มอย่างพออกพอใจ ก่อนจะหันไปสบตากับลูกสาวสุดที่รักที่อยู่ไม่ไกล

หนานซีซียิ้มให้กับแม่อย่างดีอกดีใจ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างเห็นดีเห็นชอบ “ได้เลย ๆ หนูชอบพี่หยานจือมาโดยตลอด”

หนานเหวินซานพยักหน้า เรื่องนี้ก็ตกลงกันตามนี้เลย จากนั้นก็ตามมาด้วยคำดุด่าของหนานจืออินอีกหนึ่งชุด

หนานจืออินไม่สนใจกับคำดุด่าว่ากล่าวและข้อตกลงการแต่งงานที่พวกเขาพูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว ในหัวเอาแต่รู้สึกสับสนกับเรื่องตั้งท้องอยู่ตลอดเวลา

ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวที่พอจะนึกได้ในตอนนี้ ก็คือตอนที่ตัวเองดื่มไวน์ไปหนึ่งแก้วแล้วเริ่มเมาเล็กน้อยในงานปาร์ตี้เพื่อนร่วมชั้นเมื่อสามเดือนก่อน

หลังจากที่หนานเหวินซานและสวีซิ่วลี่ดุด่ามานานมากแล้ว พอเห็นว่าหนานจืออินไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาแต่อย่างใด แล้วก็ไม่ได้หักล้างด้วยเหมือนกัน จึงหมดอารมณ์ไม่ดุด่าต่ออีก ก่อนจะไปดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนกับหนานซีซี ลูกสาวสุดที่รัก

ตอนนี้ในโทรทัศน์กำลังออกอากาศข่าวซุบซิบ “ก่อนหน้านี้ทายาทของตระกูลกู้ ตระกูลอันดับหนึ่งของตระกูลร่ำรวยถูกศัตรูคู่อาฆาตตามไล่ล่า ตามตัวถูกแทงหลายแผล ตอนนี้หายสาบสูญไปสามเดือนกว่า ทางตำรวจกับตระกูลกู้พยายามตามหาอย่างสุดกำลัง จนถึงตอนนี้ร่องรอยเบาะแสยังคงไม่แน่ชัด...”

...

สามปีต่อมา ตรงทางออกสถานีรถไฟของเมืองเป่ย หนานจืออินที่รูปร่างผอมบางใส่เสื้อกันลมที่ดูภูมิฐาน ผมดำสั้นประบ่า แต่งหน้าเบา ๆ ทำให้ใบหน้าดูสวยงามละเอียดอ่อน มือหิ้วกระเป๋าเดินทางสีขาวขนาดใหญ่ มืออีกข้างจูงมือเด็กชายตัวน้อยหนึ่งคน

เด็กชายใส่ชุดยีนส์ของเด็กดูหล่อเท่ เขาพูดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหน่อมแน้ม “หม่ามี๊ พวกเราจะไปหาแม่บุญธรรมตอนนี้เหรอฮะ”

“ไม่ใช่ พวกเรากลับไปที่โรงแรมกันก่อน แล้วตอนค่ำถึงค่อยไปหาแม่บุญธรรมชองลูก” หนานจืออินตอบลูกชาย

ที่ตัวเองกลับมาในครั้งนี้เพราะว่ามีธุระสำคัญที่อยากจะจัดการ เดี๋ยวกลับไปวางกระเป๋าที่โรงแรมเสร็จแล้วก็ต้องไปทำธุระ นอกจากนี้ก่อนที่จะกลับมาก็นัดกับตงเจียเว่ย เพื่อนสาวไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะไปพบปะกินข้าวกันในคืนนี้

“ได้เลยฮะ” เด็กชายตัวน้อยตอบรับอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

หนานจืออินพาลูกชายเดินไปที่ป้ายรอแท็กซี่ เตรียมขึ้นรถไปยังโรงแรม แล้วไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ามีคนสองคนกำลังจ้องมองพวกเธอจากที่ไม่ไกลอยู่ตลอดเวลา

ตรงบริเวณข้างป้ายโฆษณา มีผู้ชายเสื้อสูทรองเท้าหนังสองคน หนึ่งในนั้นรูปร่างสูงใหญ่ดูดีมีราศี แว่นกันแดดปิดบังไปเกือบทั้งหน้า สายตามองที่ตัวของหนานจืออินและเด็กชายตัวน้อย รู้สึกปั่นป่วนอยู่ภายในใจ

“คุณชายสี่ คุณหนานกับคุณชายน้อยน่าจะไปโรงแรมนะครับ” เหออัน ผู้ช่วยพูดรายงานที่ข้างหูของเจ้านาย

เมื่อวานตัวเองตรวจสอบมาแล้วว่า คุณหนานได้ทำการจองโรงแรมที่เมืองเป่ยเอาไว้เป็นเวลาสองวัน

เขาได้ยินแล้วแต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ ยังคงจ้องมองเงาหลังของทั้งสองคนอยู่แบบนั้น

จนกระทั่งร่างนั้นหายไป เขาถึงได้เปิดปากพูดขึ้น “ไปโรงแรม”

บนรถแท็กซี่ หนานจืออินอุ้มลูกชายที่กำลังนอนหลับอยู่ สายตาค่อย ๆ เลื่อนจากหน้าของลูกชายออกไปข้างนอกหน้าต่าง มองวิวทิวทัศน์ของเมืองที่เลื่อนผ่านไป เริ่มค่อย ๆ จมดิ่งอยู่ในความคิด

สามปีก่อน หลังจากที่ตัวเองตั้งท้องก็ถูกพ่อกับแม่เลี้ยงไล่ออกมาจากตระกูลหนาน เนื่องจากปัญหาสุขภาพทำให้ไม่สามารถเอาเด็กออกได้ ทำได้แค่บากหน้าไปขอพึ่งพิงคุณน้าที่ชนบท

ตอนที่ทำการตรวจที่โรงพยาบาลในเมือง ตัวเองถึงได้รู้ว่าตั้งท้องแฝดสาม แต่ในวันที่คลอด เนื่องจากว่าคลอดยากทำให้ต้องผ่าคลอด สุดท้ายเด็กสองคนแรกก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ เพิ่งจะคลอดออกมาก็หยุดหายใจไปแล้ว มีเพียงแค่เด็กคนสุดท้ายที่มีชีวิตรอดปลอดภัย

ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังคลอด เธอร้องไห้ฟูมฟายเนื่องจากตัวเองสูญเสียลูกไปตั้งสองคน แต่พอคิดว่าชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ยังมีลูกที่ต้องให้ตัวเองคอยเลี้ยงดูจนเติบโตอยู่อีกหนึ่งคน ดังนั้นเธอจึงเข้มแข็งลุกยืนหยัดใช้ชีวิตต่อไป

สามปีมานี้ เคยลำบาก เคยร้องไห้ เคยเหน็ดเหนื่อย แต่โชคดีที่คุณน้าดูแลเอาใจใส่ลูกชายของตัวเองอย่างมาก ลูกชายก็เป็นเด็กน่ารักเชื่อฟัง ตัวเองรู้สึกปลื้มปีติและปลอบโยน ชีวิตก็ถือว่าพอจะสมดั่งความปรารถนาอยู่บ้าง

ตอนนี้ ตัวเองแค่หวังว่าลูกชายจะเติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัย เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตก็พยายามให้ได้ดั่งใจที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

หลังจากที่มาถึงโรงแรมไรน์ หนานจืออินก็ปลุกลูกชาย ทั้งสองคนลงจากรถเตรียมจะเข้าไปในโรงแรม ในตอนนี้เอง โทรศัพท์ของหนานจืออินก็ดังขึ้นมา

พอเห็นว่าตงเจียเว่ยเป็นคนโทรมา หนานจืออินก็รีบพูดกับลูกชายทันที “มู่มู่ หม่ามี๊คุยโทรศัพท์ก่อนนะ อย่าวิ่งเถลไถลไปไหนล่ะ”

“ได้ฮะ ผมจะไปดูดอกไม้ตรงนั้น” มู่มู่ตัวน้อยพูดจบ ก็วิ่งตรงไปยังซุ้มดอกไม้ที่อยู่ไม่ไกล

หนานจืออินมองตัวของลูกชาย อยู่ในสายตาของตัวเอง จึงไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงอะไรอีก ก่อนจะรับโทรศัพท์

“อินอิน เธอกับมู่มู่ถึงเมืองเป่ยแล้วเหรอ” ตงเจียเว่ยที่อยู่ในสายพูดถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

“ถึงแล้ว เว่ยเว่ย พวกเราเพิ่งจะมาถึงโรงแรม อีกเดี๋ยวทำเรื่องเข้าพักเสร็จแล้วฉันจะไปทำธุระที่ซูเฉิง กรุ๊ป” หนานจืออินพูดตอบ

ซูเฉิง กรุ๊ปเป็นบริษัทที่คุณตาทิ้งไว้ให้กับแม่เมื่อตอนนั้น แม่เคยบอกว่ารอตนเองโตแล้วจะให้ตนเองมารับช่วงบริหารต่อ แต่ต่อมาหลังจากที่แม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุพ่อก็มาบริหารบริษัทแทน เป็นแบบนี้มาโดยตลอดหลายปีมานี้

ช่วงนี้ มีข่าวรายงานว่าพ่อจะขายซูเฉิง กรุ๊ปแล้วจดทะเบียนบริษัทใหม่ นิติบุคคลคือแม่เลี้ยง ดังนั้นตนเองจึงจำเป็นต้องมาขัดขวาง

ตนเองจะไม่ยอมให้ทรัพย์สมบัติที่คุณตาเหลือทิ้งไว้ให้ถูกขายทิ้งไปแบบนี้เด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้นเงินก็ยังยกให้กับสวีซิ่วลี่อีกด้วย ไม่มีทางอย่างแน่นอน

“อื้อ ไปเอาของที่เป็นของเธอกลับคืนมาทั้งหมด ฉันสนับสนุนเธอ” ตงเจียเว่ยที่อยู่ในสายเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

“อื้อ” หนานจืออินยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นแล้ว ทั้งสองคนพูดคุยกันต่อ

ทางด้านซุ้มดอกไม้ หลังจากที่มู่มู่ตัวน้อยดูดอกไม้ไปสักพัก ก็เห็นคุณปู่คนหนึ่งที่กำลังขายลูกโป่งตัวการ์ตูนอยู่ เขาอยากที่จะวิ่งไปดูด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ

แต่ในขณะที่มู่มู่ตัวน้อยเพิ่งจะวิ่งไปได้สองก้าว ก็เห็นรถจักรยานคันหนึ่งขับตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วจากที่ไม่ไกล จากนั้นก็มีเสียงที่รีบร้อนลนลานดังขึ้นมาที่ข้างหู

“ระวัง”

ตอน 2

เพียงแค่หนึ่งวินาทีต่อมา ร่างของมู่มู่ก็ถูกแขนยาวมาโอบเอาไว้ จากนั้นก็ดึงเข้าไปในอ้อมกอดที่สบายและอบอุ่น

ในขณะเดียวกัน ก็มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งขี่จักรยานผ่านหลังของผู้ชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเฉี่ยวหลังของเขาเบา ๆ

ไม่กี่วินาทีต่อมา บริเวณรอบข้างก็สงบเงียบลง พอผู้ชายคนนั้นมั่นใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว ถึงได้ปล่อยมู่มู่ออกมาจากในอ้อมกอด

“ไม่เป็นไรใช่ไหม” ผู้ชายคนนั้นกดเสียงต่ำ พูดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

มู่มู่ที่กำลังสับสนงงงวยถึงได้เห็นใบหน้าของผู้ชายคนนั้นอย่างชัดเจน ดูหล่อเท่อยู่นิดหน่อย

แต่ว่าเมื่อตะกี้นี้ ดูเหมือนตัวเองจะมีอันตราย แล้วคุณลุงคนนี้ก็เป็นคนมาช่วยตนเองเอาไว้

มู่มู่เข้าใจแล้ว เขารีบส่ายหัวพร้อมกับตอบกลับไปอย่างหน่อมแน้มทันที “ไม่เป็นไรฮะ คุณลุง ขอบคุณที่ช่วยผมนะฮะ”

ผู้ชายคนนั้นส่ายหัวเล็กน้อย บ่งบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดอยู่ไม่น้อย “เด็กจะวิ่งเถลไถลไม่ได้นะ กลับไปหาแม่เถอะ”

“อื้อ”

ตอนนี้ภายในใจของมู่มู่เริ่มรู้สึกกลัวเอาภายหลัง หลังจากที่ตอบรับแล้วก็รีบหันตัววิ่งไปหาหม่ามี๊ทันที

พอผู้ชายคนนั้นเห็นมู่มู่เดินไปแล้ว ก็รู้สึกพึงพอใจ จากนั้นก็ก้าวเดินจากไปทันที

เมื่อตะกี้หนานจืออินคุยโทรศัพท์เพลินไปหน่อย ไม่ได้สนใจลูกชาย ตอนนี้หลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จก็เห็นลูกชายมาอยู่ข้างตัวเรียบร้อยแล้ว เธอนึกว่าลูกชายเล่นสนุกจนพอแล้ว แล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็เลยไม่ได้สนใจ ก่อนจะพูดกับลูกชายอย่างยิ้มแย้ม “มู่มู่ ไปกันเถอะ พวกเราไปทำเรื่องเข้าพักที่โรงแรมกัน”

“ได้เลยฮะ”

หลังจากที่หนานจืออินทำเรื่องเข้าพักที่โรงแรมเสร็จแล้ว ก็ทำเรื่องบริการรับฝากเด็กต่อ หลังจากที่กลับห้องมาวางกระเป๋าสัมภาระเสร็จ หนานจืออินก็เอาลูกชายไปฝากกับครูที่รับมอบหมายให้ช่วยดูแล หลังจากสั่งกำชับไปบ้างก็จากไปอย่างรีบร้อนทันที

...

ณ ซูเฉิง กรุ๊ป หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่นำทนายมาเจรจาพูดคุยกับผู้ซื้อที่มีความประสงค์จะซื้ออยู่ในห้องประชุม

ตรงบริเวณเคาน์เตอร์ในเวลานี้ หนานจืออินเอาบัตรประจำตัวประชาชนออกมาให้กับพนักงานที่เคาน์เตอร์ดู พร้อมกับพูดขึ้น “ฉันเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลหนาน ฉันมาหาพ่อของฉัน ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”

หลังจากที่พนักงานที่เคาน์เตอร์ยืนยันสถานภาพอย่างแน่ชัดแล้ว ก็ไม่กล้าขวางรั้งอีก แจ้งให้ทราบไปตามความจริง “คุณหนานกับคุณสวีอยู่ที่ห้องประชุมค่ะ”

หนานจืออินฟังจบ ก็เก็บบัตรประจำตัวประชาชนก่อนจะตรงไปยังห้องประชุมทันที

ภายในห้องประชุม หนานเหวินซานเจรจาพูดคุยกับอีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทนายความของทั้งสองฝ่ายตรวจสอบเอกสารแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

“เจ้าสัวเฉิน ในเมื่อไม่มีปัญหาอะไรแล้ว พวกเราก็มาเซ็นชื่อกันเถอะ” หนานเหวินซานอยากจะเซ็นชื่อรับเงินอย่างอดไม่ไหวแล้ว

“ได้ครับ เซ็นชื่อกัน”

เจ้าสัวเฉินเพิ่งตอบรับกลับไป ทันใดนั้น จู่ ๆ ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดเข้ามา

“รอเดี๋ยว” หนานจืออินตะโกนขัดจังหวะทันที

เมื่อตะกี้นี้เธอได้ยินบทสนทนาของพวกเขาจากตรงประตูแล้ว หนานจืออินรู้สึกโชคดีที่ตัวเองมาได้ทันเวลาพอดี

ในตอนนี้ ตอนที่หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่เห็นว่าหนานจืออินบุกกระโจนเข้ามานั้น ทั้งสองคนก็รู้สึกประหลาดใจและรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย

“แก แกมาที่นี่ได้ยังไง” หนานเหวินซานลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดถามขึ้นมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ในตอนนั้นหลังจากที่เธอถูกตนเองไล่ออกจากตระกูลไปก็หายสาบสูญไปแล้ว ตนเองนึกว่าเธอจะตายไปแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะปรากฏตัวออกมา แถมยังมาบริษัทอีกด้วย

ตอนนี้สวีซิ่วลี่ก็ลุกขึ้นยืนตามมาเช่นกัน ก่อนจะพูดถามขึ้นมาด้วยความโมโห “แกมาทำอะไรที่นี่”

“แน่นอนว่ามาขัดขวางพวกคุณยังไงล่ะ” หนานจืออินมองพ่อและแม่เลี้ยงของตัวเองพร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างหนักแน่น

จากนั้น หนานจืออินก็มองไปยังคนที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเขา เดาว่าคนพวกนี้น่าจะเป็นผู้ซื้อ ก่อนจะพูดขึ้นมาต่อ “สวัสดีค่ะ ฉันคือหนานจืออิน บริษัทแห่งนี้เป็นสิ่งที่คุณตาของฉันทิ้งไว้ให้กับแม่ของฉันในตอนนั้น แม่ของฉันเคยบอกเอาไว้ว่าในอนาคตจะให้ฉันรับช่วงมาบริหารดูแลต่อ แล้วก็มีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ดังนั้นบริษัทแห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับพ่อและแม่เลี้ยงของฉัน พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการขายค่ะ”

คำพูดนี้ ทำให้พวกคนของเจ้าสัวเฉินอึ้งตะลึงไป ต่างรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

ในตอนนี้หนานเหวินซานและสวีซิ่วลี่เริ่มกระวนกระวายแล้ว

“ไอ้เด็กสมควรตาย แกพูดอะไรอยู่ แม่ของแกตายไปแล้วบริษัทนี้ก็เป็นของฉัน ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจทั้งหมด” หนานเหวินซานจ้องเขม็งหนานจืออินพร้อมกับพูดออกมาอย่างโหดร้าย

“ใช่ ๆ ” สวีซิ่วลี่พูดคล้อยตาม ตอนนี้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ พุ่งเข้าไปจะตบหนานจืออิน “แกมันนังชั้นต่ำ ฉันจะตบแกให้ตายไปซะ แกรีบไสหัวออกไปให้พ้นเลยนะ”

สวีซิ่วลี่พูดพลาง ก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจะตบหนานจืออิน มืออีกข้างเตรียมที่จะผลักเธอ ไล่เธอออกไป

พอหนานจืออินเห็นการกระทำของสวีซิ่วลี่ ก็รีบยื่นมือออกไปต่อต้านทันที ในขณะเดียวกันก็คัดค้านแสดงออกว่าตัวเองจะไม่ออกไป

“นังชั้นต่ำ นี่แกกล้าต่อต้านเหรอ” สวีซิ่วลี่ทำไม่สำเร็จ รู้สึกโกรธจนกัดฟันกรอด ๆ “แกมารนหาที่ตายแบบนี้ วันนี้ฉันจะฆ่าแกให้ตายแน่นอน”

สวีซิ่วลี่พูดจบ ก็ยิ่งตื่นตัวมากขึ้นจะพุ่งเข้าไปตบหนานจืออิน

หนานจืออินไม่ตอบ แล้วออกแรงสกัดกั้นต่อไป

หนานเหวินซานที่อยู่ข้าง ๆ พอเห็นว่าภรรยาตบหนานจืออินไม่ได้ ก็ตรงเข้าไปช่วยสู้กับหนานจืออินทันที ทั้งสามคนก็เริ่มต่อสู้ขัดแย้งกัน

ขณะที่หนานจืออินต้านทานแรงของทั้งสองคนไม่ไหว เห็นว่ากำลังจะถูกสวีซิ่วลี่ตบเข้ามานั้น จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดัง “ปึง” ขึ้นมา

เจ้าสัวเฉินตบโต๊ะลุกขึ้นยืน มองไปหาหนานเหวินซานพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “คุณหนาน ในเมื่อบริษัทของพวกคุณมีข้อพิพาทกัน ถ้าอย่างนั้นก็รอให้พวกคุณจัดการข้อพิพาทให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาเจรจาเรื่องซื้อขายก็แล้วกัน”

“...” หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่อึ้งตะลึงไป หยุดการกระทำลงทันที

พอตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอลืมตัวเสียมารยาทไป ก็รู้แล้วว่าเรื่องมันจะล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่ก็กระวนกระวายขึ้นมา ขณะที่กำลังเตรียมจะเปลี่ยนสีหน้าไปอธิบายและโน้มน้าวเจ้าสัวเฉินนั้น ก็ได้ยินเสียงของเจ้าสัวเฉินดังขึ้นมาก่อน

“พวกเรากลับ” เจ้าสัวเฉินพูดกับลูกน้องและทนายความของตัวเอง

“ครับ”

จากนั้น พวกของเจ้าสัวเฉินก็ออกจากห้องประชุมไป

“เจ้า เจ้าสัวเฉิน พวกเรายัง... เจรจากันได้อีกนะครับ...” หนานเหวินซานคิดที่จะรั้งให้เขาอยู่ต่อ สุดท้ายก็รั้งเอาไว้ไม่ได้

ภายในห้องประชุมเงียบสงบลง ไม่มีคนนอกแล้ว หนานจืออินจัดการกับสีหน้าทันที ก่อนจะหันมองไปหาพ่อพร้อมกับพูดขึ้น “หนูจะเอาซูเฉิง กรุ๊ปคืนมา”

“ฝันไปเถอะ” สวีซิ่วลี่คัดค้านออกมาก่อน “ฉันกับพ่อของแกเป็นคนบริหารจัดการซูเฉิง กรุ๊ปมาโดยตลอด มันเป็นของพวกเรา พวกเราไม่มีทางให้กับแกแน่นอน”

พอหนานจืออินได้ยิน ก็เพิกเฉยไปโดยอัตโนมัติ รอคำตอบของพ่อต่อ

หนานเหวินซานมองหนานจืออินที่ยึดติดและยืนหยัดแน่วแน่ เรื่องบางเรื่องเขานั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ ดังนั้นหลังจากที่ลังเลไปสักพัก ก็คิดข้ออ้างออกและตัดสินใจว่า

“ซูเฉิง กรุ๊ปเป็นของแม่แกก็จริง แม่ของแกก็เคยบอกว่าจะให้แกมารับช่วงบริหารต่อ แต่เงื่อนไขแรกคือแกต้องแต่งงานก่อนถึงจะมีสิทธิ์รับช่วงต่อ แต่แกไม่ได้แต่งงาน ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์รับช่วงต่อ ซูเฉิง กรุ๊ปก็ยังคงเป็นของฉัน” หนานเหวินซานพูดประโยคสุดท้ายอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

หนานจืออินฟังจบ ก็อึ้งตะลึงไปเล็กน้อย

แต่งงานก่อนแล้วถึงจะมีสิทธิ์ในการรับช่วงต่องั้นเหรอ เงื่อนไขนี้ ก่อนหน้านี้ตัวเองไม่รู้มาก่อนเลย

ในตอนนั้นตัวเองยังเด็กอยู่ แม่บอกแค่ว่าให้ตัวเองเติบโตขึ้นมารับช่วงต่อซูเฉิง กรุ๊ป เธอได้เขียนเอกสารที่เกี่ยวข้องเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลย

แล้วเงื่อนไขที่ออกมาจากปากของพ่ออย่างไม่คาดคิดมาก่อนในตอนนี้ มัน...

แต่ เดี๋ยวนะ แต่งงานก่อนแล้วค่อยสืบทอดต่ออย่างนั้นเหรอ

หมายความว่า ขอแค่ตัวเองแต่งงานแล้ว ก็จะสามารถรับช่วงต่อซูเฉิง กรุ๊ปได้แล้วงั้นเหรอ

จู่ ๆ เธอก็เข้าใจขึ้นมา หนานจืออินมองพ่อพร้อมกับพูดถามขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าหนูแต่งงานแล้ว ก็จะสามารถเอาซูเฉิง กรุ๊ปกลับคืนมาได้แล้วใช่ไหม”

ตอน 3

คำถามแบบนี้ ทำให้หนานเหวินซานตระหนักได้ถึงอันตรายขึ้นมาทันที ไม่กล้าตอบกลับมา

ส่วนทนายที่อยู่ไม่ไกลก็พูดตอบรับ “ใช่ครับ คุณหนูใหญ่”

“ในเอกสารรับมรดกตอนที่คุณซู คุณแม่ของท่านเซ็นชื่อลงไปมีเงื่อนไขข้อนี้ครับ เอกสารก็ผ่านการรับรองมาแล้ว ขอแค่ท่านเป็นไปตามเงื่อนไขในการรับช่วงต่อมรดก ก็จะสามารถดำเนินการรับมรดกได้ครับ” ทนายดำเนินการตามหน้าที่

ตอนนี้ หนานจืออินผ่อนคลายลงแล้ว แต่หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่กลับรู้สึกโกรธจนสีหน้าบึ้งตึงอยู่ก่อนแล้ว

หนานจืออินมองไปหาทนายพร้อมกับพยักหน้าบ่งบอกให้ทราบ จากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย พูดออกมาตรง ๆ “ได้ ฉันจะรีบแต่งงาน แล้วรับช่วงต่อซูเฉิง กรุ๊ปค่ะ”

ตัวเองจะต้องเอาซูเฉิง กรุ๊ปกลับคืนมาให้ได้ รักษาทรัพย์สินที่คุณตากับแม่ทิ้งเอาไว้ให้

“ครับ ถึงตอนนั้นผมจะให้ความร่วมมือกับท่านในการดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องเองครับ” ทนายพยักหน้า

หนานจืออินก็พยักหน้าบอกให้ทราบเช่นกัน

พอเห็นการพูดคุยสื่อสารกันของหนานจืออินกับทนาย หนานเหวินซานและสวีซิ่วลี่ก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ

“เหอะ กะอีแค่ผู้หญิงที่ตั้งท้องลูกนอกสมรสกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันจะดูซิว่าจะมีใครกล้าเอาไหม จะมีใครกล้าแต่งด้วยไหม” สวีซิ่วลี่พูดขึ้นมาอย่างเยาะเย้ย ไม่เชื่อว่าหนานจืออินจะสามารถหาผู้ชายไปแต่งงานด้วยได้

พอหนานเหวินซานถูกภรรยาพูดย้ำเตือนขึ้นมาขนาดนี้ ก็มีความคิดขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบพูดกับหนานจืออิน “ฉันให้เวลาแกแค่วันเดียว ก่อนตอนเที่ยงของวันพรุ่งนี้ ถ้าแกไม่ได้แต่งงาน ก็เท่ากับไม่มีคุณสมบัติในการรับมรดก ถึงตอนนั้นในฐานะที่ฉันเป็นทายาทอันดับแรก ซูเฉิง กรุ๊ปก็จะเป็นของฉัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับแก”

หนานเหวินซานมั่นอกมั่นใจว่าหนานจืออินไม่มีทางแต่งงานได้ภายในระยะเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน ไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะยอมเต็มใจแต่งงานกับแม่ที่เคยคลอดลูกนอกสมรสออกมาหรอก ดังนั้นซูเฉิง กรุ๊ปก็จะยังเป็นของตัวเองอยู่

พอหนานจืออินได้ยินเวลาที่กำหนด ถึงตระหนักได้ว่าจะแต่งงานภายในวันเดียวนั้นยากลำบากมาก เธอไม่เห็นด้วย เริ่มโต้แย้งโต้เถียงกับคู่สามีภรรยาหนานเหวินซาน

แต่หลังจากที่โต้แย้งกันไปพักหนึ่ง หนานจืออินก็พ่ายแพ้ให้กับพวกเขา ทำได้แค่ทำตามเงื่อนไขของพวกเขาเท่านั้น

หลังจากที่ออกมาจากซูเฉิง กรุ๊ป หนานจืออินก็นั่งลงตรงโซนพักผ่อนที่ชั้นหนึ่งของอาคารสำนักงาน แล้วครุ่นคิดอยู่ภายในใจ

เรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรกในตอนนี้ ก็คือหาคนมาแต่งงานด้วย สำหรับเรื่องแต่งงานนั้น ตัวเองไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรมากมาย ขอแค่อีกฝ่ายนิสัยดีเหมาะที่จะแต่งงานด้วยก็พอ ถึงยังไงตัวเองก็มีลูกติดมาด้วยหนึ่งคน แม้ว่าจนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าพ่อของเด็กคือใครก็ตาม

แต่ขนาดเงื่อนไขการแต่งงานแบบนี้แล้ว ในตอนนี้ตัวเองก็หาคนที่แต่งงานด้วยได้ไม่เจออยู่ดี ควรจะทำยังไงดี

รู้สึกกลัดกลุ้มใจและหงุดหงิด หนานจืออินคิดอยู่นานสองนานจนปวดหัวไปหมด กะที่จะไปนั่งผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกที่ร้านกาแฟที่อยู่ข้าง ๆ อาคารสำนักงานสักหน่อย

พอมาถึงร้านกาแฟ หนานจืออินก็สั่งลาเต้ร้อนหนึ่งแก้ว จากนั้นขณะที่กำลังหาที่นั่งอยู่นั้น กลับพบว่าไม่มีที่นั่งว่าง

หลังจากหันมองไปรอบ ๆ อีกหนึ่งรอบ หนานจืออินก็หาที่นั่งว่างเจอหนึ่งที่ ตรงกันข้ามมีผู้ชายนั่งอยู่หนึ่งคน

พอคิดว่าการไปนั่งร่วมโต๊ะมันก็เป็นเรื่องที่ปกติมาก หนานจืออินก็เลยเดินตรงเข้าไป

พอเดินมาอยู่ตรงที่นั่งว่าง หนานจืออินก็หันมองไปหาผู้ชายที่กำลังถือแท็บเล็ตทำงานอยู่ตรงกันข้าม เธอพูดกล่าวทักทายขึ้นมาด้วยความรู้สึกเกรงใจและมีมารยาทก่อน “สวัสดีค่ะ”

หนานจืออินคิดว่าหลังจากที่ได้รับการตอบกลับของอีกฝ่ายแล้ว ถึงค่อยถามว่านั่งร่วมโต๊ะได้ไหม

แต่หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นได้ยินเสียงแล้ว ก็เงยหน้าขึ้นมามองหนานจืออิน สีหน้านิ่งเฉยเย็นชา จากนั้นก็ขยับริมฝีปากบาง ๆ พูดออกมาสามคำ “นั่งลงสิ”

“...” หนานจืออินอึ้งตะลึง

นั่งลงสิอย่างนั้นเหรอ หรือเขารู้ว่าตัวเองมาขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยงั้นเหรอ

พอคิด ๆ ดูแล้วแบบนี้ก็ถือว่าเข้าท่าอยู่เหมือนกัน พอหนานจืออินคิดแบบนี้ ก็พยักหน้าเบา ๆ อย่างยิ้มแย้มพร้อมกับนั่งลงตรงเก้าอี้ว่าง

ตอนที่หนานจืออินเพิ่งจะนั่งลงมา เตรียมที่จะพูดขอบคุณอีกฝ่ายอยู่นั้น ก็ได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้น

“ในเมื่อพวกเรามานัดบอดกัน ถ้าอย่างนั้นก็ขอพูดให้เข้าใจอย่างชัดเจนเลยแล้วกันครับ” ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “ผมชื่อกู้จิ่งเฉิน อายุ 28 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์ของบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง มีบ้านมีรถมีเงินเก็บ เห็นคุณ... รูปร่างหน้าตาดูไม่เลวเลย เห็นแล้วถูกชะตา ผมเต็มใจที่จะแต่งงานกับคุณ แล้วก็...”

“ที่บ้านเร่งเร้ามาก ถ้าคุณเต็มใจ พวกเราก็ยิ่งแต่งเร็วเท่าไรยิ่งดีครับ” กู้จิ่งเฉินพูดจบ ก็เก็บความรู้สึกแปรปรวนเอาไว้ภายในใจ รอคำตอบของหนานจืออินอย่างสงบนิ่ง

หลังจากที่หนานจืออินฟังคำพูดพวกนี้จบแล้ว ก็รู้สึกตกใจและประหลาดใจ

ที่ ที่แท้คนนี้ก็มานัดบอดอย่างนั้นเหรอ แถมยังคิดว่าตนเองเป็นคู่นัดบอดของเขาอีกด้วย

แต่พอคิดดูแล้ว ตนเองก็กำลังหาคนที่แต่งงานด้วยอยู่พอดี...

หนานจืออินรู้สึกว่านี่มันคือโอกาสทันที อีกฝ่ายโสดตนเองก็โสด แถมความคิดและความต้องการก็เหมือนกันด้วย ถ้าอย่างนั้น... ดูเหมือนจะพอคิดพิจารณาได้อยู่สักหน่อย

จากนั้น หนานจืออินก็หันมองกู้จิ่งเฉินอีกครั้ง เริ่มสำรวจรูปร่างหน้าตาของเขา

ใบหน้าหล่อและหน้าตาก็ดูสมบูรณ์แบบ ดูหล่อเหลาอย่างมาก แล้วก็การแต่งกายตามอาชีพการงานและออร่าที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของเขา เหมือนกับเป็นหัวกะทิของที่ทำงาน มีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นพอดูหน้าของเขาดี ๆ แล้ว ดวงตากับริมฝีปากของเขา ก็เหมือนกับลูกชายของตัวเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ยิ่งมองนาน ๆ ก็ยิ่งเพลินตา

พอหนานจืออินเชยชมเสร็จ ความประทับใจที่มีต่อเขาก็ไม่เลวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มีความรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย จากนั้นก็ครุ่นคิดอีกครั้ง หนานจืออินรู้สึกว่าเรื่องแต่งงานสามารถเจรจากันได้ กะที่จะพูดคุยสื่อสารสักหน่อย

หลังจากที่เตรียมจิตใจพร้อมแล้ว หนานจืออินก็เปิดปากพูดขึ้นมา “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหนานจืออิน อายุ 25 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นนักแปลในอินเทอร์เน็ต เป็นสามภาษา ตอนนี้ว่างงาน ฉัน... รู้สึกประทับใจในตัวคุณ สามารถพิจารณาเรื่องแต่งงานได้ แต่ว่าฉันมีลูกอยู่ด้วยหนึ่งคน”

หนานจืออินไม่กะที่จะปกปิดอะไรกับกู้จิ่งเฉิน พูดออกไปตามตรง “เมื่อสามปีก่อนฉันท้องโดยที่ไม่ได้แต่งงาน ถ้าคุณถือสา ฉันก็จะ...”

คำพูดส่วนหลังของหนานจืออินยังไม่ทันจบ ก็ถูกขัดจังหวะขึ้นมา

“ไม่ถือสาครับ” ้กู้จิ่งเฉินตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ผมยอมรับอดีตของคุณ แล้วก็เด็กด้วยครับ”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED