พรหมลายรัก
บทที่ 1…..จำเป็นต้องช่วย
นมสองนั่งมองหญิงสาวที่กำลังนั่งร้องให้เงียบๆคนเดียวที่มุมห้องแล้วรู้สึกสงสารจับใจ คำพูดของเตชน์ที่พูดใส่ศศิปิลันธ์มันค่อนข้างร้ายแรง แค่ต้องสูญเสียบิดามารดาบุญธรรมอย่างกะทันหันว่าแย่แล้วยังต้องมาเจอคำพูดที่ไม่น่าฟังของคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้ดูแลคนใหม่ยิ่งทำให้แย่เข้าไปใหญ่
“ลันธ์ มาหานมตรงนี้หน่อยสิจ๊ะ” ศศิปิลันธ์รีบเช็ดน้ำตา เธอไม่อยากให้นมสองเห็นมัน ไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ แต่คำพูดของเตชน์ที่ถึงแม้จะไม่พูดออกมาตรงๆว่าเธอคือตัวซวยก็สร้างความสะเทือนใจให้ มากกเหลือเกิน
“โถ แม่คุณ” นมสองพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แววตาของท่านเต็มไปด้วยความเมตตา ทำเอาหญิงสาวน้ำตาคลอ เมื่อเห็นว่าศศิปิลันธ์ทำท่าจะร้องไห้อีกหญิงชราก็เลื่อนมือมาไปลูบผมของอีกฝ่ายช้าๆ
“อย่าคิดอะไรมากนะลันธ์ คุณเตชน์ก็ปากเสียแบบนี้แหละ”
“บางทีหนูอาจจะเป็นแบบที่คุณเตชน์พูดก็ได้นะคะ หนูเป็นตัวซวย” ศศิปิลันธ์พยายามพูดไม่ให้ปนเสียงสะอื้น
“เหลวไหล เรื่องความเป็นความตายของคนไม่มีใครห้ามได้ ต่อให้ไม่มีลันธ์ถ้าจะตายเขาก็ตายดังนั้นอย่าคิดอะไรมาก คิดเสียว่าทำบุญด้วยกันมาเพียงแค่นี้ ลันธ์รู้ใช่ไหมว่าคุณตุลย์กับคุณนรีรักลันธ์มาก” นมสองถาม
“ค่ะ”
“ถ้ารู้ ก็อย่าทำให้ทั้งสองคนผิดหวัง สิ่งที่ลันธ์ต้องทำในตอนนี้คือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด มีหน้าที่เรียนก็เรียนให้ดีไม่ต้องไปสนคำพูดที่บั่นทอนจิตใจ พิสูจน์ให้คุณเตชน์เขาเห็นว่าลันธ์เป็นเด็กดี ไม่ได้เป็นตัวซวยทำให้คนที่ต่อว่ามองเราใหม่ ทำให้เขารู้ว่าเขามองผิด และทำให้เขารู้ว่าลันธ์คนนี้ดีสมกับที่คุณตุลย์กับคุณนรีรักนะจ๊ะ”
“แต่หนูจะทำได้หรือคะคุณนม” หญิงสาวถามด้วยความไม่มั่นใจ
“ทำได้สิ นมเชื่อว่าหนูทำได้ และไม่ต้องห่วงนะนมจะดูแลหนูต่อจากคุณตุลย์กับคุณนรีเอง”
“คุณนมไม่ได้รังเกียจหนูใช่ไหมคะ”
“ไม่เลยจ๊ะ ดังนั้นอย่าคิดมากชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้า เสียใจได้ แต่อย่าเสียกำลังใจรู้ไหม”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำและซบหน้าลงกับตักของนมสองช้าๆ ตอนนี้เธอมีหญิงชราคนนี้เป็นที่พึ่งทางใจเพียงคนเดียวเท่านั้น
3 ปีต่อมา
นมสองยิ้มดีใจที่รู้ว่าศศิปิลันธ์เรียนจบปริญญาตรีแล้ว แถมเกรดที่จบมาก็สวยงามมากเสียด้วย ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาศศิปิลันธ์ไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังเลยทั้งเรื่องเรียนและเรื่องการบ้านการเรือน หญิงสาวรู้จักแบ่งเวลาและรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก อาจจะมีไปกับเพื่อนบ้างตามประสาวัยรุ่นแต่ก็ไม่เคยสร้างเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด
นมสองรีบบอกให้เธอไปหาเตชน์เพื่อบอกเรื่องนี้ให้เขาทราบ ศศิปิลันธ์นิ่งไปเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องไปพบกับเขาคนนั้น โดยปกติเธอพบเตชน์เดือนละครั้ง แต่ละครั้งที่พบก็แทบจะไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากนัก
“ต้องไปด้วยหรือคะคุณนม”
“ไปสิลูก คุณเตชน์เขาเป็นคนส่งเสียหนูนะ ดังนั้นต้องไปหาเขา บอกข่าวที่น่ายินดีกับเขาถึงจะถูก เมื่อวานคุณเตชน์กลับมานอนค้างที่บ้านและวันนี้ยังไม่ออกไปไหนดังนั้นหนูควรไปบอกเขา”นมสองย้ำ
“คุณนมจะไปด้วยกันไหมคะ” คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าปฏิเสธ ศศิปิลันธ์จึงได้แต่ถอนหายใจและพยายามรวบความพลังใจรวมถึงความกล้าเพื่อไปเผชิญหน้ากับเขาคนนั้น จะว่าไปตอนที่เตชน์ไม่อยู่เธอเข้าไปทำความสะอาดที่ห้องนอนและห้องทำงานของอีกฝ่ายบ่อยๆตามคำสั่งแต่จะเลี่ยงไม่เผชิญหน้าซึ่งดูเหมือนว่าเตชน์เองก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น
เตชน์มองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตานิ่งสนิทจนอ่านไม่ออก ความจริงเขาติดจะหงุดหงิดที่มีคนมาขัดขวางการนอน เพราะปวดท้องจนนอนไม่หลับกว่าจะได้นอนจริงๆก็เกือบจะรุ่งสาง แล้วแม่คนนี้ก็ดันมาขอพบหลังจากนอนไปได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมงอีก ช่างเป็นมารความสุขจริงๆ
“มีอะไรว่ามา” ชายหนุ่มพูดเสียงเข้ม
“คุณนมให้หนูมาบอกคุณว่าหนูเรียนจบได้เรียบร้อยแล้วค่ะ ”ศศิปิลันธ์บอกเขาน้ำเสียงแจ่มใส
“ก็ดี” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ หลังจากพูดเสร็จก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน อาการปวดท้องกลับมาอีกครั้งและครั้งนี้มันมากกว่าเดิม เขามีอาการแบบนี้มาสองสามวัน อาการเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวาปวดเสียดตลอดเวลา และเจ็บมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย
“คุณเตชน์เป็นอะไร ปวดท้องเหรอคะ” ศศิปิลันธ์เอ่ยถามเมื่อเห็นอาการที่ผิดสังเกต เตชน์ไม่พูดอะไรเพราะเริ่มหมดแรงหญิงสาวตกใจจนรีบไปประคองคนตัวใหญ่ให้ไปนั่งที่โซฟาและวิ่งออกมาตามนายศรคนขับรถหน้าตื่น
“ลุงศรคะ ลุงศร คุณเตชน์ปวดท้องไม่ไหวแล้วค่ะ เราต้องไปโรงพยาบาลค่ะ” ศศิปิลันธ์พูดรัวและรีบพานายศรไปหาเตชน์ที่ตอนนี้นอนคุดคู้อยู่บนโซฟา ทั้งสองช่วยกันประคองเตชน์อย่างทุลักทุเลเนื่องจากเขาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ศศิปิลันธ์กับลุงศรตัวเล็กกว่าจึงต้องช่วยกัน
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคุณหมอใช้เวลาไม่นานก็พบว่าชายหนุ่มเป็นไส้ติ่งอักเสบและต้องได้รับการผ่าตัด ศศิปิลันธ์กับนายศรนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยความเป็นห่วง ใช้เวลาร่วมชั่วโมงการผ่าตัดก็จบลง เตชน์ถูกส่งเข้ามาพักในห้องพิเศษในเวลาต่อมา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยหญิงสาวก็ขอให้นายศรไปแจ้งข่าวกับนมสองกับนางละม่อมที่บ้าน และจัดการทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ ส่วนตัวเธอจะอยู่เป็นเพื่อนเขาก่อนและรอนายศรมาเปลี่ยนเฝ้าแทน
“น้ำ ขอน้ำหน่อย” เสียงที่ดังขึ้นทำให้ศศิปิลันธ์กำลังนั่งอ่านหนังสือนิตยสารฆ่าเวลาหันมามองเจ้าของเสียงนั้น และเดินเข้าไปใกล้เตียงที่เขานอนอยู่
“คุณหิวน้ำหรือคะ”
“ใช่” เมื่อเขาตอบเธอก็เดินไปรินน้ำโดยที่ไม่ต้องรอให้บอกเป็นครั้งที่สอง หญิงสาวประคองร่างของคนเจ็บขึ้นมาและจากนั้นก็ส่งแก้วน้ำให้ เตชน์ดื่มน้ำช้าๆไม่รีบร้อน เมื่อดื่มจนพอใจแล้วก็ส่งแก้วน้ำคืนให้เธอ
“ขอบใจ” เตชน์เอ่ยคำขอบคุณออกมาอย่างเสียมิได้ เจ็บใจตัวเองเหมือนกันที่ต้องมาให้ผู้หญิงคนนี้ช่วยเหลือ
“คุณหมอให้คุณเตชน์นอนพักที่โรงพยาบาลสองวันนะคะ”
“อืม”
“คุณอยากได้อะไรไหมคะ”
“ไม่” เขาตอบอย่างขอไปที “เธอสมัครงานบ้างหรือยัง” ถามเมื่อนึกขึ้นได้
“สมัครไว้หลายที่แล้วค่ะ”
“ถ้าที่อื่นติดต่อมาก็ปฏิเสธไปซะ ฉันจะให้เธอเข้าทำงานที่บริษัทของฉัน” เตชน์ออกคำสั่ง ความจริงก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอก แต่ก็ยังอยากให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ในสายตา
“อะไรนะคะ”
“ฉันคิดว่าตัวเองพูดชัดเจนแล้ว”
“มันจะดีเหรอคะ” หญิงสาวถามเพราะไม่มั่นใจ การที่ได้เข้าไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ แบบนี้อาจจะถูกมองเรื่องเส้นสายได้
“ฉันสัญญากับพี่ตุลย์กับพี่นรีก่อนที่ทั้งสองจะจากไปว่าจะดูแลเธอ ดังนั้นก็ต้องทำตามที่พูด”
“แต่” หญิงสาวทำท่าจะพูด แต่สายตาของเตชน์ที่มองมาทำให้เธอหยุด
“ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น เพราะมันเส้นฉันอยู่แล้ว แต่ฉันคงไม่ให้เธอไปทำตำแหน่งสูงๆหรอกไม่ต้องหวัง เธอจะเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาเหมือนพนักงานใหม่ทั่วไป หวังว่าคงตั้งใจทำงานและไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียให้ฉันต้องปวดหัวนะ” เขาพูดออกมราวกับว่ารู้ทันความคิดของเธอ และอดที่จะแขวะในตอนท้ายไม่ได้
“เรื่องเสื่อมเสียหรือคะ” หญิงสาวทวนคำ
“ใช่”
“ทำไมคุณถึงคิดว่าดิฉันจะทำเรื่องเสื่อมเสียคะ” ศศิปิลันธ์ถามเพราะไม่เข้าใจ
“ก็มันมีเชื้อมีแถว พ่อกับแม่ของเธอได้กันตั้งแต่อายุยังน้อยแถมยังหนีตามกันเพราะดันท้อง ต้นแบบมันใจแตก ใจง่ายมาแล้วลูกไม้ก็ไม่น่าจะไกลต้นนักหรอก” น้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยการดูถูกของเขาทำให้เด็กสาวกำมือแน่น
“ดิฉันไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ทำอะไรให้คุณโกรธนักหนา แต่ตอนนี้ท่านทั้งสองจากไปแล้วคุณไม่ควรขุดท่านขึ้นมาด่าอีก ถ้าคุณไม่ชอบดิฉันก็ด่าที่ตัวดิฉันเถอะค่ะอย่าลามไปถึงพ่อกับแม่เลย” หญิงสาวโต้ตอบ ไม่มีลูกคนไหนหรอกที่จะทนให้คนอื่นมาต่อว่าพ่อกับแม่ของตัวเองต่อหน้าต่อตา เตชน์ทำท่าจะพูดต่อ แต่พอนมสองเดินเข้ามาในห้องพักเขาเลยเงียบแทนนึกเจ็บใจที่ถูกเด็กย้อน
“คุณเตชน์เป็นอย่างไรบ้างคะ” นมสองเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“แค่ไส้ติ่งเกือบแตก ไม่ถึงกับตายครับ”
“ยังจะมาพูดเล่นอีก นี่ถ้ายายลันธ์ไม่สังเกตเห็นว่าคุณปวดท้องมากแล้วพามาที่โรงพยาบาลก็ไม่รู้จะอันตรายขนาดไหน” นมสองบ่นออกมาอย่างเสียมิได้
“นมพูดราวกับว่าผมเป็นหนี้บุญคุณเด็กคนนี้” เขาหันมามองศศิปิลันธ์ยืนอยู่ตรงมุมห้อง “ศศิปิลันธ์อยู่ที่บ้านของผมนะครับดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่เธอจะต้องดูแลเจ้าของบ้าน”
“คุณเตชน์คะ” นมสองปรามแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจ ส่วนศศิปิลันธ์ได้แต่ยืนเม้มปากเงียบๆจะเถียงหรือก็ใช่ที่
“เรื่องทำงานก็ไปสมัครงานที่บริษัทได้เลย ฉันบอกกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลไว้ให้แล้ว แต่งตัวให้ดีด้วย คงไม่ต้องสอนนะว่าสมัครงานควรแต่งตัวอย่างไร” เตชน์ออกคำสั่งไปพร้อมกัน
“ค่ะ”
“ขอบคุณคุณเตชน์นะคะที่ดูแลยายลันธ์” นมสองพูดบ้าง
“คำสั่งของพี่ชายกับพี่สะใภ้นี่ครับ อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็เป็นลูกบุญธรรมของพวกเขา ผมไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้
3 เดือนต่อมา
เตชน์ยืนมองหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังนั่งทำงานผ่านกล้องวงจรปิดเงียบๆ การเติบโตของศศิปิลันธ์อยู่ในสายตามาตลอด ถึงแม้ว่าสายตาที่มองจะเป็นการจ้องจับผิดมากกว่าสายตาของความเมตตาก็ตาม
“คุณเตชน์คะมีเอกสารที่คุณต้องเซ็นค่ะ” เลขาสาวที่ตอนนี้ท้องแก่ใกล้คลอดเดินตรงมาหาเจ้านายด้วยท่าทางอุ๊ยอ้าย เตชน์รับแฟ้มเอกสารมาถือไว้พร้อมทั้งมองเลขาของตัวเองด้วยความเห็นใจ
“เดือนหน้าคุณจะต้องลาคลอดใช่ไหมคุณธัญญา”
“ใช่ค่ะ” ธัญญาเลขาวัย 38 บอกกับเจ้านาย
“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องหาคนมาแทนระหว่างคุณอยู่ในช่วงลาคลอดสักคน เอาเป็นว่าผมจะพาคนมาเรียนรู้งานกับคุณก็แล้วกันนะ”
“คุณเตชน์หาคนได้แล้วหรือคะ”
“คิดว่าได้แล้ว แต่คุณคงต้องสอนมากหน่อยนะ เพราะท่าทางโง่ๆเซ่อๆไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก” เตชน์บอกติดจะประชดบุคคลที่สามไปในตัว
“ได้ค่ะ” ธัญญารับคำด้วยความเต็มใจ
ศศิปิลันธ์เดินเข้ามาในห้องของท่านประธานด้วยความประหม่า ถึงจะทำงานที่เดียวกันแต่เธอแทบไม่เข้ามาในห้องท่านประธานเลยและไม่เคยมาทำงานพร้อมกันด้วย แต่ครั้งนี้มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆเพราะมีคำสั่งให้เข้าพบ เมื่อเข้ามาถึงเตชน์ก็บอกสิ่งที่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ทำเอาหญิงสาวถึงกับตกใจเพราะไม่คิดว่าจะต้องทำหน้าที่เลขาของเขาแทนเลขาที่จะลาคลอด
“อะไรนะคะ”
“ฉันจะให้เธอเป็นเลขาเฉพาะกิจ เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น” เขาพูดเสียงเรียบแววตาเย็นชา
“เริ่มงานเมื่อไหร่คะ”
“อีกสองอาทิตย์ ไปเก็บของแล้วเตรียมย้ายมาทำงานที่หน้าห้องฉัน”
“ตอนนี้เลยหรือคะ”
“ใช่ เธอควรเรียนรู้งานจากคุณธัญญาให้เร็วที่สุด หวังว่าคงไม่งี่เง่าจนคนสอนงานปวดหัวนะ” ศศิปิลันธ์ได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจ อยากจะปฏิเสธงานนี้ใจจะขาดแต่ก็ทำไมได้อย่างน้อยเตชน์ก็ได้ชื่อว่าผู้มีพระคุณถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเต็มใจจะเป็นก็ตาม
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำด้วยความจำใจ ต่อจากนี้ชีวิตที่แสนสงบของเธอคงไม่สงบอีกต่อไปแล้วเพราะจะต้องมาอยู่ใกล้ผู้ชายที่ปากร้าย
“ส่วนเรื่องงานของเธอที่ทำอยู่ตอนนี้มีอะไรค้างคาไหม”
“ไม่มีค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เขาพูดพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากบางๆ
พรหมลายรัก
บทที่ 2.....ทำงานร่วมกัน
ราวกับถูกแกล้งเพราะหลังจากได้รับคำสั่งจากท่านประธาน ศศิปิลันธ์ก็ต้องเก็บข้าวของจากโต๊ะทำงานของตัวเองและเริ่มที่จะเรียนรู้งานในทันที งานของเลขาต้องรู้แม้กระทั่งการชงกาแฟให้เขาด้วย
“คุณเตชน์ชอบกาแฟดำ น้ำตาลแค่ช้อนเดียวเป็นน้ำตาลอ้อยธรรมชาติหรือไม่ก็น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายคุณเตชน์ไม่ชอบถ้าจะสั่งกาแฟให้ท่านก็ต้องเป็นเอสเปรสโซเท่านั้นนะจ๊ะ คุณเตชน์ไม่ชอบของที่มีรสเปรี้ยวและไม่กินพวกผลไม้หมักดอง อย่าเผลอเอาให้เชียวจะโดนดุเอา” ธัญญาบอกรายละเอียดให้หญิงสาวรับรู้
“ค่ะ”
“เรื่องเอกสารก่อนที่จะเอาเข้าไปให้เซ็นต้องตรวจสอบทุกอย่างให้เรียบร้อย เปิดหน้าที่ต้องการจะให้เขาอ่านรอไว้เลยก็ดี”
“ค่ะ”
“ส่วนเรื่องนัดหมาย น้องลันธ์ต้องทวนตารางนัดและรายงานตารางนัดกับคุณเตชน์ทุกวัน คนที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าต้องถามคุณเขาก่อนว่าจะพบไหม ส่วนเรื่องสาวๆ” ธัญญาพูดแล้วหยุด
“สาวๆทำไมเหรอคะพี่ญา”
“ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ น้องลันธ์อาจจะต้องจัดการเรื่องคิวให้พวกเธอ คุณเตชน์เป็นคนเสน่ห์แรงดังนั้นมีผู้หญิงเข้าหาหลายคน แต่มีคนเดียวที่คุณเตชน์ไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆเธอชื่อว่าคุณเมราค่ะ”
“คนรักคุณเตชน์หรือคะ” ศศิปิลันธ์ถามต่อ ผู้ชายปากร้ายแบบนั้นมีคนรักกับเขาด้วยเหรอ
“จะเรียกว่าคนรักก็ไม่ถูกเพราะคุณเมเธอไม่ยอมตกลงเป็นแฟนคุณเตชน์เสียที เหมือนเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันมากกว่า คุณเมเธอน่ารักถ้าได้เจอน้องลันธ์จะชอบ” ศศิปิลันธ์พยักหน้ารับรู้แล้วเริ่มเรียนรู้งานของตัวเองต่อ เธอต้องทำให้ดีที่สุด จะให้เขาคนนั้นมาว่าเสียๆหายๆไม่ได้ คำพูดของนมสองที่บอกให้เธอพิสูจน์ตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นยังดังก้องอยู่ในหู
หลังจากที่ธัญญาลาคลอดศศิปิลันธ์ก็เข้ามาเป็นเลขานุการเต็มตัว การทำงานกับเตชน์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้ง่ายเช่นกัน ถึงเขาจะเป็นเจ้านายที่ค่อนข้างจะเรื่องมากและชอบแขวะเธอบ่อยๆ พอเมื่อมาทำงานร่วมกันหญิงสาวก็ชื่นชมในความเก่งของอีกฝ่าย ผู้ชายคนนี้เป็นคนรอบครอบ มองการตลาดขาด และเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง สามารถทำให้องค์กรพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนได้รับตำแหน่งผู้บริหารดีเด่นหลายสมัย
“คุณเตชน์อยู่ไหม” หญิงสาวหุ่นนาฬิกาทรายเจ้าของใบหน้าสวยจัดเอ่ยถาม ท่าทางของผู้หญิงคนนี้หยิ่งพอตัวเลยทีเดียว
“นัดไว้หรือเปล่าคะ” ศศิปิลันธ์เอ่ยถามด้วยความสุภาพ
“ไม่ได้นัดแต่ฉันต้องการจะพบเขา”
“ขอทราบชื่อกับนามสกุลด้วยค่ะ”
“เธอมาทำงานแทนแม่เลขาที่ชื่อธัญญาสินะถึงไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
“ค่ะ”
“ฉันชื่อรัศมี ชื่อนี้คุณเตชน์รู้จักดี สำหรับฉันสามารถพบเขาได้ทันที พูดจบสาวสวยก็เดินตรงเข้าไปในห้องทำงานของเป้าหมายเลย ศศิปิลันธ์จะห้ามก็ห้ามไม่ทันเพราะไม่คิดว่าไม่มีใครกล้าทำแบบนี้ เตชน์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วหันมามองคนที่เปิดประตูห้องทำงานเข้ามาโดยไม่เคาะด้วยสายตาไม่พอใจ จากนั้นเหลือบตาไปมองศศิปิลันธ์ที่ตามหลังมาอย่างตำหนิ
“คุณหมี”
“ใช่ค่ะ หมีเองคิดถึงคุณจัง” สาวสวยพูดพร้อมทั้งเดินไปนั่งตักของอีกฝ่ายหน้าตาเฉย เธอก้มลงหอมแก้มของเขาทั้งสองข้าง แล้วส่งยิ้มให้ด้วยสายตาที่ยั่วยวน เตชน์ดันรัศมีออกห่างจากตัวและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“คุณไม่ได้นัดไว้”
“ก็คิดถึงนี่คะเลยตรงมาหา”
“แล้วเลขาของผมไม่ได้บอกเหรอว่าผมทำงานอยู่และไม่ชอบให้ให้ใครเข้ามารบกวนเวลาทำงาน” เขาถามเสียงเข้ม ทำเอาหญิงสาวที่ชื่อรัศมีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย สายตาคมเหลือบไปมองเลขาคนใหม่เชิงตำหนิจนหญิงสาวต้องหลบตา
“ไม่ได้บอกหรือไงว่าฉันไม่รับแขกที่ไม่ได้นัดไว้” เตชน์ถามเสียงเข้ม
“ยังไม่ทันบอกค่ะ” ศศิปิลันธ์ตอบเสียงเบา และหลบสายตาเมื่อรู้ตัวว่าผิด หญิงสาวทำท่าจะเดินออกจากห้องเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน
“อยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปไหน เรามีเรื่องต้องคุยกัน” คำสั่งของผู้เป็นเจ้านายทำให้ศศิปิลันธ์จำต้องอยู่ในห้องทำงานของเขาต่อแบบเลี่ยงไม่ได้
“โธ่ เตชน์คะมันเรื่องเล็กมากเลยนะทำไมต้องทำหน้าดุด้วย” รัศมีพูดพลางยิ้มประจบแต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย
“มันไม่ใช่เรื่องเล็ก และการมาขอพบโดยที่ไม่ได้นัดไว้ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเหมือนกัน ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกับคุณแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดหน้านิ่งทำเอาสาวสวยถึงกับไปไม่เป็น เธอกับเขามีความสัมพันธ์กันในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะตกลงกันไว้ว่าแค่สนุกเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าเธอเองติดใจเขาและอยากจะใกล้ชิดมากขึ้น
“ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนี้คะ”
“เราไม่ได้สนิทกันนี่ครับ”
“แต่”
“ผมคิดว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้ว คนอย่างผมพูดคำไหนคำนั้น จบคือจบ” เขาย้ำอีกครั้ง คำพูดที่ดูเย็นชาของเขาทำให้ศศิปิลันธ์รู้สึกสงสารผู้หญิงที่ชื่อรัศมีขึ้นมาทันที ผู้ชายอะไรใจร้ายจัง
“เตชน์คะ”
“อย่าให้ผมต้องพูดอะไรที่จะสร้างความสะเทือนใจให้คุณเลยนะ และอย่าทำแบบนี้อีก ผมไม่ชอบ เอาหล่ะคุณกลับไปได้แล้ว” เขาออกปากไล่ จากนั้นก็หันมาออกคำสั่งกับศศิปิลันธ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักต่อ “ไปส่งคุณรัศมีที่ลิฟท์ ส่งเสร็จแล้วเข้ามาที่นี่ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“ค่ะ” ศศิปิลันธ์รับคำ และทำตามคำสั่งโดยดี
“เจ้านายของเธอเย็นชาเป็นที่สุดแต่เพราะแบบนี้แหละเขาถึงได้น่าสนใจ และฉันก็ชอบความท้าทาย แต่วันนี้เขาทำฉันโกรธ” รัศมีบอกหญิงสาวในขณะที่เดินมาด้วยกันฟัง
“ค่ะ” ศศิปิลันธ์ตอบรับด้วยความสงบเมื่อส่งสาวสวยเสร็จแล้วเธอก็พาตัวเองมาหยุดที่หน้าประตูห้องทำงานของผู้เป็นเจ้านาย สีหน้าไม่ดีนักไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วต้องเจอคำพูดร้ายๆอะไรบ้าง เธอต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกพลังให้ตัวเองจากนั้นก็เคาะประตูสองสามทีและเดินเข้าไปในห้อง
“รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรผิด”
“ค่ะ”
“ก็ดีที่รู้ตัว คราวหน้าอย่างให้มีเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ถ้ามีคนมาหาหากฉันไม่ได้นัดก็เข้ามาถามก่อน อย่าปล่อยให้มีใครเข้ามาในห้องทำงานของฉันแบบวันนี้อีกเป็นครั้งที่สองเข้าใจไหม”
“ค่ะ”
“ดี”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวกลับไปทำงานนะคะ” ศศิปิลันธ์บอก เธออยากจะออกไปจากห้องนี้เต็มที่เพราะรู้สึกอึดอัดกับสายตาของอีกฝ่าย
“เย็นนี้กลับบ้านด้วยกัน”
“คะ” หญิงสาวมองคนพูดด้วยความแปลกใจ
“ฉันบอกว่าวันนี้ให้กลับบ้านด้วยกัน” เขาออกคำสั่งเป็นคำสั่งที่ทำให้คนฟังแปลกใจเพราะส่วนมากเตชน์จะพักที่คอนโดและจะกลับเข้าบ้านอาทิตย์ละสองครั้งคือวันเสาร์อาทิตย์ แต่วันนี้เป็นวันอังคารเขาน่าจะอยู่คอนโดสิ
“กลับบ้านหรือคะ”
“ใช่”
“ปกติวันธรรมดาแบบนี้คุณจะอยู่คอนโด”
“นี่แม่คุณ ฉันเป็นเจ้าของบ้านจะกลับบ้านวันไหนเมื่อไหร่มันก็เรื่องของฉันไหม” เขาพูดและมองเธอด้วยสายตาตำหนิ เธอเกลียดสายตาของเขาจริงๆ ตาคมๆที่ชอบมองจับผิดของเตชน์คือสิ่งที่เธอเกลียดที่สุด
“คือวันนี้ดิฉันมีนัดไปซื้อของกับเพื่อนค่ะ” หญิงสาวให้เหตุผล
“คงจะเป็นชายคนรัก เห็นเงียบๆแบบนี้ไวไฟไม่เบาเลยนะ” เขาต่อว่าเมื่อถูกปฏิเสธ
“อะไรที่เรียกว่าไวไฟคะ แค่การไปซื้อของที่ตลาดคือไวไฟแล้วเหรอคะ” หญิงสาวถามกลับเสียงเรียบแต่แววตาไม่ยอมแพ้ บางทีการยอมมากเกินไปก็ไม่ใช่ทางที่ดี ตอนนี้เธอโตแล้วดังนั้นจะยอมให้เขาข่มบ่อยๆคงไม่ดีนัก
“เพื่อนหรือคนรักล่ะ”
“ถ้าดิฉันพูดว่าเพื่อนก็คือเพื่อนจริงๆค่ะ ไม่มีความรู้สึกแบบชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกอย่างผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันมันเป็นเรื่องธรรมดา มีแต่คนที่ชอบคิดอกุศลเท่านั้นที่มองเป็นเรื่องอย่างว่าไปเสียหมด” เตชน์เม้มเมื่อถูกย้อน ศศิปิลันธ์ไม่ได้ใช้น้ำเสียงก้าวร้าวอะไรเลยเธอพูดเรียบๆแต่สามารถสร้างความไม่พอใจได้เต็มร้อย
“ปากดี เถียงทำไม่ตกฟาก”
“ดิฉันแค่อธิบายให้คุณเตชน์เข้าใจค่ะ”
“จะคบหาใครฉันไม่ว่าหรอก แต่ขอเตือนเอาไว้สักหน่อยว่าอย่าทำตัวเฟิร์สจัดจนเกินไป มันจะดูไร้ค่า” เขาพูดกระแทกต่อ
“ค่ะ แต่อยากจะบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้หญิงค่ะ ไม่ใช่ผู้ชาย คุณเตชน์คงสบายใจแล้วนะคะ”
“ไม่จำเป็นต้องบอก ฉันไม่ได้อยากรู้ เอาหล่ะ จะไปไหนก็ไป” หนุ่มใหญ่เอ่ยปากไล่ หญิงสาวมองสบตาเขาเล็กน้อยจากนั้นก็เดินออกจากห้องทำงานของเขาปล่อยให้คนตัวใหญ่มองตามไปด้วยสายตาดุๆ
“หึ” เตชน์ทำเสียงในลำคอ
เตชน์มองหญิงสาวที่เดินถือข้าวของเต็มไม้เต็มมือไปหมดจากมุมหนึ่งของบ้าน เขากลับมาถึงบ้านนานแล้ว และเข้าไปพูดคุยกับนมสองอยู่พักจึงกลับมาตึกใหญ่ พร้อมทั้งแอบเฝ้ารออยู่ว่าศศิปิลันธ์จะกลับมาเมื่อไหร่ หญิงสาวไม่เดินกลับเข้าตึกใหญ่ทันที แต่เธอเดินไปที่ตึกเล็กเพื่อไปหานมสองก่อน เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้านก็พบว่าเตชน์นั่งจิบไวน์อยู่ที่โถงกลางบ้านที่ทางผ่อนคลาย
“กลับมาเร็วกว่าที่คิด”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวไปหาอะไรให้ฉันกินหน่อย” เขาออกคำสั่ง
“อะไรนะคะ”
“ฉันคิดว่าพูดชัดเจนแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันไปเอากับข้าวที่เรือนเล็กมาให้นะคะ วันนี้ป้าละม่อมทำอาหารไว้หลายอย่างเลย” หญิงสาวบอกวันนี้ละม่อมแม่บ้านทำอาหารไว้หลายอย่างเลยทีเดียว อาหารที่นางละม่อมทำนั้นก็รสชาติดีเสียจนเธอต้องเติมข้าวเกือบทุกครั้ง
“ฉันไม่ได้อยากกินอาหารที่เรือนเล็ก แต่สั่งให้เธอทำให้กิน” เตชน์ย้ำอีกครั้งทำเอาศศิปิลันธ์แปลกใจ ร้อยวันพันปีแทบจะไม่อยากเจอหน้ากัน แต่อยู่ๆวันนี้กลับอยากให้ทำอาหารให้กินเสียอย่างนั้น
“ค่ะ”
“รู้แล้วก็ไปสิ จะมามองอยู่ทำไม” ศศิปิลันธ์มองหน้าคนที่ออกคำสั่งเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัวเพื่อทำตามความต้องการของท่านเจ้าของบ้านอย่างเสียมิได้
ข้าวผัดกุ้งที่ถูกนำมาวางไว้ให้ตรงหน้าทำให้เตชน์รู้สึกพอใจ ความจริงเขาก็ไม่ได้หวังว่าหญิงสาวจะทำอาหารหรูหรามาให้หรอก ที่ให้ทำก็เพราะว่านมสองคุยนักคุยหน้าว่าท่านถ่ายทอดวิชาการบ้านการเรือนให้ศศิปิลันธ์มาจนแทบหมด และหญิงสาวก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยอยากจะลองดูว่าที่นมสองพูดอวดนั้นจริงหรือไม่เท่านั้นเอง
“รสชาติใช้ได้ แต่ตอนเย็นฉันไม่กินของหนักท้องแบบนี้ ครั้งนี้จะไม่ว่าอะไรเพราะเธอทำให้เป็นครั้งแรก”
“ครั้งแรกหรือคะ”
“ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้ามีครั้งต่อไปขออะไรที่มันเบาๆ พวกสลัดผัก หรือไม่ก็พวกสเต็กปลาอะไรทำนองนั้นจะดีกว่า”
“หมายความว่าคุณเตชน์จะให้ดิฉันทำอาหารอีกหรือคะ” หญิงสาวถามเพื่อให้แน่ใจ
“ใช่” เขาตอบสั้นๆและรับประทานอาหารตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจเธออีก ศศิปิลันธ์อยากจะเดินหนีไปเสียให้พ้นๆ การอยู่ใกล้เขาทำให้รู้สึกราวกับว่าจะขาดอากาศหายใจ เธอเกลียดสายตาที่ชอบมองกันแบบดูแคลนและไม่ชอบไอ้น้ำเสียงที่ติดจะหยิ่ง อวดดี แถมยังชอบทำท่าทะนงตัวเองของอีกฝ่ายเลย .