ตอน 1

พรหมลายรัก

บทนำ

ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคมคายหันมามองหน้าพี่ชายและพี่สะใภ้ของตัวเองด้วยความตกใจหลังจากที่ฟังเรื่องราวที่ทั้งสองพูดจบ ความจริงเรื่องนี้เขาจะไม่คิดอะไรมากเลยถ้าคนที่ทั้งสองจะรับเป็นบุตรบุญธรรมและนำมาเลี้ยงดูไม่ใช่สายเลือดของชายหญิงคู่นั้น คนที่สร้างรอยแผลเป็นที่หัวใจ รอยแผลที่เมื่อถูกสะกิดก็สามารถหลั่งเลือดออกมาได้

“พี่รู้ว่านายอาจจะไม่พอใจ แต่ยายลันธ์ไม่เหลือใครอีกแล้ว”

“ญาติทางพ่อก็น่าจะมีไม่ใช่หรือครับทำไมไม่ให้พวกนั้นดูแล” เตชน์เอ่ยถามพี่ชาย

“มี แต่ไม่พร้อมที่จะดูแลยายลันธ์เลยสักคน พี่กับนรีรับปากศศิวิมลเอาไว้แล้วว่าจะดูและลูกของศศิเป็นอย่างดี พี่ไม่อยากจะผิดคำพูด”

“คุณเตชน์คะ พี่อยากจะขอให้คุณเตชน์เข้าใจพี่ด้วย ศศิเป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกับพี่มาก พี่รู้ว่าศศิทำผิดกับคุณ แต่ว่าเรื่องมันผ่านมานานแล้วนะคะ ผ่านมา16-17 ปีแล้ว ดังนั้นไม่พี่อยากให้เอาเรื่องในอดีตมาทำร้ายคนที่ไม่รู้เรื่อง” นรีพูดบ้าง เธอรู้ดีว่าน้องสามีคนนี้ยังคงไม่ลืมเรื่องที่ผ่านมา เขายังคงเจ็บปวดและแค้นศศิวิมลกับปิลันธ์สามีภรรยาคู่นี้อยู่ตลอดเวลา

“ผมไม่คิดจะทำร้ายใครหรอกครับ แต่จะให้ผมยอมรับเด็กคนนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย พี่ตุลย์กับพี่นรีก็รู้ว่าพ่อแม่ของเด็กที่พวกพี่จะรับมาดูแลทำอะไรกับผมไว้บ้าง” ตุลย์กับนรีมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ ความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเตชน์ก็น่าเห็นใจแต่เรื่องมันก็นานมากแล้วน่าจะปล่อยวางได้บ้าง

ย้อนไปเมื่อตอนที่เตชน์อายุ 16 ปี ตุลย์ผู้เป็นพี่พี่ชายคนโตที่อายุมากกว่า 1 รอบพานรีหญิงสาวคนรักมาให้รู้จัก และวันนั้นเขาได้พบกับเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนามว่าศศิวิมล ความสวยของเด็กสาวคนนี้สร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งรู้จักเตชน์ยิ่งรักเธอมากขึ้น จนเมื่อรู้จักกันได้ 1 ปีเด็กหนุ่มก็ขอให้ผู้ใหญ่ไปหมั้นหมายศศิวิมลไว้ก่อนที่ตัวเองจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่แล้วหัวใจของเตชน์ก็ต้องแหลกสลายเมื่อเด็กสาวคนนั้นมีคนรักอยู่แล้ว แถมคนรักของเธอคือเด็กรับใช้ในบ้านที่เขามองว่าเป็นเพื่อนแท้มาตลอดนามว่าปิลันธ์ ทั้งสองหนีไปด้วยกันโดยทิ้งจดหมายเอาไว้แค่ว่า ทั้งคู่กำลังจะมีลูกด้วยกัน และในจดหมายนั้นยังมีการขอโทษเตชน์ที่ทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าเธอมีใจ เธอดีกับเขาเพราะเขาดีกับเธอมากแต่ไม่ใช่ความรัก ผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่ศศิวิมลรักคือปิลันธ์ เรื่องนี้ทำให้หัวใจที่แสนบริสุทธิ์ของลูกผู้ชายชื่อเตชน์พังทลาย เขากลายเป็นคนไม่ไว้ใจใครและไม่ยอมคบใครแบบจริงจังอีกเลยตั้งแต่นั้นมาเพราะกลัวความผิดหวัง ชายหนุ่มเปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่นและตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่สนใจที่จะมีครอบครัวหรือคบหากับใครแบบจริงจังอีกเลยจนถึงตอนนี้ ว่ากันว่ารักครั้งแรกมันสามารถสร้างและทำลายคนได้คงจะเป็นอย่างนั้น

“พี่นรีไปเจอสองคนนั้นที่ไหนครับ” เตชน์ถามหลังจากที่เห็นว่าพี่ชายและพี่สะใภ้เงียบมานาน

“นครสวรรค์ ปิลันธ์รับเหมาก่อสร้าง ส่วนศศิก็เปิดร้านขายขนมไทย พี่ไปเจอทั้งคู่โดยบังเอิญเราได้พบทั้งสองเพียงแค่สองวันได้พูดคุยกัน ในวันที่จะกลับเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับคนทั้งคู่ ก่อนจะจากไปศศิขอให้พี่กับนรีช่วยดูแลลูกของเธอ” ตุลย์เล่าคร่าวๆ

“ศศิปิลันธ์เป็นเด็กที่น่ารักนะคุณเตชน์ แกอ่อนหวาน เรียบร้อยและเป็นเด็กมีมารยาทดีคนหนึ่งพ่อกับแม่คงสอนมาดี”

“สอนมาดี ผมกลัวว่าจะใจแตกตั้งแต่อายุยังไม่ถึง17 เหมือนแม่มากกว่า หรือไม่ก็เป็นพวกชอบแย่งของคนอื่นเหมือนพ่อ”

“เตชน์ อย่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไปอีกอย่างยายลันธ์ไม่ได้อายุ 16 แต่แกอายุ 18 แล้วตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง”

“พี่ตุลย์กับพี่นรีจะทำอะไรก็ทำเถิดครับ ผมไม่ห้าม แต่ขอบอกไว้ว่าผมจะไม่ยุ่งกับเด็กคนนั้นเด็ดขาด ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเห็นหน้ากันด้วยยิ่งดี” เตชน์บอกเสียงเย็น

“เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พี่กับนรีจะพายายลันธ์เข้ามาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้นะ พี่จะพาแนะนำตัวกับเตชน์ด้วย”

“แต่”

“ถึงแม้ว่าจะไม่อยากที่จะยุ่งกับเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างไรยายหนูลันธ์ก็เข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านเรา พี่อยากให้เตชน์รู้จักแกไว้บ้าง อย่างน้อยก็ให้ได้มาไหว้ก็ยังดี” เตชน์มองหน้าพี่ชายแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเสียมิได้ เพราะยังไม่มีครอบครัวและพี่ชายก็อยากให้อยู่บ้านเดียวกันเนื่องจากบ้านหลังนี้ใหญ่โตมากเกินกว่าที่ตุลย์และภรรยาจะอยู่กันเพียงสองคนและเตชน์เองก็ยังไม่มีใครจึงควรมาอยู่ด้วยกัน ถึงอย่างนั้นตั้งแต่ทำงานเขาก็กลับมาบ้านนับครั้งได้ ชายหนุ่มซื้อห้องชุดสุดหรูไว้กลางใจเมืองและมักจะอยู่ที่นั่นมากกว่าบ้านเนื่องจากมีความเป็นส่วนตัว สามารถพาใครมานอน หรือทำหลายๆอย่างได้โดยที่ไม่ต้องเกรงใจใคร

ดวงตาคมของชายหนุ่มรูปงามวัย 36 ปีมองมายังหญิงสาวอายุ 18 รูปร่างผอมบางที่ยืนอยู่ข้างพี่ชายและพี่สะใภ้ด้วยสายตาที่เครียดจัด ใบหน้าของเด็กคนนี้คล้ายกับใครบางคนที่เคยรู้จัก ใครบางคนที่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่อยากจะได้ยินด้วยซ้ำ จากที่คิดว่าชีวิตคงไม่ต้องพบเจอกับคนเลวๆอีกกลับกลายเป็นว่าโลกดันเหวี่ยงทายาทของคนพวกนั้นให้มาอยู่ใกล้ชิดแทนเสียได้

“ไหว้คุณอาเตชน์สิลันธ์” นรีบอกกับเด็กสาวที่ตนเพิ่งรับมาเป็นลูกบุญธรรมเสียงหวาน เด็กสาวทำตามคำสั่งของนรีอย่างง่ายดาย เธอยกมือไหว้ทำความเคารพเขา แต่ทว่าสิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือสายตาที่เย็นชาและความหมางเมินของอีกฝ่าย

“สวัสดีค่ะคุณอาเตชน์”

“เรียกฉันว่าคุณเตชน์ดีกว่า ฉันยังไม่มีหลานและเธอก็ไม่ใช่หลานของฉันดังนั้นไม่ต้องมานับญาติกัน” คำพูดที่แสนเรียบแต่น้ำเสียงและแววตากระด้างจนรู้สึกได้ว่าเขาคงไม่ชอบเธอนัก

“ค่ะคุณเตชน์” ศศิปิลันธ์รับคำเสียงแผ่ว ตุลย์มองหน้าภรรยาและหันมามองน้องชายของตัวเองที่ยืนทำหน้านิ่งพอจะเข้าใจว่าทำไมเตชน์ถึงมีท่าทีแบบนี้ ดูเหมือนว่าเขามีเรื่องที่จะต้องคุยกับน้องชายแบบจริงๆจังๆเสียแล้ว

“ลันธ์มากับแม่ เดี๋ยวแม่จะพาหนูไปดูน้องนอนนะลูก” นรีเอ่ยปากชวนเมื่อเห็นว่าบรรยากาศค่อนข้างที่จะน่าอึดอัด

ศศิปิลันธ์มองห้องนอนของเธอด้วยความตื่นเต้น ห้องนี้ใหญ่กว่าห้องนอนที่บ้านเก่ามาก มันเหมือนห้องชุดห้องหนึ่งที่มีเครื่องเรือนครบครันเลยทีเดียว

“ชอบไหมจ๊ะ” นรีถามเสียงหวาน ท่าทางของเธอก็เหมือนกับผู้ใหญ่ใจดีที่พร้อมจะดูแลคนตกยากทำให้ศศิปิลันธ์รู้สึกอบอุ่นในอกอย่างบอกไม่ถูก

“มันใหญ่เกินไปสำหรับหนูค่ะคุณป้า”

“เรียกว่าแม่สิจ๊ะ แม่รับหนูเป็นลูกบุณธรรมแล้ว ดังนั้นหนูควรจะเรียกแม่” นรีบอกอาจจะเพราะเธอไม่มีลูกพอได้ศศิปิลันธ์มาก็เหมือนว่าหญิงสาวคนนี้เข้ามาเติมเต็มความรู้สึกขาดตรงนี้ได้ ถึงแม้จะรู้จักและเจอกันไม่นานนรีก็รู้สึกรักศศิปิลันธ์มากเสียแล้ว

“ค่ะคุณแม่” ศศิปิลันธ์เรียกตามที่อีกฝ่ายบอก คำว่าแม่ทำให้หัวใจดวงน้อยสะท้านเพราะคิดถึงบุพการีผู้ให้กำเนิดทั้งสองท่านจับใจ หลังจากพ่อกับแม่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเธอก็เหมือนถูกกระแสน้ำพัดพาชีวิตไปตามยถากรรม แต่โชคยังดีที่มีคนใจบุญช่วยเธอขึ้นมาจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากนั้น

“ต่อไปบ้านหลังนี้คือบ้านของหนู หนูคือลูกแม่กับพ่อ ส่วนเรื่องของคุณเตชน์หนูไม่ต้องกังวลนะ เขาอาจจะพูดจาไม่ค่อยดีบ้างอย่าไปถือสาเลย เขาเป็นคนที่เก่งมากและเป็นผู้ชายดีมากคนหนึ่งเพียงแต่มีเปลือกที่ค่อนข้างกระด้างไว้ปกป้องบางอย่างเท่านั้น”

“ค่ะ”

“นอกจากแม่และพ่อแล้ว หนูยังมีญาติผู้ใหญ่อีกหลายคนนะลูก แต่คนที่น่าจะรักและเอ็นดูหนูมากทีก็ที่สุดน่าจะเป็นลุง เขาเป็นพี่ชายแท้ๆของศศิแม่ของหนูนั่นแหละ”

“คุณลุงหรือคะ”

“ใช่จ๊ะชื่อศรุต แต่ตอนนี้ลุงเขาทำงานอยู่ต่างประเทศ แม่บอกเรื่องของหนูกับลุงไปแล้ว น้ำเสียงเขาดีใจมากนะ แม่คิดว่าถ้าว่างคงจะรีบบินกลับมาหาลันธ์แน่ๆจ๊ะ” ศศิปิลันธ์ยิ้มดีใจเมื่อฟังจบ

“ดีจังเลยค่ะ”

“เดี๋ยวหนูพักผ่อนนะลูก ตอนเย็นแม่จะพาไปรู้จักกับนมสองที่เรือนหลังเล็ก ท่านเป็นแม่นมของคุณพ่อตุลย์และคุณเตชน์ เป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมาก ตอนนี้นมสองยังไม่กลับจากวัดเลยน่าจะกลับมาเย็นนี้”

“ค่ะคุณแม่” เด็กสาวรับคำ เมื่อนรีออกไปจากห้องแล้วศศิปิลันธ์ก็หยิบรูปของพ่อแม่บังเกิดเกล้าออกมาจากกระเป๋าและวางรูปนั้นไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง

“พ่อคะ แม่คะ หนูคิดถึงทั้งสองคนจังเลย แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงนะคะหนูต้องอยู่ให้ได้ หนูจะเข้มแข็ง เท่าที่เห็นพ่อตุลย์กับแม่นรีเป็นคนใจดีและเมตตาหนูมากค่ะ พ่อกับแม่ อยู่บนฟ้าให้สบายเลยแต่ว่างๆมาหาหนูบ้างก็ดีค่ะ หนูรักพ่อกับแม่มากนะคะ” เด็กสาวคุยกับภาพถ่ายน้ำตาคลอคิดถึงคนในภาพแทบขาดใจ

นมสองที่นรีบอกจะพามาพบนั้นเป็นหญิงชราวัย 70 ปีที่ยังดูอ่อนกว่าวัยหลายปี บุคลิกของนางทำให้คนที่อยู่รอบข้างรู้สึกสบายใจ แววตาที่อ่อนโยนและท่าทางที่ดูเข้าอกเข้าใจโลกทำให้ศศิปิลันธ์รู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด

ท่าทางเจียมตัวของศศิปิลันธ์ทำให้หญิงชรานึกเอ็นดู ถึงแม้จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นเด็กสาวคนนี้ก็วางตัวกับผู้ใหญ่ดีมาก ไม่กระโดกกระเดก และไม่ล้นเหมือนเด็กหลายคนที่นางเคยพบเคยเจอมา

นรีเล่าเรื่องราวของเด็กสาวให้นมสองฟังอย่างละเอียด พอฟังจบหญิงชราก็รู้สึกสงสารและเห็นใจเด็กสาวมากเลยทีเดียว ส่วนเรื่องในอดีตที่ผ่านมามันเป็นเรื่องนานแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีก นางเคยโกรธปิลันธ์กับศศิวิมลที่ทำให้เตชน์ต้องเสียใจและทำตัวเหมือนคนไม่มีหัวใจจนถึงทุกวันนี้ แต่สองคนนั้นจากไปแล้วความไม่พอใจความโกรธก็ควรจะจากไปด้วย

“คุณเตชน์เจ้าคิดเจ้าแค้นเหลือเกิน เวลาก็ผ่านไปนานแล้วจนคนก็ตายจากไปแล้วยังจะไปโกรธไปแค้นเข้าอีก” นมสองบ่นอย่างเสียมิได้หลังจากที่ได้รู้ถึงท่าทีของเตชน์จากปากของนรีที่ค่อนข้างจะกังวลกับเรื่องนี้พอสมควร อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เด็กจนโตเตชน์ไม่เคยผิดหวัง เขามักจะได้อะไรตามความปรารถนาทุกอย่างเนื่องจากทั้งพ่อแม่ รวมถึงพี่ชายตามใจมาตั้งแต่เด็ก แต่ถึงจะร้ายแค่ไหนก็ต้องยอมรับว่าเตชน์เป็นคนเก่งมากคนหนึ่ง ชายหนุ่มบริหารงานได้เก่งกว่าตุลย์ผู้เป็นพี่ แต่ตุลย์เป็นคนที่เข้าถึงได้ง่ายมากกว่าและใจดีกว่าน้องชายมาก คนเป็นพี่ชอบเรื่องการจัดการและการพบปะสังสรรค์กับผู้คนมากกว่าคนน้องหลายเท่านัก

“นรีอาจจะต้องฝากให้คุณนมช่วยดูแลยายลันธ์บ้างนะคะ คุณนมเองก็ทราบว่าเราเดินทางกันบ่อยมาก” นมสองยิ้มให้นรี

“ถึงคุณนรีไม่ฝากนมก็พร้อมที่จะดูแลหนูลันธ์ด้วยความเต็มใจค่ะ”

“หนูต้องเป็นเด็กดีของนมสองนะลูก”

“ค่ะคุณแม่” ศศิปิลันธ์รับคำในใจแอบสงสัยเรื่องที่นรีกับนมสองคุยกัน อยากรู้เหลือเกินว่าพ่อกับแม่ทำอะไรให้ผู้ชายที่ชื่อเตชน์โกรธ

ภาพการพูดคุยของทุกคนอยู่ในสายตาของเตชน์ แทบจะตลอดเวลาความจริงก็ไม่ได้อยากจะสนใจนักหรอก แต่บังเอิญตั้งใจจะมาหานมสองแต่ดันมาพบว่านรีพาเด็กสาวที่ไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกพบมาแนะนำตัวกับหญิงชราเสียก่อน เลยหยุดฟังก็เท่านั้น

“ตายไปแล้วยังจะส่งลูกสาวมาสะกิดแผลฉันอีกนะ ร้ายทั้งผัวทั้งเมีย ยายเด็กนี่ก็คงไม่ต่างกัน ดีไม่ดีจะรับเอาความเลวของพ่อแม่มาแบบเต็มๆเลยก็ได้” เตชน์บ่นน้ำเสียงหงุดหงิด ทำไมเขาจะต้องมาพบเจอกับคนพวกนี้อีกนะ

1 ปีต่อมา

เตชน์นั่งฟังทนายความประจำตระกูลอ่านพินัยกรรมของพี่ชายและพี่สะใภ้ด้วยสีหน้าที่นิ่งสนิท สายตาของเขามองมายังหญิงสาววัย 20 ปีที่นั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างๆนมสองด้วยความหมั่นไส้เป็นที่สุด พี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปติดต่อเรื่องงานเรือโดยสารลำที่ตุลย์และนรีใช้เดินทางเกิดอับปางลงกลางทะเล การจากไปอย่างกระทันหันทำให้เขาต้องเข้ามารับผิดชอบต่องานจากพี่ชายในหลายๆเรื่องรวมถึงเรื่องของแม่เด็กกาฝากนามว่าศศิปิลันธ์คนนี้ด้วย ตามพินัยกรรมระบุไว้ว่าเตชน์จะต้องดูแลและให้การศึกษากับเธอจนจบปริญญาตรี และหญิงสาวมีสิทธิ์ที่จะอยู่บ้านหลังนี้ได้จนกว่าเธอจะแต่งงาน

“เพื่อความสะดวกผมอยากจะขอร้องให้นมสองช่วยดูแลเด็กคนนี้แทนผมด้วยเพราะผมคงไม่มีเวลามากนัก” เตชน์พูดกับนมสองหลังจากที่ทนายออกจากบ้านไปแล้ว

“นมยินดีค่ะ”

“ส่วนเธอศศิปิลันธ์ สิ่งที่ต้องทำคือทำตัวให้ดี อย่าทำตัวเหลวไหล ความจริงฉันอยากให้เธอขนข้าวของไปอยู่ที่เรือนเล็กกับนมสองน่าจะดีที่สุดเพราะฉันเป็นผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิงถ้าจะให้อยู่ร่วมตึกเดียวกันคงไม่เหมาะ แต่ไหนๆเธอก็อยู่ที่ตึกนี้แล้วก็อยู่ต่อไปเถอะ เพราะฉันเองก็คงไปๆมาๆเราคงไม่ได้เจอกันนักอีกอย่างฉันกับเธออยู่คนละปีกตึกคงไม่ได้เจอหน้ากันบ่อย ” เตชน์บอก

“ค่ะ”

“ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเสนอหน้ากับฉันด้วย”

“คุณเตชน์ทำไมพูดแบบนี้คะ” นมสองเตือนเมื่อเห็นว่าเตชน์พูดจาไม่ดีนัก

“บอกตรงนะครับ ผมไม่อยากเห็นหน้าเด็กคนนี้เท่าไหร่ พี่ชายกับพี่สะใภ้ผมรับมาเป็นลูกบุญธรรมปีเดียวก็ชะตาขาดไม่รู้ว่าเป็นตัวโชคร้ายหรือเปล่า อยู่ใกล้มากๆผมกลัวจะชะตาขาดเหมือนกัน” นมสองยกมือทาบอกไม่คิดว่าเตชน์จะพ่นวาจาร้ายกาจแบบนี้ออกมา

“หนูขอโทษค่ะ” ศศิปิลันธ์พูดได้เพียงแค่นี้น้ำตาก็ไหลออกมา

“ไม่ต้องมาบีบน้ำตา เอาเป็นว่าอยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆก็แล้วกัน อย่าสร้างเรื่องปวดหัวให้ฉัน ฉันไม่ได้ใจดีเหมือนพี่ตุลย์กับพี่นรี ถ้าทำอะไรไม่ดีหรือสร้างเรื่องเสื่อมเสียจะหาว่าฉันใจร้ายไม่ได้นะ”

“ค่ะ”

“แล้วจะมานั่งเงียบทำไมไปเสียทีสิ”

“ค่ะ” ศศิปิลันธ์รับคำเสียงแผ่วและเดินจากไปเงียบๆ นมสองมองตามเด็กสาวไปด้วยความสงสารก่อนที่จะหันมามองเตชน์แบบตำหนิ

“คุณเตชน์ไม่น่ารักเลย ทำไมถึงพูดกับหนูลันธ์แบบนั้นคะ”

“ผมพูดจริงครับคุณนม เด็กนั่นถึงไม่ใช่ตัวซวยแต่ก็เหมือน” เตชน์ยังคงพ่นคำร้ายๆออกมาไม่หยุด

“ตายแล้ว คุณเตชน์ทำไมร้ายกาจแบบนี้ นมรู้ว่าคุณเตชน์ไม่ชอบยายลันธ์เพราะยังโกรธยังแค้นเรื่องในอดีตอยู่ แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วนะคะ คนที่ทำให้คุณเจ็บก็จากโลกนี้ไปแล้วดังนั้นความเจ็บความแค้นก็ควรจะจบลงเหมือนกัน อย่าเอาความทุกข์ในอดีตมาทำลายปัจจุบันและอย่าเอาความเจ็บความแค้นของคุณมาลงกับคนที่ไม่รู้เรื่องเลยนะคะ” นมสองเตือนสติ เตชน์เป็นคนประเภทตาต่อตาฟันต่อฟันและเจ้าคิดเจ้าแค้นนางไม่อยากให้เขาเป็นแบบนี้เลยเพราะมันจะทำให้ไม่มีความสุข

“แม่กับพ่อของเด็กคนนั้นทำร้ายผมนะครับ สองคนนั้นทรยศผมอย่างเลือดเย็นคุณนมจะให้ผมดีกับลูกสาวคนที่ทำร้ายผมอย่างนั้นเหรอ ทำไม่ได้หรอก” นมสองถอนหายใจให้กับความดื้อของอีกฝ่าย

“ถ้าให้อภัยกันไม่ได้ ก็ขอให้ต่างคนต่างอยู่ได้ไหมคะ หนูลันธ์ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยถ้าเอ็นดูแกไม่ได้ ก็ขอให้สงสารแกบ้าง และตอนนี้คุณเองก็เป็นผู้ปกครองของแกแล้วด้วยดังนั้นคุณควรใส่ใจแกให้มากขึ้นกว่าเดิม”

“ผมต้องดูแลเด็กคนนั้นอยู่แล้วพี่ตุลย์เล่นใส่ในพินัยกรรมชัดเจนขนาดนี้ แต่อย่าให้ผมไปยุ่งกับเด็กศศิปิลันธ์มากไปกว่านี้เลยนะครับ ส่วนเรื่องดูแลเอาใจใส่ก็ขอรบกวนคุณนมเรื่องนี้ด้วยนะครับ” เตชน์บอกนมสองเสียงเรียบ หญิงชราถอนหายใจออกมาแล้วพยักหน้ารับโดยดี

ตอน 2

พรหมลายรัก

บทที่ 1…..จำเป็นต้องช่วย

นมสองนั่งมองหญิงสาวที่กำลังนั่งร้องให้เงียบๆคนเดียวที่มุมห้องแล้วรู้สึกสงสารจับใจ คำพูดของเตชน์ที่พูดใส่ศศิปิลันธ์มันค่อนข้างร้ายแรง แค่ต้องสูญเสียบิดามารดาบุญธรรมอย่างกะทันหันว่าแย่แล้วยังต้องมาเจอคำพูดที่ไม่น่าฟังของคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้ดูแลคนใหม่ยิ่งทำให้แย่เข้าไปใหญ่

“ลันธ์ มาหานมตรงนี้หน่อยสิจ๊ะ” ศศิปิลันธ์รีบเช็ดน้ำตา เธอไม่อยากให้นมสองเห็นมัน ไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ แต่คำพูดของเตชน์ที่ถึงแม้จะไม่พูดออกมาตรงๆว่าเธอคือตัวซวยก็สร้างความสะเทือนใจให้ มากกเหลือเกิน

“โถ แม่คุณ” นมสองพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แววตาของท่านเต็มไปด้วยความเมตตา ทำเอาหญิงสาวน้ำตาคลอ เมื่อเห็นว่าศศิปิลันธ์ทำท่าจะร้องไห้อีกหญิงชราก็เลื่อนมือมาไปลูบผมของอีกฝ่ายช้าๆ

“อย่าคิดอะไรมากนะลันธ์ คุณเตชน์ก็ปากเสียแบบนี้แหละ”

“บางทีหนูอาจจะเป็นแบบที่คุณเตชน์พูดก็ได้นะคะ หนูเป็นตัวซวย” ศศิปิลันธ์พยายามพูดไม่ให้ปนเสียงสะอื้น

“เหลวไหล เรื่องความเป็นความตายของคนไม่มีใครห้ามได้ ต่อให้ไม่มีลันธ์ถ้าจะตายเขาก็ตายดังนั้นอย่าคิดอะไรมาก คิดเสียว่าทำบุญด้วยกันมาเพียงแค่นี้ ลันธ์รู้ใช่ไหมว่าคุณตุลย์กับคุณนรีรักลันธ์มาก” นมสองถาม

“ค่ะ”

“ถ้ารู้ ก็อย่าทำให้ทั้งสองคนผิดหวัง สิ่งที่ลันธ์ต้องทำในตอนนี้คือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด มีหน้าที่เรียนก็เรียนให้ดีไม่ต้องไปสนคำพูดที่บั่นทอนจิตใจ พิสูจน์ให้คุณเตชน์เขาเห็นว่าลันธ์เป็นเด็กดี ไม่ได้เป็นตัวซวยทำให้คนที่ต่อว่ามองเราใหม่ ทำให้เขารู้ว่าเขามองผิด และทำให้เขารู้ว่าลันธ์คนนี้ดีสมกับที่คุณตุลย์กับคุณนรีรักนะจ๊ะ”

“แต่หนูจะทำได้หรือคะคุณนม” หญิงสาวถามด้วยความไม่มั่นใจ

“ทำได้สิ นมเชื่อว่าหนูทำได้ และไม่ต้องห่วงนะนมจะดูแลหนูต่อจากคุณตุลย์กับคุณนรีเอง”

“คุณนมไม่ได้รังเกียจหนูใช่ไหมคะ”

“ไม่เลยจ๊ะ ดังนั้นอย่าคิดมากชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้า เสียใจได้ แต่อย่าเสียกำลังใจรู้ไหม”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำและซบหน้าลงกับตักของนมสองช้าๆ ตอนนี้เธอมีหญิงชราคนนี้เป็นที่พึ่งทางใจเพียงคนเดียวเท่านั้น

3 ปีต่อมา

นมสองยิ้มดีใจที่รู้ว่าศศิปิลันธ์เรียนจบปริญญาตรีแล้ว แถมเกรดที่จบมาก็สวยงามมากเสียด้วย ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาศศิปิลันธ์ไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังเลยทั้งเรื่องเรียนและเรื่องการบ้านการเรือน หญิงสาวรู้จักแบ่งเวลาและรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก อาจจะมีไปกับเพื่อนบ้างตามประสาวัยรุ่นแต่ก็ไม่เคยสร้างเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด

นมสองรีบบอกให้เธอไปหาเตชน์เพื่อบอกเรื่องนี้ให้เขาทราบ ศศิปิลันธ์นิ่งไปเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องไปพบกับเขาคนนั้น โดยปกติเธอพบเตชน์เดือนละครั้ง แต่ละครั้งที่พบก็แทบจะไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากนัก

“ต้องไปด้วยหรือคะคุณนม”

“ไปสิลูก คุณเตชน์เขาเป็นคนส่งเสียหนูนะ ดังนั้นต้องไปหาเขา บอกข่าวที่น่ายินดีกับเขาถึงจะถูก เมื่อวานคุณเตชน์กลับมานอนค้างที่บ้านและวันนี้ยังไม่ออกไปไหนดังนั้นหนูควรไปบอกเขา”นมสองย้ำ

“คุณนมจะไปด้วยกันไหมคะ” คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าปฏิเสธ ศศิปิลันธ์จึงได้แต่ถอนหายใจและพยายามรวบความพลังใจรวมถึงความกล้าเพื่อไปเผชิญหน้ากับเขาคนนั้น จะว่าไปตอนที่เตชน์ไม่อยู่เธอเข้าไปทำความสะอาดที่ห้องนอนและห้องทำงานของอีกฝ่ายบ่อยๆตามคำสั่งแต่จะเลี่ยงไม่เผชิญหน้าซึ่งดูเหมือนว่าเตชน์เองก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น

เตชน์มองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตานิ่งสนิทจนอ่านไม่ออก ความจริงเขาติดจะหงุดหงิดที่มีคนมาขัดขวางการนอน เพราะปวดท้องจนนอนไม่หลับกว่าจะได้นอนจริงๆก็เกือบจะรุ่งสาง แล้วแม่คนนี้ก็ดันมาขอพบหลังจากนอนไปได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมงอีก ช่างเป็นมารความสุขจริงๆ

“มีอะไรว่ามา” ชายหนุ่มพูดเสียงเข้ม

“คุณนมให้หนูมาบอกคุณว่าหนูเรียนจบได้เรียบร้อยแล้วค่ะ ”ศศิปิลันธ์บอกเขาน้ำเสียงแจ่มใส

“ก็ดี” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ หลังจากพูดเสร็จก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน อาการปวดท้องกลับมาอีกครั้งและครั้งนี้มันมากกว่าเดิม เขามีอาการแบบนี้มาสองสามวัน อาการเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวาปวดเสียดตลอดเวลา และเจ็บมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย

“คุณเตชน์เป็นอะไร ปวดท้องเหรอคะ” ศศิปิลันธ์เอ่ยถามเมื่อเห็นอาการที่ผิดสังเกต เตชน์ไม่พูดอะไรเพราะเริ่มหมดแรงหญิงสาวตกใจจนรีบไปประคองคนตัวใหญ่ให้ไปนั่งที่โซฟาและวิ่งออกมาตามนายศรคนขับรถหน้าตื่น

“ลุงศรคะ ลุงศร คุณเตชน์ปวดท้องไม่ไหวแล้วค่ะ เราต้องไปโรงพยาบาลค่ะ” ศศิปิลันธ์พูดรัวและรีบพานายศรไปหาเตชน์ที่ตอนนี้นอนคุดคู้อยู่บนโซฟา ทั้งสองช่วยกันประคองเตชน์อย่างทุลักทุเลเนื่องจากเขาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ศศิปิลันธ์กับลุงศรตัวเล็กกว่าจึงต้องช่วยกัน

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคุณหมอใช้เวลาไม่นานก็พบว่าชายหนุ่มเป็นไส้ติ่งอักเสบและต้องได้รับการผ่าตัด ศศิปิลันธ์กับนายศรนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยความเป็นห่วง ใช้เวลาร่วมชั่วโมงการผ่าตัดก็จบลง เตชน์ถูกส่งเข้ามาพักในห้องพิเศษในเวลาต่อมา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยหญิงสาวก็ขอให้นายศรไปแจ้งข่าวกับนมสองกับนางละม่อมที่บ้าน และจัดการทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ ส่วนตัวเธอจะอยู่เป็นเพื่อนเขาก่อนและรอนายศรมาเปลี่ยนเฝ้าแทน

“น้ำ ขอน้ำหน่อย” เสียงที่ดังขึ้นทำให้ศศิปิลันธ์กำลังนั่งอ่านหนังสือนิตยสารฆ่าเวลาหันมามองเจ้าของเสียงนั้น และเดินเข้าไปใกล้เตียงที่เขานอนอยู่

“คุณหิวน้ำหรือคะ”

“ใช่” เมื่อเขาตอบเธอก็เดินไปรินน้ำโดยที่ไม่ต้องรอให้บอกเป็นครั้งที่สอง หญิงสาวประคองร่างของคนเจ็บขึ้นมาและจากนั้นก็ส่งแก้วน้ำให้ เตชน์ดื่มน้ำช้าๆไม่รีบร้อน เมื่อดื่มจนพอใจแล้วก็ส่งแก้วน้ำคืนให้เธอ

“ขอบใจ” เตชน์เอ่ยคำขอบคุณออกมาอย่างเสียมิได้ เจ็บใจตัวเองเหมือนกันที่ต้องมาให้ผู้หญิงคนนี้ช่วยเหลือ

“คุณหมอให้คุณเตชน์นอนพักที่โรงพยาบาลสองวันนะคะ”

“อืม”

“คุณอยากได้อะไรไหมคะ”

“ไม่” เขาตอบอย่างขอไปที “เธอสมัครงานบ้างหรือยัง” ถามเมื่อนึกขึ้นได้

“สมัครไว้หลายที่แล้วค่ะ”

“ถ้าที่อื่นติดต่อมาก็ปฏิเสธไปซะ ฉันจะให้เธอเข้าทำงานที่บริษัทของฉัน” เตชน์ออกคำสั่ง ความจริงก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอก แต่ก็ยังอยากให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ในสายตา

“อะไรนะคะ”

“ฉันคิดว่าตัวเองพูดชัดเจนแล้ว”

“มันจะดีเหรอคะ” หญิงสาวถามเพราะไม่มั่นใจ การที่ได้เข้าไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ แบบนี้อาจจะถูกมองเรื่องเส้นสายได้

“ฉันสัญญากับพี่ตุลย์กับพี่นรีก่อนที่ทั้งสองจะจากไปว่าจะดูแลเธอ ดังนั้นก็ต้องทำตามที่พูด”

“แต่” หญิงสาวทำท่าจะพูด แต่สายตาของเตชน์ที่มองมาทำให้เธอหยุด

“ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น เพราะมันเส้นฉันอยู่แล้ว แต่ฉันคงไม่ให้เธอไปทำตำแหน่งสูงๆหรอกไม่ต้องหวัง เธอจะเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาเหมือนพนักงานใหม่ทั่วไป หวังว่าคงตั้งใจทำงานและไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียให้ฉันต้องปวดหัวนะ” เขาพูดออกมราวกับว่ารู้ทันความคิดของเธอ และอดที่จะแขวะในตอนท้ายไม่ได้

“เรื่องเสื่อมเสียหรือคะ” หญิงสาวทวนคำ

“ใช่”

“ทำไมคุณถึงคิดว่าดิฉันจะทำเรื่องเสื่อมเสียคะ” ศศิปิลันธ์ถามเพราะไม่เข้าใจ

“ก็มันมีเชื้อมีแถว พ่อกับแม่ของเธอได้กันตั้งแต่อายุยังน้อยแถมยังหนีตามกันเพราะดันท้อง ต้นแบบมันใจแตก ใจง่ายมาแล้วลูกไม้ก็ไม่น่าจะไกลต้นนักหรอก” น้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยการดูถูกของเขาทำให้เด็กสาวกำมือแน่น

“ดิฉันไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ทำอะไรให้คุณโกรธนักหนา แต่ตอนนี้ท่านทั้งสองจากไปแล้วคุณไม่ควรขุดท่านขึ้นมาด่าอีก ถ้าคุณไม่ชอบดิฉันก็ด่าที่ตัวดิฉันเถอะค่ะอย่าลามไปถึงพ่อกับแม่เลย” หญิงสาวโต้ตอบ ไม่มีลูกคนไหนหรอกที่จะทนให้คนอื่นมาต่อว่าพ่อกับแม่ของตัวเองต่อหน้าต่อตา เตชน์ทำท่าจะพูดต่อ แต่พอนมสองเดินเข้ามาในห้องพักเขาเลยเงียบแทนนึกเจ็บใจที่ถูกเด็กย้อน

“คุณเตชน์เป็นอย่างไรบ้างคะ” นมสองเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“แค่ไส้ติ่งเกือบแตก ไม่ถึงกับตายครับ”

“ยังจะมาพูดเล่นอีก นี่ถ้ายายลันธ์ไม่สังเกตเห็นว่าคุณปวดท้องมากแล้วพามาที่โรงพยาบาลก็ไม่รู้จะอันตรายขนาดไหน” นมสองบ่นออกมาอย่างเสียมิได้

“นมพูดราวกับว่าผมเป็นหนี้บุญคุณเด็กคนนี้” เขาหันมามองศศิปิลันธ์ยืนอยู่ตรงมุมห้อง “ศศิปิลันธ์อยู่ที่บ้านของผมนะครับดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่เธอจะต้องดูแลเจ้าของบ้าน”

“คุณเตชน์คะ” นมสองปรามแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจ ส่วนศศิปิลันธ์ได้แต่ยืนเม้มปากเงียบๆจะเถียงหรือก็ใช่ที่

“เรื่องทำงานก็ไปสมัครงานที่บริษัทได้เลย ฉันบอกกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลไว้ให้แล้ว แต่งตัวให้ดีด้วย คงไม่ต้องสอนนะว่าสมัครงานควรแต่งตัวอย่างไร” เตชน์ออกคำสั่งไปพร้อมกัน

“ค่ะ”

“ขอบคุณคุณเตชน์นะคะที่ดูแลยายลันธ์” นมสองพูดบ้าง

“คำสั่งของพี่ชายกับพี่สะใภ้นี่ครับ อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็เป็นลูกบุญธรรมของพวกเขา ผมไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้

3 เดือนต่อมา

เตชน์ยืนมองหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังนั่งทำงานผ่านกล้องวงจรปิดเงียบๆ การเติบโตของศศิปิลันธ์อยู่ในสายตามาตลอด ถึงแม้ว่าสายตาที่มองจะเป็นการจ้องจับผิดมากกว่าสายตาของความเมตตาก็ตาม

“คุณเตชน์คะมีเอกสารที่คุณต้องเซ็นค่ะ” เลขาสาวที่ตอนนี้ท้องแก่ใกล้คลอดเดินตรงมาหาเจ้านายด้วยท่าทางอุ๊ยอ้าย เตชน์รับแฟ้มเอกสารมาถือไว้พร้อมทั้งมองเลขาของตัวเองด้วยความเห็นใจ

“เดือนหน้าคุณจะต้องลาคลอดใช่ไหมคุณธัญญา”

“ใช่ค่ะ” ธัญญาเลขาวัย 38 บอกกับเจ้านาย

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องหาคนมาแทนระหว่างคุณอยู่ในช่วงลาคลอดสักคน เอาเป็นว่าผมจะพาคนมาเรียนรู้งานกับคุณก็แล้วกันนะ”

“คุณเตชน์หาคนได้แล้วหรือคะ”

“คิดว่าได้แล้ว แต่คุณคงต้องสอนมากหน่อยนะ เพราะท่าทางโง่ๆเซ่อๆไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก” เตชน์บอกติดจะประชดบุคคลที่สามไปในตัว

“ได้ค่ะ” ธัญญารับคำด้วยความเต็มใจ

ศศิปิลันธ์เดินเข้ามาในห้องของท่านประธานด้วยความประหม่า ถึงจะทำงานที่เดียวกันแต่เธอแทบไม่เข้ามาในห้องท่านประธานเลยและไม่เคยมาทำงานพร้อมกันด้วย แต่ครั้งนี้มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆเพราะมีคำสั่งให้เข้าพบ เมื่อเข้ามาถึงเตชน์ก็บอกสิ่งที่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ทำเอาหญิงสาวถึงกับตกใจเพราะไม่คิดว่าจะต้องทำหน้าที่เลขาของเขาแทนเลขาที่จะลาคลอด

“อะไรนะคะ”

“ฉันจะให้เธอเป็นเลขาเฉพาะกิจ เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น” เขาพูดเสียงเรียบแววตาเย็นชา

“เริ่มงานเมื่อไหร่คะ”

“อีกสองอาทิตย์ ไปเก็บของแล้วเตรียมย้ายมาทำงานที่หน้าห้องฉัน”

“ตอนนี้เลยหรือคะ”

“ใช่ เธอควรเรียนรู้งานจากคุณธัญญาให้เร็วที่สุด หวังว่าคงไม่งี่เง่าจนคนสอนงานปวดหัวนะ” ศศิปิลันธ์ได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจ อยากจะปฏิเสธงานนี้ใจจะขาดแต่ก็ทำไมได้อย่างน้อยเตชน์ก็ได้ชื่อว่าผู้มีพระคุณถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเต็มใจจะเป็นก็ตาม

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำด้วยความจำใจ ต่อจากนี้ชีวิตที่แสนสงบของเธอคงไม่สงบอีกต่อไปแล้วเพราะจะต้องมาอยู่ใกล้ผู้ชายที่ปากร้าย

“ส่วนเรื่องงานของเธอที่ทำอยู่ตอนนี้มีอะไรค้างคาไหม”

“ไม่มีค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เขาพูดพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากบางๆ

ตอน 3

พรหมลายรัก

บทที่ 2.....ทำงานร่วมกัน

ราวกับถูกแกล้งเพราะหลังจากได้รับคำสั่งจากท่านประธาน ศศิปิลันธ์ก็ต้องเก็บข้าวของจากโต๊ะทำงานของตัวเองและเริ่มที่จะเรียนรู้งานในทันที งานของเลขาต้องรู้แม้กระทั่งการชงกาแฟให้เขาด้วย

“คุณเตชน์ชอบกาแฟดำ น้ำตาลแค่ช้อนเดียวเป็นน้ำตาลอ้อยธรรมชาติหรือไม่ก็น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายคุณเตชน์ไม่ชอบถ้าจะสั่งกาแฟให้ท่านก็ต้องเป็นเอสเปรสโซเท่านั้นนะจ๊ะ คุณเตชน์ไม่ชอบของที่มีรสเปรี้ยวและไม่กินพวกผลไม้หมักดอง อย่าเผลอเอาให้เชียวจะโดนดุเอา” ธัญญาบอกรายละเอียดให้หญิงสาวรับรู้

“ค่ะ”

“เรื่องเอกสารก่อนที่จะเอาเข้าไปให้เซ็นต้องตรวจสอบทุกอย่างให้เรียบร้อย เปิดหน้าที่ต้องการจะให้เขาอ่านรอไว้เลยก็ดี”

“ค่ะ”

“ส่วนเรื่องนัดหมาย น้องลันธ์ต้องทวนตารางนัดและรายงานตารางนัดกับคุณเตชน์ทุกวัน คนที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าต้องถามคุณเขาก่อนว่าจะพบไหม ส่วนเรื่องสาวๆ” ธัญญาพูดแล้วหยุด

“สาวๆทำไมเหรอคะพี่ญา”

“ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ น้องลันธ์อาจจะต้องจัดการเรื่องคิวให้พวกเธอ คุณเตชน์เป็นคนเสน่ห์แรงดังนั้นมีผู้หญิงเข้าหาหลายคน แต่มีคนเดียวที่คุณเตชน์ไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆเธอชื่อว่าคุณเมราค่ะ”

“คนรักคุณเตชน์หรือคะ” ศศิปิลันธ์ถามต่อ ผู้ชายปากร้ายแบบนั้นมีคนรักกับเขาด้วยเหรอ

“จะเรียกว่าคนรักก็ไม่ถูกเพราะคุณเมเธอไม่ยอมตกลงเป็นแฟนคุณเตชน์เสียที เหมือนเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันมากกว่า คุณเมเธอน่ารักถ้าได้เจอน้องลันธ์จะชอบ” ศศิปิลันธ์พยักหน้ารับรู้แล้วเริ่มเรียนรู้งานของตัวเองต่อ เธอต้องทำให้ดีที่สุด จะให้เขาคนนั้นมาว่าเสียๆหายๆไม่ได้ คำพูดของนมสองที่บอกให้เธอพิสูจน์ตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นยังดังก้องอยู่ในหู

หลังจากที่ธัญญาลาคลอดศศิปิลันธ์ก็เข้ามาเป็นเลขานุการเต็มตัว การทำงานกับเตชน์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้ง่ายเช่นกัน ถึงเขาจะเป็นเจ้านายที่ค่อนข้างจะเรื่องมากและชอบแขวะเธอบ่อยๆ พอเมื่อมาทำงานร่วมกันหญิงสาวก็ชื่นชมในความเก่งของอีกฝ่าย ผู้ชายคนนี้เป็นคนรอบครอบ มองการตลาดขาด และเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง สามารถทำให้องค์กรพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนได้รับตำแหน่งผู้บริหารดีเด่นหลายสมัย

“คุณเตชน์อยู่ไหม” หญิงสาวหุ่นนาฬิกาทรายเจ้าของใบหน้าสวยจัดเอ่ยถาม ท่าทางของผู้หญิงคนนี้หยิ่งพอตัวเลยทีเดียว

“นัดไว้หรือเปล่าคะ” ศศิปิลันธ์เอ่ยถามด้วยความสุภาพ

“ไม่ได้นัดแต่ฉันต้องการจะพบเขา”

“ขอทราบชื่อกับนามสกุลด้วยค่ะ”

“เธอมาทำงานแทนแม่เลขาที่ชื่อธัญญาสินะถึงไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”

“ค่ะ”

“ฉันชื่อรัศมี ชื่อนี้คุณเตชน์รู้จักดี สำหรับฉันสามารถพบเขาได้ทันที พูดจบสาวสวยก็เดินตรงเข้าไปในห้องทำงานของเป้าหมายเลย ศศิปิลันธ์จะห้ามก็ห้ามไม่ทันเพราะไม่คิดว่าไม่มีใครกล้าทำแบบนี้ เตชน์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วหันมามองคนที่เปิดประตูห้องทำงานเข้ามาโดยไม่เคาะด้วยสายตาไม่พอใจ จากนั้นเหลือบตาไปมองศศิปิลันธ์ที่ตามหลังมาอย่างตำหนิ

“คุณหมี”

“ใช่ค่ะ หมีเองคิดถึงคุณจัง” สาวสวยพูดพร้อมทั้งเดินไปนั่งตักของอีกฝ่ายหน้าตาเฉย เธอก้มลงหอมแก้มของเขาทั้งสองข้าง แล้วส่งยิ้มให้ด้วยสายตาที่ยั่วยวน เตชน์ดันรัศมีออกห่างจากตัวและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“คุณไม่ได้นัดไว้”

“ก็คิดถึงนี่คะเลยตรงมาหา”

“แล้วเลขาของผมไม่ได้บอกเหรอว่าผมทำงานอยู่และไม่ชอบให้ให้ใครเข้ามารบกวนเวลาทำงาน” เขาถามเสียงเข้ม ทำเอาหญิงสาวที่ชื่อรัศมีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย สายตาคมเหลือบไปมองเลขาคนใหม่เชิงตำหนิจนหญิงสาวต้องหลบตา

“ไม่ได้บอกหรือไงว่าฉันไม่รับแขกที่ไม่ได้นัดไว้” เตชน์ถามเสียงเข้ม

“ยังไม่ทันบอกค่ะ” ศศิปิลันธ์ตอบเสียงเบา และหลบสายตาเมื่อรู้ตัวว่าผิด หญิงสาวทำท่าจะเดินออกจากห้องเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน

“อยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปไหน เรามีเรื่องต้องคุยกัน” คำสั่งของผู้เป็นเจ้านายทำให้ศศิปิลันธ์จำต้องอยู่ในห้องทำงานของเขาต่อแบบเลี่ยงไม่ได้

“โธ่ เตชน์คะมันเรื่องเล็กมากเลยนะทำไมต้องทำหน้าดุด้วย” รัศมีพูดพลางยิ้มประจบแต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย

“มันไม่ใช่เรื่องเล็ก และการมาขอพบโดยที่ไม่ได้นัดไว้ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเหมือนกัน ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกับคุณแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดหน้านิ่งทำเอาสาวสวยถึงกับไปไม่เป็น เธอกับเขามีความสัมพันธ์กันในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะตกลงกันไว้ว่าแค่สนุกเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าเธอเองติดใจเขาและอยากจะใกล้ชิดมากขึ้น

“ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนี้คะ”

“เราไม่ได้สนิทกันนี่ครับ”

“แต่”

“ผมคิดว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้ว คนอย่างผมพูดคำไหนคำนั้น จบคือจบ” เขาย้ำอีกครั้ง คำพูดที่ดูเย็นชาของเขาทำให้ศศิปิลันธ์รู้สึกสงสารผู้หญิงที่ชื่อรัศมีขึ้นมาทันที ผู้ชายอะไรใจร้ายจัง

“เตชน์คะ”

“อย่าให้ผมต้องพูดอะไรที่จะสร้างความสะเทือนใจให้คุณเลยนะ และอย่าทำแบบนี้อีก ผมไม่ชอบ เอาหล่ะคุณกลับไปได้แล้ว” เขาออกปากไล่ จากนั้นก็หันมาออกคำสั่งกับศศิปิลันธ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักต่อ “ไปส่งคุณรัศมีที่ลิฟท์ ส่งเสร็จแล้วเข้ามาที่นี่ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“ค่ะ” ศศิปิลันธ์รับคำ และทำตามคำสั่งโดยดี

“เจ้านายของเธอเย็นชาเป็นที่สุดแต่เพราะแบบนี้แหละเขาถึงได้น่าสนใจ และฉันก็ชอบความท้าทาย แต่วันนี้เขาทำฉันโกรธ” รัศมีบอกหญิงสาวในขณะที่เดินมาด้วยกันฟัง

“ค่ะ” ศศิปิลันธ์ตอบรับด้วยความสงบเมื่อส่งสาวสวยเสร็จแล้วเธอก็พาตัวเองมาหยุดที่หน้าประตูห้องทำงานของผู้เป็นเจ้านาย สีหน้าไม่ดีนักไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วต้องเจอคำพูดร้ายๆอะไรบ้าง เธอต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกพลังให้ตัวเองจากนั้นก็เคาะประตูสองสามทีและเดินเข้าไปในห้อง

“รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรผิด”

“ค่ะ”

“ก็ดีที่รู้ตัว คราวหน้าอย่างให้มีเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ถ้ามีคนมาหาหากฉันไม่ได้นัดก็เข้ามาถามก่อน อย่าปล่อยให้มีใครเข้ามาในห้องทำงานของฉันแบบวันนี้อีกเป็นครั้งที่สองเข้าใจไหม”

“ค่ะ”

“ดี”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวกลับไปทำงานนะคะ” ศศิปิลันธ์บอก เธออยากจะออกไปจากห้องนี้เต็มที่เพราะรู้สึกอึดอัดกับสายตาของอีกฝ่าย

“เย็นนี้กลับบ้านด้วยกัน”

“คะ” หญิงสาวมองคนพูดด้วยความแปลกใจ

“ฉันบอกว่าวันนี้ให้กลับบ้านด้วยกัน” เขาออกคำสั่งเป็นคำสั่งที่ทำให้คนฟังแปลกใจเพราะส่วนมากเตชน์จะพักที่คอนโดและจะกลับเข้าบ้านอาทิตย์ละสองครั้งคือวันเสาร์อาทิตย์ แต่วันนี้เป็นวันอังคารเขาน่าจะอยู่คอนโดสิ

“กลับบ้านหรือคะ”

“ใช่”

“ปกติวันธรรมดาแบบนี้คุณจะอยู่คอนโด”

“นี่แม่คุณ ฉันเป็นเจ้าของบ้านจะกลับบ้านวันไหนเมื่อไหร่มันก็เรื่องของฉันไหม” เขาพูดและมองเธอด้วยสายตาตำหนิ เธอเกลียดสายตาของเขาจริงๆ ตาคมๆที่ชอบมองจับผิดของเตชน์คือสิ่งที่เธอเกลียดที่สุด

“คือวันนี้ดิฉันมีนัดไปซื้อของกับเพื่อนค่ะ” หญิงสาวให้เหตุผล

“คงจะเป็นชายคนรัก เห็นเงียบๆแบบนี้ไวไฟไม่เบาเลยนะ” เขาต่อว่าเมื่อถูกปฏิเสธ

“อะไรที่เรียกว่าไวไฟคะ แค่การไปซื้อของที่ตลาดคือไวไฟแล้วเหรอคะ” หญิงสาวถามกลับเสียงเรียบแต่แววตาไม่ยอมแพ้ บางทีการยอมมากเกินไปก็ไม่ใช่ทางที่ดี ตอนนี้เธอโตแล้วดังนั้นจะยอมให้เขาข่มบ่อยๆคงไม่ดีนัก

“เพื่อนหรือคนรักล่ะ”

“ถ้าดิฉันพูดว่าเพื่อนก็คือเพื่อนจริงๆค่ะ ไม่มีความรู้สึกแบบชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกอย่างผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันมันเป็นเรื่องธรรมดา มีแต่คนที่ชอบคิดอกุศลเท่านั้นที่มองเป็นเรื่องอย่างว่าไปเสียหมด” เตชน์เม้มเมื่อถูกย้อน ศศิปิลันธ์ไม่ได้ใช้น้ำเสียงก้าวร้าวอะไรเลยเธอพูดเรียบๆแต่สามารถสร้างความไม่พอใจได้เต็มร้อย

“ปากดี เถียงทำไม่ตกฟาก”

“ดิฉันแค่อธิบายให้คุณเตชน์เข้าใจค่ะ”

“จะคบหาใครฉันไม่ว่าหรอก แต่ขอเตือนเอาไว้สักหน่อยว่าอย่าทำตัวเฟิร์สจัดจนเกินไป มันจะดูไร้ค่า” เขาพูดกระแทกต่อ

“ค่ะ แต่อยากจะบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้หญิงค่ะ ไม่ใช่ผู้ชาย คุณเตชน์คงสบายใจแล้วนะคะ”

“ไม่จำเป็นต้องบอก ฉันไม่ได้อยากรู้ เอาหล่ะ จะไปไหนก็ไป” หนุ่มใหญ่เอ่ยปากไล่ หญิงสาวมองสบตาเขาเล็กน้อยจากนั้นก็เดินออกจากห้องทำงานของเขาปล่อยให้คนตัวใหญ่มองตามไปด้วยสายตาดุๆ

“หึ” เตชน์ทำเสียงในลำคอ

เตชน์มองหญิงสาวที่เดินถือข้าวของเต็มไม้เต็มมือไปหมดจากมุมหนึ่งของบ้าน เขากลับมาถึงบ้านนานแล้ว และเข้าไปพูดคุยกับนมสองอยู่พักจึงกลับมาตึกใหญ่ พร้อมทั้งแอบเฝ้ารออยู่ว่าศศิปิลันธ์จะกลับมาเมื่อไหร่ หญิงสาวไม่เดินกลับเข้าตึกใหญ่ทันที แต่เธอเดินไปที่ตึกเล็กเพื่อไปหานมสองก่อน เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้านก็พบว่าเตชน์นั่งจิบไวน์อยู่ที่โถงกลางบ้านที่ทางผ่อนคลาย

“กลับมาเร็วกว่าที่คิด”

“ค่ะ”

“เดี๋ยวไปหาอะไรให้ฉันกินหน่อย” เขาออกคำสั่ง

“อะไรนะคะ”

“ฉันคิดว่าพูดชัดเจนแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันไปเอากับข้าวที่เรือนเล็กมาให้นะคะ วันนี้ป้าละม่อมทำอาหารไว้หลายอย่างเลย” หญิงสาวบอกวันนี้ละม่อมแม่บ้านทำอาหารไว้หลายอย่างเลยทีเดียว อาหารที่นางละม่อมทำนั้นก็รสชาติดีเสียจนเธอต้องเติมข้าวเกือบทุกครั้ง

“ฉันไม่ได้อยากกินอาหารที่เรือนเล็ก แต่สั่งให้เธอทำให้กิน” เตชน์ย้ำอีกครั้งทำเอาศศิปิลันธ์แปลกใจ ร้อยวันพันปีแทบจะไม่อยากเจอหน้ากัน แต่อยู่ๆวันนี้กลับอยากให้ทำอาหารให้กินเสียอย่างนั้น

“ค่ะ”

“รู้แล้วก็ไปสิ จะมามองอยู่ทำไม” ศศิปิลันธ์มองหน้าคนที่ออกคำสั่งเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัวเพื่อทำตามความต้องการของท่านเจ้าของบ้านอย่างเสียมิได้

ข้าวผัดกุ้งที่ถูกนำมาวางไว้ให้ตรงหน้าทำให้เตชน์รู้สึกพอใจ ความจริงเขาก็ไม่ได้หวังว่าหญิงสาวจะทำอาหารหรูหรามาให้หรอก ที่ให้ทำก็เพราะว่านมสองคุยนักคุยหน้าว่าท่านถ่ายทอดวิชาการบ้านการเรือนให้ศศิปิลันธ์มาจนแทบหมด และหญิงสาวก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยอยากจะลองดูว่าที่นมสองพูดอวดนั้นจริงหรือไม่เท่านั้นเอง

“รสชาติใช้ได้ แต่ตอนเย็นฉันไม่กินของหนักท้องแบบนี้ ครั้งนี้จะไม่ว่าอะไรเพราะเธอทำให้เป็นครั้งแรก”

“ครั้งแรกหรือคะ”

“ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้ามีครั้งต่อไปขออะไรที่มันเบาๆ พวกสลัดผัก หรือไม่ก็พวกสเต็กปลาอะไรทำนองนั้นจะดีกว่า”

“หมายความว่าคุณเตชน์จะให้ดิฉันทำอาหารอีกหรือคะ” หญิงสาวถามเพื่อให้แน่ใจ

“ใช่” เขาตอบสั้นๆและรับประทานอาหารตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจเธออีก ศศิปิลันธ์อยากจะเดินหนีไปเสียให้พ้นๆ การอยู่ใกล้เขาทำให้รู้สึกราวกับว่าจะขาดอากาศหายใจ เธอเกลียดสายตาที่ชอบมองกันแบบดูแคลนและไม่ชอบไอ้น้ำเสียงที่ติดจะหยิ่ง อวดดี แถมยังชอบทำท่าทะนงตัวเองของอีกฝ่ายเลย .

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

พรหมลายรัก

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED