บ้านของคุณยายราตรีดูครึกครื้นกว่าปกติเพราะนอกจากจะมีสมาชิกภายในครอบครัวของสุพรรษาลูกสาวคนเล็กแล้วยังมีสมาชิกเพิ่มคือป้าจันทร์เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ลุงสมหมายที่บ้านอยู่ตรงกันข้ามแล้วยังมีเดนิสาหลานสาวแสนสวยกับติณณภพคุณหมอหนุ่มที่มักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพิ่มมาอีกด้วย
“กับข้าวฝีมือน้าษาอร่อยมากๆ เลยค่ะ หนูต้องอ้วนแน่ๆ”
“อ้วนที่ไหนกันล่ะเดซี่เราน่ะตัวเล็กนิดเดียวเองนะ น้าว่ากินเยอะหน่อยก็ดี”
“หนูกลัวชุดที่ขนมาจะใส่ไม่ได้สิคะ”
“ใส่ไม่ได้ก็ซื้อใหม่เดี๋ยวยายพาไปซื้อเอง”
“อย่าให้ยายพาไปซื่อเชียวนะเดซี่” อาณัติรีบบอกน้องสาว
“ทำไมล่ะคะพี่ณัติ”
“ยายเขาก็จะพาไปซื้อที่ร้านประจำน่ะสิ”
“แล้วมันไม่ดีตรงไหนล่ะ ตอนอยู่อังกฤษหนูก็ไปซื้อเสื้อผ้าร้านประจำตลอดนะคะ”
“ก็ร้านประจำของคุณยายมีแต่ชุดคนแก่น่ะสิ”
“อ๋อ.....”
“ถ้าอยากซื้อจริงๆ น้าพาไปก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะน้าษาหนูยังไม่อยากซื้อตอนนี้เอาไว้เสื้อผ้าที่ซื้อมาคับจนใส่ไม่ได้ค่อยไปก็ได้ค่ะ” เดนิสาพูดด้วยความเกรงใจเพราะรู้ว่าน้าสาวของตนเองต้องเปิดร้านทุกวันจึงไม่อยากรบกวน
“ป้าว่าหนูว่ายังไงหนูก็ไม่อ้วนหรอกลูก ดูอย่างแม่ของหนูสิ กินแต่ขนมหวาน กินแต่ขนมปังทุกวันยังไม่อ้วนหนูก็คงจะเหมือนแม่ของหนูนั่นแหละ” ป้าจันทร์ที่สนิทกับครอบครัวนี้มานานพูดขึ้น
“ตอนนี้แม่ก็ยังไม่อ้วนเลยค่ะหนูเห็นแม่กินแต่ขนมหวานเหมือนที่ป้าจันทร์พูดเลย”
“นั่นสิ ผิดกับบ้านป้านะ กินนิดหน่อยน้ำหนักก็ขึ้นแล้วอย่างลูกสาวป้าตอนนี้ก็หนักเกือบจะ 70 กิโลแล้ว น้ำหนักเยอะแบบนี้อันตรายไหมคะหมอติณณ์”
“ไม่ถึงขั้นเรียกว่าอันตรายหรอกครับ แต่เสี่ยงที่จะเป็นโรคมากกว่า”
“หมอมียาลดความอ้วนไหม ป้าจะเอาให้ลูกสาวกิน”
“ยาพวกนั้นอันตรายครับ ผมว่าควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะดีกว่า”
“ใช่ๆ ลุงเห็นด้วยนะ ดูอย่างลุงสิปีนี้อายุ 65 แล้วยังไม่มีโรคกับเขาเลยเพราะลุงออกกำลังกายทุกเช้า”
“ผมเห็นด้วยกับลุงหมายนะครับ ผมเองก็ออกไปวิ่งตอนเช้าเหมือนกัน” ติณณภพเองก็ลุกมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งและได้เจอลุงสมหมายที่สนามกีฬาหน้าหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ
“แต่พักนี้ลุงไม่ค่อยเจอหมอติณณ์เลยนะ”
“ผมซื้อลู่วิ่งมาไว้ที่บ้านครับ วันไหนตื่นสายก็วิ่งในบ้าน”
“อ้อ ถึงว่าไม่ค่อยได้เจอเลย”
“บ้านผมก็มีลู่วิ่งนะครับ พ่อซื้อมาแต่ผมไม่เคยเห็นพ่อใช้เลย”
“อ้าวไอ้ลูกคนนี้มาขายพ่อต่อหน้าคนอื่นเสียได้”
“ก็มันจริงนี่ครับ ไม่เชื่อทุกคนไปดูได้เลยตอนนี้ลู่วิ่งฝุ่นเกาะเต็มเลยครับ”
ทุกคนหัวเราะกับคำพูดของอาณัติรวมถึงเดนิสาที่นั่งตรงข้ามกับติณณภพด้วย
ชายหนุ่มแอบมองหญิงสาวอยู่หลายครั้ง ใบหน้าสวยของเธอยิ้มแย้มแจ่มใสและคุยกับคนอื่นแต่เขาก็สังเกตเห็นว่าบางครั้งหญิงสาวก้มหน้าถอนหายใจเหมือนเธอกำลังฝืนทำเป็นร่าเริงเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น
หลังมื้ออาหารป้าจันทร์และลุงสมหมายก็ขอตัวกลับบ้าน ขณะที่ครอบครัวของสุพรรษาก็ขอตัวไปพักผ่อน เดนิสาก็ขอกลับไปจัดห้องของตัวเองต่อ บริเวณห้องรับแขกจึงเหลือแค่คุณยายราตรีกับหมอติณณภพเพียงสองคน
“คุณยายมีเรื่องจะคุยกับผมใช่ไหมครับ”
“ใช่จ้ะ”
“ถ้าไม่สะดวกคุยตรงนี้คุณยายไปคุยที่บ้านผมไหมครับ คุยเสร็จแล้วผมจะเดินมาส่ง”
“ยายรบกวนหมอติณณ์มากเกินไปหรือเปล่า”
“ไม่หรอกครับ คุณยายก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของผมคนหนึ่ง”
“ยายขอไปบอกหนูเดซี่ก่อนนะ เดี๋ยวเธอออกมาไม่เจอใครจะตกใจเอา”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
พอสิ้นเสียงเคาะประตูทำให้คนที่อยู่ด้านในก็รีบวิ่งมาเปิด
“คุณยาย หนูนึกว่าคุณยายคุยกับอาหมอติณณ์อยู่”
“ยายจะมาถามหนูก่อนว่ายายคุยเรื่องนั้นให้หมอฟังได้ใช่ไหม”
“คุณยายขา จริงๆ แล้วหนูไม่ได้เป็นอะไรเลยค่ะ”
“แต่ยายไม่ค่อยสบายใจเลยนะ หลานสาวของยายเคยสดใสร่าเริงกว่านี้ ยายรู้นะว่าหนูพยายามจะทำตัวร่าเริงแต่ในใจของหนูมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่หนูแสดงออก” แม้จะไม่อยู่ด้วยกันแต่คุณยายราตรีและเดนิสาก็วิดีโอคอลหากันตลอด ความสดใสร่าเริงอย่างเด็กวัยรุ่นที่เธอเคยเห็นในตัวหลานสาวมันหายไปจนเธอเป็นกังวล
“หนูกำลังพยายามค่ะ”
“ยายรู้จ้ะ แต่ยายก็อดเป็นห่วงหนูไม่ได้”
“แล้วยายคิดว่าอาหมอเขาจะไม่เอาเรื่องของหนูไปบอกคนอื่นใช่ไหมคะ”
“หมอติณณ์ไม่ใช่คนแบบนั้น ยายเชื่อใจเขา”
“ถ้ายายคิดว่าคุยกับเขาแล้วยายจะสบายใจขึ้นหนูก็ตามใจยายค่ะ แต่หนูไม่หวังให้เขามาช่วยเหลือหรอกนะคะ หมอที่นั่นบอกว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลาค่ะ” เพราะเห็นคุณยายเป็นกังวลมากเธอจึงไม่ว่าอะไรถ้าท่านจะเอาเรื่องของเธอไปปรึกษากับหมอติณณภพ
“ยายจะคุยที่บ้านหมอติณณ์นะหนูเดซี่ ยายไม่อยากให้คนในบ้านรู้”
“ค่ะคุณยาย”
เมื่อบอกหลานสาวเรียบร้อยแล้วคุณยายราตรีก็เดินตามหมอติณณภพมาที่บ้าน หญิงสูงวัยคนนี้มีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับคุณหมอหนุ่มซึ่งเรื่องนี้เธอจะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ แต่เพราะติณณภพเป็นหมอคุณยายราตรีจึงคิดว่าเขาคงพอจะมีทางออกให้กับเดนิสาหลานสาวคนโตที่เคยเลี้ยงมาหลายปี ก่อนที่เด็กสาวตัวน้อยจะย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ประเทศและกลับมาสู่อ้อมอกของอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านสิบกว่าปี
เดนิสากลับมาอยู่เมืองไทยได้เกือบสองอาทิตย์แล้วเธอกำลังพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตกับที่นี่ได้อย่างมีความสุข หญิงสาวตื่นเช้าเพื่อช่วยคุณยายทำกับข้าว พอช่วงสายก็ตามคุณยายและน้าสาวไปที่ร้านเบเกอรี่ที่อยู่หน้าปากซอย เดนิสาขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นหญิงสาวจึงปั่นจักรยานไปที่ร้านเพราะระยะทางไม่ไกลมากเท่าไหร่
วันนี้เดนิสาก็ไปช่วยงานที่ร้านอย่างเคยพอทานอาหารกลางวันเสร็จหญิงสาวก็ขอตัวปั่นจักรยานกลับมาก่อนเพราะรู้สึกปวดหัวจึงอยากมานอนพักที่บ้าน
เมื่อปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้านก็เห็นว่าหมอติณณภพกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้ว
“สวัสดีค่ะอาหมอ วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอคะ” หญิงสาวทักทายเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยเท่าไหร่เราอีกฝ่ายนั้นออกจากบ้านแต่เช้าและกลับเข้ามาอีกทีก็ค่ำแล้ว
“วันนี้วันหยุดครับ เดซี่ปั่นจักรยานไปไหนมาล่ะ”
“ไปที่ร้านน้าษามาค่ะ”
“ไปช่วยงานที่ร้านสนุกไหมปรับตัวกับอากาศที่นี่ได้หรือยัง”
“ยังเลยค่ะ ที่นี่ร้อนมาก หนูขี่จักรยานทุกวันตัวดำไปหมดแล้วค่ะ”
“ดำที่ไหนกันล่ะ คิดไปเองล่ะสิ”
“อาหมอพูดจริงใช่ไหม”
“อือ กลัวดำแล้วทำไมปั่นมาตอนแดดเปรี้ยงแบบนี้ล่ะ”
“หนูปวดหัวนิดหน่อยค่ะเลยว่าจะมานอนพักสงสัยว่าอากาศจะร้อนเกินไปค่ะ”
“งั้นก็ไปพักเถอะ ที่บ้านมียาพาราใช่ไหม”
“มีค่ะ หนูขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” เดนิสายกมือไว้ก่อนจะปั่นจักรยานเข้าไปในบ้านของตน
หญิงสาวเดินเข้าบ้านไปแล้วแต่ติณณภพยังยืนอยู่ที่เดิมเขา รู้สึกว่าสิ่งที่คุณยายราตรีกังวลนั้นไม่เกินจริงเลย เพราะเท่าที่สังเกตนั้นเดนิสายังคงมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ซึ่งในฐานะคนที่เป็นหมออย่างเขาเวลาเห็นใครเป็นแบบนี้ก็อยากจะช่วยแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เอ่ยปากขอก็ตาม
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆ การช่วยเหลือนั้นก็มีหลายวิธีชายหนุ่มจึงคิดว่าจะหาทางช่วยเธอในแบบที่เธอไม่รู้ตัวน่าจะดีกว่าเพราะดูแล้วเดนิสาก็เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งพอสมควร
ติณณภพไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรงแต่มันก็ไม่ยากเกินถ้าหากเขาจะเรียนรู้เพิ่มเติม ชายหนุ่มรู้สึกกระตือรือร้นเป็นอย่างมากและคิดว่าสิ่งที่กำลังคิดจะทำอยู่นั้นค่อนข้างท้าทายอยู่ไม่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้นติณณภพจึงรีบรดน้ำต้นไม้ให้เสร็จและกลับเข้าไปอาบน้ำ ก่อนจะมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานเพื่อหาข้อมูลที่ตนเองสนใจ เขาหยิบแว่นกรองแสงที่มักจะสวมเป็นประจำเวลาอ่านหนังสือหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มาสวมก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลอย่างเต็มที่
ขณะที่กำลังหาข้อมูลอยู่นั้นเสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันกล้องวงจรปิดเพื่อนดูว่ามีคนมาหาจริงๆ หรือคนที่มากดออกจะเป็นพนักงานขายตรงที่มักจะมาเสนอขายสินค้าในวันหยุดแบบนี้
เมื่อเห็นว่าคนที่มากดออดเป็นใครเขาก็รีบเดินออกไปหน้าบ้านทันที
“สวัสดีอีกรอบค่ะอาหมอ” เดนิสากล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
“มีอะไรหรือเปล่าเดซี่ แล้วนั่นหอบอะไรมาด้วยล่ะ” ติณณภพมองข้างของพะรุงพะรังที่เดสิสาถือมาก็กอดถามไม่ได้เพราะมีทั้งแก้วน้ำเก็บความเย็น แท็บเล็ต หนังสือและขนมอีกถุงหนึ่ง
“หนูมีเรื่องจะรบกวนอาหมอค่ะ” เสียงเอ่ยเบาแสดงถึงความเกรงใจเพราะทั้งสองเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแต่เธอก็มารบกวนวันหยุดของเขาเสียแล้ว
“เรื่องไรอะไร หรือว่ายังปวดหัวไม่หาย”
“ก็ยังปวดอยู่ค่ะ แต่หนูกินยาไปแล้ว”
“เข้ามาคุยข้างในก่อนไหม ตรงนี้แดดมันแรง”
“ได้ค่ะ” เดนิสาเดินตามติณณภพเข้ามาในบ้านของเขาซึ่งมันก็คล้ายๆ กับบ้านของเธอแต่ต่างกันตรงที่บ้านของของเขามีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นกว่ามาก
“นั่งก่อนสิ”
“ขอบคุณค่ะอาหมอ อาหมอยุ่งอยู่ไหมคะ”
“ไม่หรอกครับเดซี่มีอะไรกับอาหรือเปล่า”
“หนูขอมาอยู่บ้านอาหมอจนกว่าคุณยายกับน้าษาจะกลับบ้านได้ไหมคะ”
“ได้สิ” ติณณภพตอบตกลงโดยไม่ถามถึงเหตุผลเพราะกลัวว่าถ้าถามออกไปจะให้เดนิสาอึดอัด
“ไม่รบกวนจนเกินไปใช่ไหมคะ”
เดนิสารู้สึกเกรงใจแต่เธอก็อยู่ที่บ้านไม่ได้ ครั้นจะไปหาคุณยายและน้าสาวที่ร้านก็ไม่อยากจะตอบคำถามให้วุ่นวายว่าเพราะอะไรถึงกลับไปที่ร้านอีก
“ไม่หรอกครับ เดซี่อยู่ได้ตามสบายเลย อยากดูทีวีก็เปิดได้เลยนะ”
“ก่อนหน้าที่หนูจะมากดออดอาหมอทำอะไรอยู่คะ”
“อากำลังหาข้อมูลบางอย่างอยู่ เดซี่จะไปนั่งเล่นในห้องทำงานของอาก็ได้นะ”
“หนูขอไปนั่งอ่านหนังสือในห้องนั้นได้ไหมคะ” เพราะตอนนี้เดนิสาไม่อยากอยู่คนเดียวจึงขอไปนั่งในห้องทำงานของเขาด้วย
ถึงแม้ว่าจะรู้จักกับอาหมอข้างบ้านได้ไม่นานแต่ก็เคยได้ยินคุณยายเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าคุณหมอติณณภพคนนี้เป็นคนนิสัยดี สุภาพเรียบร้อยและเป็นคนที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง หญิงสาวจึงคิดว่าการอยู่กับเขาตามลำพังน่าจะปลอดภัยกว่าการอยู่ที่บ้านของตนเอง
“ได้สิตามอามาเลย”
เดนิสาเดินตามเขามานั่งยังชุดโซฟาที่มุมห้อง เธอพอจะเดาออกว่าห้องทำงานของเขาน่าจะมีขนาดเท่าห้องนอนของเธอเพราะดูจากทิศทางแล้วจะน่าอยู่ตำแหน่งเดียวกันของบ้าน
ขนาดห้องค่อนข้างกว้างมีโต๊ะทำงานชุดคอมพิวเตอร์อยู่มุมหนึ่งซึ่งตรงตรงกันข้ามกับจุดที่เธอนั่งอยู่
“ทำตัวตามสบายเลยนะ”
“ขอบคุณค่ะอาหมอ”
“ถ้าหิวก็ไปหาอะไรกินในครัวนะ ของกินในตู้เย็นก็หยิบกินได้เลย” ติณณภพอยากให้หญิงสาวรู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านของตนเองจึงไม่เตรียมน้ำหรือขนมให้
“หนูเตรียมขนมมาแล้วค่ะ หนูกินขนมในห้องนี้ได้ไปไหมคะ”
“ได้สิ อาบอกแล้วว่าทำตัวตามสบายเหมือนเวลาที่อยู่บ้านคุณยายนั่นแหละ”