ครืด ๆ...
เสียงมือถือสั่นขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้อง ซูจิ้งสะลึมสะลือพลันเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมา เมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นใคร เธอก็กดรับอย่างไม่ลังเล
เธอเกรงว่าหากไม่รีบรับสาย สายอาจจะตัดไป
“ฮัลโหลค่ะ” เธอตื่นเต้นจนพูดจาตะกุกตะกัก
เมื่อใดก็ตามหากเธอต้องรับสายนี้ เธอมักจะประหม่าอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าปลายสายจะมองไม่เห็นเธอ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอามือขึ้นสางผม
“วันนี้ผมจะกลับบ้าน” เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังมาจากปลายสาย
หัวใจของซูจิ้งเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอเอ่ยถาม “แล้วคุณอยากให้ฉันทำอะไรให้ไหม? คุณอยากทานอะไร? หรืออยากให้ฉันเตรียมอะไร...”
“ไม่ต้อง” เขาพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ราวกับปลายสายไม่ใช่ภรรยาของตน
เขาเป็นสามีของเธอ แต่เพราะเขามีท่าทีเยี่ยงนี้กับเธอแต่แรก เธอเลยชินซะแล้ว
“ซีเจว๋...” ซูจิ้งเอามือกุ้มที่หน้าท้องของเธอ เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆแล้วตัดสินใจที่จะบอกข่าวนี้กับเขา “ฉัน ฉันอาจจะ...”
“ผมต้องไปแล้ว”
เขาตัดสายอย่างกะทันหัน
ซูจิ้งจับมือถือไว้ ยิ้มอย่างหม่นหมอง พลันเอ่ยประโยคที่ค้างไว้ออกมา “ฉันอาจจะท้อง”
ซูจิ้งและซีเจว๋ แต่งงานกันมาได้สามปีแล้ว เธออาศัยอยู่กับครอบครัวของเขา ในขณะที่เขาใช้ชีวิตตามลำพังในหวาถิง วิลล่า ช่วงสามปีของชีวิตคู่ พวกเขาเคยนอนด้วยกันเพียงหนเดียว คือเมื่อช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมา คืนนั้นเขากลับมานอนที่บ้านตระกูลหยง ไม่ได้กลับวิลล่าของตน เรื่องคืนนั้นซูจิ้งรู้อยู่เต็มอก เขาอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากเธอเริ่มรู้ตัวว่าเป็นเสมือนส่วนเกินของบ้าน แต่เธอกับพบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
แต่เธอก็ยังลังเลที่จะบอกเรื่องนี้กับสามี เพราะเธอไม่รู้ว่าเขาจะมีท่าทียังไง
เธอส่ายหัว และบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้ สุดท้ายไม่ว่าซีเจว๋จะปฏิบัติกับเธอยังไงก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ทำให้ความฝันในวัยเด็กของเธอเป็นจริง นั่นคือการที่เธอได้แต่งงานกับเขา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว
ซูจิ้งลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินลงไปยังชั้นล่าง เพื่อเตรียมอาหารเช้า แม้จะยังเช้าเกินไปที่จะเตรียมอาหารเช้าในตอนนี้ แต่เธอเกรงว่าสามีจะกลับมาถึงก่อน หากเธอไม่รีบเตรียมอาหารเช้าไว้ อาจทำให้สามีของเธอต้องนั่งรอ
ซูจิ้งง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารในครัวกว่าสองชั่วโมง เธอเฝ้ามองจนสมาชิกทุกคนในตระกูลหยงออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว แต่สามีของเธอก็ยังไม่กลับมา
เธอไม่ต้องการให้ตัวเองว่าง เธอยุ่งอยู่กับการทำงานบ้านที่ชั้นล่างทั้งวัน พอตกค่ำเธอก็จัดโต๊ะอาหาร พร้อมชำเลืองมองไปยังประตูเป็นพัก ๆ
“ซูจิ้ง ทำไมมัวแต่มองไปที่ประตู? ซีเจว๋จะกลับบ้านงั้นเหรอ” ถาวหยัน เหลือบมองซูจิ้งด้วยความสงสัย ขณะนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น
“ค่ะ”
ถาวหยันไม่พอใจกับคำตอบแบบขอไปทีของเธอ “เธอนี่มันไร้มารยาทจริง ๆ ไม่รู้เหรอว่า จะต้องพูดกับฉันยังไง ถึงฉันจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของซีเจว๋ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมาพูดจาห้วนๆแบบนี้กับฉัน?”
ซูจิ้งไม่ได้ตอบโต้ เธอเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดโต๊ะต่อไป ในช่วงสามปีมานี้ หลังจากที่เธอแต่งเข้าตระกูลหยง ถาวหยันเป็นคนที่เธอต้องรับมือด้วยมากที่สุด นานวันเข้าเธอก็เริ่มเรียนรู้ว่า หากถาวหยันต้องการหาเรื่องเธอ การนิ่งเงียบคือทางออกที่ดีที่สุด เมื่อถาวหยันด่าทอเธอจนพอใจ ถาวหยันก็จะหยุดไปเอง แต่ถ้าเธอตอบโต้ ถาวหยันก็จะสรรหาเรื่องราวมาด่าทอเธอไม่จบไม่สิ้น
“นี่ฉันกำลังคุยกับเธออยู่นะ เป็นใบ้รึไง?” ทันทีที่ถาวหยันเห็นว่าซูจิ้งไม่สนใจเธอ ถาวหยันเลยขึ้นเสียงใส่เธอ
“เธอแต่งงานมาก็ตั้งสามปีแล้ว แต่ซีเจว๋ไม่ค่อยกลับมาที่บ้านหลังนี้เลย ไม่ส่องกระจกมองดูสารรูปตัวเองบ้างเหรอ” ถาวหยันเดินเข้าไปหาซูจิ้ง และมองเธอด้วยสายตาดูแคลนตั้งแต่หัวจรดเท้า “เธอมันไม่ได้เรื่อง เธอคิดเหรอว่าหากไม่ใช่เพราะซีเจว๋ต้องการพึ่งบารมีของครอบครัวเธอ ซีเจว๋จะแต่งงานกับเธอ”
ซูจิ้งกำหมัดแน่น เพื่อระงับความโกรธของตนเอง และไม่คิดใส่ใจกับคำพูดของถาวหยัน
เหล่าคนใช้ในห้องต่างก็มองซูจิ้งด้วยความเห็นใจ แต่ก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย
พอเห็นว่า ซูจิ้งยังคงนิ่งเฉย ถาวหยันก็ยิ่งวางอำนาจหนักขึ้นไปอีก “เธอนี่เล่นละครเก่งจริง ๆ ! ปกติถ้ายังไม่เที่ยงก็ไม่เห็นจะตื่น แสดงเป็นภรรยาผู้แสนดี เพราะเห็นว่าซีเจว๋จะกลับมาวันนี้สินะ
พอได้ยินแบบนั้น ซูจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เธอก็ยังไม่ตอบโต้อีกฝ่ายอยู่ดี
ซูจิ้งยังไม่ได้บอกใครเรื่องที่เธอตั้งท้อง เพราะอยากให้สามีของเธอรู้ข่าวดีเป็นคนแรก สิ่งที่ถาวหยันพูดเป็นเรื่องจริง ช่วงนี้เธอรู้สึกง่วงเป็นพิเศษ และตื่นสายเป็นประจำ แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะว่า เธอกำลังท้อง
“หึ อีกไม่นานเดี๋ยวซีเจว๋ก็ไล่เธอออกจากบ้านหลังนี้! เธอไม่เห็นจะมีดีอะไร เธอไม่มีวันจับเขาได้หรอก พวกเธอไม่เหมาะสมกันสักนิด”
หลังจากพูดจบ ถาวหยันก็ยิ้มที่มุมปากเผยให้เห็นดวงตาเล็กน้อย
ขณะนั้นเหล่าคนใช้ที่อยู่ในห้องนั่งเล่น ต่างแสดงความเคารพให้ใครบางคน พร้อมกล่าวขึ้นว่า “นายท่านกลับมาแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของถาวหยันก็เปลี่ยนไป
เธอหันไปมองที่ประตูอย่างช้าๆ เมื่อเห็นซีเจว๋ยืนอยู่ตรงนั้น เธอถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เมื่อเธอได้สติเธอก็รีบรุกขึ้น แล้วเดินขึ้นไปชั้นบน
หลังจากชำเลืองมองถาวหยันที่กำลังชิ่งหนีไป ซูจิ้งก็เดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตู
“คุณกลับมาแล้ว เหนื่อยมั้ยคะ อยากทานอะไรมั้ย” เธอเดินเข้าไป แล้วช่วยชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมออกอย่างเต็มใจ ซึ่งเป็นหน้าที่ภรรยาอย่างเธอ แม้ว่าซีเจว๋จะไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่ซูจิ้งจะดูแลเขาอย่างดีทุกครั้งที่เขากลับมา
ซีเจว๋ยืนอยู่ที่ประตูโดยไม่ขยับเขยื้อน สีหน้าของเขาดูไร้อารมณ์ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเขามีอารมณ์ร้ายดียังไง
ถึงยังงั้น ตอนที่ซูจิ้งช่วยซีเจว๋ถอดเสื้อคลุม เขากลับไม่ได้ยกแขนขึ้น แม้ว่าเขาไม่เคยชอบให้เธอมาปรนนิบัติเขาสักเท่าไร แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเธอ แต่วันนี้เธอรู้สึกบรรยากาศแปลกๆ
เธอเงยหน้ามองไปที่เขา และพยายามเดาว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่ “วันนี้เป็นไงบ้างคะ คุณคงรู้สึกเหนื่อยหลังจากทำงานมาทั้งวันแน่เลย ไปอาบน้ำก่อนก็ได้ค่ะ”
ซีเจว๋ยังคงเงียบไม่ตอบคำถามของเธอ และไม่แม้จะชายตามองเธอ
ผ่านไปสักพัก ซีเจว๋ก้าวเท้าเพื่อเดินขึ้นไปชั้นบนพร้อมกล่าวว่า “ตามไปที่ห้อง ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ”
เมื่อมองผ่านแผ่นหลังของสามี ขณะเดินขึ้นบันได ซูจิ้งก็รู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก ความจริงแล้วเธอรู้สึกไม่สบายใจ ตั้งแต่ได้รับสายจากเขาเมื่อเช้านี้ ความรู้สึกนี้มันแตกต่างจากความรู้สึก ที่เธอตื่นเต้นป่นดีใจ ยามรอคอยเขา และหวังจะได้เจอเขา
หลังจากยืนลังเลอยู่ชั้นล่างเป็นเวลานาน ในที่สุดซูจิ้งก็ตัดสินใจเดินตามเขาขึ้นไปยังชั้นบน
ประตูห้องนอนยังเปิดอยู่ เขายืนหันหลังให้เธออยู่ตรงหน้าต่าง
ซีเจว๋ชายหนุ่มรูปหล่อ รูปร่างสูงโปร่ง ราวกับเทพบุตร ชายหนุ่มที่สมบูรณ์เพียบพร้อมเช่นนี้ เป็นสามีของเธอจริง ๆ เธอมักจะรู้สึกเหมือนตัวเองฝันไป แต่ในขณะเดียวกัน เธอกับหัวใจพองโต และรู้สึกภาคภูมิใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ซีเจว๋คะ ฉันทำอาหารเย็นให้คุณด้วยนะ ทานอะไรสักหน่อยนะคะ อาหารโปรดของคุณทั้งนั้นเลย” เธอเดินเข้ามาในห้องพร้อมถาดอาหาร
สิ้นเสียงของหญิงสาว ซีเจว๋ก็หันกลับไปมองที่ใบหน้าอันงดงามของเธออย่างรวดเร็ว “ผมคิดเรื่องนี้อยู่นาน และวันนี้ ผมก็ตัดสินใจได้แล้ว”
ซูจิ้งจงใจหลบนัยตากลมสีดำคู่นั้นของซีเจว๋ แล้วเดินไปหาเขาพร้อมกับรอยยิ้ม “ทานข้าวก่อนนะคะ”
รอยยิ้มของซูจิ้งแฝงไปด้วยความประหม่า เธอไม่อยากรับรู้เรื่องที่สามีของเธอกำลังจะพูดต่อจากนี้
ทันใดนั้น ซีเจว๋ก็ก้าวเท้าเข้ามาหาเธอ แต่ละย่างก้าวนั้นช่างดูหนักแน่น ราวกับว่า เขากำลังโกรธเธออยู่
ซูจิ้งรีบวางถาดลงอย่างรวดเร็ว และหันหลังเดินจากไป “ทานไปก่อนนะคะ ฉันจะไปเอาน้ำมาให้”
เธอพยายามจะเดินหนีออกจากห้อง แต่เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอทำเยี่ยงนั้น “เราหย่ากันเถอะ”
ทันใดนั้น ซูจิ้งรู้สึกราวกับว่า โลกกำลังหยุดหมุน เธอหันหลังให้ซีเจว๋ ร่างกายไม่สามารถขยับเขยือนได้
ซูจิ้งยืนอยู่ตรงนั้นได้สักพัก แล้วจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน พลันรีบเดินหลบออกไปอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวฉันลงไปเอาของก่อนนะคะ”
ตั้งแต่ซูจิ้งเริ่มจำความได้ เธอรู้ดีว่าเธอเก็บความรู้สึกไม่เก่ง น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ
ผมเตรียมหนังสือหย่าไว้แล้ว ผมจะให้ทุกอย่างตามที่คุณควรจะได้ ตอบแทนสำหรับสามปีที่ผ่านมา” ก่อนเธอจะเดินจากไป ซีเจว๋วางหนังสือหย่าลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ต่อหน้าเขา
ซูจิ้งอยากจะก้าวออกไปให้พ้น ๆ จากตรงนี้ แต่ขาของเธอดันก้าวไม่ออก
เธอรู้ดีว่าต่อให้เธอจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หรือยอมรับข้อเสนอของเขา ยังไงซะเขาก็ต้องหย่ากับเธออยู่ดี เขาก็เป็นของเขาแบบนี้ เมื่อลองได้ตัดสินใจอะไรไปแล้ว เขาไม่มีทางเปลี่ยนใจเด็ดขาด
เมื่อสามปีก่อน เขาเข้ามาที่ตระกูลซู อย่างไม่บอกไม่กล่าว แล้วขอเธอแต่งานอย่างจริงจัง ตอนนั้นเธอดีใจมาก เพราะคิดว่าชายหนุ่มที่เธอหลงรักมานาน ก็รู้สึกเช่นเดียวกับเธอจึงขอเธอแต่งงาน แต่แล้วในคืนแต่งงาน เธอก็ได้รู้ว่าที่เขาแต่งงานกับเธอเพียงเพราะต้องการอำนาจและเส้นสายจากตระกูลซู เพื่อจะได้เป็นใหญ่ในเมืองฟางโตว
อย่างไรก็ตาม แม้เธอจะรู้เหตุผลที่แท้จริงที่เขาแต่งงานกับเธอ แต่เธอก็ไม่เคยเสียใจเลย เธอยังคงเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา และยังคอยสนับสนุนงานของเขาอีกด้วย ย้อนกลับไปในตอนนั้น เธอเคยสงสัยว่าหากเขาประสบความสำเร็จแล้ว เขาจะหย่ากับเธอไหม เธอได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ สักวันเขาอาจจะรักเธอขึ้นมาจริงๆก็ได้ แต่ความเป็นจริงเขากับไม่เคยให้โอกาสเธอเลยสะด้วยซ้ำ ต่อให้เธอเตรียมใจสำหรับการหย่ามาแล้วแค่ไหน แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะขอหย่ากับเธอเร็วขนาดนี้
เธอหันหลังให้กับเขา นิ่งเงียบเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เวลาผ่านไปได้สักพัก เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “คุณ... คุณลองคิดดูอีกครั้ง?...”
“ผมตัดสินใจไปแล้ว คุณแค่เซ็นชื่อก็พอ” ซีเจว๋พูดแทรกขึ้นอย่างหงุดหงิด “ผมจะให้เงินคุณห้าสิบล้าน รวมทั้งบ้านหลังใหม่ราคาสามสิบล้านถือเป็นค่าจ้าง
ค่าจ้าง?
ซูจิ้งแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เธอได้ยิน
เธอหันหลังกลับพร้อมเงยหน้าขึ้นจ้องเขม้งไปยังสามีที่รูปร่างสูงใหญ่ “ค่าจ้างงั้นเหรอ?” เธอพูดมันออกมาอีกครั้ง อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
ความสัมพันธ์ของเราเป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้างงั้นเหรอ? เขากล้าใช้คำว่าค่าจ้างได้ยังไง? คำสองคำนี้มันบาดใจยิ่งนัก
“ผมบอกเหตุผลกับคุณไปแล้ว ตั้งแต่วันที่เราแต่งงานกัน ว่านี่ไม่ใช่การแต่งงานจริง ๆ ความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้างก็ถูกแล้ว ดังนั้นผมต้องจ่ายค่าจ้างให้กับคุณ เป็นค่าตอบแทนสำหรับช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น เราก็จบกัน” ชายรูปร่างสูงหล่อที่ยืนตรงหน้าเธอ มองตรงมาที่เธออย่างไร้เยื่อใย ดวงตากลมโตสีดำคู่นั้น ไม่เผยความรู้สึก ๆ ใด ๆ ออกมา
“ค่าชดเชยในการเลิกจ้าง?” ซูจิ้งได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง “ใช่ คุณพูดถูก ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันก็แค่นายจ้างกับลูกจ้าง”
เธอได้แต่ฝืนยิ้ม แต่ซีเจว๋กับไม่แสดงทีท่าใด ๆ
เธอก้าวเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ แล้วนั่งลงบนโซฟา พลางหยิบหนังสือข้อตกลงการหย่าขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด
เมื่อซีเจว๋เห็นซูจิ้งกำลังอ่านหนังสือข้อตกลงหย่าแต่โดยดี เขาก็คลายความกังวลแล้วนั่งลงตรงข้ามเธอ “ข้อตกลงระบุอย่างละเอียด หากคุณอยากเพิ่มเติมอะไรก็บอกผมแล้วกัน ผมจะจัดการให้”
ซูจิ้งเห็นได้ชัดว่าเขาโล่งใจ ที่เธอยอมหย่าแต่โดยดี ทันใดนั้นรอยยิ้มมุมปากของเธอก็ค่อย ๆ เผยอขึ้น
เธออ่านข้ามในส่วนของข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการมอบทรัพย์สินโดยไม่พูดอะไร และลงนามทันที
“นายไม่จำเป็นต้องมาจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าชดเชยอะไรทั้งนั้น ตอนนี้เราสองคนหย่ากันอย่างเป็นทางการแล้ว” เธอค่อย ๆ เลื่อนใบหย่าไปตรงหน้าเขา
เขาเหลือบมองไปที่สัญญาหย่าแล้วเห็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ถูกขีดฆ่าซีเจว๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าซูจิ้ง จะปฏิเสธที่จะรับทรัพย์สินที่เขาเสนอให้ทั้งหมด
“คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม?” ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยเมื่อเขามองไปที่ซูจิ้งที่กำลังลุกขึ้นยืน
ซูจิ้งหันหลังกลับ แล้วเดินไปยังตู้เสื้อผ้า พลางพูดขึ้นมาว่า “ตระกูลซูไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน ฉันแต่งงานกับคุณด้วยความเต็มใจ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่รับค่าตอบแทนอะไรทั้งนั้น”
หากเธอรับค่าตอบแทนนั่น ก็เท่ากับว่าตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา พวกเขามีความสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้างจริง ๆ
เธอจึงยอมสละทุกอย่างเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าที่ผ่านมาพวกเขาเป็นสามีภรรยากัน
ซีเจว๋นั่งบนโซฟาดูเธอจัดของโดยไม่พูดอะไร
ซูจิ้งเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง พร้อมกับข้าวของที่เหลือของเธอ
เธอพยายามถ่วงเวลาที่จะอยู่ให้นานขึ้นด้วยการเก็บข้าวของอย่างช้า ๆ ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เธอจะอยู่ห้องนี้โดยลำพัง จากตอนแรกเธอไม่ค่อยชอบที่จะต้องอยู่คนเดียวสักเท่าไร แต่พอเวลาผ่านไปหลายปีเธอก็เริ่มจะชอบมันขึ้นมา ตอนนี้เธอไม่อยากที่จะไปจากที่นี่ แต่ต่อให้เธอพยายามยื้อมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องไปอยู่ดี
หลังเก็บของเสร็จ เธอลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทาง เธอหันหลังเดินจากไป ไม่คิดจะเอ่ยคำใด ๆ ออกมา หรือแม้แต่จะหันไปมองเขา
“ให้ผมขับรถไปส่งนะ” หลังจากรอเธอเก็บของอยู่นานสองนาน ซีเจว๋ก็พูดขึ้น
“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไร ฉันยังพอมีเงินที่จะนั่งแท็กซี่กลับได้” ซูจิ้งพูดอย่างประชดประชัน ทุกครั้งที่เธอรู้สึกกลัว เธอจะเลือกปกป้องตัวเองด้วยการแสดงท่าทีเข็มแข็ง และนั่นก็เป็นการทำร้ายตัวเธอเองทางอ้อมด้วย ครั้งนี้เองก็เช่นกัน
เธอเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับกระเป๋าเดินทางของเธอ เนื่องจากกระเป๋าเดินทางมีขนานที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้เธอไม่สามารถยกมันขึ้นได้เอง แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เสียงลากกระเป๋าใบใหญ่ลงบันใดของเธอ ทำให้ทุกคนในบ้างแห่กันมาดู
“ซูจิ้ง จะไปไหนลูก? ดึกขนาดนี้แล้ว” หยงหลิงถามในขณะเอนตัวพิงบันไดอยู่ในชุดนอน
ซูจิ้งเงยหน้าขึ้นมองพ่อของซีเจว๋ พลางยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ลุงหยงกลับไปนอนเถอะค่ะ ดึกมากแล้ว”
“ซูจิ้งหนูเป็นอะไรหรือเปล่า? แล้วนี่จะไปไหน?” เมื่อได้ยินเธอเรียกเขาว่า “ลุงหยง” หยงหลิงถึงกับตกใจ เขารีบตามลงไปชั้นล่าง แต่ถูกถาวหยันขวางไว้
ซูจิ้งขนกระเป๋าลงบันไดต่อ โดยไม่ตอบคำถามใด ๆ
สามปีก่อนตอนเธอแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลหยง เธอพยายามอยู่นานที่จะเรียกเขาว่า “พ่อ” ในบรรดาคนของตระกูลหยงก็มีเพียงพ่อจองซีเจว๋ หรือหยงหลิงที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เธอคงจะคิดถึงเขามากเป็นแน่
หลังจากยกกระเป๋าลงมาได้อย่างยากลำบาก สุดท้ายซูจิ้งก็ออกมาจากบ้าน พร้อมกับสัมภาระของเธอ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเหล่าคนใช้
ซีเจว๋ซึ่งยังคงนั่งอยู่ในห้องชั้นบน ได้ยินการสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน แต่เขายังคงนั่งเงียบ
เดิมทีห้องนี้ก็ดูว่างเปล่าอยู่แล้ว แต่เมื่อซูจิ้งเก็บข้าวของออกไปหมด ทำให้มันดูว่างเปล่ายิ่งขึ้น ซีเจว๋ได้แต่นั่งมองไปที่ห้องขนาดใหญ่แต่กลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
เขาลังเลอยู่นานเกี่ยวกับการหย่า เพราะเขาคิดว่าเธอจะไม่เต็มใจ และขอร้องไม่ให้เขาหย่ากับเธอ แต่เขาเองที่คิดผิด เพราะเธอยอมหย่าแต่โดยดี การที่เธอยอมหย่าง่าย ๆ ทำให้เขารู้สึกสับสน และกังวลใจอยู่ลึก ๆ เขาทำอะไรไม่ถูก
ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เขาอยู่ในห้องนี้ได้ไม่เกินห้าคืน เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ่งกับซูจิ้ง และพวกเขาเองก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ทำไมตอนนี้เขากลับรู้สึกไม่สบายใจ? เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคืนวันแต่งงาน ในคืนที่พวกเขาต้องนอนบนเตียงเดียวกัน เขายังคงนึกถึงช่วงเวลาที่ซูจิ้ง ไปที่บ้านของเขาที่หวาถิง วิลล่า เพื่อทำความสะอาดห้องให้เขาหลังเลิกงาน
ยิ่งซีเจว๋คิดถึงความทรงจำเหล่านี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่ายังไง เขาก็หยุดคิดไม่ได้ ในหัวของเขามีแต่ใบหน้าของซูจิ้งอยู่เต็มไปหมด
ด้วยความหงุดหงิด เขายืนขึ้นและเตะไปที่โต๊ะไม้อย่างจัง
ซูจิ้งกลับมาถึงบ้านตระกูลซูตอนเที่ยงคืน ตอนนี้ทุกคนในบ้านกำลังหลับสนิท
เมื่อเธอกลับถึงบ้านเธอค่อย ๆ ลากกระเป๋าขึ้นบันไดไป แต่กว่าเธอจะลากกระเป๋าขึ้นไปได้แต่ละขั้นเล่นสะจนเธอหมดแรง สุดท้ายเธอตัดสินใจทิ้งกระเป๋าไว้ข้างบันได แล้วเดินตัวเปล่าขึ้นไปชั้นบน
หลังจากกลับถึงห้อง เธอรู้สึกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใด ๆ
เธอนอนพลิกตัวไปมาอยู่นานบนเตียง ไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจขมตาหลับได้ ในหัวของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยภาพความทรงจำเก่า ๆ ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาในบ้านตระกูลหยง และภาพระหว่างเธอกับซีเจว๋
ตอนเธอเป็นเด็ก เธอถูกผลักตกลงไปในสระว่ายน้ำ ถ้าซีเจว๋ไม่เอื้อมมือไปช่วยเธอในตอนนั้น เธอคงไม่ตกหลุมรักเขา และยอมแต่งงานกับเขาทันทีที่เขาขอ แล้วทุกอย่างก็คงจะไม่จบลงอย่างนี้
แต่คิดแล้วจะได้อะไรละ ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ควรกังวลมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่
เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ เธอก็รู้สึกหดหู่ใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เธอได้แต่ยิ้มให้กับความโง่เขลาของตนเอง
เธอรู้ว่าหากเธอใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองกับซีเจว๋ไม่ให้หย่ากับเธอ เขาคงลากเธอไปโรงพยาบาลเพื่อทำแท้งทันที
เธอไม่ได้โง่พอที่จะมองไม่ออกว่าผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอเลยแม้แต่น้อย จะยอมอยู่กับเธอเพียงเพื่อเด็กที่ยังไม่เคยลืมตาดูโลกเลย
ผู้ชายที่มีความทะเยอทะยานอย่างซีเจว๋ ไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่ และเธอเองก็ไม่ต้องการทำตัวไร้ค่า ด้วยการเอาลูกไปผูกมัดเขาไว้ หากเธอทำอย่างนั้น ชีวิตนี้ก็คงจะน่าสมเพชสิ้นดี
เรื่องราวต่าง ๆ ค่อย ๆ พุดขึ้นมาในหัวของเธอ ทำให้เธอนอนไม่หลับจนกระทั่งรุ่งสางเธอก็ผล็อยหลับไป
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา ประตูห้องของเธอถูกเปิดออกด้วยเสียงดังโครม และเสียงโวยวายของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“กลับมาทำไม? ทำไมขนของกลับมาเยอะแยะอย่างนี้”
เพราะไม่ได้นอนยันเช้า ซูจิ้งง่วงมากจนไม่อยากที่จะลุกขึ้น “หนูกับซีเจว๋หย่ากันแล้วค่ะ” เธอตอบออกมาอย่างปัด ๆ โดยไม่ได้ลืมตาขึ้นมอง
หลังจากตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ซูหย่วนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “แกหมายความว่ายังไง? ทำไมแกถึงจะหย่า? ลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้!”
ซูหย่วนกระชากผ้าห่มที่ปกครุมอยู่บนตัวของซูจิ้งออกแล้วโยนมันลงกับพื้น เมื่อความเย็นตกกระทบที่เรือนราง ซูจิ้งจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วมองไปยังร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
“ลุกขึ้นมา! ฉันจะไปรอแกข้างล่าง ตามลงมาเดี๋ยวนี้!” ซูหย่วนเดินพลางบ่นพลางออกไปจากห้องของซูจิ้ง โดยไม่รอคำตอบใด ๆ
ซูจิ้งได้แต่ถอนหายใจ เธอคิดเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
เธอลุกขึ้นจากเตียง ใส่เสื้อคลุมบาง ๆ แล้วเดินลงไปชั้นล่างตามคำสั่ง
ซูหย่วน พ่อของเธอ หย่าหลี แม่เลี้ยงของเธอ และซูเยียน น้องสาวต่างมารดา ต่างก็นั่งรอเธออยู่
เธอยังไม่ทันได้เดินมาถึง ซูหย่วนก็พูดขึ้นทันทีว่า “แกบอกฉันมาซิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับซี่เจว๋? ใครเป็นคนขอหย่า?”
ซูจิ้งได้แต่ก้มหน้าลงมองไปยังขั้นบันได เธอรู้สึกเหมือนมีแต่ความว่างเปล่าอยู่เต็มไปหมด เธอไม่ทันได้กล่าวอะไรออกมา เสียงของหย่าหลี ผู้ที่นั่งข้าง ๆ พ่อของเธอก็กล่าวขึ้นว่า “ใช่ ไม่เคยเห็นจะมีปัญหาอะไรกัน แล้วทำไมอยู่ ๆ จะหย่ากันล่ะ? คิดแล้วมันก็น่าสงสัย”
สิ่งที่หย่าหลีพูดทำให้ซูหย่วนเริ่มคิดตาม สักพักเขาก็ถามขึ้นว่า “ซีเจว๋เป็นคนขอหย่าใช่ไหม” เขาจำได้ว่าเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ซีเจว๋มาหาเขาเพื่อขอซูจิ้งแต่งงาน ซูจิ้งดีใจมาก ความรักที่เธอมีต่อซีเจว๋นั้นชัดเจนมาก ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนขอหย่า
ซูจิ้งเดินเข้าไปหาพ่อของเธอและมองไปที่เขา “ไม่สำคัญหรอกว่าใครเป็นคนขอหย่า ความจริงก็คือตอนนี้เราหย่ากันแล้ว”
เธอมองไปยังพ่อที่กำลังรู้สึกผิดหวัง ทั้ง ๆ ที่เธอเองก็รู้สึกหดหู่อยู่ไม่น้อย แทนที่จะถามหาเหตุผลการหย่า ทำไมพ่อของเธอไม่พยายามปลอบเธอเลย? มันสำคัญขนานนั้นเลยเหรอ? แต่มันไม่สำคัญสำหรับเธอเลยสักนิด
ซูหย่วนถอนหายใจ แล้วส่ายหัวเบา ๆ ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วถามเธอไปว่า “แล้วเรื่องทรัพย์สินล่ะ? จัดการยังไง? ในช่วงสามปีที่ผ่านมาหน้าที่การงานของซีเจว๋ก้าวหน้าไปมาก ฉันว่าตอนนี้ซีเจว๋รวยกว่าตระกูลซูของเราด้วยซ้ำ!”
ขณะที่เขาพูดถึงความสำเร็จของซีเจว๋ในช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ซูหย่วนหรี่ตาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ดูเหมือนเขาจะมองซีเจว๋ออกตั้งแต่แรก เขาคิดเอาไว้แล้วว่า ที่ซีเจว๋มาขอซูจิ้งแต่งงานตอนนั้นเพียงเพราะต้องการใช้เธอเป็นเครื่องมือ แน่นอนว่าซีเจว๋ยังมีความสามารถมากกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้ ในเวลาเพียงสามปี เขาไม่เพียงแต่ตั้งหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงในเมืองนี้เท่านั้น แต่เขายังทำให้หยงซื่อ กรุ๊ป เติบโตจนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่นี่ รวมถึงตั้งสาขาในต่างประเทศ
ซูจิ้งได้แต่ก้มหน้าไม่ตอบอะไร เธอหมดเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรแล้ว
หย่าหลีและซูเยียนมองหน้ากันและกันแล้วยิ้มออกมาอย่างสะใจ “ซูจิ้ง เธอคงจะไม่ได้กลับมาตัวเปล่าหรอกนะ?” ซูเยียนเอ่ยถาม
เมื่อซูหย่วนได้ยินซูเยียนถามออกมาแบบนั้นเขาถึงกับตกใจ เขามองไปที่ซูจิ้ง แล้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ใช่เรื่องจริงไหม?”
“ค่ะ” ซูจิ้งมองไปยังบิดาของเธอ พลางพยักหน้าตอบอย่างไม่ลังเล
ซูหย่วนเหลือบมองเธอสีหน้าบ่งบอกถึงความไร้อารมณ์ หลังจากคำพูดสุดท้ายหลุดออกมาจากปาก เขาก็แสดงสีหน้าโกรธเคืองอย่างมาก “แกมันลูกนอกคอก! แกทิ้งทุกอย่างแบบนั้นได้ยังไง”
เขาลุกตัวขึ้นจากโซฟาพุ่งเข้าไปหาซูจิ้ง “แกทำผิดต่อตระกูลหยง ใช่ไหม? ไม่อย่างนั้น แกจะยอมไม่เอาทรัพย์สินอะไรเลยทำไม?”
“เขาเสนอเงินให้หนู หนูเป็นคนบอกว่าไม่เอาเอง” ซูจิ้งตอบอย่างจริงจัง พลางสบตากับบิดาอย่างไม่เกรงกลัว
เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์ดี ๆ กับตระกูลซูเลย ยิ่งไปกว่านั้นเธอชินสะแล้วกับการที่พ่อรู้สึกผิดหวังในตัวเธอ ทุกคนในครอบครัวนี้มักจะดูถูกเหยียดหยามเธอเสมอ
ซูหย่วนรู้สึกโมโหมากจนอยากจะเอื้อมมือไปตบลูกสาว แต่สุดท้ายเขาก็ระงับความโกรธลง แล้วลุกขึ้นยืน “เขาให้แกเท่าไหร่?”
เธอไม่อยากเสียเวลาพูดเรื่องนี้อีก ดังนั้นเธอจึงตอบเขาไปตามตรง “ห้าสิบล้านค่ะ”
เมื่อซูหย่วนได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ่งโมโหขึ้นอีก เขาดึงฝ่ามือที่ยกขึ้นลง แล้วถอยหลังออกมาสองสามก้าว จากนั้นทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา ราวกับคนกำลังจะหมดแรง “ห้าสิบล้านเหรอ? เขาคิดว่าแกเป็นขอทานหรือไง”
เมื่อเห็นทีท่าเดือดดาลของซูหย่วน หย่าหลีรีบประโคมเชื้อเพลิงลงไป “ตอนนี้หยงซื้อกรุ๊ป มีมูลค่ากว่าสามหมื่นล้านบาท แม้จะเป็นสินทรัพย์รวมของตระกูลหยง แต่ซีเจว๋ก็มีสินทรัพย์ส่วนตัวอย่างน้อย ๆ แสนล้าน ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเงินที่หามาหลังแต่งงานกับซูจิ้ง ถ้าจะหย่าก็ต้องแบ่งให้ซูจิ้งครึ่งหนึ่งสิ! แค่ห้าสิบล้าน.... ”
หย่าหลีไม่ได้กล่าวจนจบประโยค แต่ทุกคนรู้ดีว่าเธอต้องการจะพูดอะไร
ซูเยียนที่นั่งเงียบ ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแขนของหย่าหลี “แม่ ตอนนี้ซีเจว๋รวยขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
เมื่อสามปีที่แล้ว ซีเจว๋เพิ่งเดินทางมาจากต่างประเทศเพื่อกลับมาที่เมืองฟางโตว ย้อนกลับไปในตอนนั้น บริษัทเล็ก ๆ ของเขามีมูลค่าเพียงสิบห้าล้านเท่านั้น แต่ในเวลาเพียงสามปี มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นมามากขนาดนี้
หย่าหลีไม่สนใจคำถามของลูกสาว เธอมองไปที่ซูหย่วน และซูจิ้งแล้วพูดต่อไปอีกว่า “แต่ตอนนี้พวกเขาหย่ากันแล้ว อีกอย่างซูจิ้งเองที่เป็นคนขอไม่รับเงิน...”
“ไม่มีทาง! ลูกสาวของฉันไปอยู่บ้านตระกูลหยงราวกับเป็นคนใช้เขามาสามปี กล้าดียังไงมาขอหย่าโดยไม่ให้เงินเธอเลยสักสลึง? เขาคงกำลังฝันอยู่แน่ ๆ หากคิดว่ามันจะจบง่าย ๆ แบบนี้! แม้ว่าเขาจะจ้างสาวใช้แล้วไล่เธอออก เขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับเธอ!”
คำพูดของซูหย่วนเป็นเสมือนดาบสองคมที่กำลังทิ้มแทงใจของซูจิ้ง ดูเหมือนการตัดสินใจเมื่อสามปีก่อนของผู้คนรอบ ๆ ตัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นซีเจว๋หรือพ่อของเธอ ล้วนคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น
เธอเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมของพวกเขา
เธอเองก็รู้เรื่องนี้ดี ที่ซีเจว๋คิดอย่างนี้ เธอก็พอเข้าใจได้ แต่พ่อของเธอทำไมถึงทำกับเธอเยี่ยงนี้?