THE ILLUSION OF LOVE มารยายั่วรัก
Chapter 1
แสงไฟสลัวภายในห้องนอนขนาดใหญ่ ร่างของชายหนุ่มนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ใบหน้าคมเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลซึมออกมา เปลือกตาบีบหนารัดแน่น มือเกร็งยกขึ้นเพื่อคว้าบางสิ่งที่กำลังเดินจากไป
“มนต์ อย่าไปจากภัทร”
ชายหนุ่มละเมอพร้อมยกมือขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว
“มนต์ กลับมา กลับมา !”
เขาสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมเสียงลมหายใจหอบ สายตาคมมองไปรอบ ๆ ห้องที่คุ้นเคย ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่เปียกเต็มไปด้วยเหงื่ออย่างเหนื่อยล้า
ฝันถึงอีกแล้ว ความเจ็บปวดยังคงซ้ำเหมือนเดิมไม่มีวันหาย อีกแค่วันเดียวทำไมสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งแบบนี้ ทำไมต้องพรากพิศชามนต์ไปด้วย
งานแต่งงานถูกจัดเตรียมมาเป็นอย่างดีร่วมสามเดือนขาดแต่เพียงเจ้าสาวในวันแต่งงาน จากงานแต่งกลับกลายเป็นงานอำลา ถ้าคืนนั้นไม่เกิดขึ้น ในเวลาแบบนี้เขาคงกอดพิศชามนต์อยู่ในอ้อมกอดทุกคืน ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง สองเท้าก้าวยาวเดินตรงไปที่ห้องน้ำ
สายน้ำจากฝักบัวค่อยไหลสู่ร่างกายแกร่งผิวสองสี ยกมือลูบใบหน้า
ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดฝักบัว กำปั้นแขนซ้ายยกขึ้นทุบกำแพงอย่างแรง หยดน้ำตาของลูกผู้ชายค่อย ๆ ไหลออกมา ห้าปีผ่านมาแล้ว แต่ก็ยังทำใจรับกับการจากไปของคนรักไม่ได้ การจากไปที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น...
ณัฐภัทรเดินลงมาจากบันไดด้วยสีหน้าที่หม่องคล้ำเช่นทุกวัน สองเท้าตรงไปที่โต๊ะอาหารแล้วนั่งลง เอื้อมมือไปหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่เปิดอ่าน เพ็ญรตีมองใบหน้าคมลูกชายด้วยความเป็นห่วงและอดที่จะต่อว่าไม่ได้
“แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้หาลูกสะใภ้ใหม่ได้แล้ว นี่มันก็ผ่านมาห้าปีแล้วนะ แม่หาให้ภัทรก็บอกว่าไม่ชอบ บอกให้หาเองภัทรก็บอกว่ายังไม่พร้อม” เพ็ญรตีเอ่ยขึ้น เพราะตลอดที่ผ่านมาห้าปีเธอพยายามทาบทามลูกคุณหนูของเพื่อนสนิทให้หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จสักครั้ง
“ไม่ว่านานแค่ไหน ผมก็ไม่มีวันลืมมนต์ได้หรอกครับแม่” เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและคิดถึงคนรักที่จากไป
“แล้วเมื่อไหร่จะมีเหลนให้ย่าสักที”
ณัฐภัทรหันไปมองย่าและบิดาก้าวเข้ามาพร้อมนั่งลงบนโต๊ะอาหาร
“ผมยังทำใจไม่ได้ครับ” คำตอบที่ดูเหมือนคนหมดหวัง แต่คนเป็นย่าเมื่อฟังแล้วถึงกับโมโหขึ้นทันที
“ไม่ได้ ! ห้าปี มันนานเกินไปแล้ว จะให้ย่านอนตายตาหลับได้ยังไง” ณัฐภัทรยังคงนิ่งสงบ
“คุณแม่คะใจเย็น ๆ ค่ะ”เพ็ญรตีพูดห้ามด้วยความห่วง
“ใจเย็น ฉันเย็นมามากพอแล้ว ! ต่อไปนี้จะไม่มีอีก !”
จินดารัตน์ผู้เป็นย่าพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด หากเต็มไปด้วยความห่วงหลานชายไม่แพ้กัน
“คุณแม่คะ”เพ็ณรตีเรียก
“ไม่ต้องเข้าข้างเลย แม่เพ็ญรตี” เงียบไร้เสียงตอบ
“วันนี้ไปกับย่า มีนัดดูตัว”
ณัฐภัทรถึงกับมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ ไม่ว่าอีกสักร้อยครั้ง พันครั้งก็
ไม่มีผู้หญิงคนไหนสามารถแทนพิศชามนต์ได้ !
“ผมไม่ไป วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของมนต์ ผมคงไปกับคุณย่า
ไม่ได้หรอกครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งปนเศร้า
“หึ !”
“ถ้าเป็นวันนี้ยังไงก็เป็นคำตอบเดิม เพราะผมถือว่าคุณย่ารู้อยู่แล้ว” เขาตอบก่อนจะลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารไป ทั้งที่อาหารเช้ายังคงเต็มจานอยู่เหมือนเดิม
ใบหน้าเหี่ยวย่นของจินดารัตน์เต็มไปด้วยความโกรธ มองหลานชายเดินออกไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองหน้าลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยความขุ่นเคือง
“ดูสิ...แม้แต่ฉันยัง...” จินดารัตน์พูดด้วยน้ำเสียงที่โมโห
“คุณแม่ครับ ก็เจ้าภัทร มันดื้อจะตายคุณแม่ก็รู้นี่ครับ แล้วนี่นัดเขาแล้วไม่ไปจะไม่น่ารังเกียจหรอครับแม่” ทศวรรษรู้ว่าหลังจากลูกชายเสียคนรักไปเมื่อห้าปีก่อน ก็ไม่คิดที่จะมองผู้หญิงคนไหนอีกเลย แม้กระทั่งนัดดูตัวกับฝ่ายหญิงเพื่อหาลูกสะใภ้เข้าบ้านแต่ก็ไม่ได้ผล ในทางกลับกัน ลูกชายเขายิ่งไม่ยอมฟังเข้าไปใหญ่ ทุกคนในครอบครัวก็ต่างเข้าใจว่าทำใจไม่ได้ แต่นี่นานเกินมากพอแล้ว
“ฉันพูดเล่นเฉย ๆ ยังไงก็รู้ว่าเจ้าภัทรไม่ยอมไปอยู่แล้ว” จินดารัตน์ถอนหายใจออกมาแล้วพูดต่อไปว่า “แต่เราจะต้องหาวิธี !”
ลูกชายและลูกสะใภ้หันมามองเป็นตาเดียวด้วยความสงสัย
“เราหรือคะคุณแม่” เพ็ญรตีถาม ไม่คิดว่าครั้งนี้แม่สามีจะเป็นคนเอ่ยปากหาคู่ให้ลูกชายเธอด้วยตัวเอง
“ก็ใช่นะสิ จะใครที่ไหน” จินดารัตน์ตอบ สายตาบ่งบอกถึงความตั้งใจเป็นที่สุด หากแต่ลูกชายและลูกสะใภ้กลับมองหน้ากันทำตาปริบ ๆ
จะรอดไหมงานนี้ ! เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาล้มเหลวไม่เป็นท่า
“งั้นผมไปงานมอเตอร์โชว์ก่อนนะครับ”
ทศวรรษพูดพร้อมลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร คนเป็นแม่ได้ยินแล้วเฉย ๆ แต่คนเป็นภรรยาได้ยินถึงกับควันออกหู
“คุณจะไปหาเด็กสาว ๆ ใช่ไหม !” เพ็ญรตีรีบพูดดักคอสามี
“เปล๊า ผมก็แค่ไปดูรถ ไอ้พริตตงพริตตี้ไม่เคยมองสักครั้ง”
ทศวรรษตอบเสียงสูงพร้อมส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
“ไม่มองแต่จ้องซะนาน คุณคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง ! หา !”
เพ็ญรตีเดินเข้าไปลากหูของคนเป็นสามีนั่งลงกับโต๊ะ
“โอ๊ย ! เจ็บนะคุณ ” ทศวรรษร้องอวดโอย
“กินข้าวซะ ไม่ต้องไปกินอาหารตา !”
จินดารัตน์ส่ายหน้าหัวเราะ ทว่าถ้าไปงานมอเตอร์โชว์ล่ะก็ จะมีลูกคุณหญิง คุณนายสวยๆ ถ้าเกิด ... ได้มาเป็นหลานสะใภ้สักคน ก็คง ...
“ฉันจะไปงานมอเตอร์โชว์” เสียงของผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้นด้วยความแน่วแน่ ทศวรรศและเพ็ญรตีหันมามองพร้อมกันด้วยความสงสัย
“คุณแม่จะไปทำไมคะ” เพ็ญรตีถามด้วยความสงสัยเพราะตั้งแต่เธอมาเป็นลูกสะใภ้เธอไม่เคยเห็นแม่สามีออกปากไปงานมอเตอร์โชว์สักครั้ง
“ฉันจะไปหาลูกสะใภ้ !” จินดารัตน์ตอบ
“หาลูกสะใภ้ !” ทศวรรษและเพ็ญรตีอุทานพร้อมกัน มองใบหน้าของผู้เป็นแม่ยิ้มออกมาอย่างมีแผน
“ใช่แล้ว !”
“เออ... แล้วคุณแม่คงไม่เอาพริตตี้มาเป็นลูกสะใภ้หรอกนะคะ” เพ็ญรตีถามอย่างกล้ากลัว ๆ
“ใครจะไปเอา ฉันจะไปดูว่าคุณหญิงคุณนายมาบ้างไหมจะได้ทาบทามได้” จินดารรัตน์พูด มองหน้าลูกสะใภ้พลางนึกถึงคิดในใจเงียบ ๆ
“อ้อ เพ็ญก็นึกว่าคุณแม่ ...”
“แต่ฉันว่าจะเป็นพริตตี้ก็ดีนะ” จินดารัตน์เผลอพูดความคิดของเธอออกมาอย่างพอใจ แต่คนเป็นลูกสะใภ้กลับร้องห้ามทันที
“ไม่ได้นะคะคุณแม่ ผู้หญิงพวกนั้นไม่คู่ควรกับตาภัทรค่ะ” น้ำเสียงดูแคลนของเพ็ญรตี ทำให้จินดารัตน์มองหน้าด้วยความไม่พอใจ
เธอต้องการที่ให้ลูกชายของเธอแต่งงานกับผู้หญิงที่ดีพร้อมเท่านั้น !
“ถึงจะเป็นผู้ดีตระกูลสูงหรือจน ฉันก็ยินดีรับเป็นหลานสะใภ้ หากทำให้เจ้าภัทรยอมแต่งงานด้วย !”
เสียงตะโกนเรียกจากด้านล่างของผู้เป็นแม่ดังขึ้น หญิงสาวใบหน้าสวยที่หลับใหลอยู่บนเตียงขนาดกลางค่อย ๆ ปรือตาขึ้นด้วยความรำคาญ
จากเสียงรบกวน มือขวายกขึ้นบังแสงแดงที่ส่องผ่านม่านเข้าแยงตา ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมขยี้เส้นผมสีน้ำตาลไหม้อย่างงัวเวีย
เช้าอีกแล้วทำไมเวลานอนช่างสั้นแบบนี้นะ
“ยัยณินท์ทานข้าวได้แล้ว” เสียงผู้เป็นแม่ตะโกนดังจากข้างล่าง
“ค่า” จิรภาณินท์ตะโกนตอบ เธอขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางถอนหายใจออกมาพร้อมหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าไปที่ห้องน้ำ
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำ สองเท้าเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเลือกหยิบชุดเดรสสีดำ ออกมาเพื่อสวมใส่ เป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับเธออีกวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่สุจริต ใช่ว่าเธออยากจะทำแต่เพราะได้เงินดี งานสมัยนี้หายากจะตายไป ยิ่งสำหรับเธอแล้วถึงแม้ว่าจบมาได้สองปีแต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำงานแบบนี้ต่อ ทั้งที่งานนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสาขาที่เธอเลือกเรียนจบมาแม้แต่น้อย เพราะเธอเคยสมัครงานไปแล้วแต่ไม่มีการเรียกตัวเธอเข้างานทำรอแล้วรออีก ให้ทางบริษัทเรียกตัวเธอแต่กลับไม่มีวี่แววถึงสามเดือน
THE ILLUSION OF LOVE มารยายั่วรัก
Chapter 2
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำ สองเท้าเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเลือกหยิบชุดเดรสสีดำ ออกมาเพื่อสวมใส่ เป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับเธออีกวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่สุจริต ใช่ว่าเธออยากจะทำแต่เพราะได้เงินดี งานสมัยนี้หายากจะตายไป ยิ่งสำหรับเธอแล้วถึงแม้ว่าจบมาได้สองปีแต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำงานแบบนี้ต่อ ทั้งที่งานนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสาขาที่เธอเลือกเรียนจบมาแม้แต่น้อย เพราะเธอเคยสมัครงานไปแล้วแต่ไม่มีการเรียกตัวเธอเข้างานทำรอแล้วรออีก ให้ทางบริษัทเรียกตัวเธอแต่กลับไม่มีวี่แววถึงสามเดือน
พริตตี้ งานที่เธอทำอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะเปลืองตัวไปสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่านั่งรอหางานที่ไม่มีวันจะได้สักที และวันนี้ก็เป็นวันที่ต้องไปงานมอเตอร์โชว์ ถ้าแม่ของเธอเห็นว่าเธอต้องแต่งตัวโป๊คงจะได้โดนบ่นอีกแน่
จิรภาณินท์หยิบเครื่องสำอางเติมแต่งบนใบหน้าบาง ๆ ก่อนจะหมุนตัวรอบกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง หญิงสาวหยิบกระเป๋าสะพายสีแดงเข้ากับชุดเดรสขึ้นมาพร้อมเดินออกจากห้องไป
เสียงฝีเท้าก้าวลงบันได ก่อนหยุดชะงักลงเมื่อเห็นผู้เป็นแม่มองด้วยสายตาขุ่นเคือง
“ณินท์แม่บอกกี่ครั้งแล้วใช่ไหม ว่าเลิกทำงานแบบนี้สักที”
หญิงสาวยิ้มรับก่อนจะวิ่งลงมากอดผู้เป็นแม่ด้วยรัก
“โธ่แม่ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ณินท์ไม่ได้ไปทำอะไรผิดกฎหมายสักหน่อยนี่คะ อีกอย่างณินท์ขับรถไปเอง แม่ไม่ต้องห่วงณินท์หรอกนะคะ” สายพิรุณคนเป็นแม่ดันลูกสาวออกมองหน้าด้วยความลำบากใจ
“ถ้าพ่ออยู่ คงไม่ให้เราทำแบบนี้หรอก ดูสิ ! ดูแต่งเนื้อแต่งตัว...”
“แม่คะ ณินท์เข้าใจค่ะ แต่ว่ามันเป็นงานที่ได้เงินดีนะคะ”
“เลิกทำงานแบบนี้ไม่ได้เหรอ”
สายพิรุณพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง อยากให้ลูกสาวคนเดียวเลิกทำงานที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวแบบนี้
“ได้ไหม” คนเป็นแม่ถามย้ำอีกครั้งเพื่อรอฟังคำตอบ จิรภาณินท์ได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบไม่ยอมรับปาก สีหน้าเริ่มแสดงถึงความลำบากใจ ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไงให้มารดาเข้าใจ งานที่ทำไม่ใช่งานขายร่างกายสักหน่อย
“ณินท์”
“แม่คะ ณินท์ว่าเราค่อยคุยเรื่องนี้ดีกว่านะคะ วันนี้ณินท์มีงานค่ะ” เมื่อพูดจบหญิงสาวก้าวเท้าออกจากบ้านไปทันที แต่หัวใจของเธอก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องคอยปัดหลีกอยู่ตลอดเวลา บางทีถึงเวลาที่เธอต้องหางานใหม่ทำแล้วจริง ๆ ก็เป็นได้
รถยนต์คันหรูหยุดจอด ชายหนุ่มเปิดประตูลงขณะหันไปมองรอบสุสานทุกครั้งที่มาถึงเขาไม่เคยลืม ห้าปีที่ผ่านมาเป็นเวลาแสนจะยาวนาน ทุกวันที่เคยมีความสุข แต่เวลานี้...ว่างเปล่า ทั้งหัวใจและคนที่เขารัก
สายลมอ่อน ๆ พัดในยามเช้า แสงแดงส่องเข้าที่ใบหน้าด้านขวาของเขา สองเท้าก้าวเดินไปยังสนามหญ้า มือแกร่งถือช่อดอกไม้ในมือด้วยความทะนุถนอม เพียงแค่ไม่นานเขาก็มาถึงหน้าสุสานของพิศชามนต์
ชายหนุ่มย่อตัวนั่งลง ฝ่ามือเอื้อมไปลูบชื่อที่สลักหน้าสุสานไปมาอย่างเชื่องช้า ไม่ต้องจดจำเพราะเขาจะไม่มีวันลืม
“มนต์ ภัทรมาหานะ” เสียงสั่นเอ่ยเบา ๆ ใบหน้าคมเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ไม่ว่านานแค่ไหน เขาจะรักพิศชามนต์เพียงคนเดียว
“มนต์ ภัทรคิดถึงมนต์นะ”
เวลานี้สมองเขากำลังนึกถึงเรื่องราวที่งดงามในอดีต เสียงหัวเราะที่คุ้นเคย รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจอบอุ่นตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ
พิศชามนต์กับเขาคบหาเมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รักครั้งแรก แต่ก็มั่นใจว่าพิเธอเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อมทั้งครอบครัว ฐานะและการศึกษา ห้าปีกว่าปีที่รู้จักคบหากัน นานพอที่จะตัดสิ้นใจใช้ชีวิตคู่ได้
เขาจึงได้ขอแต่งงานในวันเกิดของพิศชามนต์ น้ำเสียงหวานตอบรับ
ตกลงแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันยังคงดังก้องอยู่เสมอ แต่ทำไมสวรรค์ถึงต้องพรากเธอไปจากเขา
ณัฐภัทรลืมตาขึ้น สูดหายใจเข้าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า
“ มนต์ ภัทรกลับก่อนนะ แล้วจะมาหาใหม่ ” ชายหนุ่มดันกายลุกขึ้น ใบหน้าคมที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา ผู้หญิงคนเดียวที่เขาร้องไห้ให้และจะเป็นคนสุดท้ายที่เขารักหมดหัวใจ
เสียงเพลงเปิดดังไปทั่วงาน จินดารัตน์นั่งอยู่ในงานกวาดสายตามองภายในงานอย่างไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ มอเตอร์โชว์ที่ไม่ค่อยจะมีผู้หญิงมาดูรถยนต์ สิ่งที่เธอเห็นมีแต่เพียงผู้ชายทุกอายุ ไม่ว่าจะเป็นอายุยี่สิบต้นจนไปถึงอายุห้าสิบปลาย ๆ แต่สายตาที่มองรถนั้นแทบจะไม่มีเลย
ทันทีที่แสงไฟบนเวทีใหญ่ดับลง สายตาทุกสายตาจับจ้องไปที่กลางเวทีด้วยความตื่นเต้น ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกชายของเธอเช่นเดียวกัน
ไฟกลางเวทีเปิดขึ้น ปรากฏร่างหญิงสาวใบหน้าสวย จมูกโด่งสวย รับริมฝีปากบางอิ่มสีชมพู ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางในชุดเกาะอกกางเกงขาสั้นสีดำพร้อมเสื้อคลุมหนัง ยืนคู่กับรถสีดำรุ่นล่าสุดประจำปีด้วยท่าทางที่ยั่วยวน
“สวัสดีครับ นี่คือรุ่นล่าสุดนำเข้าจากประเทศเยอรมนี” พิธีกรหนุ่มพูดลากเสียงยาว เมื่อพูดจบก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น แต่ทว่าทุกสายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่พริตตี้สาวไม่วางตารวมทั้งจินดารัตน์ด้วยเช่นกัน
“นี่แม่เพ็ญ พริตตี้ที่ยืนเกาะรถคนนั้นใครน่ะ” จินดารัตน์ถาม มองหญิงสาวเจ้าของใบหน้าสวยอย่างชื่นชม
“ไม่รู้หรอกค่ะ แต่เพ็ญว่าคุณแม่อย่าไปใส่ใจเลยดีกว่าค่ะ” เพ็ญรตีมองด้วยความไม่ชอบใจสักเท่าไหร่ เธอไม่ชอบ พริตตี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้ายิ่งคุณแม่คิดแปลกจะหาสะใภ้เป็นพริตตี้ล่ะก็ ไม่มีทางยอมเด็ดขาด !
“ฉันก็เห็นว่าบางทีตาภัทรน่าจะสนใจผู้หญิงแบบนี้บ้าง” จินดารัตน์เอ่ยขึ้นหันหน้ามามองลูกสะใภ้
“ดีแล้วค่ะที่ไม่สน เพ็ญไม่เห็นจะชอบเลยค่ะ” เพ็ญรตีพูดน้ำเสียงดู
แคลนพลางส่งสายตารังเกียจไปที่เวที
“ก็ยังดีกว่าให้เจ้าภัทรจมปลักกับความทุกข์อยู่แบบนี้” เมื่อได้ยินเพ็ญรตีก็นิ่งเงียบ
ใช่ ! เป็นเรื่องจริง อย่างน้อยก็ยังดีกว่าตอนนี้ ยังดีกว่าที่ลูกชายของเธอจมปลักกับความรักที่ไม่มีวันห้วนกลับคืน แต่เธอก็ไม่มีวันยอมรับลูกสะใภ้ที่ไม่มีหน้ามีตาในสังคมอย่างแน่นอน !!
“ ตาทศ” จินดารัตน์เรียกลูกชายที่กำลังจ้องพริตตี้สาวไม่วางตาจนเพ็ญรตีจ้องบิดหูด้วยแรงหึง
“โอ๊ย ๆ เจ็บ !”
“เจ็บสิดีเผลอไม่ได้” เพ็ญตรีกัดฟันพูด สายตาจิกขู่ก่อนจะปล่อยมือออกจากหูคนเป็นสามี
“ว่าแต่คุณแม่มีอะไรครับ” ทศวรรษโน้มตัวลงไปหาพลางยกมือขึ้นลูบใบหูเพื่อบรรเทาความเจ็บ
“ฉันอยากรู้จักแม่พริตตี้ที่ยืนเกาะรถอยู่ ไปเรียกมาให้ฉันหน่อยล่ะกัน” ทศวรรษหันไปมองเวทีอีกครั้ง พริตตี้สาวที่ยืนอยู่ข้างรถได้เดินออกจากเวทีไปแล้ว
“คุณแม่คะ ! เพ็ญไม่ยอมนะคะ” เพ็ญรตีร้องอุทานด้วยความตกใจ ทศวรรษมองผู้เป็นแม่อย่างไม่เข้าใจว่าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
“เธอจะร้องโวยวายทำไมฉันก็แค่อยากรู้จัก” จินดารัตน์พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“คุณแม่คะ”
“ตาทศไปสิ ไปถามผู้จัดการสิ” เมื่อเป็นคำสั่งคนเป็นลูกชายก็ต้องเดินออกไป เขาไม่รู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ แต่คงไม่คิดจะเอามาเป็นลูกสะใภ้จริง ๆ หรอกมั่ง
“คุณแม่คิดจะทำอะไรคะ ? คุณแม่จะให้ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาแต่งกับตาภัทรไม่ได้นะคะ” เพ็ญรตีพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“เรื่องนั้นเราค่อยมาว่ากัน ตอนนี้ฉันแค่รู้สึกถูกชะตาก็เท่านั้น” จินดารัตน์เอ่ย สายตาจ้องมองไปที่ที่หญิงสาวใบหน้าสวยยืนบนเวทีอีกครั้งถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าของร่างจะลงจากเวทีไปแล้วก็ตาม ถึงจะเป็นสะใภ้ได้แต่ใช่
ว่าหลานชายจะยอมเปิดใจง่าย ๆ
จิรภาณินท์เดินเข้ามาภายในห้องแต่งตัว มือขวายกขึ้นหมุนคอบิดด้วยความล้า หลังจากที่เธอยืนค้างท่าเดิมอยู่นาน หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้หน้ากระจกพร้อมถอนหายใจออกมา
เสียงท้องร้องดังขึ้นทักท้วงความหิว อาหารเช้าที่ยังไม่ตกถึงท้องสักคำ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูเวลา สองมือเก็บของใส่กระเป๋าสะพายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนชุด