ตึก ตัก
ตึกๆ ตักๆ
ตึกๆๆ ตักๆๆๆ!!!
เสียงเต้นของหัวใจที่ดังถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เจ้าของหัวใจที่ตอนนี้อยู่ในชุดเดรสยีนส์คอปกแบบแขนกุด เพิ่มความหวานของชุดด้วยการตัดต่อผ้าชีฟองสีขาวเป็นกระโปรง มีเข็มขัดเล็กๆ คาดตรงเอวที่หัวเข็มขัดออกแบบคล้ายกับกระดุมหน้าของตัวเสื้อ ส่งให้คนสวมใส่ยิ่งดูเอวบางขึ้นไปอีก
แต่เพราะอุณหภูมิในร้านอาหารที่เย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศหรือเพราะจากชายหนุ่มที่นั่งหล่ออยู่ตรงหน้ากันแน่ ถึงทำให้เธอเริ่มจะนั่งไม่ติดที่ มือที่กุมกันอยู่ตอนนี้เย็นเฉียบ คอเริ่มแห้งแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบดับกระหาย
“หนาวหรือครับน้องษา” เสียงทุ้มน่าฟังของชายที่เอ่ยเรียกชื่อเล่นของวันเมษา ดังขึ้น เจ้าของชื่อจึงเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะที่เอาแต่มอง เพื่อสบตาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แม้จะมีแว่นสายตาของชายหนุ่มเป็นเกราะกำบังอีกชั้นก็ตามที
“นิดหน่อยน่ะค่ะ” ได้ยินเช่นนี้ ปรวีณ์ จึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่ ก่อนจะถอดเสื้อสูทออกมาคลุมไหล่มนของวันเมษาอย่างอ่อนโยน การกระทำของเขายิ่งทำให้หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะมากยิ่งขึ้นไปอีก
ก่อนที่วันเมษาจะมองใบหน้าของปรวีณ์ด้วยสายตาของความชื่นชม เขาคือชายหนุ่มในอุดมคติของเธอ เป็นชายในฝัน เป็นชายในสเปคก็ว่าได้ ปรวีณ์มีโครงหน้าที่หล่อเหลา แม้เขาจะสวมแว่นก็เป็นหนุ่มแว่นที่ดูดีกว่าใคร เรื่องหุ่นก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาสูงตั้งร้อยแปดสิบ กล้ามเป็นกล้าม แถมยังเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของเธออีกด้วย ผู้ชายอะไรเพอร์เฟกต์
วันเมษายอมรับ ว่าได้ตกหลุมรักชายหนุ่มมาหลายปี กระทั่งเรียนจบก็ยื่นใบสมัครเข้าทำงานที่เดียวกับรุ่นพี่ที่แอบชอบ แทนที่จะเข้าไปช่วยพี่ชายบริหารงานของครอบครัวที่เป็นถึงเจ้าของโรงแรมใหญ่ในเชียงใหม่ วันแรกที่รู้ว่าตัวเองได้รับเลือกให้เข้าทำงาน เธอกรี๊ดบ้านแทบแตกมาแล้ว
ปรวีณ์เป็นช่างภาพฝีมือดีของบริษัท ลักษณะสุขุม ไม่มีข่าวคาวเรื่องชู้สาว แม้งานที่ทำนั้นจะเกี่ยวข้องกับสาวๆ มากมายก็ตาม ส่วนเธอก็เป็นแค่พนักงานฝ่ายการตลาดธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น หน้าที่การงานว่าธรรมดาแล้ว หน้าตาเธอก็ยิ่งธรรมดา มองยังไงก็ไม่ได้สวย หุ่นก็ไม่ได้ดีเลิศแถมยังเอนเอียงไปทางเตี้ยอีกต่างหาก เพราะเธอนั้นสูงแค่ร้อยหกสิบห้าเท่านั้นเอง
แถมที่หนักใจไม่แพ้ส่วนสูงหรือความสวยที่ได้มาน้อยนิดไปหน่อย ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องหน้าอกที่ไซส์มินิเหมือนเด็กมัธยมต้น ตั้งแต่โตเป็นสาวเธอไม่เคยเปลี่ยนไซส์ชุดชั้นในเลย คัพเอยังไงจนถึงตอนนี้อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าก็ยังคงอยู่ที่คัพเออย่างนั้น (คนเกือบสวยเศร้าหนัก ยกหลังมือปาดน้ำตาเบาๆ)
แต่เพราะไม่อาจทนเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ได้อีก เมื่อเดือนก่อน สาวคัพเออย่างเธอจึงรวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมด ไล่ขึ้นมาตั้งแต่ตาตุ่มถึงศีรษะ แล้วเดินแบบมึนๆ เข้าไปสารภาพรักกับปรวีณ์ ลึกๆ ก็เผื่อใจหากตัวเธอต้องกินแห้ว เพราะรู้ว่าเธอคงไม่ใช่สเปคของชายหนุ่ม แต่…สวรรค์ก็เมตตาสงสาร
เพราะชายในฝันกลับตอบรับรักและตกลงที่จะลองคบหากับเธอดูเสียนี่ วันเมษาจำประโยคของปรวีณ์ได้อย่างแม่นยำ
‘ครับ…เราจะลองคบกันดู’ ประโยคนี้ทำเอาเธอนอนไม่หลับทั้งคืนก็ว่าได้ รู้สึกว่าตัวมันจะเบาๆ อิ่มทิพย์ไปเสียหลายวัน
เมื่อตกลงคบหากันแล้ว การเดตก็มาถึง วันเมษาดูเก้ๆ กังๆ ยามที่อยู่กับปรวีณ์ จากที่เป็นคนมั่นใจก็ดูจะเสียศูนย์ไปบ้าง ถัดจากเดตก็มาถึงการดินเนอร์ ซึ่งนี่คือครั้งแรกของเธอกับปรวีณ์
ตั้งแต่มาถึงชายหนุ่มคอยเทคแคร์เธอเป็นอย่างดี สั่งอาหารหน้าตาน่าทานที่กำลังนำมาเสิร์ฟในขณะนี้ให้
“ทานเยอะๆ นะครับ” เมื่อเห็นว่าพนักงานวางจานอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เสียงทุ้มที่แสนจะน่าฟังสำหรับวันเมษาเอ่ยบอก แต่ภายใต้ความน่าฟังก็แฝงความอึดอัดอยู่ในที บ่อยครั้งที่ปรวีณ์ลอบมองใบหน้าของคู่เดต แต่พอเธอหันมา เขาก็เปลี่ยนไปมองมุมอื่น
เขานั้นเป็นผู้ชายประเภทที่ไม่ชอบการจีบผู้หญิงก่อนเสียด้วย หากผู้หญิงคนไหนต้องการที่จะคบเขา เธอต้องเป็นฝ่ายเดินมาสารภาพรักก่อนเท่านั้น บวกกับความเหงาที่เกาะกุมหัวใจ ในวันที่วันเมษาเดินเข้ามาสารภาพรัก ปรวีณ์จึงตอบตกลงที่จะลองคบหากับเธอดู
“ค่ะ” ส่วนคนฟังก็เอ่ยรับเพียงแค่สั้นๆ เท่านั้น อาการประหม่าทำให้เธอแทบจะทำอะไรไม่ถูกด้วยซ้ำ จากวันที่สารภาพรักไปจนถึงวันนี้ นับๆ ดูแล้วเธอก็คบหากับปรวีณ์มาได้หนึ่งเดือนพอดี วันเวลาของความสุขช่างผ่านไปรวดเร็วจนเธอใจหาย
“อาหารอร่อยไหมครับ” เมื่อทานอาหารใกล้จะอิ่ม ปรวีณ์ก็เอ่ยขึ้น
“อร่อยค่ะ” วันเมษายิ้มรับ แค่การมาดินเนอร์กับหนุ่มที่ชอบ เธอก็อิ่มจนจุก แทบไม่ต้องกินอะไรก็ยังได้ ความรักมันช่างสวยงามอะไรอย่างนี้ โลกเป็นสีชมพูจนหลายคนอิจฉา
“ดีแล้วที่ชอบ เพราะทีแรกพี่ก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะพาษาไปกินข้าวที่ไหนดี”
“ขอบคุณนะคะที่พาษามาที่นี่”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” ปรวีณ์เอ่ยรับ ก่อนที่สายตาจะมองเลยไปยังโต๊ะตรงข้าม ที่มีสาวสวย หุ่นเซ็กซี่มาก สวมชุดเดรสสั้นสีแดงแนบเนื้อ โชว์หน้าอกดูมๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น
“เอ่อ…ษา”
“คะ”
“เรากลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมดีกว่าไหม”ประโยคที่ได้ยิน ทำเอาช้อนที่อยู่ในมือของวันเมษาแทบจะร่วงก็ว่าได้ สีหน้าเธอดูงุนงงเป็นอย่างมากที่ได้ยินแบบนี้ น้ำตาถึงกับคลอเบ้า
“เอ๊ะ! พี่วีอย่าล้อเล่นแบบนี้สิคะ ษาตกใจหมด” วันเมษาพยายามยิ้มและหัวเราะ ทั้งๆ ที่ตอนนี้สีหน้าของปรวีณ์ไม่ได้แสดงออกว่ากำลังล้อเล่นแต่อย่างใด
“พี่พูดจริงๆ พี่ว่าเราคงไปด้วยกันไม่ได้หรอก สู้กลับไปเป็นเหมือนก่อนน่าจะดีกว่า”
“ทำไมพี่วีถึงคิดแบบนั้นละคะ ทั้งๆ ที่เราพึ่งจะคบกัน ทำไมถึงคิดว่าเราจะไปกันไม่ได้”
“เพราะษาไม่ใช่สเปคพี่” คำตอบของปรวีณ์ทำเอาคนฟังแทบหงาย ก่อนจะทวนประโยคที่ได้ยินด้วยเสียงสั่นนิดๆ
“ไม่ใช่สเปค”
“ใช่…พี่ขอโทษนะ พี่คงทำให้ษาผิดหวังมาก”
“ถ้าไม่ใช่สเปค แล้ววันนั้นพี่วีณ์ตอบตกลงที่จะคบกับษาทำไมคะ” เพราะเสียใจ ผิดหวัง ทำให้น้ำเสียงของวันเมษานั้นฟังดูห้วนขึ้น สีหน้านิ่งๆ ของเธอที่มองมายังปรวีณ์ก็ทำเอาชายหนุ่มอึกอัก
“เอ่อ…คือพี่”
“ษาขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” พูดจบก็ลุกพรวดออกไปทันที ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวไปยังห้องน้ำ ปล่อยให้ปรวีณ์มองตามหลัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาหนักๆ
“ไม่ใช่สเปค ไม่ใช่สเปค” วันเมษาเอ่ยทวนประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หน้าห้องน้ำ เธอรู้สึกเสียใจจนอยากร้องไห้ แต่น่าแปลกที่น้ำตากลับไม่มีสักหยด เสียงพึมพำของเธอทำให้ชายหนุ่มที่พึ่งจะเดินออกมาจากห้องน้ำชายต้องหันมามอง ก่อนจะอมยิ้มเมื่อได้เห็นเธอ เพราะรู้สึกชอบสไตล์การแต่งตัว
“พูดออกมาได้ยังไงว่าเราไม่ใช่สเปค หึ๋ย” คนพึ่งอกหักหมาดๆ ยืนกำหมัดแน่น ความรู้สึกตอนนี้มันโหวงๆ ในอกบอกไม่ถูก ใจมันก็หวิวๆ ชอบกล ความรู้สึกแบบนี้หรือที่เขาเรียกว่าอกหัก คิดแล้วก็คอตก
จังหวะที่จะเดินเข้าห้องน้ำก็มีคนมาขวาง เธอเบี่ยงไปทางซ้ายเขาก็ตามมา เธอเลี่ยงออกทางขวาเขาก็ยังคงตามมาอีก ความที่เธอเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น จึงเห็นเพียงชุดที่เขาสวม อันดับแรกที่เห็นคือกางเกงยีนส์ รองเท้าหนัง ส่วนเสื้อเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนระดับศอก แต่เขาคงจะตัวสูงมาก เพราะตอนนี้ใบหน้าของวันเมษาอยู่ตรงหน้าอกเขาเท่านั้นเอง
ชายหนุ่มคนดังกล่าวไม่ได้เอ่ยอะไร เขาหยุดนิ่งๆ เพื่อให้วันเมษาขยับตัวก่อน จะได้เลี่ยงไปคนละทางกับเธอ
“ขอบคุณ” คนที่พึ่งอกหักเอ่ยขอบคุณทั้งๆ ที่ยังคงก้มหน้าอยู่ ก่อนจะก้าวไปยังประตูห้องน้ำตรงหน้า และความที่ชุลมุนกันอยู่นานสองนาน ทำให้วันเมษาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองป้ายห้องน้ำให้ดี
“คุณ! เดี๋ยว” เสียงของชายหนุ่มคนดังกล่าวเอ่ยทักขึ้น แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะว่าตอนนี้วันเมษามายืนซึมกะทือ ก้มหน้าก้มตามองอ่างล้างมืออยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำชายที่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นห้องน้ำหญิงเรียบร้อย
ส่วนผู้ชายที่กำลังยืนปัสสาวะอยู่ด้านหลัง ด้านข้างก็ต่างพากันยืนสงบนิ่ง ราวกับกำลังยืนเคารพธงชาติก็ไม่ปาน นั่นเพราะตอนนี้มีสุภาพสตรีผู้ไม่ได้รับเชิญยืนอยู่นั่นเอง
ธาวิน คือคนที่เอ่ยเรียกวันเมษาเมื่อครู่ แทนที่ชายหนุ่มจะเข้าไปตามเธอให้ออกมาจากห้องน้ำชาย แต่กลับยืนอมยิ้ม กอดอกรออยู่หน้าห้องน้ำเสียเฉยๆ ซะอย่างนั้น รู้สึกสนุกที่ได้แกล้งเธอเล่น รวมทั้งอยากเห็นหน้าของเธอเมื่อรู้ว่าเข้าห้องน้ำผิด จะเป็นยังไง
ตอนนี้ภายในห้องน้ำชายดูจะเงียบผิดปรกติ กระทั่งเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น เพราะเขาทนยืนนิ่งๆ ต่อไปไม่ไหวแล้วนั่นเอง
“คุณๆ…นี่มันห้องน้ำชาย คุณเข้ามาได้ยังไง” เสียงนั่นทำให้วันเมษาเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ ตัวเอง ก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆ ให้คนในห้องน้ำ
“อ้าวเหรอ ขอโทษทีนะคะ พอดีฉันไม่ได้มองป้าย” วันเมษาไม่ได้สะทกสะท้านกับการเดินเข้าห้องน้ำผิดแต่อย่างใด แม้จะเห็นก้นหรืออะไรต่อมิอะไรของบุรุษที่สะท้อนอยู่บนกระจกก็ตามที ก่อนจะเดินออกไปด้วยท่าทางเซ็งๆ เช่นเดิม
“เข้าไปทำหน้ายังไง ออกมาก็ยังทำหน้าเดิมซะอย่างนั้น” ท่าทางของเธอทำให้ธาวินพลอยเซ็งไปด้วยอีกคน ก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารที่ตอนนี้มีเพื่อนๆ รออยู่สองคน ปล่อยให้วันเมษายืนก้มหน้าก้มตามองพื้น สลับถอนหายใจเฮือกๆ พร้อมกับบ่นประโยคเดิมว่า ‘ไม่ใช่สเปค’ ต่อไป
วันเมษาแทบไม่อยากกลับไปที่โต๊ะ แต่เพราะตอนที่ลุกมานั้นไม่ได้หยิบกระเป๋ามาด้วย ทำให้เธอต้องปั้นหน้าให้เหมือนกับไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งๆ ที่ใจนั้นรู้สึกเหมือนถูกฉีก ก่อนจะก้าวยาวๆ กลับไปยังโต๊ะที่ตอนนี้ปรวีณ์คงนั่งรออยู่อีกครั้ง
แต่เดินยังไม่ถึงโต๊ะ เท้าของเธอก็หยุดชะงักเสียแล้ว เพราะสายตามองเห็นภาพของปรวีณ์กำลังนั่งคลอเคลียกับหญิงสาวคนหนึ่งเข้า มองยังไงผู้หญิงคนนั้นก็สวยและหุ่นดีกว่าเธอเป็นไหนๆ โดยเฉพาะหน้าอกที่แสนจะดูมๆ ของเจ้าหล่อน แต่พอเห็นหน้า วันเมษาก็แทบยืนไม่อยู่
เพราะผู้หญิงคนนี้ ต่อให้จะฉีดโบท็อกซ์ เหลาคาง ทำวีเชฟ เสริมดั้ง หรือกินกลูต้ามาทั้งโรงงานจนตัวแทบจะเรืองแสงได้ในที่มืด เธอก็จำได้ดี โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจที่ดูมๆ จนได้รับฉายาในวงการนางแบบว่า แม่สาวหน้าอกภูเขาไฟ ที่มีสัดส่วนขยี้ใจชาย 40-25-35 แถมตอนนี้ยังมีดีกรีเป็นถึงนางแบบชุดชั้นในที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งของวงการ
“เอวา” วันเมษาเอ่ยชื่อเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยของเธอ ต่อให้รูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนไปยังไง แต่มันคงเปลี่ยนนิสัยของคนไม่ได้ เอวาคอยแต่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งวันเมษาก็ไม่รู้เหตุผลว่าเพราะอะไรเอวาถึงต้องทำแบบนั้นด้วย โดยเฉพาะการที่อยู่ๆ ก็เห็นเอวากับปรวีณ์แทบจะสิงกันอยู่อย่างเมื่อครู่ ก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“ขอโทษนะคะที่ต้องเข้ามาขัดจังหวะ” น้ำเสียงตึงๆ เอ่ยขึ้น พร้อมกับสีหน้านิ่งๆ แต่ทว่าภายในคือพายุลูกขนาดย่อมที่กำลังก่อตัว
“ษา!” ปรวีณ์แทบจะผลักคนบนตักให้ออกห่าง แต่เอวากลับคล้องคอชายหนุ่มไว้แน่น ก่อนจะทำท่าทางตกอกตกใจ
“อุ๊ย!”
“นี่ใช่ไหมคะ เหตุผลที่บอกว่าษาไม่ใช่สเปคของพี่วีณ์” คำพูดนี้ของวันเมษา รวมทั้งท่าทางเสียอกเสียใจคล้ายจะร้องไห้ที่ได้เห็น ทำให้เอวาสะใจมาก
น้ำเสียงและประโยคคุ้นหูนี้ ทำให้ธาวินที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปหันไปมองมายังต้นเสียง ก่อนจะเห็นว่าใครกันที่เป็นคนพูด รวมถึงเห็นเหตุการณ์ศึกสามเศร้า เราสามคน
“ใช่…พี่วีณ์ของฉันเขาชอบความดูม ไม่ใช่แบนเป็นไม้กระดานแบบเธอ” เอวาจงใจก้มมองหน้าอกตัวเองที่มันล้นชุดเกาะอกของเธออย่างน่าอิจฉา ก่อนจะมองมายังหน้าอกของวันเมษาด้วยสีหน้าและแววตาเย้ยหยัน
“หึ๋ย ยัยนมโต เป็นผีขอส่วนบุญหรือไง ถึงตามเธอไม่เลิกราแบบนี้” ประโยคนี้วันเมษาได้แต่เอ่ยอยู่ในใจเท่านั้น
“ษา คือว่าพี่” ปรวีณ์ดูจะอึกอักอยู่ในที เพราะเขาไม่อยากให้วันเมษามาเห็นภาพเมื่อครู่สักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่อาจขัดใจคนรักใหม่อย่างเอวาได้
“ษาเข้าใจแล้วค่ะ ขอให้พี่วีณ์มีความสุขกับรักที่พี่ได้เลือกแล้วนะคะ”วันเมษาจงใจเน้นคำว่าเลือก เมื่อพูดจบก็คว้ากระเป๋า ก่อนจะเดินกลับออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว แต่พอนึกขึ้นได้ว่าลืมอะไรอีกอย่าง ก็จำต้องกลับมาโต๊ะตัวเดิมอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อยากโยนลงถังขยะใจจะขาด
“อ้าว! กลับมาอีกทำไมจ๊ะ หรือว่าลืมอะไร” ประโยคที่ได้ยินทำเอาวันเมษาอยากกระโดดข่วนหน้าเอวาเสียจริง แต่ก็ยังเก็บอาการไว้
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ท่องไว้ยัยษา ท่องไว้” แต่ที่ทำให้ความอดทนของวันเมษาชักจะลดลงจนเกือบขาดสะบั้น นั่นคือฉากที่เอวาจงใจคว้าปรวีณ์มาจูบอย่างดูดดื่ม ลิ้นแลกลิ้นต่อหน้าต่อตาเธออยู่ตอนนี้ต่างหาก
“อืม ปากพี่วีณ์ทำไมหวานแบบนี้นะ” คำพูดของเอวาทำเอาวันเมษาหน้าแดง เพราะอายแทนเอวาที่กล้าทำตัวก๋ากั่นแบบนี้ ส่วนปรวีณ์ก็นั่งเคลิ้มกับจูบจนไม่พูดไม่จาอะไรทั้งนั้น หึ๋ย! ผู้ชายแบบนี้เธอหลงชอบมาตั้งหลายปีได้ยังไง เสียเวลา
วันเมษารีบวางเสื้อสูทของปรวีณ์ไว้บนพนักเก้าอี้ แล้วหมุนตัวกลับออกไป จังหวะนั้นเอวาก็ไม่วายที่จะเอ่ยตามหลัง
“กลับบ้านดีๆ นะจ๊ะษา” แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้วันเมษารู้สึกดีขึ้นมาได้เอวายักไหล่ให้เพื่อนร่วมรุ่นที่เธอแสนจะชัง ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเมษาได้รับเลือกให้เป็นดาวคณะแทนที่จะเป็นเธอ น้องใหม่ของคณะที่ใครต่อใครก็ต่างชื่นชมในความน่ารัก แค่ผิวจะคล้ำๆ หน่อย หน้าไม่ได้สวยเป็นวีเชฟอย่างตอนนี้ก็เท่านั้น
แต่คนอย่างเธอกลับต้องมาแพ้ให้ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ ที่มองยังไงก็หาความสวยไม่พบสักนิด ตัวก็เตี้ยกว่าเธอเป็นไหนๆ จะมีดีหน่อยก็ตรงที่วันเมษาขาว ดูเป็นคุณหนูผู้อ่อนแอ ยิ่งคิดย้อนกลับไปก็ยิ่งเจ็บใจ เพราะเธอเคยถูกคนรักหักหลัง ด้วยการปันใจไปให้วันเมษา คู่อริหมายเลขหนึ่ง
“ไปตายซะ” นี่คือประโยคที่เธอบอกกับอดีตคนเคยรักในวันที่ถูกเขาหักอก และยิ่งเจ็บใจเมื่อเห็นเขาเอาดอกไม้ช่อโตไปมอบให้วันเมษา ทั้งๆ ที่ตอนเช้าพึ่งจะบอกเลิกกับเธอไปหยกๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เอวาเริ่มพัฒนาตัวเองเพื่อให้สวยทุกวิถีทาง แต่ก่อนจะสวยได้ดั่งใจ เธอก็ถูกปฏิเสธความรักจากชายที่หมายปองอยู่เรื่อยมา โดยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือพวกเขากำลังหลงรักสาวร่างเล็ก บอบบางน่าทะนุถนอมอย่างวันเมษามากกว่าเธอ
เมื่อหมั่นไส้หนักเข้า เอวาจึงกุเรื่องว่าวันเมษาเป็นดี้ พวกผู้ชายตาต่ำเหล่านั้นถึงได้เปลี่ยนใจ ถอยห่างไปทีละคนสองคน แต่เอวาคนเก่าได้ตายไปแล้ว ตอนนี้เธอสวยและมีเสน่ห์ไม่เป็นสองรองใคร เธอเลือกได้ว่าจะคบหรือจะทิ้งใคร
“ที่นี่หนาวจังเลยค่ะพี่วีณ์ กอดเอวาแน่นๆ หน่อยสิคะ” น้ำเสียงออดอ้อนที่ฟังดูน่าหมั่นไส้ดังขึ้น ซึ่งดังพอจนวันเมษาได้ยิน เธอกำหมัดแน่นแล้วรีบจ้ำออกไปจากร้าน
เอวาหย่อนตัวลงนั่งบนตักของปรวีณ์ ชายหนุ่มที่เธอใช้มารยาล่อหลอก ให้เขามาตกหลุมรักจนบอกเลิกกับวันเมษาได้สำเร็จ ทุกอย่างที่เป็นของวันเมษา หากเธอแย่งชิงมาได้เธอก็จะทำ เพื่อสนองความสะใจของตัวเอง
หลังจากถูกบอกเลิกตั้งแต่ดินเนอร์ครั้งแรก อาหารอร่อยๆ ที่กินลงไปดูจะแสลงท้อง พะอืดพะอมจนวันเมษาต้องเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน พอจอดรถได้เท่านั้นแหละ เธอก็รีบเปิดประตูแล้ววิ่งแจ้นไปยังห้องน้ำ โก่งคออาเจียนออกมาจนหมดท้อง ก่อนจะกวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเสียหน่อย
“เอ้านี่นังหนู ดมยาดมหน่อย แพ้ท้องหนักแบบนี้ผัวเอ็งไปไหนเสียล่ะ”
“หืม…ป้าจ๊ะคือว่า…”
“ดึกๆ ดื่นๆ แทนที่จะให้คนท้องพักผ่อน นี่กระไร”
“เอ่อ…คือหนูไม่ได้…”
“ยาดมนั่นเอาไปเถอะ ป้าให้” พูดจบป้าใจดีที่พูดเองเออเองก็เดินกลับออกไปจากห้องน้ำ
“เออเนอะ แค่อ้วกแตกเพราะอาหารไม่ย่อย คนอื่นดันคิดว่าเราท้องซะนี่” บ่นจบก็เดินออกไปจากห้องน้ำเช่นเดียวกัน
“เฮ้อ! เอาไงดีล่ะทีนี้” วันเมษาที่ตอนนี้กลับมานั่งในรถแล้วกำลังขบคิด ใจหนึ่งก็ยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ เมื่อคิดไม่ออกจึงนั่งฟังเพลงลูกทุ่งอยู่ในรถเสียเลย
‘เอาผัวไปเทิน เอาผัวไปเทิน’ เสียงเพลงที่ได้ยินทำเอาเจ้าตัวถึงกับหัวเราะออกมา เพราะนึกตลกเนื้อเพลงที่กำลังฟัง
“ยังไม่มีผัว แล้วจะเอาอะไรไปเทิน โฮ้! แต่งเพลงอะไร ไม่สงสารคนไม่มีคู่บ้างเลย หึ๋ย!” คิดแล้วก็หัวเราะอีกครั้ง ตั้งแต่โตมาจนอายุเลยสามสิบเข้าไปแล้ว วันเมษายังไม่เคยสัมผัสประสบการณ์การมีสามีกับเขาเลยสักครั้ง ตอนเรียนเธอเป็นถึงดาวคณะเชียวนะ แรกๆ ก็มีคนมาขายขนมจีบอยู่หรอก แต่อยู่ๆ คนเหล่านั้นกลับหายจ้อย ไม่เหลือแม้เงา
ส่วนหนึ่งคงเพราะข่าวลือบ้าๆ ว่าเธอไม่ชอบผู้ชายนั่นเป็นแน่ ไม่รู้ใครมันบ้าสร้างข่าวแบบนั้นออกมา ลือกันอยู่ได้ตั้งหลายปี ลือจนไม่มีคนมาจีบ ลือจนเธอไม่กล้าไปสารภาพรักกับรุ่นพี่ที่หมายปอง จนต้องอกหัก รักคุด เพราะแอบรักอยู่ข้างเดียว เหมือนข้าวเหนียวนึ่ง
พอกล้าที่จะไปสารภาพรักและแก้ต่างว่าเธอนั้นไม่ได้ชอบผู้หญิงตามข่าวลือ จนรุ่นพี่คนดังกล่าวซึ่งก็คือปรวีณ์เข้าใจ จนได้คบหาในฐานะแฟน แต่สวรรค์ก็ล่ม เมื่อคนที่เธอคิดว่าเขามั่นคงในรัก กลับมาโอนเอนเปลี่ยนใจเมื่อเจอคนที่สวยและหุ่นดีตามสเปคของผู้ชายอย่างเอวา เฮ้อ! คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
วันเมษานั่งฟังเพลงในวิทยุอยู่นานเป็นชั่วโมงๆ เปิดสลับคลื่นนั้นคลื่นนี้ไปเรื่อย เบื่อๆ เซ็งๆ ยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ บางจังหวะก็หวนมาคิดเรื่องตัวเอง สงสัยชาตินี้เธอจะได้อยู่บนคานของจริง รักใครก็อกหักรักคุดไปเสียหมด กระทั่งเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่เบาะหน้ารถดังขึ้น แทบไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าใครกันที่โทรมา
“ว่าไงแก”
“ฉันต่างหากที่ต้องถามแกว่าดินเนอร์ครั้งแรกเป็นยังไงบ้างยะ แล้วเอิ่ม…ได้จูบแรกมาไหม” เฟื่องรัตน์ดูเขินๆ ขณะเอ่ยถามเพื่อนรักผ่านทางโทรศัพท์ที่ตอนนี้เธอเปิดสปีกเกอร์โฟนให้เพื่อนสนิทอย่างเก๋ไก๋ สาวข้ามเพศที่สวยกว่าเธอ ซึ่งนั่งรอฟังอยู่ข้างๆ ให้ได้ยินอีกคน
“จูบไม่ได้แต่ได้อย่างอื่น”
“ได้อะไรยะหล่อน” เก๋ไก๋เอ่ยถามวันเมษาเสียงดัง สีหน้าดูจะลุ้นกว่าเฟื่องรัตน์เสียอีก
“ได้รู้ว่าหน้าอกแบนๆ ของฉันแพ้ความดูมๆ”
“แกพูดอะไร ฉันงง ไหนอธิบายซิ” น้ำเสียงของเฟื่องรัตน์แฝงความสงสัยอยู่ในที สีหน้าตอนนี้ก็คิ้วขมวดกันจนยุ่งไปหมด ลางสังหรณ์แปลกๆ ดูจะเกิดขึ้นทันทีว่าเรื่องที่จะได้ยินต่อจากนี้อาจไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่นัก
“ฉันถูกพี่วีณ์บอกเลิกมา”
“หา…อะไรนะ!” เก๋ไก๋อุทานก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยเฟื่องรัตน์
“แกถูกบอกเลิกในดินเนอร์แรกเนี่ยนะ”
“อื้อ” สีหน้าของวันเมษาสลดลงไปนิดหน่อย ในใจยังคงรู้สึกโหวงๆ อยู่บ้าง
“ทำไมพี่วีณ์ใจร้ายจังวะ ผู้ชายอะไรหล่อเสียเปล่า ใจดำเป็นอีกา”เฟื่องรัตน์ร่ายยาว จากที่รู้สึกดีๆ ด้วย ตอนนี้กลายเป็นว่าเธอนั้นไม่ชอบปรวีณ์เสียแล้ว
“แล้วที่แกบอกว่าแพ้ดูมๆ นี่หมายถึงใคร” สีหน้าของเฟื่องรัตน์นั้นบึ้งตึง ตงิดๆ ว่าจะเป็นคนที่เธออาจรู้จักดี
“เอวา”
“หา!...ยัยเอวาเหรอ” เก๋ไก๋กับเฟื่องรัตน์อุทานออกมาแทบจะพร้อมกันก็ว่าได้
“ใช่…พี่วีณ์บอกเลิกฉันเพราะกำลังคบกับเอวาอยู่”
“ยัยนี่จะตามหลอกตามหลอนแกไปถึงไหนกัน เห็นเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ ยังไม่เลิกนิสัยแย่ๆ ชอบแย่งของของแกแบบนี้อีกเหรอ” เฟื่องรัตน์ปรี๊ดแตก เก๋ไก๋ที่ฟังอยู่นานอดรนทนไม่ไหว เอ่ยขึ้นอีกคน เพราะเธอก็รู้จักเอวาเช่นกัน
“ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ถ้าเอวาเข้ามาเป็นมือที่สามแต่คนของเรารักจริง ต่อให้นางนั่นถอดเสื้อถอดผ้าออกจนหมด ก็คงทำอะไรไม่ได้”
“แต่นี่คนของเราดันเล่นด้วย” วันเมษาเอ่ยนิ่งๆ ก่อนที่เฟื่องรัตน์จะเป็นลูกคู่
“ใช่…ผู้ชายเลว ผู้หญิงก็นะ หึ๋ย…สรรหาคำมาสรรเสริญได้ยากจริงๆ”
“ปล่อยผีเน่ากับโลงผุไปเถอะษา อย่าคิดมาก” เก๋ไก๋ส่ายหน้านิดๆ ถ้าเธออยู่ในเหตุการณ์ด้วยนะ จะฉีกอกปรวีณ์เสีย ผู้ชายอะไร คิดว่าตัวเองหล่อเลือกได้หรือไงพ่อคู๊ณณณแต่พอมาคิดๆ ดู ปรวีณ์ก็หล่อน่าลากอยู่ไม่น้อย เอ๊ะ! ยังไง
“แล้วนี่แกอยู่ไหน” น้ำเสียงห่วงใยของเฟื่องรัตน์ถามขึ้น
“ปั๊มแถวบ้าน” ขณะตอบก็เปิดประตูลงไปจากรถ เพราะรู้สึกหิวน้ำขึ้นมา ล็อกรถเสร็จก็เดินตรงไปยังร้านสะดวกซื้อ
“มานอนที่คอนโดฉันไหม เดี๋ยวฉันอาสาเอาอกแบนๆ ซับน้ำตาให้”
“ไม่มีหรอกน้ำตาน่ะ” มือเล็กๆ เอื้อมไปหยิบขวดน้ำมากอดไว้หนึ่งขวด ก่อนจะเดินมาจ่ายเงิน ซึ่งขณะนั้นก็คุยโทรศัพท์ไปด้วย
“หูย…สาวแกร่งแห่งปี” เฟื่องรัตน์เอ่ยเย้า นั่นเพราะไม่อยากให้วันเมษาเสียน้ำตาให้ผู้ชายอย่างปรวีณ์เช่นกัน
“ทีแรกก็คิดว่าอาจจะมีร้องไห้ฟูมฟาย แต่แปลก น้ำตากลับไม่มีสักหยด”
“อย่าไปเสียใจให้ผู้ชายห่วยๆ แบบนั้นเลยแก ต่อให้ผู้ชายไม่รักแต่ชายไม่จริงหญิงไม่แท้อย่างฉันก็รักแกนะเพื่อน” คำบอกรักของเก๋ไก๋ทำเอาคนฟังยิ้ม เฟื่องรัตน์เองก็ไม่ยอมน้อยหน้าคนข้างๆ เช่นกัน
“ฉันก็รักแกนะษา”
“อื้อ…ต่อให้อกหักรักคุด แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็ยังมีรักแท้จากพวกแกอยู่”
“โอ๊ย! อย่ามาทำซึ้งตอนนี้ เดี๋ยวฉันร้องไห้ตาปูดตาบวม พรุ่งนี้ไปงานแต่งงาน พานจะไม่สวยกันพอดี” เก๋ไก๋แสร้งโวยวาย เพราะไม่อยากทำให้บรรยากาศเศร้าหมอง นองน้ำตา คนฟังจึงตอบรับอย่างหมั่นไส้กลับมา
“ย่ะ! นี่พวกแก วันหยุดยาวนี้ เราไปเที่ยวทะเลกันไหม” คนพึ่งอกหักมาหมาดๆ เอ่ยชวน เพราะอยากไปผ่อนคลายสมองเสียหน่อย นี่ก็ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมองหน้าปรวีณ์ยังไงเหมือนกัน แต่จะว่าไปคนที่ต้องมองหน้าเธอไม่ติดต้องเป็นเขากับเอวาไม่ใช่เหรอ
“ไปสิ ที่ไหนดี” เฟื่องรัตน์เอ่ยเห็นด้วย
“ปราณบุรีแล้วกัน ทะเลสวยหน่อย”
“เดี๋ยวฉันจองที่พักให้” เก๋ไก๋อาสาเรื่องที่เธอถนัด เพราะชอบเที่ยวที่สวยๆ อยู่แล้ว เธอเป็นสมาชิกเว็บไซต์ที่มีส่วนลดของโรงแรมและรีสอร์ตเกือบทั่วประเทศก็ว่าได้
“งั้นเรื่องที่พัก ฝากแกด้วยนะเก๋ไก๋”
“ไม่มีปัญหา” เก๋ไก๋เอ่ยรับคำ ก่อนจะได้ยินเสียงปิดประตูแว่วๆ นั่นเพราะวันเมษากลับมาขึ้นรถแล้วนั่นเอง
“ฉันขับรถกลับบ้านก่อนแล้วกัน ถึงแล้วเดี๋ยวไลน์บอก”
“จัดไป” เก๋ไก๋เอ่ยจบ เฟื่องรัตน์ก็เอ่ยต่อทันที
“ขับรถดีๆ แก”
“อื้อ”
“ขอให้เสยเนื้อคู่” ประโยคนี้ของเฟื่องรัตน์ทำเอาคนฟังย่นจมูกให้ เธอเป็นคนนะไม่ใช่รถ
“บ้า แค่นี้นะ จะขับรถแล้ว” พูดจบวันเมษาก็กดวางสายทันที แต่จังหวะที่เธอกำลังถอยรถออกจากที่จอดอยู่นั้น เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้น
โครม!!!
“งานงอก!!” วันเมษาเอ่ยกับตัวเอง ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปดู ว่าเธอนั้นถอยรถไปชนเข้ากับรถของใครเข้า