สองสามวันต่อมาผ่านไปในความเงียบงันที่ว่างเปล่า มาร์คเข้าๆ ออกๆ เหมือนผี การปรากฏตัวของเขาถูกบ่งบอกด้วยกลิ่นจางๆ ของผู้หญิงคนอื่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่และเสียงแก้วกาแฟของเขาในอ่างล้างจานในตอนเช้า เราไม่ได้พูดถึงวันครบรอบ เราไม่ได้พูดถึงอะไรเลย ช่องว่างระหว่างเราได้ขยายตัวเป็นเหวลึก และฉันไม่มีแรงแม้แต่จะพยายามตะโกนข้ามไปอีกต่อไป ฉันใช้เวลาอยู่ในความมึนงง จี้หินจันทรกานต์ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ ความอบอุ่นอ่อนโยนของมันเป็นความสบายใจที่เป็นความลับและต่อเนื่องบนผิวของฉัน
แล้วในเย็นวันพฤหัสบดี สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้น
มาร์คพบฉันในห้องสมุด ที่ซึ่งฉันแกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ คำพูดต่างๆ ลอยไปมาอย่างไร้ความหมายต่อหน้าต่อตาฉัน กลิ่นกระดาษเก่าและน้ำยาขัดหนังที่เคยทำให้ฉันสงบ บัดนี้กลับรู้สึกอึดอัด
เขายืนอยู่ที่ประตู กอดอก สีหน้าของเขาอ่านไม่ออกเช่นเคย “งานฟูลมูนกาลาประจำปีจะมีขึ้นในวันเสาร์” เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
ฉันเงยหน้าขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความประหลาดใจ งานกาลาเป็นงานสังคมที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับฝูงหมาป่าในกรุงเทพฯ มันเป็นค่ำคืนแห่งการเมืองและการชิงไหวชิงพริบที่แฝงตัวมาในรูปแบบของแชมเปญและดนตรี ฉันไม่เคยไป ปีแรกของเรา เขาบอกว่าฝูงชนจะมากเกินไปสำหรับฉัน ปีที่สอง เขาอ้างว่าฉันจะเบื่อ ปีนี้ฉันไม่ได้คิดที่จะถามด้วยซ้ำ
“ค่ะ” ฉันพูด น้ำเสียงเป็นกลาง ไม่ได้แสดงความหวังที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอกเลย *นี่ใช่ไหม? ในที่สุดเขาก็จะยอมรับฉันแล้วใช่ไหม?*
“ผมต้องการให้คุณไปที่นั่น” เขาพูดต่อ น้ำเสียงห้วนและเป็นทางการ “อัลฟ่าพันธมิตรหลายคนจะเข้าร่วมด้วย มันสำคัญที่เราต้องสร้างภาพครอบครัวที่สมบูรณ์”
สร้างภาพครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่ใช่คู่รักที่รักกัน คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนน้ำเย็นที่สาดใส่เล็กน้อย แต่มันไม่เพียงพอที่จะดับเปลวไฟเล็กๆ ที่เขาเพิ่งจุดขึ้น มันคือบางสิ่งบางอย่าง มันมากกว่าที่ฉันเคยมีมาหลายปี
“ฉันจะเตรียมตัวให้พร้อมค่ะ” ฉันพูด พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ลังเลใจ
เขาแค่พยักหน้า สายตาของเขาเหม่อลอยไปแล้ว และเดินจากไป
ความหวังนั้น แม้จะเปราะบางเพียงใด ก็พาฉันผ่านสองวันถัดไป ฉันพบชุดที่ฉันซื้อมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบเมื่อปีที่แล้วและไม่เคยใส่เลย—ชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ส่องประกายราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว มันให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมบนผิวของฉัน เป็นเสียงกระซิบของชีวิตที่ฉันน่าจะมีได้ ในเย็นวันเสาร์ ขณะที่ฉันยืนอยู่หน้ากระจก ฉันรู้สึกถึงประกายไฟของผู้หญิงที่ฉันเคยเป็นก่อนที่มาร์คจะลบเธอออกไปอย่างเป็นระบบ
ภาพสะท้อนของฉันแสดงให้เห็นคนแปลกหน้าที่มีดวงตาที่หมองเศร้า แต่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นประกายแห่งการท้าทายในดวงตาเหล่านั้น มือของฉันเลื่อนไปที่หน้าอก และฉันดึงจี้ของคุณยายออกมา หินจันทรกานต์ส่องแสงนวลตาในแสงไฟ ฉันติดสร้อยเงินรอบคอ หินนั้นวางตัวอยู่ในร่องลึกที่คอของฉัน ความอบอุ่นอ่อนโยนของมันแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เป็นความมั่นใจเล็กๆ ที่ฉันไม่ได้รู้สึกมานานหลายปี มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเกราะป้องกัน
มาร์ครอฉันอยู่ที่เชิงบันได เขาดูหล่อเหลาจนน่าใจหายในชุดทักซิโด้สีดำ เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของอัลฟ่า สายตาของเขากวาดมองฉัน เป็นการมองที่ประเมินสั้นๆ
“สีนี้เหมาะกับคุณ” คือทั้งหมดที่เขาพูด มันไม่ใช่คำชม มากกว่าจะเป็นการบอกความจริง แต่ฉันยึดติดกับมันเหมือนคนหิวโหยที่ได้รับเศษขนมปัง
การเดินทางเงียบสงบ รถสีดำเงาวิ่งผ่านถนนที่เปียกโชกไปด้วยสายฝนของกรุงเทพฯ เสียงที่ปัดน้ำฝนเป็นจังหวะเป็นเสียงเดียวที่ได้ยิน ฉันนั่งตัวตรงบนเบาะหนังนุ่ม กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงของเขาอบอวลอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ฉันพยายามชวนคุย ถามเกี่ยวกับงานกาลา เกี่ยวกับว่าใครจะไปบ้าง แต่คำตอบของเขาสั้นและห้วน เหวลึกกลับมาอีกครั้ง กว้างกว่าเดิม
ความหวังที่เปราะบางของฉันเริ่มสั่นคลอน *นี่เป็นความผิดพลาด เขาแค่ใช้ฉันเป็นเครื่องมือ สร้างภาพครอบครัวที่สมบูรณ์*
เราอยู่บนถนนที่มืดและคดเคี้ยวซึ่งนำไปสู่คฤหาสน์อันเงียบสงบที่จัดงานกาลาเมื่อโทรศัพท์ของเขาสั่น เขามองไปที่หน้าจอ และท่าทีทั้งหมดของเขาก็เปลี่ยนไป หน้ากากแห่งความเฉยเมยที่เย็นชาแตกสลาย ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่ดิบและเปิดเผย
เขารับสาย น้ำเสียงของเขารีบร้อน “มีอะไรเหรอ? คุณโอเคไหม?”
ฉันไม่ได้ยินเสียงคนปลายสาย แต่ฉันไม่จำเป็นต้องได้ยิน ฉันรู้
“ไม่ต้องห่วงนะซาร่า ผมกำลังไป” เขาพูด น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความอ่อนโยนและความรักที่เขาไม่เคย ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว แสดงให้ฉันเห็น “วงจรการตกไข่ของคุณสำคัญที่สุด แค่ใจเย็นๆ ผมรักคุณ”
*ผมรักคุณ*
สามคำที่เขาไม่เคยพูดกับฉันเป็นเหมือนคมมีดที่แทงเข้ามาที่หัวใจของฉันแล้วบิด โลกเอียง เสียงต่างๆ จางหายไปเป็นเสียงหึ่งๆ ในหูของฉัน เขารักมัน เขาทิ้งวันครบรอบของเราเพื่อมัน เขาทิ้งงานกาลา—โอกาสเดียวที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันในที่สาธารณะ—เพื่อมัน เพราะวงจรของมัน ‘สำคัญที่สุด’ ฉันไม่ใช่
เขาเหยียบเบรกอย่างแรง รถกรีดร้องหยุดนิ่ง ยางรถเสียดสีกับแอสฟัลต์ที่เปียก เราจมดิ่งสู่ความเงียบงันที่รุนแรงและกะทันหันข้างถนนที่มืดและเปียกโชกไปด้วยสายฝน ล้อมรอบด้วยป่าทึบที่ชุ่มฉ่ำ
เขาหันมาหาฉัน แต่เขาไม่เห็นฉัน ดวงตาของเขาเบิกโพลง จดจ่ออยู่กับบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไป ที่มัน
“รอที่นี่” เขาสั่ง คำพูดนั้นเป็นเหมือนความคิดที่ตามมา เป็นการปัดความรับผิดชอบ
ก่อนที่ฉันจะทันได้ประมวลผล เขาก็ออกจากรถไปแล้ว ในแสงไฟหน้ารถที่สาดผ่าน ฉันเห็นร่างกายของเขาบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไป เสียงผ้าขาดและกระดูกหักเป็นเสียงที่น่าขยะแขยงตัดกับเสียงฝนที่ตกกระหน่ำ ในที่ของเขาคือหมาป่าสีเทาตัวมหึมา ดวงตาของมันส่องประกายด้วยความเร่งรีบอย่างดุร้าย แล้วเขาก็หายไป หายเข้าไปในปากที่มืดและชุ่มฉ่ำของป่า
ทิ้งให้ฉันแตกสลายอย่างสิ้นเชิง สมบูรณ์ และในที่สุด
ฉันไม่รู้ว่าฉันนั่งอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน เครื่องยนต์ส่งเสียงติ๊กๆ ขณะที่มันเย็นลง ฝนสาดกระหน่ำหน้าต่าง ความมึนงงเป็นผ้าห่มที่เย็นและหนัก ความเจ็บปวดนั้นใหญ่หลวงจนแทบจะเงียบงัน เป็นความว่างเปล่าที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ซึ่งหัวใจของฉันเคยอยู่ หลักฐานสุดท้ายที่ปฏิเสธไม่ได้ของการทรยศของเขาเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจของฉัน *วงจรการตกไข่ของคุณสำคัญที่สุด ผมรักคุณ*
ช้าๆ ราวกับเคลื่อนไหวในน้ำ ฉันผลักประตูรถเปิดออก ฝนที่หนาวเย็นและสาดซัดเข้ามาทันที ทำให้ชุดผ้าไหมของฉันเปียกโชก ผมของฉันแนบไปกับหนังศีรษะ ฉันไม่สนใจ ฉันโซซัดโซเซออกไปบนถนน แอสฟัลต์ที่ขรุขระและไม่เรียบใต้ส้นรองเท้าบางๆ ของฉัน ลมพัดหวีดหวิวผ่านต้นไม้ เป็นเสียงโหยหวนที่เข้ากับความอ้างว้างในจิตวิญญาณของฉัน
ฉันเปียกโชก มึนงงด้วยความเศร้าโศกที่ลึกซึ้งจนรู้สึกเหมือนความตาย ฉันแค่ยืนอยู่ที่นั่น ปล่อยให้พายุพัดผ่าน หวังว่ามันอาจจะชะล้างฉันให้หายไปอย่างสมบูรณ์
แล้ว แสงสว่างจ้าก็ปรากฏขึ้น
แสงไฟหน้ารถสาดส่องทะลุสายฝน พุ่งตรงมาที่ฉัน ฉันตัวแข็งทื่อ เหมือนกวางที่ถูกแสงไฟจับจ้อง รถสีดำเงาที่ดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าของมาร์ค เบรกดังเอี๊ยดจนเกือบจะชนฉันอยู่แล้ว เสียงยางรถเป็นเสียงกรีดร้องในยามค่ำคืน
ประตูคนขับเปิดออก ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ชายผู้ซึ่งดูเหมือนจะดึงเงาแห่งรัตติกาลทั้งหมดมาสู่ตัวเขา เขาสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ร่างกายของเขาแผ่พลังดิบเถื่อนที่ทำให้อากาศสั่นสะเทือน มันเป็นพลังที่บดบังพลังของมาร์ค ทำให้มันดูเหมือนเป็นการเลียนแบบของเด็ก นี่คืออัลฟ่าที่แท้จริง นักล่าชั้นสูงสุด
เขาก้าวเข้ามาหาฉัน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดอย่างแท้จริง แต่เมื่อเขาเข้ามาใกล้ขึ้น ดวงตาสีเงินคมกริบของเขา—สีของดวงจันทร์ในฤดูหนาว—ก็ล็อกอยู่ที่ฉัน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไป ความหงุดหงิดหายไป ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงที่ลึกซึ้งและสั่นสะเทือนโลก
เขาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน ใกล้จนฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา เขาหายใจเข้าลึกๆ ศีรษะของเขาเอียงเล็กน้อย ราวกับกำลังลิ้มรสอากาศ ลิ้มรสกลิ่นของฉัน เสียงคำรามต่ำๆ อย่างแสดงความเป็นเจ้าของดังก้องอยู่ในอกของเขา เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านฝ่าเท้าของฉันและตรงเข้าไปในกระดูกของฉัน มันไม่ได้คุกคาม มันคือ... การอ้างสิทธิ์
ดวงตาสีเงินของเขาจับจ้องที่ฉัน และเขาเอ่ยคำพูดคำเดียวที่เปลี่ยนชีวิตฉันไปตลอดกาล
“ของข้า”
โลกดูเหมือนจะหมุนไปตามคำพูดคำเดียวนั้น *ของข้า* มันถูกพูดออกมาด้วยความมั่นใจอย่างสมบูรณ์ ด้วยความเป็นเจ้าของอย่างดิบเถื่อน จนมันตัดผ่านม่านหมอกแห่งความเศร้าโศกและความตกตะลึงของฉัน ก่อนที่ฉันจะทันได้ตอบสนอง อัลฟ่าผู้ทรงพลังก็ถอดเสื้อสูทที่ตัดเย็บอย่างดีของเขาออก เนื้อผ้าเป็นผ้าขนสัตว์หนา และมันมีกลิ่นของฝน โคโลญจน์ราคาแพง และอย่างอื่น—บางอย่างที่ป่าเถื่อนและสะอาด เหมือนพายุที่พัดผ่านป่าสน
เขาห่อเสื้อโค้ทไว้รอบไหล่ที่สั่นเทาของฉัน ความอบอุ่นนั้นเกิดขึ้นทันทีและน่าตกใจ เป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสายฝนที่เยือกเย็นที่ทำให้ฉันเปียกโชกไปถึงกระดูก มันเป็นมากกว่าความร้อนทางกายภาพ มันเป็นความอบอุ่นที่ปกป้องอย่างลึกซึ้งซึ่งดูเหมือนจะซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณของฉันโดยตรง
*ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?* จิตใจของฉันสับสนวุ่นวาย พยายามที่จะตามให้ทัน ฉันถูกทอดทิ้ง อกหัก และตอนนี้คนแปลกหน้าคนนี้กำลังมองฉันราวกับว่าฉันเป็นศูนย์กลางจักรวาลของเขา
เขาประคองฉันอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่นไปยังรถของเขา มือข้างหนึ่งวางอยู่บนหลังของฉัน เป็นแรงกดที่มั่นคงและทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย “คุณตัวแข็งไปหมดแล้ว” เขาพูด น้ำเสียงของเขาดังก้องต่ำ “ไปหาที่อุ่นๆ กันเถอะ”
ฉันตกตะลึงเกินกว่าจะขัดขืน ฉันปล่อยให้เขาจัดให้ฉันนั่งในที่นั่งผู้โดยสารของรถเขา ภายในเป็นหนังสีดำและโครเมียมขัดเงา อากาศข้างในอบอุ่นและแห้ง มันเป็นที่หลบภัยจากพายุ ทั้งภายนอกและภายในใจฉัน เขานั่งลงในที่นั่งคนขับ และพลังอำนาจของเขาที่แผ่ออกมาก็เติมเต็มพื้นที่ ทำให้มันรู้สึกทั้งเล็กลงและปลอดภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เขาไม่ได้ซักไซ้ฉันด้วยคำถาม เขาแค่ขับรถ มือใหญ่ของเขามั่นคงบนพวงมาลัย ดวงตาสีเงินของเขาเหลือบมองมาที่ฉันเป็นครั้งคราว เป็นการพิจารณาที่เงียบงันและเข้มข้น เราขับรถผ่านถนนที่ส่องประกายระยิบระยับและเปียกโชกไปด้วยสายฝนของกรุงเทพฯ จนกระทั่งเขาเลี้ยวเข้าไปในโรงจอดรถใต้ดินส่วนตัวของตึกระฟ้าที่ทันสมัยและเพรียวบางซึ่งทะลุเมฆ นี่คือธรณ์ทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ของธรณ์กรุ๊ป จูเลียน ธรณ์ ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในหัว อัลฟ่าที่ทรงพลัง ลึกลับ และน่าเกรงขามที่สุดในภูมิภาคทั้งหมด ชายที่มาร์คพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างความประทับใจ
เพนต์เฮาส์ของเขาอยู่บนสุด เป็นพื้นที่กว้างขวางที่ทำจากกระจก เหล็ก และเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นทิวทัศน์อันน่าทึ่งของเมืองเบื้องล่าง ทะเลแห่งแสงไฟตัดกับท้องฟ้าที่มืดครึ้มและมีพายุ สถานที่ทั้งหมดตรงกันข้ามกับบ้านที่เย็นชาและเป็นทางการที่ฉันอยู่กับมาร์คโดยสิ้นเชิง พื้นที่นี้ทันสมัย ทรงพลัง และมีชีวิตชีวา มันสั่นสะเทือนด้วยพลังงานที่เงียบสงบซึ่งเป็นของเขาทั้งหมด
เขานำฉันไปที่โซฟาหนังนุ่มๆ และหายไปครู่หนึ่ง กลับมาพร้อมกับผ้าห่มแคชเมียร์หนาๆ เขาคลุมมันให้ฉัน นิ้วของเขาสัมผัสแขนของฉัน ความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าสถิตแล่นผ่านฉันเมื่อสัมผัส
“ผมจะไปชงชาให้” เขาพูด น้ำเสียงของเขานุ่มนวลลง
ขณะที่เขาไม่อยู่ ฉันนั่งขดตัวอยู่ในผ้าห่ม น้ำหนักของเสื้อแจ็คเก็ตของเขายังคงอยู่บนไหล่ของฉัน ฉันมองไปรอบๆ บ้านของเขา มันดูเป็นชายและไม่รกรุงรัง แต่ก็ไม่รู้สึกเย็นชา ไฟกำลังลุกโชนอยู่ในเตาผิงสมัยใหม่ที่กว้างขวาง เปลวไฟของมันส่องแสงอบอุ่นและเต้นระบำบนพื้นคอนกรีตขัดมัน อากาศมีกลิ่นไม้ที่กำลังไหม้และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และน่าหลงใหลของเขา เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ฉันรู้สึก... ปลอดภัย ได้รับการมองเห็น
เขากลับมาพร้อมกับชาร้อนสองแก้ว เขายื่นให้ฉันแก้วหนึ่ง นิ้วของเขาล้อมรอบนิ้วของฉันนานกว่าที่จำเป็นเล็กน้อย ความอบอุ่นของเซรามิกซึมซาบเข้าไปในมือที่แข็งทื่อของฉัน
เขานั่งบนเก้าอี้เท้าแขนตรงข้ามฉัน ไม่ได้เข้ามาใกล้เกินไป แต่ใกล้พอที่จะรู้สึกถึงการปรากฏตัวที่ปกป้องของเขา เขารออย่างอดทน สายตาสีเงินของเขาจับจ้อง และแล้ว เรื่องราวก็หลั่งไหลออกมาจากฉัน ฉันเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง อาหารค่ำวันครบรอบ ข้ออ้างต่างๆ นานา กลิ่นของผู้หญิงคนอื่น คำพูดสุดท้ายที่โหดร้ายในรถ การถูกทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์และสิ้นเชิง
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสั่นเครือ น้ำตาที่ฉันกลั้นไว้มานานในที่สุดก็ไหลรินลงมาบนใบหน้า ร้อนผ่าวบนผิวที่เย็นเฉียบของฉัน
จูเลียน ธรณ์รับฟัง เขาไม่ขัดจังหวะ เขาไม่พูดปลอบใจ เขาแค่ฟัง สีหน้าของเขาเริ่มมืดลงทุกคำที่ฉันพูด ความโกรธที่เงียบงันและคุกรุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาของเขา เป็นไฟอันตรายที่มุ่งเป้าไปที่มาร์คโดยสิ้นเชิง ขากรรไกรของเขาขบกันแน่นจนฉันเห็นกล้ามเนื้อเกร็ง และมือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวบนที่วางแขนของเก้าอี้
เมื่อฉันพูดจบ น้ำเสียงของฉันก็ขาดหายไปเป็นเสียงสะอื้น เขาไม่ได้พูดว่า "ผมเสียใจด้วย" เขาพูดว่า "มันเป็นไอ้โง่"
คำพูดเหล่านั้นที่พูดออกมาด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ตกลงไปในพื้นที่ที่แตกสลายภายในตัวฉันและเริ่มสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา เขาไม่ได้มองฉันว่าเป็นภาระที่บอบบางที่น่าสงสาร เขามองฉันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่ถูกทิ้งไป ในการปรากฏตัวที่เงียบงันและปกป้องของเขา ฉันรู้สึกถึงความชัดเจนที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเป็นไปได้ การถูกควบคุมทางอารมณ์มาหลายปีได้สลายไป และฉันเห็นชีวิตแต่งงานของฉันในสิ่งที่มันเป็น: คุก
ฉันหลับไปบนโซฟา ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มของเขา และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฉันหลับสนิทและไม่ฝัน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาด้วยกลิ่นกาแฟและแสงอ่อนๆ ของวันใหม่ที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ พายุผ่านไปแล้ว จูเลียนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ถือแก้วกาแฟอยู่ในมือ แต่งตัวเรียบร้อยในเสื้อเชิ้ตและกางเกงสีเข้ม เขาดูเหมือนกษัตริย์ที่กำลังสำรวจอาณาจักรของเขา
เขาหันมาเมื่อฉันขยับตัว ความอ่อนโยนที่แทบจะมองไม่เห็นปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา “อรุณสวัสดิ์ จันทร์เจ้า”
การได้ยินชื่อของฉันจากปากของเขารู้สึกแตกต่างออกไป มันฟังดู... ถูกต้อง
ความตั้งใจใหม่ที่หล่อหลอมขึ้นในไฟแห่งความโกรธที่เงียบงันของเขาและความปลอดภัยในการปกป้องของเขาได้หยั่งรากลึกในกระดูกของฉัน ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไร ฉันเบื่อที่จะเป็นเหยื่อของมาร์คแล้ว ฉันเบื่อที่จะบอบบางแล้ว
ฉันลุกขึ้นนั่ง ปัดผมที่ยุ่งเหยิงออกจากใบหน้า “ฉันขอยืมโทรศัพท์ของคุณได้ไหมคะ?”
เขายื่นให้ฉันโดยไม่พูดอะไร ฉันหาเบอร์ทนายความของครอบครัวฉัน ชายที่ฉันไม่ได้คุยด้วยมาหลายปี มือของฉันสั่น แต่เป้าหมายของฉันเป็นเหมือนแท่งเหล็กในกระดูกสันหลัง
ทนายเดวิสรับสายในเสียงกริ่งที่สอง น้ำเสียงของเขากระฉับกระเฉงอย่างมืออาชีพ
“คุณเดวิสคะ นี่จันทร์เจ้าค่ะ” ฉันพูด น้ำเสียงของฉันมั่นคง เย็นชา ไม่คุ้นเคยแม้แต่กับหูของตัวเอง “ฉันต้องการให้คุณยื่นฟ้องหย่าอัลฟ่ามาร์คค่ะ เหตุผลคือการละเลยการผูกพันคู่ครองและการนอกใจ ฉันต้องการให้ทำทันที”
มีความเงียบที่น่าตกใจที่ปลายสาย “จันทร์เจ้า? คุณแน่ใจเหรอ?”
“ฉันไม่เคยแน่ใจอะไรในชีวิตเท่านี้มาก่อนค่ะ” ฉันพูด ฉันเงยหน้าขึ้นและสบตากับสายตาสีเงินที่เข้มข้นของจูเลียน เขาพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วย มันเป็นกำลังใจทั้งหมดที่ฉันต้องการ “ตัดทุกอย่าง ฉันไม่ต้องการอะไรจากเขาทั้งนั้น”
ฉันวางสาย เสียงคลิกของการวางสายดังเหมือนเสียงปืนในห้องที่เงียบสงบ มันจบแล้ว ความผูกพันสุดท้ายกับชีวิตเก่าของฉันถูกตัดขาด ฉันได้ข้ามจุดที่ไม่อาจหวนกลับได้แล้ว ไม่มีการกลับไปหาหมาป่าที่ปฏิเสธฉันอีกต่อไป ความรู้สึกอิสระที่น่าเวียนหัวซัดสาดเข้ามา รุนแรงจนน่ากลัว
แต่เมื่ออะดรีนาลีนจางลง มันก็ถูกแทนที่ด้วยคลื่นแห่งความวิงเวียน ห้องเอียงอย่างรุนแรง ความมืดคืบคลานเข้ามาที่ขอบสายตาของฉัน ความแข็งแกร่งที่ยึดเหนี่ยวฉันไว้ตลอดสิบสองชั่วโมงที่ผ่านมาพังทลายลงในทันที
“จูเลียน” ฉันหอบ มือของฉันยกขึ้นไปที่ศีรษะ
ฉันล้มลง
เขาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เป็นไปไม่ได้ ข้ามห้องในจังหวะหัวใจเดียวเพื่อรับฉันไว้ก่อนที่ฉันจะล้มลงกับพื้น เขารวบฉันไว้ในอ้อมแขน กอดฉันแน่นกับอกที่แข็งแกร่งของเขา ศีรษะของฉันพิงอยู่บนไหล่ของเขา ร่างกายของฉันอ่อนปวกเปียก
แล้วมันก็เกิดขึ้น
จี้หินจันทรกานต์บนหน้าอกของฉันซึ่งเคยเป็นแหล่งความอบอุ่นอ่อนโยน จู่ๆ ก็ระเบิดออก แสงสีเงินที่สว่างไสวและเจิดจ้าสาดส่องออกมาจากหิน ห่อหุ้มเราทั้งสองไว้ มันไม่ใช่แสงที่รุนแรง แต่เป็นแสงที่ทรงพลังและโบราณ สั่นสะเทือนด้วยพลังงานที่ถูกลืม
ฉันรู้สึกถึงความร้อนที่แผดเผาบนผิวของฉัน เหนือหัวใจของฉัน
ทันทีที่มันเริ่ม แสงก็จางลง จูเลียนกอดฉันไว้ ร่างกายของเขาเกร็ง ลมหายใจของเขาสะดุด ฉันดันตัวเองขึ้นอย่างอ่อนแรง ดวงตาของฉันกระพริบเปิด ฉันมองลงไป
ที่นั่น บนผิวขาวซีดของหน้าอกฉัน มีตราสัญลักษณ์ที่ส่องสว่างและซับซ้อนอยู่ มันเป็นลวดลายที่หมุนวนของพระจันทร์เสี้ยวที่โอบอุ้มดวงดาวที่ส่องสว่าง สลักอยู่บนผิวของฉันด้วยแสงสีเงินระยิบระยับ มันดูเหมือนรอยสักที่ทำจากแสงจันทร์ สัญลักษณ์ของสายเลือดในตำนานที่หายสาบสูญไปนาน
ในขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของจูเลียนซึ่งตกลงไปที่พื้น ก็สั่นอย่างรุนแรง หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมกับการแจ้งเตือนฉุกเฉิน ข้อความสำคัญอันดับหนึ่งที่ข้ามผ่านการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด
เขาเหลือบมองมัน ดวงตาสีเงินของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อและความสยดสยองที่เริ่มปรากฏขึ้น เขาอ่านข้อความนั้นออกมาดังๆ น้ำเสียงของเขาต่ำและน่ากลัว
“‘จักรพรรดินีแห่งจันทราตื่นขึ้นแล้ว พวกมันรู้แล้ว เธอกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต’”