ตอน 2

โลกกลับคืนมาไม่ใช่ในรูปแบบของแสงสว่าง แต่เป็นเสียงโหวกเหวกโวยวายที่อู้อี้และเสียงกรีดร้องที่ไม่หยุดหย่อนของสายลม ฉันนอนอยู่ในหลุมตื้นๆ ในหิมะ เป็นหลุมที่ขุดขึ้นอย่างลวกๆ ภีมกับเค้กกำลังก้มตัวมองฉัน ร่างของพวกเขามัวๆ เหมือนเงาดำตัดกับสีขาวโพลนที่หมุนวน

“อยู่ๆ เธอก็นิ่งไปเลย!” เค้กพูด เสียงแหลมสูงจนแสบแก้วหู “เธอฉีกเสื้อแจ็กเกตของตัวเองแล้วก็…สลบไปเลย ฉันว่าเธอคงมีอาการแพ้ความสูง”

ภีมกำลังเขย่าตัวฉัน มือของเขาจับไหล่ฉันอย่างแรง “ลิซ! ลิซ ตื่นสิ! เลิกเล่นบ้าๆ สักที!”

ฉันพยายามจะพูด พยายามจะบอกพวกเขาว่าพวกเขาคือฆาตกร แต่ขากรรไกรของฉันแข็งทื่อ ปอดของฉันแสบร้อนทุกครั้งที่หายใจเข้าตื้นๆ และติดขัด ตอนนี้ความหนาวได้แทรกซึมเข้ามาในร่างกาย อยู่ในอก ในกะโหลก ในไขกระดูก มันไม่ใช่ความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสิ่งที่ฉันกำลังจะกลายเป็น

“เธอแกล้งทำ” เสียงใหม่พูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน นักปีนเขาอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนของภีม ก้มลงมองในหลุมหิมะของฉัน “เธอแค่โมโหที่คุณเอาผ้าห่มให้เค้ก ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้”

ภีมถอนหายใจอย่างหัวเสีย เขามองลงมาที่ฉัน ไม่ใช่ด้วยความห่วงใย แต่ด้วยความรังเกียจอย่างที่สุด “ว่าแล้วเชียว เธอพยายามจะบงการผม พยายามจะทำให้ผมรู้สึกผิด”

“ภีมคะ เธอไม่ขยับเลยนะ” เค้กพูด ตอนนี้มีแววตื่นตระหนกจริงๆ ปนอยู่ในความเห็นใจจอมปลอมของเธอ “บางทีเราควรจะ…”

“บางทีเธอก็ควรจะเรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกอย่างต้องเกี่ยวกับเธอ” ภีมตวาดกลับ เขาคว้าแขนฉันแล้วลากฉันเข้าไปในหลุมหิมะจนสุด รองเท้าของฉันครูดไปกับน้ำแข็งอย่างเปล่าประโยชน์ เขาโกยหิมะมาอุดรอบๆ ขอบหลุม เหมือนกำลังฝังฉันทั้งเป็น “เธอต้องสงบสติอารมณ์บ้าง ให้เย็นลงสมชื่อเลย”

เขายืนขึ้น ปัดหิมะออกจากถุงมือราคาแพงของเขาด้วยท่าทีเหมือนทุกอย่างจบสิ้นแล้ว

ฉันพยายามจะคว้าขาเขาไว้ นิ้วของฉันจิกไปที่ผ้ากางเกงกันหิมะของเขาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย “ภีม…ได้โปรด…”

เขามองลงมาแล้วเตะมือฉันออกไป สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขยะแขยง “น่าสมเพช”

ท่ามกลางเสียงลมที่คำราม ฉันได้ยินเสียงนุ่มๆ ของเค้ก “อย่าไปว่าเธอแรงนักเลยค่ะภีม เธอแค่ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ตัวเองคิด”

“คุณใจดีเกินไปแล้วเค้ก” เขาตอบกลับ และความอบอุ่นในน้ำเสียงของเขานั้นเหมือนเป็นหมัดที่ชกเข้าที่หน้า “ไปกันเถอะ เดี๋ยวพอเธอหิว เธอก็คงคลานไปที่เต็นท์หลักเอง”

เสียงฝีเท้าของพวกเขาค่อยๆ จางหายไป ถูกกลืนกินโดยพายุ

ฉันอยู่คนเดียว

อยู่คนเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ ถูกทิ้งให้ตายโดยผู้ชายที่ฉันเคยสัญญาว่าจะแต่งงานด้วย

ความหนาวคือสัตว์ร้ายที่ฝังเขี้ยวของมันลึกลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้ร่างกายของฉันหยุดสั่นแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากลัว ฉันรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร อุณหภูมิร่างกายของฉันอยู่ในขั้นวิกฤต กล้ามเนื้อของฉันกำลังแข็งตัว อวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว

สายตาของฉันจับจ้องไปที่ชุดของฉัน รอยฉีกอยู่ใต้ไหล่ของฉันพอดี เป็นรอยยาวประมาณแปดนิ้ว เผยให้เห็นชั้นในที่อยู่ข้างใต้ ลมพัดเข้ามาในรอยขาดนั้นโดยตรง เป็นการโจมตีที่โหดร้ายและต่อเนื่องต่อร่างกายที่กำลังจะล้มเหลวของฉัน เค้กไม่ได้แค่ทำลายอุปกรณ์ของฉัน แต่เธอมอบความตายให้ฉัน

ความต้องการที่จะรอดชีวิตอย่างสุดขีดพลุ่งพล่านขึ้นมา โทรศัพท์ดาวเทียมของฉันหายไปแล้ว แต่ยังมีโอกาสสุดท้ายอยู่ ความลับที่ฉันไม่เคยบอกแม้แต่ภีม

ชุดของฉัน ชุดที่ฉันกำลังสวมอยู่ มันไม่ใช่ชุดธรรมดาของยอดคีรีเทค แต่มันเป็นต้นแบบชิ้นที่สองที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับผ้าห่มอัจฉริยะ และที่ซ่อนอยู่ในข้อมือซ้าย เย็บเข้าไปในตะเข็บ คือสัญญาณฉุกเฉินขนาดเล็กที่ทำงานด้วยแรงกด เป็นระบบสำรอง เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตส่วนตัวของฉันเอง

ฉันต้องเอื้อมไปให้ถึง

แขนซ้ายของฉันเหมือนเป็นของคนอื่น เป็นท่อนไม้ที่แข็งทื่อ ฉันพยายามสั่งให้มันขยับ งอเข้ามาหาใบหน้า แต่มันแทบไม่กระดิก แขนขวาของฉันยังพอขยับได้บ้าง ฉันลากมันข้ามหน้าอกอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด นิ้วในถุงมือของฉันพยายามตะกุยไปที่แขนเสื้ออีกข้าง

ผ้าแข็งเพราะน้ำแข็งเกาะ นิ้วของฉันชาและไร้ประโยชน์ ไม่สามารถจับอะไรได้เลย ฉันจับมันไม่ได้

น้ำตาแข็งตัวบนแก้มของฉัน นี่สินะ นี่คือจุดจบ ถูกหักหลัง ถูกทอดทิ้ง และแข็งตายในหลุมที่คู่หมั้นของตัวเองขุดให้

ความโกรธที่บริสุทธิ์และไร้สิ่งเจือปนทำให้ฉันมีแรงฮึดสุดท้าย ฉันจะไม่ยอมตายแบบนี้ ฉันจะไม่ยอมให้พวกเขาชนะ

ฉันยกข้อมือซ้ายขึ้นมาที่ปากแล้วกัดลงไปที่ข้อมือเสื้ออย่างแรง ฟันของฉันขบลงบนผ้าหนาๆ โดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่กราม ฉันใช้หัวลากแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นตะเข็บ

นั่นไง ตุ่มเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นในเนื้อผ้า

ฉันกระแทกข้อมือกับผนังน้ำแข็งของหลุม หนึ่งครั้ง สองครั้ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เซ็นเซอร์แรงกดแข็งตัว มันต้องการแรงกระแทกที่คมและเฉพาะจุด

ด้วยเสียงร้องที่ถูกสายลมกลืนหายไป ฉันทุบข้อมือเข้ากับหมวกกันน็อกของตัวเอง

แสงสีแดงเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นกะพริบหนึ่งครั้งจากด้านในตะเข็บ

มันทำงานแล้ว

ความโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง มันรุนแรงจนเกือบจะเจ็บปวด ตามมาด้วยความเหนื่อยล้าอย่างท่วมท้นในทันที ร่างกายของฉันไม่เหลืออะไรจะให้แล้ว

ศีรษะของฉันพิงกลับไปบนหิมะ เปลือกตาของฉันหนักอึ้งจนแทบเป็นไปไม่ได้ โลกกำลังจางหายไปเป็นสีขาวที่สงบและทำให้ชา มันคงจะง่ายมากถ้าจะแค่หลับตาลง แล้วหลับไป

ขณะที่ความมืดเริ่มจะครอบงำฉัน ก็มีเงาหนึ่งทาบทับลงมาบนหลุมหิมะของฉัน

ฉันกะพริบตา ภาพที่เห็นพร่ามัว เป็นเค้ก เธอกำลังก้มมองฉัน แสงสีฟ้าจากผ้าห่มของฉันส่องให้เห็นใบหน้าของเธอ น้ำตาจอมปลอมหายไปแล้ว สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เย็นชาและคำนวณ

“ยังไม่ตายอีกเหรอ” เธอพึมพำ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางสายลม “อึดกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ”

เธอชูขวานน้ำแข็งขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ ที่โหดร้ายปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอ “ภีมนี่มันโง่จริงๆ เขาคิดว่าคุณแค่งอน เขาบอกฉันว่าเขาไม่พอใจคุณมาหลายปีแล้ว เกลียดการที่ต้องอยู่ในเงาของคุณ เกลียดที่ใครๆ ก็รู้ว่าคุณคืออัจฉริยะตัวจริงของยอดคีรีเทค เขาแค่รอเหตุผลที่จะตัดคุณออกจากชีวิต”

คำพูดเหล่านั้นเหมือนแท่งน้ำแข็งที่ทิ่มแทงส่วนที่อบอุ่นสุดท้ายในหัวใจของฉัน

“เขายินดีที่จะทำมัน” เธอกระซิบ รอยยิ้มของเธอกว้างขึ้น “ยินดีที่จะเฝ้ามองคุณล้มเหลว”

เธอโยนขวานน้ำแข็งลงไปในหิมะข้างๆ ฉัน เป็นการแสดงความดูถูกครั้งสุดท้าย “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะดูแลเขาให้คุณอย่างดีเลย”

เธอหันหลังแล้วเดินจากไป หายลับไปในม่านหิมะ ทิ้งฉันไว้กับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวและเย็นเยียบของการทำลายล้างของฉันเอง

ตอน 3

ลมยังคงคำรามอย่างโหยหวน เป็นบทเพลงไว้อาลัยให้กับการตายที่ใกล้เข้ามาของฉัน แสงสีแดงเล็กๆ ของสัญญาณฉุกเฉินเป็นเหมือนคำสัญญาลับๆ แต่เป็นคำสัญญาที่กำลังเลือนลางไปทุกวินาที เวลาคือศัตรูของฉัน ความหนาวคือเพชฌฆาตของฉัน

คำพูดของเค้กยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉัน เป็นบทสวดแห่งการทรยศที่โหดร้าย เขายินดีที่จะทำมัน

รอยฉีกบนชุดของฉันเป็นเหมือนบาดแผลเปิดกว้าง ผ้ากอร์เท็กซ์ซึ่งเป็นเกราะกันน้ำกันลมชั้นสุดท้ายของฉันถูกทำลายลงแล้ว ตอนนี้ชุดชั้นในของฉันสัมผัสกับอากาศโดยตรง และกำลังชุ่มไปด้วยหิมะที่ปลิวมากับลมอย่างรวดเร็ว ฉันรู้สึกได้ถึงความชื้นที่กำลังจะกลายเป็นน้ำแข็งบนผิวหนัง

ชีวิตของฉันกำลังถูกนับเป็นนาที

เสียงย่ำหิมะเบาๆ ทำให้ฉันต้องฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดขึ้น เป็นภีมและคนอื่นๆ ที่กลับมาจากเต็นท์หลัก ชั่วขณะหนึ่งที่บ้าคลั่ง ความหวังเล็กๆ ได้จุดประกายขึ้นในใจฉัน เขากลับมาหาฉัน

แล้วฉันก็เห็นใบหน้าของเขา

เค้กกำลังเกาะแขนเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเสแสร้ง “เธอทำร้ายเค้กค่ะภีม! เค้กแค่จะไปดูเธอ แต่เธอพุ่งเข้ามาหาเค้กพร้อมกับขวานน้ำแข็ง! เธอเสียสติไปแล้ว!”

ขวานน้ำแข็งของฉัน อันที่เธอใช้กรีดชุดของฉัน อันที่เธอเพิ่งโยนทิ้งไว้ข้างๆ ฉัน มันวางอยู่ตรงนั้นในหิมะ เป็นหลักฐานเงียบๆ ที่กำลังถูกบิดเบือนให้เป็นอาวุธย้อนกลับมาทำร้ายฉัน

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” ภีมคำราม สายตาของเขามองไปที่รอยขาดบนแจ็กเกตของฉัน เขามองเห็นรอยฉีกนั้นไม่ใช่ในฐานะบาดแผลฉกรรจ์ แต่เป็นหลักฐานยืนยันความบ้าคลั่งของฉัน

“เธอทำเอง!” นักปีนเขาอีกคนพูดเสริม “เธอพยายามจะใส่ร้ายเค้ก!”

ฉันพยายามจะพูด ปฏิเสธ “เธอ…เธอเป็นคนกรีด…” คำพูดออกมาเป็นเสียงแหบแห้งที่แข็งทื่อ หายไปกับสายลม

ภีมไม่ได้ยินฉัน หรือเขาไม่อยากได้ยิน เขามองสลับไปมาระหว่างใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของเค้กกับร่างที่อ่อนแรงของฉัน และคำตัดสินของเขาก็เกิดขึ้นทันทีและเด็ดขาด

แววตาของเขาคือสิ่งที่ทำให้ฉันแตกสลายในที่สุด มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความสับสน แต่มันคือความเชื่อมั่นที่เย็นชาและแข็งกระด้าง เขาเชื่อเธอ เขามองมาที่ฉัน คู่หมั้นของเขา ผู้หญิงที่เขาควรจะรักและปกป้อง และเขากลับมองเห็นปีศาจ

“คุณอิจฉาทุกคนที่ผมให้ความสนใจมาตลอด” เขาพูดอย่างเกรี้ยวกราด น้ำเสียงเต็มไปด้วยพิษสง “แต่ครั้งนี้? มันต่ำเกินไปแล้วนะ แม้แต่สำหรับคุณ”

“เธอคงทนรับความกดดันระดับนี้ไม่ไหว” ใครบางคนพูดพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ต้องเป็นดาวเด่นอยู่ตลอดเวลา พอมีคนหน้าใหม่สวยๆ มาได้รับความสนใจบ้างก็ทนไม่ได้”

“ไม่เป็นมืออาชีพเลย” อีกเสียงหนึ่งเสริม “เสียสติไปแล้วโดยสิ้นเชิง”

คำพูดเหล่านั้นทิ่มแทงฉัน เหมือนถูกทำร้ายร่างกาย พวกเขากำลังสร้างเรื่องราวขึ้นมารอบตัวฉัน เป็นกรงแห่งคำโกหกที่ฉันอ่อนแอเกินกว่าจะทำลายมันได้

ภีมคุกเข่าลงข้างๆ เค้ก ห่มผ้าห่มอัจฉริยะของฉันให้เธอกระชับขึ้น “ไม่เป็นไรนะที่รัก” เขาพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่เขาไม่ได้แสดงให้ฉันเห็นมานานหลายปี “ผมอยู่นี่แล้ว ผมจะไม่ยอมให้เธอทำร้ายคุณ”

คำเรียกที่แสนหวานนั้น ช่างเป็นกันเองและสนิทสนม มันเหมือนมีดเล่มสุดท้ายที่บิดคว้านในแผล

เค้กสะอื้น ซบหน้าลงบนอกของเขา แต่เหนือไหล่ของเขานั้น สายตาของเธอสบกับของฉัน มันเป็นประกายแห่งชัยชนะ

“คุณเป็นตัวถ่วงนะลิซ” ภีมพูด น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก เขายืนขึ้น มองลงมาที่ฉันราวกับว่าฉันเป็นอุปกรณ์ชำรุดที่ต้องทิ้งไป “คุณเป็นอันตรายต่อทีมและเป็นอันตรายต่อตัวเอง”

ความหวังของฉัน ความหวังเล็กๆ ที่โง่เขลานั้นได้ดับสิ้นลงโดยสมบูรณ์ ไม่มีการเข้าใจผิดให้ต้องแก้ไข ไม่มีความรักเหลือให้ร้องขอ มีเพียงความจริงที่เย็นชาและแข็งกระด้างของความรังเกียจจากเขา

ฉันเอนหลังพิงหิมะ แรงต่อสู้สุดท้ายได้เหือดหายไป ตอนนี้ความหนาวกลายเป็นสิ่งที่ปลอบประโลม เป็นคำสัญญาว่าจะยุติความเจ็บปวดนี้

“ผมคือผู้จัดการโครงการ” ภีมประกาศ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นทางการและมีอำนาจเพื่อให้คนอื่นได้ยิน “และผมขอเพิกถอนคุณอลิสา เกรย์ ออกจากการสำรวจครั้งนี้อย่างเป็นทางการ เธอจะต้องอยู่ที่นี่จนกว่าเราจะสามารถจัดการเรื่องการอพยพของเธอได้”

เขากำลังออกคำสั่งประหารชีวิตฉันอย่างเป็นทางการ

อาการหน้ามืดระลอกใหม่ซัดเข้ามา และโลกก็เริ่มพร่ามัว ร่างกายของฉันกำลังยอมแพ้

ฉันกำลังร่วงหล่นลงไปในหุบเหวสีขาวที่ลึกสุดหยั่ง

ขณะที่สติของฉันกำลังจะเลือนลาง ก็มีเสียงใหม่ดังแทรกเสียงคำรามของพายุหิมะเข้ามา เป็นเสียงที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ เสียงทุ้มๆ เป็นจังหวะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

วับ วับ วับ

เฮลิคอปเตอร์

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED