“เราหย่ากันเถอะค่ะ...”
คำกล่าวนั้นสร้างความฮือฮาในแวดวงสังคมชนชั้นสูงเป็นอย่างมากเมื่อดัชเชส แอเรียนา ขอหย่ากับท่านดยุคกลางงานเลี้ยงครอบรอบการแต่งงานปีที่20ของทั้งสองคน
ดัชเชสเอเวียเป็นสตรีชนชั้นสูงที่งดงามผู้หนึ่ง นางคือน้องสาวของแกรนด์ดัชเชส และหากว่าย้อนเวลาไปเมื่อ20ปีก่อน ชื่อของ ดัชเชสจะอยู่แถวหน้าของสตรีที่เหล่าบุรุษอยากแต่งงานด้วย แต่เพราะเซอร์เกรทสามารถ คว้าชัยชนะมาให้จักรวรรดิ องค์จักรพรรดิจึงได้มีพระราชโองการ พระราชทานงานแต่งแห่งยุคให้แก่ผู้กล้าที่นำสันติมาสู่จักรวรรดิ โดยสตรีที่องค์จักรพรรดิพระราชทานให้แก่ เซอร์เกรท คือเลดี้ตระกูลแอเรียนา นามว่า เอเวีย
หญิงงามแห่งยุคและวีรบุรุษได้แต่งงานกันโดยที่ผู้คนต่างสรรเสริญว่านี่คือบุรุษและสตรีที่เหมาะสมมากที่สุดในช่วงนั้น มีเพียงแกรนด์ดัชเชสพี่สาวของเอเวียเท่านั้นที่มองว่าเซอร์เกรทไม่คู่ควรกับน้องสาวของพระนางเลย
การหย่าร้างในชนชั้นสูง ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเมื่อดัชเชสเอเวียประกาศกร้าวถึงความต้องการของนาง ก็เกิดเสียงฮือฮาไม่หยุดหย่อน อีกทั้งการแต่งงานของทั้งคู่คือพระราชโองการขององค์จักรพรรดิอีกด้วย
แต่สุดท้ายดยุคเกรทก็ยินยอมลงนามในหนังสือหย่า เขาเดินออกไปจากตระกูลแอเรียนาที่แสนยิ่งใหญ่ของภรรยา และกลับเข้ารับตำแหน่งของเซอร์ตามเดิม
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างลงข่าวเดียวกันในหน้าหนึ่ง ข่าวการหย่าร้างของดัชเชสและวีรบุรุษผู้กอบกู้จักรวรรดิ
แต่ถึงจะมีข่าวเรื่องการหย่าร้างโด่งดังมากแค่ไหน ในคฤหาสน์แอเรียนากลับสงบอย่างไม่น่าเชื่อ
เอเวียยื่นมือไปลูบผมสีแดงของลูกสาววัย12ปีของนาง การตัดสินใจหย่าร้างนั้นนางมิได้คิดมาแค่หนึ่งหรือว่าสองวันแต่นางคิดทบทวนเป็นอย่างดีมาเนิ่นนาน
ตลอดระยะเวลาที่แต่งงานด้วยกันมา เอเวีย สัมผัสได้เลยว่าเกรทไม่เคยรักนางเลย เขาให้เกียรตินางก็จริงอยู่แต่เราไม่เคยนอนร่วมห้องกัน มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่เราทั้งคู่ได้ทำหน้าที่สามีและภรรยา และเธอโชคดีที่ตั้งครรภ์โอฟีเลียในครั้งนั้น ลูกสาวที่ดูเหมือนเธอราวกับถอดแบบกันมา มันน่าดีใจที่โอฟีเลียนั้นไม่มีตรงไหนเลยที่เหมือนกับเกรทเลย ดีแล้วที่นางไม่เหมือนชายเย็นชาไร้ใจผู้นั้น
“เจ้าปกติมากกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีกนะเอเวีย”
แกรนด์ดัชเชสเอสเทียเดินเข้ามาหาน้องสาวของพระนาง เราทั้งคู่เกิดมาในตระกูลแอเรียนา และเธอถูกท่านแม่บังคับให้แต่งงานกับแกรนด์ดยุค เอสเทียคิดว่าน้องสาวของเธอจะได้มีอิสระในการเลือกคู่ชีวิต ไม่ต้องถูกท่านพ่อและท่านแม่บังคับเหมือนกับเธอ แต่กลับกลายเป็นว่าเอเวียกลับถูกองค์จักรพรรดิยกให้ชายต่ำต้อยผู้นั้น หากอยากจะยกสตรีให้แต่งงานด้วยเป็นของรางวัล ก็ควรจะยกลูกสาวของตัวเองให้สิ มายกน้องสาวของเธอให้ ทำไมกัน!
เธอรู้ดีมากกว่าใครว่าการแต่งงานโดยที่ไม่ได้รักกันมันทรมานมากแค่ไหน และการหย่าในครั้งนี้ผู้สนับสนุนของเอเวียก็คือ เอสเทียนี่แหละ เธอนำพาน้องสาวให้ก้าวเดินออกมาอย่างกล้าหาญ
“โอฟีเลีย ลูกไปวิ่งเล่นทางนั้นกับสาวใช้ก่อนนะ”
โอฟีเลียรู้ข่าวการหย่าของท่านพ่อและท่านแม่ของเธอผ่านทางสาวใช้ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กแต่ว่าเธอเข้าใจท่านแม่นะ เพราะว่าท่านพ่อไม่เคยเห็นเราสองแม่ลูกอยู่ในสายตาเลย..
เหตุการณ์ทั้งหมดมันเริ่มจากตรงนี้แหละ แกรนด์ดัชเชสบอกกล่าวกับน้องสาวว่ามีคนเห็นเซอร์เกรทไปที่วิหารบ่อยๆ ไปอยู่ครั้งละหลายๆ วัน และมีความสนิทสนมที่มากเกินพอดีระหว่างเซอร์เกรทและนักบุญหญิงเจมม่า
และในวันนั้นเองโอฟีเลียที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนถูกงูกัด..และนั่นไม่ใช่งูธรรมดาแต่เป็นงูที่สร้างขึ้นมาจากเวทมนตร์
เอเวียเหมือนคนเสียสติ เมื่อลูกสาวผู้ล้ำค่าของเธอไม่ฟื้นขึ้นมาเลยเป็นระยะเวลาหลายวัน เธอไม่ได้รับความรักจากสามียังไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่ลูกสาวนอนซมอยู่เช่นนี้
โอฟีเลียตัวจริงเสียชีวิตไปแล้ว..สาเหตุมาจากการถูกพิษของงูที่สร้างจากเวทมนตร์และนั่นทำให้ฉันเข้ามาอยู่ร่างของโอฟีเลียในวัย12ปี
ริมฝีปากคู่งามแย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เพราะว่าฉัน..เข้ามาอยู่ในนิยายที่อ่านจบแล้ว และจำเนื้อเรื่องได้หมดทุกอย่างเลยยังไงล่ะ!
ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่ว่าฉันคงจะตายไปแล้วจริงๆ ถึงได้เข้ามาสวมร่างของลูกสาวนางร้ายอย่างโอฟีเลีย ในเนื้อเรื่องเดิม สิ่งที่ทำให้ท่านแม่ผู้อ่อนโยนอย่างดัชเชสเอเวียเปลี่ยนไปคือนางสืบจนรู้เรื่องที่สามีของนางนอกใจ ไม่รักยังพอทน แต่นอกใจนี่พอเลย..เพราะแบบนั้นจึงทำให้ดัชเชสเอเวียทำทุกอย่างเพื่อทำลายนักบุญหญิงเจมม่าและลูกสาวของสตรีู้นั้น..จูเลียนนางเอกของเรื่องนี้
มันน่าหงุดหงิดนิดหน่อยเพราะในนิยายเขียนเอาไว้ว่าเซอร์เกรทและนักบุญหญิงเจมม่านั้นรักกันมาก่อนที่จะถูกพระราชโองการบังคับให้เขาแต่งงานกับดัชเชสเอเวีย
แต่เห้ย..นี่แกแต่งงานไปแล้วนะ ต่อให้คบกันมาแล้วยังไงอ่ะ ทำไมตอนที่องค์จักรพรรดิจะพระราชโองการปากอมอะไรอยู่เอ่ย..ทำไมไม่บอกไปล่ะว่าตัวเองมีคนรักแล้ว
ฉันยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้ท่านแม่ที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างเตียง ก่อนที่ฉันจะกางแขนออกแล้วโอบกอดท่านแม่เอาไว้
ที่ผ่านมาฉันรู้ว่าคุณพบเจอเรื่องยากลำบากมามาก ถึงแม้ว่าในตอนจบของนิยายเรื่องนี้จะเหมือนกับนิยายเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือตัวร้ายสุดท้ายก็ต้องตาย แต่ฉันจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นหรอกนะคะ
หนูจะปกป้องคุณเอง เพราะอย่างนั้นเราไม่ต้องเดินตามเส้นทางของนางร้ายเหมือนกับเนื้อเรื่องเดิมก็ได้นะคะคุณแม่
“ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ยินยอมส่งลูกกลับมาหาแม่”
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือความรักของ ดัชเชสที่มีต่อลูกสาว นางเป็นนางร้ายที่ร้ายกับทุกคนยกเว้นลูกสาวของนาง
“ค่ะท่านแม่..หนูกลับมาหาท่านแม่แล้วนะคะ”
แววตาสีอำพันของเอเวียวาวโรจน์ขึ้นมา นางกัดกรามแน่นด้วยความเคียดแค้นในหัวใจ งูตัวนั้นจะเป็นใครได้หากไม่ใช่นักบุญหญิงผู้นั้น
กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องลูกสาวสุดที่รักของเธอ!
“เช่นนั้นลูกก็นอนพักเถอะนะโอฟีเลีย เดี๋ยวแม่มา..”
ฉันรีบจับแขนของท่านแม่เอาไว้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านแม่จะต้องไปจัดการที่มาของงูนั่นแน่ๆ
“ลูกอยากให้ท่านแม่อยู่ด้วยนะคะ ลูกตกใจจนไม่กล้านอนคนเดียว ท่านแม่อย่าไปเลยนะคะ ช่วยอยู่กับลูกก่อนได้ไหม”
เอเวียจับมือของโอฟีเลียเอาไว้
“นอนเถอะนะโอฟีเลีย”
เอเวียกล่าวพร้อมกับใช้พลังเวทเพื่อให้ลูกสาวของเธอหลับ
ดะ..เดี๋ยวก่อน! ไม่เอาแบบนี้สิ!! นี่มันขี้โกงนี่นา เธอไม่ได้อยากนอนสักหน่อยอยากจะดึงตัวของท่านแม่เอาไว้ต่างหาก!
โอฟีเลียเดินไปเดินมาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ในปีนี้เธออายุ17ปี และแน่นอนนี่คือวันที่ท่านแม่จะจับตัวของจูเลียน บุตรนอกสมรสของท่านพ่อมาเพื่อรับใช้เธอ
ที่ผ่านมาเธอช่วยท่านแม่ดูแลแอเรียนาเป็นอย่างดี แถมยังพาท่านแม่ไปช็อปปิ้ง เสริมสวย ตัดผม ทำเล็บ ทำสปา นวดหน้า สารพัดอย่างที่จะทำจนเธอได้ชื่อว่าเธอโอฟีเลียลูกกตัญญูไปแล้วในสายตาของผู้อื่นในจักรวรรดิ และถึงแม้ว่าจะผ่านมา5ปีแล้วหลังจากที่เธอถูกงูกัด แต่เธอก็ไม่เคยเห็นท่านพ่อตัวเป็นๆ สักทีเลย
ชายผู้นั้นเลือดเย็นอย่างถึงที่สุดเลยจริงๆ เขาไม่มาหาลูกสาวเลยแม่แต่ครั้งเดียว และเธอเองก็ไม่ไปหาเขาด้วย
ผู้ที่ไปมาหาสู่กับท่านแม่บ่อยที่สุดคือท่านป้าเอสเทีย ท่านป้ามีลูกชาย เขามีชื่อว่าอาม่อนอายุมากกว่าเธอ 2 ปีและเราสนิทสนมกันมากพอสมควร แต่หมอนั่นไม่ค่อยเอาไหนเท่าไหร่นัก เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายที่เกิดมาบน กองเงินกองทอง ไม่ต้องทำงานหรือว่าอะไรทั้งนั้น อาม่อนก็เลยวันๆ เอาแต่ดื่มสุราเคล้านารี
“ปัง!!”
โอฟีเลียสะดุ้งเฮือกเมื่อประตูห้องของเธอถูกถีบออกพร้อมกับท่านแม่ที่เดินเข้ามา ด้านหลังของท่านแม่คือเด็กสาวอายุ15ปี ที่มีเรือนผมสีเงินยวง ใบหน้าของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาและตามร่างกายมีร่องรอยของการถูกทำร้าย
ฉันกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาด จริงอยู่ว่าท่านแม่อาจจะเคียดแค้นท่านพ่อและนักบุญหญิงผู้นั้นแต่เด็กที่เกิดมาจากความผิดของทั้งสองคนนั้นไม่รู้เรื่องด้วยเลยนี่..
“โอฟีเลียแม่พาสาวใช้คนใหม่มาให้ลูก..”
ดัชเชสเอเวียเดินเข้ามาสวมกอดลูกสาวที่แสนงดงามราวกับดอกกุหลาบที่กำลังชูช่อเบ่งบาน
“ใช้งานนางได้ตามที่เจ้าต้องการเลยเข้าใจไหม นางจะยินดีภักดีต่อลูกถึงขนาดที่ยอมตายแทนก็ยังได้...”
จูเลียนคุกเข่าลงในทันที ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว แววตาของนางสั่นระริกเช่นเดียวกับริมฝีปาก
“ขะ..ข้าจะรับใช้คุณหนูเองค่ะ”
โอฟีเลียพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
“ขอบคุณนะคะท่านแม่ ลูกจะเล่นกับของเล่นที่ท่านมอบให้อย่างดีเลยค่ะ”
เอเวียยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ นางลูบผมสีแดงสดของลูกสาวอีกครั้งด้วยความรักใคร่
“เช่นนั้นแม่ไปก่อนนะ ลูกเล่นได้แรงมากเท่าที่ลูกต้องการเลยนะโอฟีเลีย หากตายก็แค่ให้คนเอาไปฝังเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย..”
เมื่อได้ยินดัชเชสแอเรียนากล่าวเช่นนั้นจูเลียนก็เบิกตาโพลงราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เธอถูกจับตัวมาพร้อมกับถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนักจนปวดไปทั่วทั้งตัว ก่อนจะมาที่นี่เธอถูกพร่ำสอนว่าจะต้องทำตัวดีๆ กับคุณหนูผู้หนึ่ง พวกเขาเอาชื่อของท่านแม่มาข่มขู่เพื่อให้เธอทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดวงตาของจูเลียนสั่นไหวเมื่อเธอช้อนสายตาขึ้นไปมองหน้าของโอฟีเลีย สตรีเบื้องหน้าดูงดงามราวกับไม่มีอยู่จริง เรือนผมสีแดงนั่นทำให้ใบหน้านั้นโดดเด่นยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ความงามที่ทำให้เหล่าดอกไม้พลันหม่นหมองไปหมด
“คะ..คุณหนู จะ.จะ จะใช้ให้ข้าทำอะไรดีคะ ให้ข้าเตรียมน้ำอุ่นให้ดีหรือไม่”
โอฟีเลียนั่งลงเบื้องหน้าของจูเลียน
“ข้าขอโทษเจ้าแทนท่านแม่ด้วยนะ ข้าไม่หวังให้เจ้าเข้าใจแต่ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่เอง ต่อหน้าท่านแม่เจ้าก็แสร้งทำตัวนอบน้อมเอาไว้หน่อย ข้ารับประกันเลยว่าข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”
ลมหายใจของจูเลียนกระตุกไปวูบหนึ่ง
“ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกค่ะ หากข้าหนีไปท่านแม่ของข้าจะเป็นอันตราย..”
“ไม่มีใครทำร้ายแม่ของเจ้าได้หรอก ตราบใดที่แม่ของเจ้าอยู่ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์”
โอฟีเลียเดินไปลงกลอนประตูก่อนที่เธอจะเดินกลับมานั่งบนเตียง
“มาพูดคุยกันเถอะ ข้าคิดว่าเรามีเรื่องมากมายที่จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน”
หลังจากนั้นฉันก็เล่าเรื่องของพ่อที่แท้จริงของจูเลียนให้นางได้รู้ แน่นอนว่าจูเลียนตกใจมาก นางร้องไห้ออกมาอย่างหนักเมื่อล่วงรู้ว่าท่านแม่ที่นางนับถือลักลอบเป็นชู้กับสามีของคนอื่น
“บางทีเด็กอย่างเราก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของผู้ใหญ่หรอกใช่ไหม ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะโกรธท่านแม่ของข้า แต่หลังจากที่เจ้าได้รู้ความจริงข้าหวังว่าเจ้าจะโกรธท่านน้อยลงสักหน่อย”
ในอนาคตจูเลียนจะขึ้นเป็นจักรพรรดินี ฉันไม่อยากให้สตรีที่มีอำนาจมากที่สุดในจักรวรรดิแห่งนี้ไม่ชอบท่านแม่..
“ข้าไม่โกรธท่านดัชเชสเลยค่ะ และข้าขอบคุณ..คุณหนู..”
“เรียกชื่อข้าเถอะ แค่โอฟีเลียก็พอ ทนอยู่ที่นี่สักสามเดือนหลังจากนั้นข้าจะพาเจ้าหนีออกไปเอง”
จูเลียนสมกับเป็นนางเอกของเรื่องนี้จริงๆ เพราะว่านางทำตัวกลมกลืนกับสาวใช้ในคฤหาสน์ได้เป็นอย่างดีจนท่านแม่ไม่คิดสงสัย
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ที่ท่านแม่เริ่มจะเก็บตัวเงียบในห้องคนเดียว จากเดิมที่เราไปซื้อชุดเดรสและทำอะไรมากมายด้วยกัน ท่านแม่ก็เริ่มไม่ไปไหนมาไหนกับเธอ ท่านป้ามาที่นี่น้อยลงเพราะว่าท่านป้าสุขภาพไม่ดีเท่าไหร่
เธอรู้ว่าสาเหตุการเก็บตัวเงียบของท่านแม่ มันมาจากที่ท่านแม่พยายามจะศึกษาค้นคว้ามนตร์ดำ
แต่ในเนื้อเรื่องบอกเอาไว้ว่าท่านแม่ฝึกมันไม่สำเร็จ เพราะอย่างนั้นปล่อยท่านแม่เอาไว้แบบนั้นคงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอก
“ขอบคุณท่านมากนะคะ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาท่านโอฟีเลียช่วยเหลือข้ามากจริงๆ”
นี่เป็นครั้งที่สิบที่จูเลียนก้มศีรษะให้ฉันเพื่อเป็นการขอบคุณ
“รีบไปเถอะ ทางที่ดีเราสองคนอย่าพบเจอกันอีกเลยน่าจะดี”
ตระกูลแอเรียนาของเธอไม่ค่อยได้เข้าสังคมเท่าไหร่นัก เพราะข่าวการหย่าร้างของท่านแม่ทำให้ชนชั้นสูงพวกนั้นหันหลังให้เรากันหมด ในยุคสมัยที่บุรุษเป็นใหญ่ สตรีที่ผ่านการหย่าร้างนั้นเหมือนกับมีความผิดติดตัว จึงไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร
“ลูกไปไหนมาโอฟีเลีย”
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อท่านแม่รอฉันอยู่ที่ห้องนอน
“ท่านแม่คะ..”
ฉันรีบวิ่งเข้าไปโผกอดท่านแม่ในทันที
“ทาสคนนั้นที่ท่านแม่พามานางหนีไปแล้วค่ะ ลูกพยายามตามหานางเท่าไหร่ก็ไม่พบเลย..”
ฉันร้องไห้ออกมาเพื่อความสมจริง ฉันสั่งให้จูเลียนเก็บตัวที่วิหารสักระยะ ไม่ให้นางออกไปไหนเพราะอย่างนั้นน่าจะพอตบตาท่านแม่ได้
“แม่จะสั่งให้คนของเราไปตามนางกลับมา..”
“ไม่นะคะ! ลูกไม่อยากได้ทาสที่หลบหนีไปจากลูกกลับคืนมาหรอกค่ะ นางทำให้ความเชื่อใจที่ลูกมีต่อนางพังทลายไปหมดแล้ว ลูกไม่ต้องการทาสคนไหนอีกแล้ว..ท่านแม่อย่าไปพาทาสคนอื่นมาให้ลูกอีกนะคะ ลูกเจ็บปวดเมื่อพวกเขาทรยศลูก..”
เพราะอย่างนั้นอย่าไปเที่ยวจับตัวใครสุ่มสี่สุ่มห้ามาอีกนะคะท่านแม่
“ท่านแม่ฝากของมาให้น่ะ..”
อาม่อนกล่าวพร้อมกับโบกมือเพื่อให้คนของเขายกหีบไม้มากมายเข้าไปด้านในคฤหาสน์แอเรียนา ในหีบไม้พวกนั้นมีทั้งผ้าไหม เครื่องเทศ อาการแห้ง และเครื่องประทินโฉมอีกมากมายทีเดียว ท่านแม่ของเขาไม่สบายแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อท่านพ่อได้รับเครื่องบรรณาการจากองค์จักรพรรดิ ท่านแม่ก็รีบสั่งให้เขาส่งข้าวของพวกนั้นมาที่นี่ เพื่อมามอบให้แก่ท่านน้าและโอฟีเลีย
“ฝากขอบคุณท่านป้าด้วยนะคะ”
อาม่อนพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
“อีกเรื่องที่ข้าต้องบอกกล่าวกับเจ้า คือท่านแม่ต้องการให้เจ้าเข้าร่วมงานเลี้ยงในพิธีบรรลุนิติภาวะในพระราชวัง ปีนี้เจ้าอายุ 18 แล้วนี่ ต้องเข้าร่วมพิธีเพื่อให้บุรุษทุกคนได้ล่วงรู้ว่าเจ้าพร้อมจะแต่งงานแล้ว”
โอฟีเลียแค่นหัวเราะเบาๆ
“ท่านแม่ไม่ยอมให้ข้าไปหรอก พี่ก็รู้ว่าท่านแม่หวงข้าอย่างกับอะไรดี”
“ครั้งนี้ท่านแม่ของข้าจะออกหน้าให้เอง เรื่องชุดที่จะใส่ไปในวันงานและช่างแต่งหน้า ข้าจะส่งมาที่นี่เจ้าแค่เตรียมตัวให้พร้อมกับการเข้าสู่สังคมของชนชั้นสูงก็พอแล้ว นี่เป็นบัตรเชิญ แน่นอนว่ามันจ่าหน้าซองถึงเลดี้แอเรียนา โอฟีเลีย”
โอฟีเลียยื่นมือไปรับบัตรเชิญนั้นมาถือเอาไว้ กำหนดการจัดงานอีกสามเดือนข้างหน้า
“ขอบคุณท่านพี่มากนะคะ”
อาม่อนตบที่ไหล่ของโอฟีเลียเบาๆ
“เอาไว้ข้าจะส่งรถม้ามารับเจ้า อย่างไรเสียเจ้าก็ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวของข้าผู้ซึ่งจะขึ้นเป็นแกรนด์ดยุคในอนาคต หากไม่อยากแต่งงานก็ไม่ต้องแต่งหรอก ข้ามีเงินพอที่จะเลี้ยงดูเจ้าให้สุขสบายไปทั้งชาติอยู่แล้ว”
ถึงแม้ว่าอาม่อนจะไม่ได้เรื่องในการทำงาน แต่นิสัยของเขา เขาอ่อนโยนและมีความเป็นผู้นำสูงมากๆ เมื่อเขาอยู่กับโอฟีเลีย อาจจะเพราะว่าเราเติบโตด้วยกันมา อาม่อนถึงได้มองว่าโอฟีเลียคือน้องสาวแท้ๆ ของเขา
เธอพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้แต่ไม่ได้ตอบรับกับคำกล่าวที่ว่า..เขาจะดูแลเธอ ยามนี้อาม่อนยังไม่แต่งงานเขาก็พูดได้ทั้งนั้นว่าจะเลี้ยงดูเธอ แต่ในวันที่เขาแต่งงานและมีครอบครัวเขาย่อมลืมเลือนลูกพี่ลูกน้องอย่างเธอไป การเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ทำให้เธอรับรู้ได้ว่าไม่มีที่ใดจะหยัดยืนได้อย่างมั่นคงเท่ากับการยืนอยู่บนขาของตัวเองอีกแล้ว
ก็บอกแล้วไงว่านิยายเรื่องนี้เธอเคยอ่านน่ะ
“คุณหนูคะ เรื่องที่ดินที่คุณหนูซื้อเอาไว้นั้นทางตระกูลเทอรันมาขอซื้อต่อในราคาสามเท่าที่ซื้อมา..ไม่ทราบว่าคุณจะยินยอมขายไหมคะ”
ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์ ความฝันอีกอย่างหนึ่งของฉันคือการเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในจักรวรรดิแห่งนี้ เมื่อสองปีก่อน เมื่อท่านแม่วางมือจากงานต่างๆ ในคฤหาสน์เพื่อให้ฉันเรียนรู้เรื่องการทำงานและการเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่ของแอเรียน่า ฉันเทขายทรัพย์สินทั้งหมดของแอเรียนาออกไป ไม่ว่าจะเป็นที่ดินในเมือง หรือแม้กระทั่งคฤหาสน์เก่าแก่ของท่านยาย เครื่องประดับทั้งหมด ชุดเดรส และอีกหลายอย่างเพื่อให้เรามีเงินทุนที่สามารถซื้อที่ดินในตำแหน่งที่ฉันต้องการได้
ในจักรวรรดิแห่งนี้เต็มไปด้วยแร่เพชรและแร่ทองคำที่ถูกฝังเอาไว้ ฉันจะเป็นเจ้าของที่ดินพวกนั้นทั้งหมด
ชื่อของแอเรียนาจะถูกจำใหม่ ในฐานะของตระกูลที่สุดแสนจะมั่งคั่งมากที่สุดในจักรวรรดิ แม่ของฉันเป็นหญิงหม้ายแล้วยังไง ในเมื่อแม่ของฉันจะมีเงินเยอะมากกว่าใครๆ
หากว่าท่านแม่อยากจะเรียนรู้เรื่องเวทมนตร์ ฉันจะสนับสนุนท่านแม่เอง แต่เป็นเวทสายขาวได้ไหม..มนตร์ดำอะไรพวกนั้นไม่เหมาะกับคนสวยๆ แบบท่านแม่หรอก
“ต่อให้เขาให้ราคาสิบเท่า ข้าก็ไม่ขาย หากมีผู้อื่นมาติดต่อขอซื้อที่ดินของเราอีก ไม่ว่าเขาจะให้ราคาเท่าไหร่ก็ตามที ให้เจ้าปฏิเสธเขาได้เลยนะเพนนี”
เพนนีคือความภาคภูมิใจของฉัน เพราะว่าฉันสามารถตามหาอัจฉริยะแห่งยุคเจอยังไงล่ะ เพนนีมาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการตรวจดูบัญชีของฉัน เท่าที่ฉันตั้งเป้าหมายเอาไว้ อีกหกเดือนหลังจากนี้ฉันจะขุดดินเพื่อทำเหมือง..เมื่อถึงตอนนั้นชื่อเสียงของฉันและท่านแม่จะโด่งดังในชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน
“รับทราบค่ะคุณหนู”
โอฟีเลียเดินเข้าไปในบ้าน เธอมองหีบพวกนั้นด้วยแววตาเรียบเฉย
“เอาของพวกนี้ไปเก็บเอาไว้เถอะ”
“ครับคุณหนู”
ข้ารับใช้ต่างขนย้ายข้าวของมากมายพวกนั้นไปเก็บเอาไว้ในห้องเก็บของ ส่วนพวกเครื่องเทศและอาหารแห้งจะถูกจัดเก็บเอาไว้ในครัว
ฉันที่กำลังจะเดินขึ้นไปด้านบนแต่หางตากลับเหลือบไปเห็นท่านแม่ที่กำลังเดินเข้ามาในคฤหาสน์ ทุกอย่างมันควรจะปกติ แต่ท่านแม่กลับถือโซ่เอาไว้ในมือและโซ่เหล็กเส้นนั้นมันถูกมัดเอาไว้บนคอของบุรุษผู้หนึ่ง
“โอฟีเลียแม่กลับมาแล้ว..”
ท่านแม่แย้มยิ้มออกมาพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหาฉัน
“แม่พาเพื่อนใหม่มาให้ลูกแล้วนะ ต่อจากนี้ไปลูกรักของแม่ก็ไม่ต้องเหงาอีกแล้ว..”
เพื่อนใหม่? เดี๋ยวนะ ในนิยายเรื่องนี้บุรุษที่มีเส้นผมสีดำและดวงตาสีแดงเช่นนี้มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น คาลอสบุตรนอกสมรสของตระกูล อัคราฟ ตัวร้ายของนิยายเรื่องนี้!
โอ้ย!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
“ท่านแม่คะ ลูกบอกไปแล้วว่าลูกไม่ต้องการเพื่อนหรือว่าอะไรทั้งนั้น”
ดัชเชสเอเวียจับมือของลูกสาวเอาไว้แน่น
“แม่เข้าใจลูกนะโอฟีเลีย ลูกเจ็บปวดที่ทาสคนนั้นหนีไปจากลูกใช่ไหม คราวนี้ลูกไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอีกแล้วนะ เพราะว่าแม่จัดการล้างสมองเด็กคนนี้แล้ว มนตร์ดำที่แม่ร่ำเรียนมานานในที่สุดมันก็ได้ผลล่ะ..”
หูของโอฟีเลียมันอื้อไปหมดเลย เมื่อท่านแม่กล่าวว่าท่านแม่สามารถใช้มนตร์ดำได้ เพราะว่าการใช้มนตร์ดำมันคือข้อห้ามของจักรวรรดิแห่งนี้ หากว่ามีผู้อื่นรู้ไม่ใช่ว่าเราสองแม่ลูกจะซวยกันหมดงั้นเรอะ
ในคฤหาสน์ของเธอมีคนรับใช้น้อยมาก แต่ละคนก็ทำงานมานาน เธอไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป แต่คนอื่นนอกเหนือจากเรา..หากว่าพวกเขาล่วงรู้..
“ท่านแม่คะ ท่านจับตัวชายคนนี้มาได้ยังไงกันคะ?”
“ไม่ต้องเป็นห่วง แม่รู้ว่าลูกกลัวว่าคนอื่นจะล่วงรู้ว่าแม่ใช่มนตร์ดำใช่ไหมโอฟีเลีย เรื่องนั้นไม่มีใครรู้หรอก แม่ไม่ได้ให้ใครเห็น”
ท่านแม่ส่งมอบสร้อยคอเส้นหนึ่งให้ฉัน มันมีจี้สีแดงรูปดอกกุหลาบที่ทำจากอัญมณี
“เขาจะเชื่อฟังผู้ที่สวมสร้อยเส้นนี้ เพราะอย่างนั้นตราบใดที่ลูกสวมสร้อยเส้นนี้เขาจะเชื่อฟังและภักดีกับลูกมากกว่าใครทั้งนั้น เจ้าเชื่อใจบุรุษไม่ได้นะโอฟีเลีย แต่ลูกสามารถเชื่อใจเขาได้..”
เธอควรจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ดี
“แต่ท่านแม่คะ..ถึงยังไงมันก็ผิด..”
“แม่กำลังจะตายโอฟีเลีย..คนในตระกูลแอเรียนาจะมีพลังหยั่งรู้ถึงอนาคตเมื่อตัวเองกำลังจะตาย”