เสิ่นลี่จูพยายามใช้ความคิดว่าเหตุใดตนเองถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จนกระทั่งเธอเริ่มรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ภาพต่างๆของเจ้าของร่างเดิมพลันปรากฏชัดเจนภาพแล้วภาพเล่า
"ฮือ ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันกลัวแล้ว"
"กลัวหรือ เจ้าต้องมารับกรรมแทนพี่สาวเจ้า เป็นเช่นไร เจ้ารักข้ามากไม่ใช่หรือ เหตุใดไม่ยอมทำตามใจข้าเล่า หากเจ้าไม่ทำตามใจข้า ข้าจะโบยเจ้าจนตาย แล้วลากไปโยนทิ้งที่นอกวังหลวง"
"ฮือ ไม่นะเพคะ หม่อมฉันไม่ใช่เสิ่นอ้ายเยว่เสียหน่อย พระองค์จะเอาความแค้นมาลงที่หม่อมฉันเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ"
"เจ้ามีสายเลือดเดียวกับนาง อีกอย่าง เจ้าเองก็เคยกลั่นแกล้งนางสารพัด อ้อ ข้าเดาได้แล้ว เจ้าคงรู้เห็นเป็นใจกับนางสินะ เจ้ารู้เห็นเรื่องที่นางหักหลังข้าใช่หรือไม่ สารเลวทั้งพี่ทั้งน้อง!"
ภาพที่เจ้าของร่างเดิมถูกฮ่องเต้เจิ้งจิ่งเหอทารุณกรรมจิตใจฉายชัดเข้ามาในมโนสำนึกของเสิ่นลี่จูคนใหม่ไม่หยุดยั้ง จนนางถึงกับเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวดพลางยกมือทุบศีรษะของตนพร้อมกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
"โอย ปวดหัวเหลือเกิน ปวดหัวมาก อ๊า"
อดทนอยู่นานในที่สุดอาการปวดหัวก็ทุเลาเบาบางลง เสิ่นลี่จูหายใจเหนื่อยหอบ ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าตนเองได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของเสิ่นลี่จู นางร้ายในเรื่องที่กลั่นแกล้งพี่สาวของตน เมื่อพี่สาวตายกลับไม่ยอมช่วยสืบหาความจริงทั้งยังสาแก่ใจ สุดท้ายแล้วอาจต้องพบจุดจบที่น่าอนาท และอาจจะต้องตายอยู่ในตำหนักเย็นไร้ผู้คนเหลียวแล
เสิ่นลี่จูแทบกุมขมับ เธอด่าตัวละครแทบตาย สุดท้ายตนเองกลับต้องมาอยู่ในร่างของเสิ่นลี่จูนางร้ายใจบาปผู้นี้เสียเอง ที่สำคัญยังต้องมารองรับอารมณ์ของเจิ้งจิ่งเหออีกด้วย
บัดซบเกินจะบรรยาย เป็นคนอ่านนิยายอยู่ดีดีกลับกลายเป็นผู้ประสบภัยเสียอย่างนั้น
ด้านเจิ้งจิ่งเหอที่เห็นท่าทางเดีี๋ยวตกใจเดี๋ยวหมดอาลัยตายอยากของเสิ่นลี่จูเขาก็ขมวดคิ้วมุ่น ในใจนึกดูแคลนนางเป็นอย่างมาก สตรีนางนี้ต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ ท่าทางของนางเหมือกับคนไม่เต็มเต็งเสียอย่างนั้น
แต่ช่างเถิด นางจะมีสภาพเช่นไรเขาไม่สน หน้าที่ของนางคือต้องมารับกรรมแทนที่พี่สาว!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงเดินเข้าไปกระชาก แขนของเสิ่นลี่จูให้ลุกขึ้นยืน เสิ่นลี่จูยังไม่ทันตั้งตัวจึงซวนเซล้มเข้าไปในอ้อมกอดของเขา แต่เจิ้งจิ่งเหอกลับเบี่ยงกายหลบ จนนางล้มลงไปที่พื้นสภาพน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
"อย่าคิดมาแตะต้องตัวข้า คนเช่นเจ้ามันไม่คู่ควร"
เสิ่นลี่จูถึงกับซูดปาก คนบัดซบนี่มันจะเกินไปแล้วนะ ไม่มีความเมตตาปรานีเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นลี่จูพยายามลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองหน้าของเจิ้งจิ่งเหอให้ชัดๆ ตอนที่อ่านนิยายเธอยังจินตนาการใบหน้าของเขาไม่ออก เมื่อได้มาเห็นเต็มสองตาก็ถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างมาก เขาหล่อเหลามากจริงๆ รูปงามเสียจนนางไม่อาจละสายตาได้
จากตรงนี้สามารถมองเห็นคันฉ่องทองเหลืองที่อยู่ด้านหลังของเจิ้งจิ่งเหอได้ชัดเจน ทำให้เสิ่นลี่จูสามารถมองเห็นใบหน้าของตนเองในคันฉ่องได้อย่างชัดเจน เพราะว่าสตรีในคันฉ่องมีใบหน้าเหมือนางราวกับฝาแฝด
นี่เรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย มันจะอเมซิ่งเกินไปแล้ว
เสิ่นลี่จูเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าเพราะก่อนหน้านี้เจ้าของเดิมล้มป่วยทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงมากเท่าไหร่นัก สิ่งแรกที่นางต้องทำคือนางจะต้องพักรักษาตัวให้หายดีและเตรียมรับมือกับเจิ้งจิ่งเหอ
เจิ้งจิ่งเหอส่งเสียงเหอะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเสิ่นลี่จูอย่างไม่พอใจ
"วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปสักวัน ดูจากสภาพเจ้าแล้วข้าคงเล่นไม่สนุก แต่เจ้าอย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบเลย"
เอ่ยจบเขาก็สะบัดชายเสื้อและเดินจากไปทันที
"ฮือ พระสนม น่ากลัวยิ่งนักเพคะ หากไม่หาทางหนี พระองค์จะต้องไม่รอดจากเงื้อมมือของฝ่าบาทแน่นอนเพคะ"
เมี่ยวเถียนสาวใช้ข้างกายเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น เสิ่นลี่จูหันไปมองสาวใช้ของตน นางรับรู้ได้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมว่าเรื่องราวเป็นมาเช่นไรและใครเป็นใครบ้าง จึงได้เอ่ยถามอะไรเมี่ยวเถียนให้มากความ
ยามนี้นางเข้าวังหลวงมาในฐานะกุ้ยเหริน แม้จะเป็นตำแหน่งนางสนมแต่กลับไม่ได้สูงส่งอันใดมากนัก เรื่องนี้เสิ่นลี่จูไม่สนใจ ตอนนี้สิ่งที่นางต้องทำคือหาทางรับมือกับเจิ้งจิ่งเหอและคิดหาวิธีออกไปจากนิยายเล่มนี้โดยเร็วที่สุด
ด้านเมี่ยวเถียนที่เห็นว่าเจ้านายฟื้นแล้ว จึงรีบไปที่ห้องครัวหลวงสั่งให้คนทำอาหารมาให้เสิ่นลี่จู เมื่ออาหารมาถึงเสิ่นลี่จูก็ถึงกับก่นด่าเจิ้งจิ่งเหอในใจอีกหนึ่งคำรบ
อาหารตรงหน้านางนอกจากโจ๊กที่ใสเหมือนตาแมวแล้ว ยังมีผัดผักกาดและกวางตุ้งผัดน้ำมันอย่างละจาน ไม่มีเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย
"เมี่ยวเถียน นี่อาหารพระสนมเหรอ ให้ตายเถอะ นางกำนัลในวังหลวงยังกินดีอยู่ดีกว่าข้าอีกกระมัง"
เมี่ยวเถียนเม้มริมฝีปากแน่น พลางเอ่ยตอบ
"ฝ่าบาทตรัสว่าช่วงนี้ต้องปรับปรุงเรื่องงบประมาณการใช้จ่ายในวังหลวง ทำให้อาหารบางอย่างต้องลดลงโดยเฉพาะเนื้อสัตว์เพคะ"
"ลดงบประมาณกับผีน่ะสิ เห็นทีคงงดแค่ที่ตำหนักข้าเพียงที่เดียว บัดซบจริงๆ"
"พระสนม อย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้นะเพคะ"
เมี่ยวเถียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนแทบจะเป็นลม ตั้งแต่เจ้านายของนางฟื้นขึ้นมาก็เอ่ยวาจาไม่น่าฟัง อีกทังยังดูแปลกประหลาดกว่าแต่ก่อน ที่สำคัญยังไม่เกรงกลัวฮ่องเต้อีกด้วย
เสิ่นลี่จูพยายามระงับสติอารมณ์ นางรีบกินอาหารจนหมด อย่างไรย่อมต้องกินเพื่อให้มีเรี่ยวแรง
"เมี่ยวเถียน ก่อนหน้าที่ข้าจะเข้าวัง ทางบ้านคงมอบเงินทองมากมายติดตัวข้ามาด้วยกระมัง เขาเรียกอะไรนะ อ้อ สินเดิม"
"เพคะ แต่ว่าไม่นานมานี้หลังจากพระสนมล้มป่วย นางกำนัลก็มีใจเหิมเกริม เพราะพระสนมไม่เป็นที่โปรดปราณ ซ้ำฝ่าบาทยังให้พวกนางกลั่นแกล้งพระองค์ได้ตามใจชอบ พวกนางจึงแอบยักยอกสินเดิมของพระองค์ไปจนหมด ตอนนี้เหลือของมีค่าอยู่ไม่มาก บ่าวเองก็ไม่กล้าปากมาก บ่าวกลัวเพคะ จะหาทางแจ้งจวนตระกูลเสิ่นก็ไม่ได้ ฮือ"
เสิ่นลี่จูที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่คิดว่านางกำนัลพวกนั้นจะเหิมเกริมได้ถึงขนาดนี้ นางอ่านนิยายมาหลายเล่ม ล้วนเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงเรื่องนี้ เมื่อใดที่นางไร้อำนาจย่อมถูกกลั่นแกล้งเป็นเรื่องธรรมดา
เสิ่นลี่จูส่งเสียงเหอะ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับเมี่ยวเถียน
"เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่านางกำนัลคนใดเอาของของข้าไป"
"เพคะ บ่าวจำหน้าพวกนางได้"
"อีกเดี๋ยวเจ้าจงไปเรียกพวกนางมา!"
“เรียกมาทำไมกันเพคะ"
"เรียกพวกนางมารับทราบข้อกล่าวหาน่ะสิวันนี้ใครมันไม่คืนของของข้า ข้าจะให้มันอยู่ไม่สู้ตายเลยคอยดู!"
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงยามเย็น เพราะยามนี้เป็นช่วงที่สองของฤดูหนาวอากาศจึงเย็นลงเป็นอย่างมาก ในตำหนักของเสิ่นลี่จูแม้จะปิดหน้าต่างทุกบานจนสนิทแล้วแต่ความหนาวเย็นกลับไม่ได้บรรเทาเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย เมี่ยวเถียนเทชาร้อนใส่ถ้วยส่งให้เจ้านายของตน ชาป้านนี้เป็นเพียงชาธรรมดาที่ไม่ได้มีราคาค่างวดอันใด รสชาติจึงไม่ได้หวานละมุนเช่นชาดีดีที่นางเคยดื่มก่อนหน้านี้ แต่เสิ่นลี่จูไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก ขอเพียงมีที่ให้นอน มีน้ำให้ดื่ม มีอาหารให้กินอิ่มท้อง นางก็พอใจแล้ว สถาณการณ์ที่ไม่สู้ดีเช่นนี้ นางไม่อาจเรียกร้องอะไรได้มากนัก สิ่งที่นางจะต้องทำตอนนี้ก็คือคิดหาหนทางกลับไปยังโลกอนาคตที่นางจากมา
แต่เสิ่นลี่จูคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก นางจึงเลิกคิดเสียและเก็บแรงเอาไว้ก่อน รอให้สมองเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้แล้วค่อยคิดหาหนทาง
บรรยากาศยิ่งดึกก็ยิ่งหนาวเย็น เสิ่นลี่จูมองไปที่เทียนไขซึ่งถูกจุดให้ความสว่างคราหนึ่ง เมี่ยวเถียนสาวใช้ของนางยามนี้อยู่เฝ้าที่หน้าประตู เสิ่นลี่จูรู้สึกไม่คุ้นชินกับที่นี่จึงทำให้ไม่อาจข่มตานอนหลับได้อย่างสบายใจ
"เจ้านอนไม่หลับหรือแม่สาวน้อย"
อยู่ๆก็มีเสียงของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา เสิ่นลี่จูลุกพรวดพราดขึ้นมาจากเตียงนอน ก่อนจะหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาต้นตอของเสียง แต่กลับไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว นางเริ่มหวาดระแวงขึ้นมาเสียแล้ว
"ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของข้านอกจากเจ้าหรอก โฮะๆ"
"ผู้ใดกัน หรือว่าจะเป็นผี!"
เสิ่นลี่จูอุทานยออกมาด้วยความหวาดหวั่น ใบหน้าสวยหวานยามนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เริ่มหายใจถี่กระชั้น
"แม่หนูคนงาม เจ้าเงยหน้าขึ้นมาสิ ข้าอยู่บนเพดานนี่ เงยหน้ามาสิจ๊ะเด็กดี"
เสียงของสตรีนางนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหูของนางไม่หยุด เสิ่นลี่จูหลับตาลง ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดาน ภาพที่เห็นทำเอานางถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
นั่นมันจิ้งจกนี่!
เสียงที่นางได้ยินเมื่อครู่มาจากเจ้าจิ้งจกตัวนี้หรือ
บ้าไปแล้วน่า!
เสิ่นลี่จูถึงกับขบขันตนเองในใจ ให้ตายเถอะ นางคงประสาทหลอนไปแล้วแน่ๆถึงได้คิดเรื่องบ้าบอเช่นนี้ออกมาได้ จิ้งจกประหลาดที่ไหนกันจะพูดได้
"บังอาจนัก เห็นข้าแล้วยังไม่ทำความเคารพ ข้าคือเทพธิดาจากแดนสวรรค์เชียวนะ แต่เพราะต้องมาชดใช้บาปจึงต้องมาคอยช่วยมนุษย์ตัวเล็กๆเช่นเจ้า ข้าจึงต้องมาอยู่ในร่างจิ้งจกบัดซบตัวนี้!"
เสิ่นจูถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองจิ้งจกตัวนั้นอีกหน ตอนนี้ในใจคลายความหวาดกลัวลงไปได้มากแล้ว แต่เมื่อได้ยินที่เทพธิดาจิ้งจกเอ่ยออกมานางก็ถึงกับย่นหัวคิ้ว
"เป็นถึงเทพธิดาแต่มาอาศัยในร่างของจิ้งจก น่าเวทนาดีนี่ แต่ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้มีเพื่อนคุยแก้เหงา ไหนๆก็เจอแต่เรื่องแย่ๆ เจอเรื่องประหลาดอีกมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว"
"สามหาว ข้าแค่มาอยู่ในร่างนี้เพียงชั่วคราวเพื่อคอยช่วยเหลือเจ้าให้สมหวังกับเนื้อคู่ เมื่อเจ้าสมหวังแล้วข้าก็จะไป เหอะ"
เนื้อคู่หรือ นี่มันเรื่องอะไรกัน
เสิ่นลี่จูสับสนมึนงงไปหมดแล้ว
"ที่ท่านบอกว่ามาเพื่อช่วยให้ข้าสมหวังกับเนื้อคู่ เนื้อคู่ของข้าคือใครกัน"
"ก็ฮ่องเต้รูปงามผู้นั้นอย่างไรเล่าคือเนื้อคู่ของเจ้า"
เสิ่นลี่จูถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก นึกอยากจะเขวี้ยงหมอนใส่เทพธิดาจิ้งจกนั่นสักหนเพื่อระบายอารมณ์ เนื้อคู่มารดามันสิ นางไม่เอาด้วยคนหรอก
"ข้าจะออกจากนิยายเล่มนี้ได้อย่างไร"
เสิ่นลี่จูไม่สนใจเรื่องเนื้อคู่เนื้องอกอะไรนั่น นางกลับเปลี่ยนเรื่องมาถามว่าจะออกจากนิยายได้อย่างไรแทน เทพธิดาจิ้งจกกลอกตาไปมาพลางส่ายหางไปทางซ้ายทีขวาที ก่อนจะเอ่ยตอบ
"ความจริงก็มีอยู่สองวิธี"
"วิธีใด"
"วิธีแรกเจ้าจะต้องมีลูกกับเนื้อคู่ของเจ้า จึงจะสามารถกลับไปได้"
เสิ่นลี่จูถึงกับสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มอยู่ มีลูกกับเจิ้งจิ่งเหออย่างนั้นหรือ บัดซบสิ้นดี แม้แต่ทำดีกับนางเขายังไม่ทำ ตัดเรื่องมีลูกกับเขาทิ้งไปได้เลย ก่อนจะมีลูกช่วยทางเข้าใกล้เขาให้ได้ก่อนเถอะ
"เช่นนั้นก็ปล่อยข้าตามยถากรรมเถอะ ไม่ต้องมาช่วยข้า ข้าจะนอนแล้ว"
"นี่ๆ แม่นางน้อย เจ้าอย่าเพิ่งท้อแท้สิ ข้าต้องช่วยให้เจ้าสมหวังสิ เช่นนั้นข้าก็จะออกจากร่างจิ้งจกนี่ไม่ได้ เพราะข้าและเจ้ามีเศษกรรมพันผูก แต่เอาเถอะ รอให้เจ้าอารมณ์เย็นลงข้าจะบอกอีกวิธีหนึ่งกับเจ้าก็แล้วกัน เจ้านอนก่อนเถอะ"
เสิ่นลี่จูไม่สนใจเทพธิดาจิ้งจกเส็งเครงนั่นอีก นางพยายามข่มตาหลับจนถึงรุ่งเช้า เมื่อตื่นมาก็ล้างหน้าล้างตายังไม่ทันจะได้กินมื้อเช้า ก็มีนางนางกำนัลมาแจ้งว่าเจิ้งจิ่งเหอกำลังจะเสด็จมาที่นี่
เสิ่นลี่จูถึงกับกลอกตาไปมา เพิ่งจะเช้าก็เสนอหน้ามาแล้ว เขาคิดจะหาเรื่องนางไม่เว้นเวันเลยหรือไรกันนะ
แม้ปากจะก่นด่า แต่อย่างไรย่อมต้องออกไปทำการต้อนรับ เสิ่นลี่จูยิ้มแย้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เจิ้งจิ่งเหอที่เห็นเช่นนั้นก็ส่งเสียงเหอะอย่างดูแคลน
"รอยยิ้มของเจ้ามันช่างน่าเกียจเสียจริง เหมือนผีที่เพิ่งผุดขึ้นมาจากหลุมอย่างไรอย่างนั้น"
เสิ่นลี่จูยังคงยิ้มต่อไป ทั้งที่ในใจก่นด่าเขาไม่หยุด
ปากคอเราะร้ายนัก!
เจิ้งจิ่งเหอยกมือขึ้น ก่อนจะสั่งให้กงกงนำอาการเข้ามา เสิ่นลี่จูมองอาหารพวกนั้นก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น อาหารอันโอชะน่าตาหน้ากินวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะไปหมด นี่เขาคิดจะทำสิ่งใดกัน
เมื่ออาหารถูกนำมาวางจนครบแล้ว เจิ้งจิ่งเหอก็สั่งให้กงกงนำตะเกียบมาให้นางคู่หนึ่ง เสิ่นลี่จูรับตะเกียบมาอย่างงงงวยพลางเอ่ยถามด้วยความฉงนสนเท่ห์
"ฝ่าบาทจะให้หม่อมมันทำสิ่งใดหรือเพคะ"
เจิ้งจิ่งเหอยิ้มตาหยี ก่อนจะเอ่ยตอบนางอย่างเย็นชา
"นี่เป็นอาหารที่ข้ากินทุกวัน แต่ก่อนที่ข้าจะกิน จะต้องมีคนชิมมันเสียก่อน เผื่อว่ามันมีพิษจะได้ตายก่อนข้า วันนี้คนทำหน้าที่นี้ล้มป่วยกระทันหันไม่่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ ข้าจึงให้เจ้าทำงานนี้แทนเขาหนึ่งวัน ที่ข้าลงทุนลงแรงมาที่นี่เพราะว่าเกิดเจ้าตายขึ้นมา ข้าไม่อยากให้เลือดของเจ้าเปรอะเปื้อนในตำหนักของข้า กินซะ!"
เสิ่นลี่จูมองเจิ้งจิ่งเหออย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ผู้ชายคนนี้มันจะเกินไปแล้ว ถึงกับจะให้นางตายแทนเขา ใช้ได้ที่ไหนกัน
เมื่อเห็นว่าเสิ่นลี่จูไม่ยอมกินอาหารซ้ำยังจ้องเขาเขม็ง ชายหนุ่มจึงหรี่ตามองนาง
"ทำไม ไหนเจ้าบอกว่ารักข้ามากมิใช่หรือ"
"ก่อนหน้านี้หม่อมฉันตาบอดตาถั่ว เห็นผิดเป็นชอบเพคะ"
"นี่เจ้า! ปากคอเราะรายใช้ได้เลยนี่ กิน เสียหากเจ้าไม่กินวันนี้นางกำนัลในตำหนักเจ้าจะต้องถูกโบยจนตาย!"
เสิ่นลี่จูจ้องเจิ้งจิ่งเหอเขม็ง เขาทั้งบ้าอำนาจและจิตใจวิปริตบิดเบี้ยวจนเกินจะรักษาเยียวยาเสียแล้ว
ในขนาดที่สาณการณ์ดูเหมือนจะไร้ทางออก เสิ่นลี่จูก็ได้ยินเสียงของเทพธิดาจิ้งจกเอ่ยขึ้นมา
"ในอาหารไม่มียาพิษ เขาแค่ต้องการกลั่นแกล้งให้เจ้าหวาดกลัว ยามที่เจ้าหวาดกลัวเขาจะมีความสุขมาก ตายแล้ว! กุ้งผัดใบชาหลงจิ่งน่ากินมาก จูจูน้อย เจ้ากินแทนข้าทีสิ เร็วเข้า!"
เสิ่นลี่จูเหลือบตามองไปมองเทพธิดาจิ้งจกซึ่งตอนนี้เกาะอยู่ตรงขอบประตูคราหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
เหอะ ที่แท้ก็คิดจะกลั่นแกล้งนางนี่เอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงจัดการใช่ตะเกียบคีบอาหารตรงหน้าขึ้นมาชิมคำแล้วคำเล่า
รสชาติดี!
เจิ้งจิ่งเหอเห็นว่าเสิ่นลี่จูดูแปลกประหลาดไปจากทุกวัน นอกจากจะไม่เกรงกลัวเขาแล้วนางยังกินอาหารอย่างไม่หวาดหวั่นจนเขาเริ่มหงุดหงิดจึงแย่งตะเกียบมาจากมือของนางก่อนจะปามันทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
"บัดซบ ตละกละมูมมามเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน ช่างน่ารังเกียจเสียจริง"
"ก็ฝ่าบาทบอกให้หม่อมฉันกิน หม่อมฉันก็กินสิเพคะ ตายแล้ว อร่อยมาก ขาหมูจานนั้นน่ะหม่อมฉันยังไม่ได้ชิมเลย ตะเกียบไม่มีแล้ว ขอใช้มือนะเพคะ"
เจิ่งจิ่งเหอ"......"