เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ใจอ่อนง่าย ๆ หยางจูก็ปล่อยให้น้ำตาที่คลออยู่ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย พร้อมเสียงสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา เฉินไป่ชางตาลีตาเหลือกเช็ดน้ำตาให้ ก่อนจะโอบนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ราวกับนางคือน้องสาวตัวน้อยเมื่อครั้งทั้งคู่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ
“ฮึก!! ข้าขอเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น ฮืออออ” สะอื้นพลางแอบเหลือบตามองท่าทีลนลานของคนเป็นพี่
“ก็ได้ ๆ พี่จะไปปรึกษากับเสด็จอาว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างราบรื่นไม่มีข้อผิดพลาด เจ้าหยุดร้องแล้วรออยู่นี่” เขาทนเห็นน้ำตาของน้องน้อยสุดที่รักไม่ไหวจึงรีบตกปากรับคำในที่สุด
“จริงนะเพคะ” หยางจูลืมความเศร้าโศกเงยหน้ามองพี่ชายตาแป๋ว แต่เมื่อเห็นเขามองนางก็แสร้งทำเป็นบีบน้ำตาอีกรอบเพื่อความสมจริง
“อย่าร้อง ไม่ต้องร้อง ในเมื่อพี่พูดแล้วก็จะทำตามนั้น เจ้าหยุดร้องก่อนเถอะนะ” คนเป็นพี่รู้ทั้งรู้ว่าน้องสาวแกล้งบีบน้ำตา แต่ก็ยังอดใจอ่อนไม่ได้
นางพยักหน้าถี่รัว ยกปาดน้ำตาออกจากใบหน้าด้วยตนเอง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันให้พี่ชายสบายใจ
เมื่อเห็นว่านางหยุดร้องแล้ว เขาก็ประคองไปนั่งที่เก้าอี้ “เอาละ เจ้ากลับตำหนักไปก่อน พี่จะไปหารือเรื่องนี้กับเสด็จอา ได้เรื่องอย่างไรแล้วพี่จะแจ้งให้เจ้าทราบ”
“ขอบพระทัยเสด็จพี่” องค์หญิงหยางจูยอบกายเคารพอย่างงดงาม
“อ้อ แล้วอย่าทำอะไรโดยพละการเด็ดขาด” เฉินไป่ชางไม่วายกำชับคนเป็นน้อง
“ข้าทราบแล้ว”
“ฮัดเช้ย!!!”
ขณะเดียวกัน ที่ค่ายทหารชายแดนเมืองเป่ยถง รองแม่ทัพจางซื่อหมิงที่กำลังปรึกษาหารือเรื่องการศึกกับแม่ทัพมู่หรงอยู่ก็จามไม่หยุด
“ท่านรองแม่ทัพไม่สบายหรือ” มู่หรงเซียวหนานเอ่ยถามสหายด้วยความเป็นห่วง
“สงสัยจะเป็นอย่างนั้น” จางซื่อหมิงตอบ
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน ท่านกลับไปพักผ่อน เกิดเป็นอะไรขึ้นมาแล้วจะยุ่ง”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน”
จางซื่อหมิงลุกขึ้นเดินกลับกระโจมของตน เขาเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าจู่ ๆ ทำไมถึงจามไม่หยุดเช่นนี้ และรู้สึกใจหวิว ๆ ชอบกล
เฉินไป่ชางตรงไปยังตำหนักของหลี่อวี้อ๋องทันทีหลังจากแยกกับองค์หญิงหยางจู เขาเกรงว่าหากช้า น้องสาวอาจจะสร้างเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาเสียก่อน ดังนั้นเสด็จอาผู้ซึ่งมีความคิดอ่านลุ่มลึกน่าจะช่วยสองพี่น้องในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
“ถวายบังคมเสด็จอา”
เขาลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าผู้เป็นอาเดินเข้ามาในห้อง ข้างกายยังประคองพระชายาเดินมาพร้อมกัน เขามองภาพคู่รักที่เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยกตรงหน้าแล้วรู้สึกเสียดแทงในอกเล็ก ๆ พระชายามู่หรง หรือ
มู่หรงเยว่ชิงเป็นสตรีที่เขาเคยหมายปอง แต่นางมิได้มีใจให้เขา และเลือกแต่งให้เสด็จอาของเขาแทน ตัวเขาเองต้องใช้เวลาทำใจนานพอสมควร แต่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน เขาจึงค่อย ๆ ทำใจและสามารถมองคนทั้งคู่เคียงคู่กันได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเขาไม่สามารถให้นางเหมือนกับเสด็จอาได้ก็คือ ตำหนักอ๋องแห่งนี้นางคือพระชายาเยว่ชิงเท่านั้น ไม่มีตำแหน่งพระชายาเอกหรือพระชายารอง เพราะเสด็จอาของเขาได้ลั่นวาจาไว้ว่าจะแต่งภรรยาที่รักเพียงหนึ่งเดียว เฉินไป่ชางสะท้อนในอก เพราะตัวเขาเป็นว่าที่รัชทายาท การที่แต่งภรรยาเพียงหนึ่งนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นจึงไม่ต้องเอ่ยถึงความรัก ที่ดูราวกับว่าจะอยู่ห่างไกลจากตัวเขามากเสียเหลือเกิน
“ไป่ชาง เจ้ามาหาข้าถึงนี่มีเรื่องอะไร” หลี่อวี้อ๋องถามคนเป็นหลาน
“ทูลเสด็จอา ข้ามาหาท่านด้วยเรื่องของน้องหยางจู”
“หยางจูรึ คราวนี้นางก่อเรื่องอะไรไว้อีกล่ะ” เมื่อได้ยินชื่อนี้
หลี่อวี้อ๋องก็พอจะคาดเดาได้
“นางยังไม่ได้ทำอันใดพ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งที่นางคิดจะทำช่างใหญ่โตนัก ข้าถึงต้องรีบมาขอความช่วยเหลือจากท่านก่อนที่นางจะได้สร้างเรื่องขึ้นมาจริง ๆ”
หลี่อวี้อ๋องเลิกคิ้วขึ้น ส่วนพระชายาเยว่ชิงที่อยู่ข้างกายก็ตั้งหน้าตั้งตารอฟังเรื่องที่องค์ชายกำลังจะเล่า เห็นทีจะมีเรื่องสนุกอีกแล้ว
เฉินไป่ชางเล่าเรื่องราวโดยสังเขปให้ทั้งเสด็จอาและพระชายาฟังด้วยความรวดเร็ว เมื่อทั้งสองรู้เรื่อง ก็กลายเป็นว่าหลี่อวี้อ๋องนั้นมีความกังวลลึก ๆ เช่นเดียวกันกับเขา ส่วนมู่หรงเยว่ชิงซึ่งลึกซึ้งละเอียดอ่อน ก็เข้าอกเข้าใจองค์หญิงหยางจูถึงขนาดออกปากชื่นชมถึงความเด็ดเดี่ยวและการมั่นคงในความรักของนางเสียยกใหญ่
“เจ้าชื่นชอบในความสนุกสนานและได้เที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตาเช่นเดียวกับหลานของข้าต่างหาก ถึงได้กระตือรือร้นในเรื่องนี้นัก”
หลี่อวี้อ๋องพูดอย่างรู้ทันผู้เป็นพระชายา
“แหม ท่านก็พูดราวกับข้าไม่เข้าใจในเรื่องความรัก แม้ข้าจะชื่นชอบเรื่องสนุกและอดตื่นเต้นไปกับองค์หญิงหยางจูไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้าเห็นด้วยในเรื่องที่องค์หญิงจะได้เลือกคู่ครองของนางเอง แถมยังได้ทำความรู้จักกับเขาก่อน ดังเช่นที่เราสองคนก็ได้โอกาสนั้นเช่นกัน” มู่หรงเยว่ชิงพูดแก้พระสวามี ตัวนางเองมีความทรงจำของชาติที่แล้วซึ่งเป็นยุคปัจจุบันก่อนที่นางจะตายแล้ววิญญาณย้อนมาเกิดในยุคจีนโบราณ นางจึงเข้าใจเรื่องสิทธิในการเลือกคู่ครองสตรีเป็นอย่างดี และยิ่งเห็นด้วยกับการที่ชายหญิงแต่งงานกันด้วยความรัก ไม่ใช่การคลุมถุงชนแบบที่เป็นอยู่ในยุคนี้ ดูอย่างคู่ของนางกับท่านอ๋องประไร ทั้งคู่แต่งงานกันด้วยความรัก ทำให้ทุกวันนี้จึงมีแต่ความสุขและเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี
เมื่อพระชายารักหยิบยกเรื่องราวความรักของตัวเองมาเป็นตัวอย่าง ก็ดูจะทำให้ท่านอ๋องพออกพอใจ แขนข้างหนึ่งจึงยกโอบไหล่นางก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสินะ”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ช่วยให้องค์หญิงได้เข้าไปอยู่ในกองทัพของพี่ชายข้าด้วยเถอะนะเพคะ”
มู่หรงเยว่ชิงนึกชอบพอองค์หญิงหยางจูอยู่ในใจ การที่พี่ชายของนางได้รับความสนใจจากสตรีผู้เพียบพร้อมถึงเพียงนี้ นางย่อมต้องอยากจะสนับสนุนเป็นธรรมดา และอีกอย่าง เรื่องนี้คงสนุกพิลึก
“ข้าก็อยากช่วย แต่มันมีอยู่หลายเรื่องเช่นกันที่ต้องคิด จะให้ตัดสินใจบุ่มบ่ามคงไม่ได้” หลี่อวี้อ๋องเอ่ยเอาใจพระชายาและทำท่าครุ่นคิด
“เสด็จอาช่วยหาทางออกให้น้องหยางจูด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายชางเอ่ยด้วยความร้อนรน อย่างน้อยปัดเผือกร้อนไปให้เสด็จอายังดีกว่าต้องถือไว้คนเดียวทั้งหมด
“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยแน่ นอกจากนางจะเป็นหลานรักของข้า พระชายาของข้าเองก็รบเร้าถึงเพียงนี้”
คนตามใจเมียมาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเพียงคนรู้จักมีหรือจะมาขัดขวางนางได้
เฉินไป่ชางพยายามมองเมินภาพบาดตาราวกับว่าโลกนี้มีเพียงสองเราตรงหน้าเสีย เสด็จอาผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม พออยู่ต่อหน้าพระชายากลับอ่อนโยนราวกับสิ่งที่ร่ำลือกันด้านนอกนั้นเป็นเรื่องเท็จไป
เสียหมด
“ถ้าเป็นเรื่องการปลอมตัว หม่อมฉันช่วยได้นะเพคะ” เยว่ชิงเสนอตัวอย่างนึกสนุก
“เห็นจะมีเรื่องความปลอดภัยนี่แหละ ที่ยังน่ากังวลอยู่”
หลี่อวี้อ๋องคิดหนักเพราะหยางจูเป็นถึงองค์หญิงคนสำคัญ
“พี่ชายของข้าฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใด อีกประการหนึ่ง ท่านรองแม่ทัพจางซื่อหมิงที่อยู่ข้างกายเขาตลอดเวลาเองก็เช่นกัน เรื่องสำคัญคือจะทำให้องค์หญิงหยางจูได้อยู่ใกล้พี่เซียวหนานได้อย่างไร หากทำได้ นางก็จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างดีตามมาเองนั่นแหละ”ณ ขณะเดียวกันนี้ ที่ชายแดนอันไกลโพ้น รองแม่ทัพจางซื่อหมิงที่เพิ่งจะหยุดจาม กลับมาจามไม่หยุดอีกรอบ
“ฮัดเช้ย!!!”
“สงสัยคงต้องไปให้หมอประจำกองทัพตรวจดูสักที” จางซื่อหมิงปรารภกับตัวเอง พลางลูบเนื้อลูบตัวที่รู้สึกว่าขนแขนลุกชันไปหมด
ณ ห้องรับรองตำหนักอ๋อง บุรุษทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วยกับมู่หรงเยว่ชิง ทั้งที่ไม่คิดจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะนางกับองค์หญิงหยางจูนั้นมีกิตติศัพท์ในเรื่องความป่วนไม่แพ้กัน และทุกครั้งที่นางสร้างเรื่องสร้างราว ใครต่อใครต่างใจอ่อนทำโทษนางไม่ลง เลยได้แต่โอนอ่อนผ่อนตามและตามใจนางกันหมด
“ให้เป็นทหารรับใช้ประจำตัวดีหรือไม่” หลี่อวี้อ๋องเสนอ แม้นั่นจะดูเป็นอะไรที่ต่ำต้อยไปสักหน่อย แต่ความจริงทุกอย่างกลับตาลปัตรตั้งแต่หยางจูออกปากจะปลอมเป็นชายเข้าไปอยู่ในค่ายทหารแล้ว เพราะฉะนั้นข้อเสนอของเขาก็ไม่ได้ดูแปลกพิกลไปกว่ากันหรอก
“เช่นนั้นคงจะดีที่สุด แต่การเสนอตัวเป็นทหารรับใช้ดื้อ ๆ เผลอ ๆ พี่เซียวหนานต้องไม่รับเป็นแน่ เรื่องวิธีคงต้องคิดกันอีกที”
“ข้าเชื่อว่าหยางจูคงจะคิดได้” พูดอย่างพี่ชายที่รู้จักน้องสาวจอมวางแผนดี
“ข้าจะไปเขียนจดหมายฝากฝังหยางจูกับรองแม่ทัพจางให้”
“ขอบพระทัยเสด็จอา น้องหยางจูจะต้องดีใจมากแน่” เฉินไป่ชางรีบถวายความเคารพผู้มีศักดิ์เป็นอาทันที
“เอาเถอะ ข้าหวังว่าถ้าความแตกขึ้นมา เสด็จพี่คงจะเห็นแก่หน้าข้าบ้าง”
องค์ชายชางคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไปว่าก็เพราะเสด็จอาเป็นคนโปรดของเสด็จพ่อนั่นแหละ เขาและน้องถึงได้แจ้นมาขอความช่วยเหลือแบบนี้
“แล้วองค์หญิงจะเสด็จไปเมื่อใดหรือเพคะองค์ชาย”
“ข้าคิดว่าคงจะเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ดูนางร้อนใจเหลือเกิน”
“หากช้า เสด็จพี่ก็อาจจะเร่งรัดงานอภิเษกกับองค์ชายต่างแคว้นด้วย” หลี่อวี้อ๋องคิดตามประสาคนที่อยู่ในตำแหน่งที่จะต้องบริหารจัดการทุกอย่าง
“พ่ะย่ะค่ะ น้องหยางจูเกรงว่าวันดีคืนดี เสด็จพ่อจะให้นางเข้าพิธีโดยไม่ให้นางได้เตรียมตัว และเสด็จพ่อก็น่าจะทำเช่นนั้น เพราะทรงทราบดีว่าน้องมีความดื้อดึงเพียงใด” องค์ชายชางออกความเห็น
ทั้งสามคนยิ้มเอ็นดูออกมาพร้อมกันเมื่อพูดมาถึงตรงนี้
“เฮ้อ ก็ใครกันล่ะที่ตามใจนางจนเสียคน”
หลี่อวี้อ๋องตำหนิแบบไม่จริงจังนักก่อนจะลุกขึ้น
“เจ้ารออยู่นี่ไป่ชาง ข้าจะไปเขียนจดหมายเดี๋ยวเดียว”
“พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายชางมองตามหลังเสด็จอาที่หายเข้าไปอีกห้อง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“หากองค์หญิงพร้อมให้หม่อมฉันช่วยเตรียมการเรื่องปลอมตัว ก็ให้คนมาบอกได้เลยนะเพคะ”
“ข้าว่าท่านไปพร้อมข้าเลยดีกว่า นางน่าจะต้องการคุยกับผู้หญิงด้วยกันมากที่สุด”
“เพคะ” เยว่ชิงรับคำด้วยความยินดี
รออยู่ไม่นาน หลี่อวี้อ๋องก็ออกมาจากห้องหนังสือพร้อมจดหมายที่เขาถือมาด้วยในมือ เนื้อความไม่มีอะไรมากนัก แต่ก็หนักแน่นตามแบบฉบับ และย้ำเรื่องความปลอดภัยขององค์หญิงหยางจูเป็นอันดับแรก พร้อมคำสัญญาว่าจะตบรางวัลมหาศาลแก่รองแม่ทัพจางซื่อหมิงหลังจากองค์หญิงกลับวังหลวงอย่างปลอดภัย
องค์ชายชางกล่าวขอบคุณผู้เป็นอาอีกรอบ ก่อนจะกลับตำหนักพร้อมกับมู่หรงเยว่ชิงที่เตรียมจะช่วยองค์หญิงหยางจูซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะมาเป็นพี่สะใภ้ของนางในอนาคต
“พี่กลับมาแล้ว”
องค์ชายชางไปหาองค์หญิงหยางจูที่ตำหนัก พอนางเห็นว่าใครมาก็รีบวิ่งตรงดิ่งเข้าไปหา ดวงหน้าอ่อนหวานเงยขึ้นมองพี่ชายด้วยความหวัง เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ข้างเขา นางก็พอจะเดาเรื่องราวได้ จึงยิ้มออกมาอย่างยินดี แล้วพุ่งเข้ามากอดพี่ชายเต็มแรง
“พอได้อย่างใจก็ยิ้มออกเชียวนะ” เขาลูบหัวนาง จะโกรธก็โกรธ
ไม่ลง
“เรามาเริ่มกันเลยเถอะ”
รอข้าอีกนิดเท่านั้นนะ มู่หรงเซียวหนาน ข้ากำลังจะไปหาท่านแล้ว
การเดินทางขององค์หญิงผู้ดื้อรั้นเป็นไปอย่างเงียบเชียบและถูกเก็บให้เป็นความลับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจดหมายได้ถูกคนของ
หลี่อวี้อ๋องส่งไปล่วงหน้าก่อนแล้ว เพื่อให้รองแม่ทัพจางซื่อหมิงเตรียมการในสิ่งที่จำเป็นเพื่อต้อนรับการมาขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์แต่อุตริดันคิดแผลง ๆ อยากมาตกระกำลำบากในค่ายทหาร ทั้งนี้หลี่อวี้อ๋องได้เตรียมการเป็นอย่างดี โดยให้หลานรักออกเดินทางพร้อมกับทหารอารักขาที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านเดินทางล่วงหน้าไปประจำการตามจุดต่าง ๆ เพื่อคอยดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ข้าวของในหีบไม้เรียบ ๆ ไม่สะดุดตาสองหีบ มีเพียงเสื้อผ้าธรรมดาและตำราไม่กี่เล่ม กับของสำหรับการปลอมตัว และของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิงซึ่งจะต้องเก็บอย่างมิดชิด
หยางจูนั่งกระเด้งกระดอนอยู่ในเกวียนเทียมม้าคันเล็กสภาพเก่าคร่ำคร่าเพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เมื่อไปถึงที่เมืองชายแดนนางจะต้องลงจากรถม้าคันนี้ที่จะขนสัมภาระเข้าไปในค่ายตามเส้นทางลับ แล้วเปลี่ยนไปใช้รถม้าคันอื่นแทนเป็นระยะทางสั้น ๆ แม้จะฟังดูยากลำบากสำหรับองค์หญิงเช่นนาง แต่ในหัวใจดวงน้อยที่มีเพียงความปรารถนาจะได้ยลโฉมหน้าของชายในดวงใจ นางก็มีเพียงความตื่นเต้นเพียงเท่านั้น
มันอาจจะใช้เวลาหลายวันและขลุกขลักไปบ้าง แต่นางเชื่อว่าการกระทำในครั้งนี้จะต้องได้ผลตอบแทนคุ้มค่า นางเชื่อมั่นในตนเองเสมอว่าจะสามารถทำให้มู่หรงเซียวหนานมีใจให้นางได้ แม้อุปสรรคใหญ่ที่ค้ำคออยู่จะเป็นการที่นางอยู่ในร่างบุรุษก็ตามที
“องค์หญิงเพคะ นี่เราก็เดินทางกันมาได้สองชั่วยามแล้ว พักสักหน่อยดีหรือไม่เพคะ” นางกำนัลคู่กายเอ่ยด้วยเสียงอ่อนระโหย พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก
“ถ้าเรามัวแต่พักเช่นนี้ อีกสามชาติก็คงไม่ถึงชายแดนเป็นแน่” องค์หญิงกล่าวเป็นเชิงประชดประชัน แม้นางเองจะรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็เร่งอยากจะถึงที่หมายโดยเร็ว “อดทนเอาอีกหน่อยเถอะ
ลู่อิง อีกชั่วยามข้าจะให้พัก”
ลู่อิงมีสีหน้าดีขึ้น แล้วก็พลันสลดลงเมื่อคิดได้ว่าหากถึงที่หมายเร็ว นางก็ต้องแยกกับองค์หญิงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่อยู่รับใช้กันมา ลู่อิงไม่ได้รับอนุญาตให้ปลอมตัวเป็นชายเข้าไปในค่ายทหารด้วย เนื่องจาก
องค์หญิงหยางจูคิดว่าจะเป็นความวุ่นวายและอาจถูกสงสัยจนความแตกเสียมากกว่า แต่ด้วยความเป็นห่วงและมองการณ์ไกล พระชายาเยว่ชิงก็คิดว่าอย่างไรเสีย การมีคนรับใช้คู่กายไว้ใกล้ตัวก็ย่อมดีกว่า จึงให้นางกับ
ราชองครักษ์ปลอมตัวเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชายแดนติดกับค่ายทหารที่ตั้งอยู่ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินใดขึ้น อย่างน้อยจะได้ช่วยเหลือหรือส่งข่าวได้ทันการณ์
“เป็นอะไรไป”
“หม่อมฉันแค่เป็นห่วงองค์หญิง เพียงแค่นึกว่าจะต้องไปหลับนอนบนพื้นแข็ง ๆ กินอาหารหน้าตาจืดชืด ทำงานหนักทรมานร่างกายก็อดกังวลใจขึ้นมาไม่ได้เพคะ”
คนฟังถอนหายใจ “ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร ทุกคนต่างก็พูดเรื่องนี้กับข้านับครั้งไม่ถ้วน แต่ข้าอยู่ได้ ลู่อิง คนเราถ้าตั้งใจทำอะไรแล้ว ความเหนื่อยยากจากภายนอก ไม่อาจทำให้เขาหมดความพยายามไปได้หรอก”
เมื่อเห็นว่าไร้ประโยชน์ที่จะทำให้นางเปลี่ยนใจ ลู่อิงก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ
รถม้าโขยกเขยกไปเรื่อย ผ่านภูมิประเทศที่เริ่มทุรกันดารและแสดงออกถึงความเป็นชนบทมากขึ้นทุกที สิ่งปลูกสร้างที่กระจัดกระจายกันเป็นหย่อม ๆ ดูโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความแห้งแล้ง หยางจูทอดสายตามองภูเขาที่เห็นอยู่ไกลลิบ รู้ว่าจุดหมายปลายทางของตนยังอยู่อีกไกล
เมื่อถึงเวลาตามที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้ องค์หญิงหยางจูก็ปล่อยให้
ทุกคนได้หยุดพักที่โรงเตี๊ยมเก่าซอมซ่อแห่งหนึ่ง ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เจ้าของร้านก็ยังมีอัธยาศัยดี และมีน้ำใจไมตรีเข้ามาทักทายช่วยเหลือ หญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปด้านในด้วยความยินดี แม้หยางจูจะต้องหยิกหลังลู่อิงเป็น
พัก ๆ เพราะแสดงได้ไม่สมบทบาทของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดานัก แต่ผู้คนในที่แห่งนั้นก็ไม่ได้มีเวลามาสงสัยนักเดินทางมากหน้าหลายตาที่ผ่านไปมา ด้วยตนเองก็เป็นคนแปลกหน้าของผู้อื่นเช่นกัน
ในร้านมีทั้งลูกค้าชายหญิงนั่งปะปนกันอยู่ นางจึงคลายความระแวดระวังลง แล้วเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ด้านนอกใกล้กับประตูเพื่อจะสังเกตผู้คนเข้าออก ที่ด้านนอกร้านยังมีการสัญจรไปมา เซี่ยหานปิง ราชองครักษ์ที่ตอนนี้รับบทเป็นเพียงคนขับรถม้า เมื่อหาหญ้าและน้ำให้ม้ากินเรียบร้อย ก็รีบตามองค์หญิงเข้ามาด้านในและนั่งประจำการที่โต๊ะทันที
“เจ้าไม่ต้องนั่งหลังตรงขนาดนั้นก็ได้” นางกระซิบกระซาบ “เราปลอมตัวอยู่ ลืมหรืออย่างไร”
“องค์หญิง กระ...” ปากที่อ้ากว้างปิดฉับเมื่อโดนคนที่ตนเรียกว่าองค์หญิงถลึงตาใส่
“พวกเจ้านี่ ให้ปลอมตัวง่าย ๆ ยังทำไม่ได้ แย่จริงเชียว เอางี้ดีกว่า ต่อไปนี้ข้าจะเรียกพวกเจ้าว่าพี่เซี่ยกับพี่ลู่อิงละกัน” นางสรุปเองเสร็จสรรพ ก่อนจะหันไปสั่งอาหารหลายอย่างกับเสี่ยวเอ้อที่ยืนรออย่างนอบน้อมอยู่ด้านหลัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหยางจูสนุกสนานกับสิ่งที่นางทำอยู่ ก่อนหน้านี้ นางเคยแวะเวียนไปหาพระชายาของเสด็จอาอยู่หลายครั้ง และได้ฟังเรื่องเล่าที่หญิงสาวแอบออกไปเที่ยวข้างนอก ได้พบเจอสิ่งน่าสนใจมากมาย ก็นึกอิจฉาอยู่ในอก แม้ทั้งสองคนจะเข้าใจหัวอกของกันและกัน แต่พระชายาเยว่ชิงนั้นก็ยังถือว่ามีอิสระกว่านางมากนัก
“อาหารมาแล้ว...เจ้าค่ะ” ลู่อิงเอ่ยคำลงท้ายด้วยเสียงแผ่วเบา ท่าทางหวาด ๆ ของแทำให้หยางจูหัวเราะคิกคัก
“ถ้าคนที่นั่นมาได้ยินเข้า คงจะทำหน้าตลกพิลึกที่ได้ยินเจ้าพูดกับข้าเช่นนี้”
ลู่อิงยิ่งหน้าแดงด้วยความกลัวระคนไม่สบายใจ แต่มือบางตบบนไหล่นางแปะ ๆ
“อย่าห่วงไปเลย ข้าไม่ไปฟ้องใครหรอกน่า โดยเฉพาะท่านพ่อ ข้าสิต้องเป็นฝ่ายกังวลว่าพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งจะทำความแตก” นางเน้นคำว่าท่านพ่อด้วยความรู้สึกแปร่งปร่าไม่คุ้นชิน ก่อนจะคีบเนื้อไก่เข้าปาก
“ท่านควรจะกลัวว่าทหารในกองทัพจะจับได้มากกว่า” ลู่อิงพึมพำ
“แต่ข้าว่าน่าสนุกออก” นางตอบพลางหัวเราะออกมาอีกระลอก
อาหารมื้อนั้นแม้จะเรียบง่ายธรรมดา แต่ก็อร่อยถูกปากไปเสียหมด นางเดินทางมาไกลก็จริง แต่กลับมีพลังงานล้นเหลือ พูดคุยหยอกล้อกับคนของตนอย่างเป็นกันเอง แม้จะอยู่ในชุดธรรมดาสีซีดจาง แต่ก็ไม่อาจกลบสง่าราศีความสูงศักดิ์ไปได้ จึงไม่วายมีผู้คนหันมามามองนางเป็นระยะ ๆ
“กระ…เอ่อ…ข้าว่าเราควรรีบกินกันดีกว่า”
เซี่ยหานปิง ราชองครักษ์ผู้ผันตัวไปเป็นคนขับรถม้าเร่งนางให้กินเร็วขึ้นเพื่อจะได้รีบออกไปจากที่นี่ เพราะเห็นสายตาหลายคู่มองมาที่เจ้านายของตนดูแล้วไม่น่าไว้ใจ
“คืนนี้เราจะพักที่ใดกัน” หยางจูเอ่ยถามอย่างไม่รู้ร้อน
“ไม่ไกลจากนี่นักขอรับ เดินทางสักครึ่งชั่วยามเห็นจะได้ ที่นั่นน่าจะมีการตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”
การเดินทางจากเมืองหลวงไปสู่ชายแดนไม่ใช่ระยะทางเพียงม้าควบวันเดียวแล้วจะถึงได้โดยง่าย หยางจูเข้าใจเรื่องนั้นดี แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือทำไมทุกคนไม่พักเสียที่นี่เลย
“ที่นี่ก็มีห้องหับให้เข้าพักไม่ใช่หรือ เราจะแวะหลายที่ไปเพื่ออันใดกัน”
“แต่ที่นี่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้นะขอรับ ข้าเกรงว่าหากเกิดอะไรขึ้น จะไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือได้ทัน”
“แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวชาวบ้านสองนาง กับคนขับรถม้าอีกหนึ่งคนกัน พวกเจ้ากังวลเกินเหตุ”
“แต่คำสั่งขององค์ชาย...”
“ชู่ว!”
นางเอ็ดเขา ก่อนจะหันไปหาเถ้าแก่ที่ยืนมองอยู่ก่อนแล้วเพื่อจะถามหาห้องว่าง ตอนนี้นางได้อิสระในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพี่ชายของนางจะเคยสั่งทุกคนไว้เช่นไร นางก็เลือกทำอย่างที่ตัวเองเห็นว่าสมควร
มีห้องว่างเหลืออยู่สองห้องพอดี นางกับลู่อิงจึงตกลงที่จะนอนห้องเดียวกัน ด้านนอกไม่มีอะไรทำมากนัก เนื่องจากโรงเตี๊ยมเพียงแต่ตั้งอยู่ริมทาง จะให้ไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ไม่ได้ หยางจูจึงยังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร และลอบฟังบทสนทนาจากโต๊ะอื่นด้วยความสนใจ
จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น เซี่ยหานปิงจึงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เพื่อดูลาดเลาและเตรียมพร้อมในการอารักขา ส่วนหยางจูชะเง้อคอมองผ่านแสงสุดท้ายของวัน เห็นชายฉกรรจ์หลายคนยืนล้อมบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอยู่ แม้จะมองจากมุมนี้ก็พอจะบอกได้ว่าเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
“เราไปดูกันเถอะ” นางบอกพลางทำท่าลุกขึ้น
“เจ้าคะ?” ลู่อิงร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ “อาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นได้ อย่าไปเลยนะเจ้าคะ”
“แต่ชายหนุ่มผู้นั้นดูท่าจะต้องการความช่วยเหลือ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ชายอกสามศอกในโรงเตี๊ยมนี้ออกไปช่วยสิเจ้าคะ เราจะเข้าไปยุ่งทำไม”
“แต่ข้าไม่เห็นมีใครสนใจเขาสักคน”
“นั่นก็เพราะไม่มีใครอยากเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
“ทั้งที่เขาต้องการความช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ ไม่ได้หรอก คนเราเห็นคนอื่นเดือดร้อนต่อหน้าต่อตาแล้วยังทำนิ่งเฉย จะเรียกว่าเป็นคนอยู่ได้อย่างไร”
หยางจูไม่ยอมฟังคำทัดทานของนางกำนัลคู่กายเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มที่ถูกล้อมอยู่ด้วยท่าทางกล้าหาญผิดกับรูปลักษณ์ภายนอก ลู่อิงและองครักษ์เซี่ยจึงต้องพรวดพราดตามไปด้วยความเป็นห่วง กลัวว่า
องค์หญิงจะได้รับอันตราย